บทที่ 258: ค่ายกล
หญิงสาวผู้เป็นลูกน้องมือขวาคว้าวัตถุที่ลอยคว้างกลางอากาศเอาไว้ได้ทันก่อนที่มันจะร่วงลงพื้น หล่อนประคองมันไว้อย่างระมัดระวังแล้วรีบส่งคืนให้กับผู้เป็นนาย
สิ่งนั้นคือ ‘ผ้าปักหน้าคน’ ที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว
เดิมทีของสิ่งนี้เคยตกอยู่ในมือของถังเสี่ยวหลิน ก่อนจะถูกพวกเขากลับมาชิงคืนได้ในที่สุด ก่อนหน้านี้ฉีปู้เหยียนยอมตัดใจสละเศษผ้าชิ้นนี้เพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อในการตามหา ‘หนังสือหนังมนุษย์’
แต่ใครจะคิดว่าพวกเขากลับเป็นฝ่ายถูกซ้อนแผนเสียเอง หนังสือเล่มนั้นเปลี่ยนมือไปอยู่กับหลินหลินตั้งนานแล้ว การวางหมากที่ผิดพลาดครั้งนั้นทำเอาฉีปู้เหยียนผู้มีญาณเทพถึงกับเสียท่า ถูกหลอกจนเปื่อยยุ่ยไม่เหลือลาย
ยังนับว่าเป็นโชคในคราวเคราะห์ที่ตระกูลฉีเป็นกลุ่มแรกที่ค้นพบหนังสือหนังมนุษย์ แถมยังได้ครอบครองร่างไร้วิญญาณของเจ้าของเดิมเพื่อทำการศึกษามาอย่างยาวนาน
พวกเขาจึงวางหมากสำรองเอาไว้ล่วงหน้า ทำให้สายป่านที่ใช้ติดตามร่องรอยยังไม่ขาดสะบั้นลงไปเสียทีเดียว
ทว่าการที่ควานหาตัวไม่เจอมาหลายวันติดต่อกันแบบนี้ จะโทษว่าเป็นเพราะอิทธิฤทธิ์ของหนังสือหนังมนุษย์ก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก
ต้องบอกว่าเป็นเพราะคนที่ถูกมันควบคุมร่างอยู่นั้นร้ายกาจเกินไปต่างหาก เยียนซิวระวังตัวแจจนน่าเหลือเชื่อ เขาเฉียดจะถูกจับได้ถึงสองครั้ง แต่สุดท้ายก็มุดหนีรอดเงื้อมมือไปได้ทุกที
คนผู้นี้มีไอสังหารเข้มข้นไหลเวียนอยู่ในร่างกายมาแต่กำเนิด วิชาพยากรณ์ใดๆ ล้วนใช้กับเขาไม่ได้ผล แม้แต่วิชาไสยเวทแขนงอื่นเมื่อเจอกับร่างนี้
อานุภาพก็จะถูกลดทอนลงไปกว่าครึ่ง เคราะห์ดีที่ตระกูลฉีใช้วิชา ‘กู่’ ในการสะกดรอย ตราบใดที่ไม่พยายามเข้าประชิดตัวจนเกินไป ผลกระทบต่อนักล่าอย่างพวกเขาก็ยังมีไม่มากนัก
ฉีเว่ยหมิงเหยียบเท้าลงบนโขดหินใหญ่เพื่อพักขา เขาปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตาแล้วยกกระติกน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่
หลังจากได้พักหายใจเพียงชั่วครู่ ลูกน้องชายที่ยืนเงียบเชียบมาตลอดทางก็ขยับตัวเข้ามารายงาน เขากระชับโถดินเผาสีดำขนาดเท่าฝ่ามือในอ้อมแขนแน่น
“คุณฉี ราชินีกู่เริ่มกระวนกระวายแล้วครับ”
ที่ปากโถดินเผาใบนั้นมีเส้นไหมสีดำแดงพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยออกมาแตะจมูก เป็นผนึกที่ใช้กักขังสิ่งที่อยู่ภายใน ส่วนที่ก้นโถมีด้วงปีกแข็งสีขาวนวลขนาดเท่าลูกอมเกาะนิ่งอยู่
ตามปกติแล้วราชินีกู่จะสงบนิ่งและหันหัวไปทางทิศที่ ‘กู่ลูก’ อาศัยอยู่เสมอ พวกเขาจึงใช้วิธีนี้ต่างเข็มทิศในการตามล่าหนังสือหนังมนุษย์ แต่เวลานี้ราชินีกู่กลับกระพือปีกถี่รัวและพยายามตะเกียกตะกายมุ่งหน้าไปทางทิศหนึ่งอย่างบ้าคลั่ง
ฉีเว่ยหมิงใจเต้นแรง ปฏิกิริยาของราชินีกู่ชัดเจนขนาดนี้ เป็นหลักฐานยืนยันชั้นดีว่ามันอยู่ใกล้กับกู่ลูกที่ถูกฝังไว้ในร่างเป้าหมายมากแค่ไหน
แม้จะยังไม่เข้าใจว่าทำไมคราวนี้เยียนซิวถึงไม่รีบหนีไปเหมือนทุกครั้ง แต่นี่คือโอกาสทองที่สวรรค์ประทานมาให้อย่างไม่ต้องสงสัย
“เตรียมตัวให้พร้อม อย่าให้ใครหน้าไหนมาชิงตัดหน้าไปได้”
“ครับ/ค่ะ”
ลูกน้องทั้งสองหันมาสบตากัน ความเหนื่อยล้าในแววตาเลือนหายไป แทนที่ด้วยความมุ่งมั่นพร้อมสังหาร
***
ห่างออกไปหลายลูกเขา บนสันเขาที่ปกคลุมด้วยป่าทึบ มีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งพักเอาแรง
ผู้นำทีมคือเยียนหลิง หญิงสาวท่าทางทะมัดทะแมง และในทีมยังมีบุคคลสำคัญที่ไม่ได้สังกัดหน่วยงานใดๆ แต่รีบเร่งเดินทางมาจากปักกิ่งด้วยตัวเอง นั่นคือ... เยียนไป๋เหวิน
เยียนหลิงเดินถือจานเข็มทิศโบราณที่ดูเก่าแก่คร่ำครึเข้ามาหาอีกฝ่าย “คุณลุงคะ เข็มของจื่อซาผานนิ่งสนิทมาหนึ่งชั่วโมงแล้ว ไม่ขยับเลยค่ะ”
เยียนไป๋เหวินรับเข็มทิศมาพิจารณา สายตาจดจ้องไปที่เข็มวัดไอสังหาร ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มบางๆ
“อืม... ได้เวลาไปตามหาคนแล้ว ถ้าลุงเดาไม่ผิด ไอ้ลูกชายตัวดีน่าจะเดินไปเหยียบกับดักค่ายกลเข้าให้แล้ว”
คนภายนอกต่างรู้กิตติศัพท์ว่าผู้นำตระกูลเยียนคือนักพรตเสวียนผู้เก่งกาจ แต่มีน้อยคนนักที่จะล่วงรู้ความลับที่แท้จริงว่า เขาคือ ‘ปรมาจารย์ค่ายกล’
ไม่ใช่หมอผีที่รู้วิธีเขียนยันต์ค่ายกลงูๆ ปลาๆ แต่เป็นถึงปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งการวางผังค่ายกลอย่างถ่องแท้
ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ค่ายกล การจะวางค่ายกลแต่ละครั้งเพียงแค่สะบัดมือก็สามารถเนรมิตกับดักได้ดั่งใจนึก
ในสมองของพวกเขาต้องจดจำรูปแบบผังค่ายกลนับร้อยนับพันชนิด หากไม่ใช่ตระกูลที่มีรากฐานความรู้อันลึกซึ้งสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน ก็ยากที่จะฟูมฟักปรมาจารย์ค่ายกลให้กำเนิดขึ้นมาได้สักคน
ตั้งแต่วินาทีแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในป่าเขาแห่งนี้ เยียนไป๋เหวินก็เริ่มลงมือวางค่ายกลดักจับลูกชายตัวเองไปทั่ว และผลลัพธ์ในตอนนี้ก็ชี้ชัดแล้วว่า... เหยื่อติดกับแล้ว
ในขณะที่นักล่าทั้งสองกลุ่มต่างเร่งฝีเท้าบ่ายหน้าเข้าหาเป้าหมาย เยียนซิวกลับกำลังติดแหง็กอยู่ในแอ่งหุบเขาที่เงียบสงัด
หนังสือหนังมนุษย์ในมือของเขาดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง หน้ากระดาษสะบัดพลิกไปมาอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงพึ่บพั่บบาดหู
ราวกับว่ามันต้องการจะฉีกตัวเองเป็นชิ้นๆ เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากหนังสือเล่มนั้นไม่ใช่เสียงมนุษย์ มันเป็นเสียงที่บิดเบี้ยว หยาบกระด้าง และเสียดแทง ผสมปนเปไปกับเสียงกระดาษที่ถูกลมพัดกรรโชก ฟังไม่ได้ศัพท์แต่กลับสร้างความปั่นป่วนให้กับโสตประสาทอย่างรุนแรง
คลื่นเสียงนั้นแฝงไปด้วยพลังอำนาจมืดดำที่แผ่ขยายออกไปรบกวนสภาพแวดล้อม สัตว์น้อยใหญ่ ทั้งนกและแมลงต่างพากันแตกตื่นบินหนีตายออกจากบริเวณนั้นจนป่าเงียบกริบ
‘ออกไปจากที่นี่... พาข้าออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!’
เสียงคำรามของหนังสือหนังมนุษย์ดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวของเยียนซิว ราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณร้ายที่ดังมาจากขุมนรก
สติสัมปชัญญะของชายหนุ่มเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นนับร้อยนับพันคู่รุมทึ้งฉีกกระชาก ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วสมองจนแทบระเบิด
ดวงตาของเขาแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยที่ปูดโปน ทว่าไม่ว่าหนังสือหนังมนุษย์จะตะคอกสั่งการหรือข่มขู่เพียงใด ร่างกายของเขากลับแข็งทื่อราวกับหินผา ไม่ขยับเขยื้อนแม้เพียงมิลลิเมตรเดียว
พวกเขาติดอยู่ในวังวนนี้มานานนับชั่วโมงแล้ว หนังสือหนังมนุษย์สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอันตรายที่คืบคลานใกล้เข้ามาทุกที แต่มันกลับจนปัญญา ไม่สามารถบงการหุ่นเชิดอย่างเยียนซิวให้พาหนีได้
เยียนซิวเหยียบเข้ากลางใจกลางของค่ายกลกักขัง ซึ่งเป็นค่ายกลโบราณที่สาบสูญไปจากยุทธภพ มีเพียงตระกูลที่สืบทอดสายเลือดมาอย่างยาวนานเท่านั้นที่จะรู้วิธีวางค่ายกลซับซ้อนเช่นนี้
มาถึงขั้นนี้แล้ว หนังสือหนังมนุษย์จำต้องยอมรับความจริงว่า การควบคุมร่างของเยียนซิวเกิดความผิดพลาดอย่างร้ายแรง นับตั้งแต่ที่มันทิ้งร่างของหลินหลินมา
พวกมนุษย์ที่ตามล่ามันก็ยิ่งกัดไม่ปล่อย ไล่ต้อนกระชั้นชิดเข้ามาทุกที และวันนี้... จู่ๆ เยียนซิวก็พามันเดินดุ่มๆ เข้ามาในที่แห่งนี้ แถมยังเหยียบกับดักเข้าอย่างจัง มันไม่เชื่อเด็ดขาดว่านี่คือเรื่องบังเอิญ
หนังสือหนังมนุษย์ก่นด่าสาปแช่งไม่หยุดปาก พร้อมกับส่งคลื่นเสียงรบกวนที่แหลมสูงยิ่งกว่าเดิม หวังจะทำลายสติของเยียนซิวให้แหลกละเอียดเป็นจุณ
ทางรอดเดียวของมันในเวลานี้ คือต้องยึดครองร่างของเยียนซิวอย่างสมบูรณ์เพื่อทำลายค่ายกลแล้วหนีออกไป หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องปลอมตัวเป็นเยียนซิวเพื่อตบตาพวกที่กำลังแห่กันมา
ฉับพลันนั้น แผ่นหนังมนุษย์สองแผ่นก็หลุดลอกออกมาจากหน้าหนังสือ พุ่งเข้าประกบที่ใบหน้าของเยียนซิวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ในจังหวะที่ชายหนุ่มไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อต้าน แผ่นหนังเหล่านั้นค่อยๆ ขยับปรับเปลี่ยนรูปร่าง จนกลายเป็นใบหน้าที่เหมือนกับเยียนซิวทุกกระเบียดนิ้วราวกับฝาแฝด จุดตำหนิเพียงอย่างเดียวคือรอยแยกยาวตรงกลางระหว่างแผ่นหนังทั้งสองชิ้น
แต่ทว่า... ทันทีที่รอยแยกนั้นเริ่มสมานเข้าหากันเพื่อผนึกร่าง หนังสือหนังมนุษย์กลับกรีดร้องออกมาสุดเสียง
เสียงนั้นโหยหวนราวกับถูกไฟนรกแผดเผา มันดิ้นรนทุรนทุรายอย่างรุนแรง ในขณะที่ร่างของเยียนซิวหงายหลังล้มตึงลงกระแทกพื้น
แผ่นหนังมนุษย์สองแผ่นที่แปะอยู่บนหน้าเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับตอตะโกในชั่วพริบตา ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
เหตุการณ์วิปริตยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น อุณหภูมิรอบกายของเยียนซิวลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ความหนาวเย็นยะเยือกที่ชวนให้ขนหัวลุกแผ่ซ่านออกมาจากร่างที่นอนแน่นิ่ง มันไม่ใช่ความเย็นของอากาศ แต่เป็นความเย็นของ ‘ไอสังหาร’
บริเวณฝ่ามือของเยียนซิวที่กำหนังสือหนังมนุษย์ไว้ ปรากฏรอยนิ้วมือสีดำไหม้เกรียมฝังลึกลงไปในปกหนังสือ
หนังสือหนังมนุษย์ดิ้นหลุดจากมือเขาได้ในที่สุด มันรีบตะเกียกตะกายขยับหน้ากระดาษลากตัวเองหนีอย่างทุลักทุเล พยายามจะออกห่างจากร่างของเยียนซิวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่ความเร็วในการหนีของมันหรือจะสู้ความเร็วของไอสังหารที่แผ่พุ่งออกมา เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว กลุ่มควันสีดำทมิฬก็พุ่งเข้ากัดกินตัวเล่มหนังสือจนดำเมี่ยม หนังสือปีศาจสิ้นฤทธิ์เดช ตกลงบนพื้นแน่นิ่งไปราวกับตายสนิท
เมื่อฉีเว่ยหมิงและลูกน้องทั้งสองฝ่าดงไม้มาถึง พวกเขาก็ต้องตะลึงกับภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
เยียนซิวนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหญ้าไม่ไหวติง ส่วนหนังสือหนังมนุษย์ตกอยู่ห่างออกไปราวห้าหกเมตรในสภาพดูไม่ได้
“คุณฉี! หนังสือหนังมนุษย์!”
ลูกน้องสาวร้องขึ้นด้วยความดีใจ หล่อนชี้ไม้ชี้มือไปที่หนังสือเล่มนั้น แล้วถลันตัววิ่งเข้าไปหมายจะเก็บมันขึ้นมาเพื่อสร้างผลงาน
ทว่า... วินาทีที่ปลายนิ้วของหล่อนกำลังจะสัมผัสโดนตัวเล่ม ร่างกายของหญิงสาวก็เกิดอาการเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง แล้วแข็งทื่อไปในบัดดล ก่อนจะล้มฟุบหน้าคว่ำลงกับพื้นโดยไม่มีแม้แต่เสียงร้อง
ฉีเว่ยหมิงที่กำลังจะก้าวตามไปถึงกับชะงักกึก เขาเบรกฝีเท้าจนตัวโก่ง หันขวับไปสั่งลูกน้องชายที่เหลือรอดอยู่อีกคนทันที
“ใช้กู่ทดสอบดูเดี๋ยวนี้!”
ลูกน้องชายรีบเปิดโถปล่อยแมลงกู่ออกไปฝูงหนึ่ง แต่ทันทีที่พวกมันบินเข้าไปในรัศมีหนึ่งเมตรรอบตัวหนังสือหนังมนุษย์ แมลงเหล่านั้นก็ร่วงกราวลงสู่พื้น ตายสนิททุกตัวราวกับต้องยาพิษ
[จบบท]