บทที่ 26: ค่าครูหนึ่งหมื่น
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนที่เสียงของจานนีจะดังขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย “...หลังจากที่แม่ของฉันป่วย โรงพยาบาลก็รักษาไม่ได้เลย ฉันว่าตอนนี้ถ้าฉันไปโรงพยาบาล ผลก็คงออกมาเหมือนกันนั่นแหละ”
จานนีพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น “ฉันอยากให้เธอช่วยคิดหาวิธีหน่อยได้ไหม หลิ่วมู่มู่ ฉันรู้ว่าคุณปู่ของเธอกับเธอเก่งกันมากๆ เธอต้องช่วยฉันได้แน่ๆ ใช่ไหม”
น้ำเสียงของหลิ่วมู่มู่ที่ตอบกลับไปกลับฟังดูเย็นชาและห่างเหินอย่างน่าประหลาด “ฉันคงช่วยเธอได้แค่เรื่องเดียวคือดูดวงให้ ศาสตร์การทำนายครั้งนี้ฉันคิดค่าครู 10,000 หยวน ถ้าเธอตัดสินใจได้แล้ว ก็เตรียมเงินมาให้พร้อมแล้วค่อยมาหาฉัน”
“แต่ว่า...” จานนีเหมือนยังมีเรื่องที่อยากจะพูดต่ออีกมาก แต่หลิ่วมู่มู่ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้พูดอะไรอีกต่อไป เธอเลือกที่จะตัดสายทิ้ง
หลังจากวางสาย อารมณ์ของหลิ่วมู่มู่ก็ดิ่งลงเล็กน้อย เธอรู้สึกหนักใจไม่น้อยเพราะเรื่องนี้มันหนักหนากว่าที่คิด จานหงเย่เริ่มลงมือกับจานนีแล้วจริงๆ ด้วย จากสถานการณ์ที่เธอประเมินได้ในตอนนี้
มันน่าจะเป็นวิธีทางไสยศาสตร์อะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับเลือด แถมเมื่อดูจากระยะเวลาอาการป่วยของคุณป้าจางแล้ว วิธีการนี้ไม่สามารถทำ ให้สำเร็จได้ในครั้งเดียว มันอาจจะต้องใช้เลือดอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
ถ้าหากจานนีสามารถหนีห่างจากจานหงเย่ได้ตั้งแต่ตอนนี้ เธอก็มีโอกาสรอดถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ในความเป็นจริง หลิ่วมู่มู่รู้ดีว่าวิธีนี้มันเป็นไปได้ยาก จานนีไม่ใช่ต่งเจิ้งหาวที่เธอแค่พูดไม่กี่คำก็สามารถโน้มน้าวได้ ยังไงเสียจานหงเย่ก็เป็นพ่อแท้ๆ ของเธอ ส่วนตัวหลิ่วมู่มู่เองก็เป็นแค่คนนอก ต่อให้เธอแฉเรื่องทั้งหมดออกไป จานนีก็อาจจะไม่เชื่อเธออยู่ดี
ฝั่งของจานนี หลังจากที่หลิ่วมู่มู่ตัดสายไป เธอก็นั่งถือโทรศัพท์นิ่งอยู่ในห้องที่แสงสลัว เธอกัดริมฝีปากล่างของตัวเองซ้ำๆ จนกระทั่งได้รสคาวเลือดในปาก
หลิ่วมู่มู่เรียกเงินจากเธอถึง 10,000 หยวน แถมยังไม่ได้รับประกันด้วยซ้ำว่าจะช่วยเธอได้หรือเปล่า เงินจำนวนนี้ถือเป็นเงินก้อนโตสำหรับเธอมาก
จานนีใช้เวลาลังเลอยู่ในห้องเกือบครึ่งชั่วโมงก่อนที่เธอจะตัดสินใจ เธอค้นหาบัตรธนาคารที่พ่อของเธอเคยให้ไว้ แล้วออกจากบ้านไปเงียบๆ พร้อมกับกระเป๋าสะพาย โดยอาศัยจังหวะที่ยังเช้าตรู่และทุกคนในบ้านยังไม่ตื่น
เธอแวะกดเงินก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปที่ร้านอาหารเช้าใกล้ๆ กับย่านที่พักของหลิ่วมู่มู่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทั้งสองคนนัดเจอกัน เมื่อจานนีไปถึง หลิ่วมู่มู่ก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
บนโต๊ะมีอาหารเช้าสั่งมาเรียบร้อย ทั้งซาลาเปาสองลูก โจ๊กสองถ้วย และผักดองหนึ่งจานเล็กๆ วันนี้หลิ่วมู่มู่แต่งตัวสบายๆ เธอสวมกางเกงกีฬาขาสั้นสีเทากับเสื้อกล้ามตัวเล็กสีเหลืองอ่อน
ผมของเธอมัดเป็นจุกดังโงะสูง รวบไว้แน่นเหมือนลูกบอลหนามเล็กๆ ที่ขยับไปมาตามการเคลื่อนไหวของเธอ ทั่วทั้งร่างของเธอดูเต็มไปด้วยความสดใสมีชีวิตชีวาแบบเด็กสาว
จานนีไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมหลิ่วมู่มู่ถึงดูเหมือนคนที่ไม่มีเรื่องกังวลใจอะไรเลยสักนิด ระหว่างที่จานนีกำลังเหม่อมอง หลิ่วมู่มู่ก็สังเกตเห็นเธอพอดี เธอยกมือขึ้นโบกให้ ยางรัดผมรูปไดโนเสาร์น้อยที่คล้องอยู่บนข้อมือขาวๆ ของเธอก็แกว่งไปมาด้วย
จานนีก้าวเท้าเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม หลิ่วมู่มู่พูดขณะที่ในปากของเธอกำลังเคี้ยวซาลาเปา
“ยังไม่ได้กินข้าวเช้ามาใช่ไหม กินก่อนเถอะ ค่อยคุยกัน” ซาลาเปาของร้านนี้ลูกใหญ่ แถมยังหอมมากด้วย
จานนีไม่มีอารมณ์จะกินอะไรเลยสักนิด เธอแค่ยกโจ๊กขึ้นมาจิบไปไม่กี่คำพอเป็นพิธี ส่วนซาลาเปานั้นเธอไม่ได้แตะต้องมันเลย เธอรอจนกระทั่งหลิ่วมู่มู่กินจนเกือบจะอิ่ม จานนีก็รีบเอ่ยถามด้วยเสียงที่เบาลงและแฝงความร้อนรน
“ที่เธอบอกว่าจะดูดวงให้ เธอจะดูเรื่องอะไรให้ฉันเหรอ”
“ดูหนทางรอด”
แววตาของจานนีมีประกายขึ้นมา แต่เธอก็ได้ยินหลิ่วมู่มู่พูดต่อ “ฉันขอพูดอะไรไว้ก่อนนะ ไม่ว่าฉันจะบอกให้เธอทำอะไร เธอต้องทำตาม ห้ามถามเหตุผล ถ้าเธอทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องมาหาฉันอีก”
จานนีรีบพยักหน้ารับคำ “เธอวางใจได้เลย ฉันจะฟังเธอทุกอย่าง”
เธอเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกมาอย่างลังเล “นี่ ต้องใช้เหรียญโยนหรือเปล่า”
สมัยก่อนหลิ่วมู่มู่ชอบโยนเหรียญทำนายเล่นมาก บางครั้งถ้าเธออารมณ์ดี เธอก็จะทำนายให้เพื่อนๆ ในห้องด้วย บางทีก็แม่น บางทีก็ไม่แม่น
ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไร้สาระ อย่างเช่น วันนี้กินซาลาเปาแล้วจะเจอก้อนกรวดไหม อะไรทำนองนั้น ทุกคนเลยไม่เคยมีใครคิดจริงจังกับเรื่องนี้
“ไม่ใช่หรอก ยื่นมือมาให้ฉัน” หลิ่วมู่มู่ยื่นมือไปตรงหน้าเธอ จานนีจึงวางมือของเธอลงบนฝ่ามือของหลิ่วมู่มู่
หลิ่วมู่มู่กุมมือของจานนีไว้ ดวงตาของเธอเหมือนสูญเสียจุดโฟกัสไปชั่วขณะ ราวกับว่าเธอกลายเป็นสิ่งไม่มีชีวิตไปแล้ว จานนีมองใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกของเพื่อนสนิท และเผลอตัวสั่นขึ้นมาเบาๆ
แต่เพียงครู่เดียว หลิ่วมู่มู่ก็กลับมาเป็นปกติ เธอคลายมือที่กุมมือของจานนีออก “คืนนี้ที่บ้านเธอจะต้องไปงานเลี้ยง เธอห้ามไปเด็ดขาด ให้อยู่บนเตียงของตัวเองเงียบๆ ห้ามเปิดไฟ”
“ถึงจะได้ยินเสียงอะไรก็ห้ามออกจากห้อง พอถึงเวลา 21:05 น. ให้เธอไปยืนอยู่ที่หน้าห้องหนังสือของพ่อเธอเป็นเวลา 2 นาที แล้วก็กลับห้องไปนอน ห้ามให้ใครจับได้เด็ดขาด เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม”
จานนีอยากจะถามอะไรอีกหลายอย่าง แต่ดูเหมือนหลิ่วมู่มู่ไม่อยากจะอธิบายอะไรเพิ่มเติม เมื่อหลิ่วมู่มู่เห็นว่าเธอไม่กินซาลาเปาที่เหลือ
เธอก็เลยหยิบมันขึ้นมาใส่ปากตัวเอง เธอกินจนแก้มป่อง ไม่เหลือมาดขรึมๆ เย็นชาเหมือนเมื่อสักครู่เลย
จานนีเริ่มรู้สึกว่าหลิ่วมู่มู่กำลังแกล้งเธออยู่หรือเปล่า สิ่งที่เธอพูดมาทั้งหมด มันจะไปเกี่ยวกับอาการป่วยของเธอได้ยังไง แต่ในเมื่อตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว ก็คงทำได้แค่ลองเชื่อเธอดูสักครั้ง
“ฉันเข้าใจแล้ว” เธอพูดจบก็ลุกขึ้นเตรียมจะเดินจากไป
หลิ่วมู่มู่เงยหน้าขึ้น ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ “ค่าครู”
จานนีเม้มปากแน่น เธอหยิบซองเอกสารซองหนึ่งออกมาจากกระเป๋า วางมันลงบนโต๊ะ แล้วก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก หลังจากที่จานนีไปแล้ว
หลิ่วมู่มู่ก็หยิบซองนั้นขึ้นมา เธอดึงธนบัตรใบหนึ่งออกมาจากปึกเงินสดข้างใน แล้วเดินเอาไปจ่ายค่าอาหารเช้า
พอเดินมาถึงหน้าร้านอาหารเช้า มีรถคันหนึ่งขับผ่านไป ไม่รู้ว่าล้อรถไปเหยียบโดนก้อนหินได้อย่างไร ก้อนหินก้อนนั้นกระเด็นขึ้นมา พุ่งตรงมาทางศีรษะของหลิ่วมู่มู่
หลิ่วมู่มู่ย่อตัวลงทันควัน หลบก้อนหินที่พุ่งเข้ามาได้อย่างหวุดหวิด ขณะเดียวกัน มีคนข้างๆ ที่ซื้อน้ำเต้าหู้เสร็จกำลังเดินเลี่ยงเธอไป ยังไม่ทันจะก้าวไปไหนได้สองก้าว
ถุงน้ำเต้าหู้ในมือของคนนั้นก็เกิดระเบิดออก น้ำเต้าหู้ร้อนๆ สาดกระจายไปทั่วหัวของเธอคนนั้น
ระยะทางเพียงไม่กี่ร้อยเมตรจากร้านอาหารเช้ากลับไปถึงบ้าน หลิ่วมู่มู่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเล่นเกมสยองขวัญที่ชื่อว่า "โกงความตาย" อยู่เลย
เมื่อจานนีกลับมาถึงบ้าน ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเธอแอบออกไปข้างนอกมา ตลอดทั้งวัน เธอดูมีท่าทีเหม่อลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เจียงเจียสังเกตเห็นความผิดปกติของเธอ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เธอยังคงฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี เดินขึ้นชั้นบนไปเลือกชุดของตัวเองต่อ
ช่วงบ่ายแก่ๆ เวลาประมาณสี่โมงกว่า จานหงเย่กับจานหุยเทียนก็กลับมาถึงบ้าน พวกเขากลับมาบอกจานนีว่า คืนนี้ทั้งครอบครัวจะออกไปร่วมงานเลี้ยงด้วยกัน
เมื่อจานนีได้ยินพ่อของเธอบอกว่าต้องไปงานเลี้ยง เธอก็ตกใจจนนิ่งไปนาน ไม่สามารถตอบสนองอะไรได้ จานหงเย่จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนปกติ “เป็นอะไรไปเหรอลูก”
จานนีเงยหน้าขึ้นมองพ่อของเธอ เห็นสายตาที่อ่อนโยนของเขา เธอจึงหลบสายตา แล้วพูดด้วยเสียงเบาๆ “หนูรู้สึกไม่ค่อยสบายค่ะ ปวดท้อง หนูไม่ไปได้ไหมคะพ่อ”
[จบบท]