บทที่ 253: เบาะแส
เข็มวัดระดับพลังงานบนหน้าปัดสะบัดไปมาอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ มันหมุนคว้างไร้ทิศทางพร้อมส่งเสียงจี่เบาๆ ชวนปวดประสาท
เยียนซิวหลุบตามองเครื่องมือในมือสลับกับทิวทัศน์รอบกายที่เป็นบ้านเรือนชาวบ้านปลูกสร้างอย่างเรียบง่าย ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับให้ความรู้สึกอึดอัดชอบกล
"เครื่องไม่ได้พัง" เยียนซิวเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่เจือความมั่นใจ
"ผมเกรงว่าชาวบ้านแถวนี้ทั้งหมดคงจะโดนเล่นงานเข้าให้แล้ว"
โดยปกติเจ้าเครื่องนี้มีหน้าที่ชี้พิกัดความผิดปกติของคลื่นพลังงานเหมือนเข็มทิศชี้ทิศเหนือ
แต่นี่มันกลับหมุนเคว้งคว้างหาจุดยึดเหนี่ยวไม่ได้ นั่นตีความได้เพียงอย่างเดียวคือ ทุกตารางนิ้วในรัศมีรอบตัวพวกเขานี้ อัดแน่นไปด้วยพลังงานอาถรรพ์จนเครื่องแยกแยะไม่ออก
เยียนซิวหยิบอุปกรณ์ของตัวเองออกมาเปิดบ้าง ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ต่างจากของจ้าวสุย เข็มหน้าปัดดีดดิ้นไปมาเหมือนปลาขาดน้ำ
"นี่ของสิ่งนั้นจะอยู่ที่หลินหลินจริงๆ เหรอเนี่ย" จ้าวสุยบ่นพึมพำพลางล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา
"เดี๋ยวผมจะลองโทรเช็กหัวหน้าทีมดูว่าฝั่งโน้นสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง"
การสนทนากับปลายสายใช้เวลาเพียงครู่เดียว สีหน้าของจ้าวสุยดูผ่อนคลายลงเปลาะหนึ่ง แต่ก็ยังเจือความผิดหวังจางๆ
เขาวางสายแล้วหันมารายงานเยียนซิว "ฝั่งหัวหน้าทีมที่หมู่บ้านสือเซี่ยงเจอปัญหาเดียวกันเป๊ะเลยครับคุณเยียน”
“เครื่องมือจับสัญญาณบ้าคลั่งไปหมดเหมือนโดนกวนคลื่น สองแม่ลูกนั่นคงวางค่ายกลหรือใช้วิชามารอะไรสักอย่างเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย ตอนนี้ทางนั้นกำลังหัวหมุนหาทางแก้กันอยู่"
เยียนซิวพยักหน้ารับรู้ พลางเก็บเครื่องมือลงกระเป๋า "ถ้าอย่างนั้น เราลองไปคุยกับหลี่ชิ่งอีกที"
"จัดไปครับ"
ก่อนหน้านี้หลี่ชิ่งเพิ่งถูกเจ้าหน้าที่สอบปากคำไปรอบหนึ่ง แต่จ้าวสุยเป็นตำรวจประเภทกัดไม่ปล่อย สัญชาตญาณบอกเขาว่าชายแก่คนนี้มีบางอย่างปิดบังอยู่ จึงสั่งลูกน้องให้เค้นถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ชายวัยใกล้แซยิดผู้นี้มีริ้วรอยแห่งการทำงานหนักประทับอยู่บนใบหน้า ผิวกร้านแดดและหลังที่คู้ลงทำให้เขาดูชราภาพราวกับคนอายุแปดสิบปี
การถูกจี้ถามคำถามเดิมซ้ำซากทำให้ความอดทนของเขาเริ่มบางลง น้ำเสียงจึงเริ่มห้วนขึ้น แต่ก็ยังพยายามรักษามารยาทให้ความร่วมมือเท่าที่ชาวบ้านตาดำๆ คนหนึ่งจะทำได้
เยียนซิวยืนกอดอกสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ จากมุมห้อง ทุกอย่างเป็นไปตามข้อสันนิษฐานของเขา ปฏิกิริยาของหลี่ชิ่งนั้น 'ปกติ' จนน่าขนลุก
มันมีความเป็นธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่งเหมือนละครฉากใหญ่ ครั้งสุดท้ายที่เยียนซิวเห็นคนปกติในรูปแบบที่ไม่ปกตินี้ ก็คือตอนที่ฟางชวนโดนเล่นงาน
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งก้าวเดินเข้าไปในวงสนทนา ตำรวจนายที่กำลังทำหน้าที่สอบสวนเหลือบมองจ้าวสุย พอเห็นสัญญาณมือจากหัวหน้าก็รีบลุกขึ้นถอยฉากออกไปทันที เปิดทางให้เยียนซิวเข้ามาจัดการต่อ
เยียนซิววางเครื่องตรวจจับที่ยังคงส่งเสียงร้องน่ารำคาญลงตรงหน้าชายชรา แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
หลี่ชิ่งมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาประเมิน ชายหนุ่มตรงหน้าดูภูมิฐานและมีอำนาจบารมีมากกว่าตำรวจสองนายก่อนหน้านี้ ทำให้เขารีบปรับท่าทีให้นอบน้อมขึ้น
"คุณตำรวจครับ ผมสาบานได้เลยว่าไม่เจอหลินหลินจริงๆ ยัยหนูนั่นไม่ได้โผล่หน้ามาให้เห็นเลยสักนิด"
"แบมือขวา แล้ววางราบลงบนโต๊ะ" เยียนซิวออกคำสั่งสั้นๆ ไม่มีการเกริ่นนำ
หลี่ชิ่งทำหน้างุนงง แต่รังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่มทำให้เขาไม่กล้าขัดขืน มือที่เต็มไปด้วยข้อปูดโปนและหนังด้านแข็งค่อยๆ วางแบลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ
จ้าวสุยและลูกน้องต่างชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น นึกว่าเยียนซิวจะโชว์วิชาดูลายมือ แต่ผิดคาด เยียนซิวเพียงแค่ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงไปที่นิ้วนางของหลี่ชิ่งอย่างแม่นยำ
ฉับพลันนั้น ร่างของชายชราที่เคยนั่งสงบเสงี่ยมก็กระตุกเกร็งอย่างรุนแรงราวกับถูกไฟช็อต ดวงตาเหลือกลาน พยายามสะบัดแขนดิ้นรนหนีจากการสัมผัสนั้นสุดชีวิต
"เฮ้ย! จับไว้!" จ้าวสุยตะโกนสั่งพร้อมกระโจนเข้าล็อคแขนข้างหนึ่ง ส่วนลูกน้องอีกคนรีบคว้าแขนอีกข้างกดหลี่ชิ่งแนบกับโต๊ะ
แม้จะไม่เข้าใจกลไกการทำงานของสิ่งที่เยียนซิวทำ แต่ภาพที่เห็นชัดเจนว่านี่ไม่ใช่อาการเจ็บป่วยธรรมดา
ร่างกายของหลี่ชิ่งกำลังกลายเป็นสมรภูมิของการต่อสู้ระหว่างพลังงานสองสายที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง พลังงานแปลกปลอมที่ฝังอยู่กำลังถูกพลังของเยียนซิวขับไล่
ในวงการผู้ฝึกตน ศาสตร์ลี้ลับมักจะฝึกฝนพลังเพียงสายเดียว เพราะพลังต่างขั้วไม่สามารถอยู่ร่วมในภาชนะเดียวกันได้ หากฝืนยัดเยียดเข้าไป ผลลัพธ์ก็คือการตีกันภายในจนร่างแทบแตกสลาย
หลี่ชิ่งไม่ใช่ผู้ฝึกตน แต่ร่างของเขาถูกใครบางคน 'ฝาก' พลังงานเอาไว้ และตอนนี้เจ้าของบ้านตัวจริงกำลังถูกปลุกให้ตื่น
เสียงร้องอืออาในลำคอของชายชราดังระงม ร่างกายสั่นเทาเหมือนเจ้าเข้าทรง กระทั่งผ่านไปสิบกว่านาที อาการเกร็งกระตุกก็ค่อยๆ ทุเลาลง
ลมหายใจที่เคยหอบกระชั้นเริ่มกลับมาเป็นจังหวะปกติ เมื่อสัมผัสได้ว่าไอสังหารที่ตกค้างถูกกำจัดจนหมดสิ้น เยียนซิวจึงถอนนิ้วออก
"คุณ... คุณตำรวจ... นี่ผมเป็นอะไรไปเนี่ย" หลี่ชิ่งเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาสับสน เหมือนคนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย
เยียนซิวไม่ตอบคำถามนั้น แต่ยิงคำถามเดิมซ้ำอีกครั้ง "สรุปว่าเจอหลินหลินไหม"
"เจอสิครับคุณตำรวจ! ยัยหนูนั่นมาหาผมเมื่อสามวันก่อนนี่เอง" หลี่ชิ่งตอบฉะฉาน แววตามั่นคงไม่มีความลังเลเหมือนก่อนหน้า
คำตอบที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าทำให้จ้าวสุยถึงกับต้องแอบเดาะลิ้นในใจ 'ร้ายกาจจริงๆ นี่สินะที่ปรึกษาเยียน ถ้าหัวหน้ากล่อมให้ย้ายสังกัดมาอยู่กรมตำรวจได้ ทีมเราคงสบายขึ้นเยอะ'
เมื่อความทรงจำที่ถูกบิดเบือนกลับคืนมา เบาะแสของหลินหลินก็กระจ่างชัดขึ้นทันที
หลี่ชิ่งให้ข้อมูลอย่างลื่นไหลไม่มีติดขัด "หลินหลินดื้อจะขึ้นเขาให้ได้ ผมห้ามจนปากเปียกปากแฉะก็ไม่ฟัง เธอมานอนค้างบ้านผมสองคืนแล้วก็ดุ่มๆ เข้าป่าไปเลย”
“ภูเขาแถบบ้านผมน่ะมันไม่เหมือนที่อื่น มันซับซ้อน ป่าดงดิบทั้งนั้น ถ้ำก็เยอะ แถมลึกจนน่ากลัว แต่ละปีมีพวกนักท่องเที่ยวใจกล้ามาลองดี แล้วก็หายสาบสูญไปไม่เคยได้กลับออกมา"
"รู้ทิศทางที่เธอไปไหม"
"รู้ครับ ผมเป็นห่วงเลยเดินไปส่งเธอเองกับมือที่ 'หุบเขาเอ้อร์เต้า' ตรงนั้นมีถ้ำหินกับสระน้ำเย็น บรรยากาศดีเชียวแหละ ยัยหนูรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเดินเล่นอยู่แค่แถวนั้น ไม่เข้าไปลึกกว่านั้นหรอก คงกะจะไปพักผ่อนสักสองสามวันแล้วค่อยกลับ"
"ดี ถ้าอย่างนั้นรบกวนลุงช่วยนำทางพวกเราไปหน่อย"
หลี่ชิ่งเริ่มมีสีหน้ากังวล "เอ่อ... คุณตำรวจครับ หลานสาวผมไปทำเรื่องอะไรไม่ดีไว้หรือเปล่า ทำไมตำรวจถึงตามหากันให้วุ่นแบบนี้"
จ้าวสุยตบไหล่ชายชราเบาๆ เพื่อคลายความกังวล แต่แฝงน้ำเสียงจริงจังในที "ลุงก็รู้นี่ว่าบ้านหลานลุงทำมาหากินกับอะไร อย่ารู้เยอะจะเป็นภัยแก่ตัว เอาเป็นว่าเราแค่ต้องการตัวเธอมาสอบถามข้อมูลบางอย่าง"
หลี่ชิ่งพยักหน้าหงึกหงัก เขาเองก็รู้กิตติศัพท์ความ 'พิเศษ' ของตระกูลหลานสาวดี หลินหลินเป็นเด็กหัวไวนิสัยแกมโกงนิดๆ ถอดแบบแม่มาไม่มีผิด
สมัยก่อนถังเสี่ยวหลินดูไม่มีแววทางด้านนี้เลย นึกว่าวิชาตระกูลจะจบที่รุ่นแม่เสียแล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าลูกสาวจะรับช่วงต่อได้
ใช้เวลาเตรียมตัวไม่นาน คณะเดินทางก็พร้อมออกลุย จ้าวสุยคัดลูกน้องฝีมือดีติดตามไปแค่สองคน
ส่วนที่เหลือให้ตรึงกำลังเฝ้าระวังคนในบ้านหลี่และชาวบ้านระแวกนั้น เพราะคนเหล่านี้ล้วนถูกวางยาทางจิตเอาไว้ หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลอาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน
อีกอย่าง ทีมบุกขึ้นเขามีกันสี่หนุ่มฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือ แค่เด็กผู้หญิงคนเดียวคงไม่เกินความสามารถ
บ้านของหลี่ชิ่งตั้งอยู่ตีนเขา เดินทะลุสวนหลังบ้านไปนิดเดียวก็เจอทางเดินเท้าเล็กๆ ที่ทอดตัวยาวขึ้นไปบนภูเขา ถึงหลี่ชิ่งจะดูแก่จนหนังเหี่ยว แต่พอก้าวเท้าเดินป่ากลับดูคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงกว่าคนหนุ่มเมืองกรุงเสียอีก แกเดินนำลิ่วๆ อย่างมั่นคง
ทันทีที่ก้าวพ้นอาณาเขตหมู่บ้าน เข็มบนเครื่องตรวจจับที่เคยหมุนติ้วก็หยุดนิ่ง เสียงสัญญาณเตือนเงียบกริบ นี่เป็นเครื่องยืนยันทฤษฎีของเยียนซิวได้เป็นอย่างดี
พลังงานอาถรรพ์พวกนี้หากไม่มีภาชนะรองรับหรือไม่มีค่ายกลคอยหล่อเลี้ยง อยู่กลางแจ้งได้ไม่นานก็ระเหยหายไปกับสายลม
หลี่ชิ่งพาพวกเขาเดินลัดเลาะปีนข้ามภูเขาลูกแรกมาได้อย่างทุลักทุเลสำหรับคนเมือง พอถึงยอดเขา แกก็หยุดยืนปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตา แล้วชี้มือไปยังทิวเขาที่ซ้อนทับกันอยู่เบื้องหน้า
"เห็นตรงนั้นไหม นั่นแหละหุบเขาเอ้อร์เต้า ต้องปีนข้ามเขาไปอีกสองลูก แถวนั้นมีสระน้ำเย็นอยู่สระหนึ่ง น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา เด็กๆ ในหมู่บ้านชอบหนีไปเล่นน้ำกันประจำ"
มองจากตรงนี้เหมือนเป้าหมายอยู่แค่เอื้อม แต่ความจริงคือต้องบุกป่าฝ่าดงข้ามเขาอีกสองลูกใหญ่ ต่อให้พวกเขาร่างกายฟิตปั๋งแค่ไหน การเดินทางครั้งนี้ก็ต้องกินเวลาอย่างน้อยสองชั่วโมงกว่าจะถึงที่หมาย
[จบบท]