บทที่ 260: ความจริงที่หนีไม่พ้น
ภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วยพิเศษเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องมือแพทย์ที่ทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เยียนไป๋เหวินยืนกอดอกมองร่างของลูกชายบนเตียงนิ่งนาน ก่อนจะหันไปตอบคำถามชายชราในชุดกาวน์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่มีความผิดปกติอะไรครับ” เยียนไป๋เหวินเว้นจังหวะเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นคล้ายนึกเรื่องขันได้
“อ้อ จริงสิ เจ้าลูกชายตัวดีของผมมีแฟนแล้วนะครับ แม่หนูคนนั้นเป็นแค่เด็กสาวธรรมดา ไม่มีความสามารถมากพอจะส่งผลกระทบต่อดวงชะตาของเขาได้หรอกครับ”
หมอเซวียที่กำลังตรวจดูมอนิเตอร์ข้างเตียงหัวเราะหึๆ ในลำคอ “ฉันได้ยินเจ้าลูกชายฉันมันเอามานินทาให้ฟังแล้ว เห็นว่าเจอกันในงานเต้นรำของสมาคมนักพยากรณ์คราวก่อน เจ้าหนูเยียนซิวดูจะหลงแม่หนูคนนั้นหัวปักหัวปำเชียวล่ะ”
ผู้อาวุโสหยุดมือที่กำลังจดบันทึก แววตาครุ่นคิดฉายวาบขึ้นมา “ถ้าจะบอกว่าผู้หญิงคนนั้นมีอิทธิพลถึงขั้นส่งผลกระทบต่อดวงชะตาของเยียนซิวได้ ก็คงมีแต่กรณีเดียวคือเธอเป็นเจ้าของดวงชะตาดาวหายนะ...”
สิ้นคำว่า ‘ดาวหายนะ’ รอยยิ้มบนใบหน้าของหมอเซวียก็เลือนหายไปราวกับถูกลบด้วยยางลบ บรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้งขึ้นมาทันตา
เยียนไป๋เหวินหันขวับไปสบตาหมอเซวีย รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่แข็งค้างอยู่บนใบหน้า กลายเป็นความตึงเครียดที่แผ่ซ่านเข้ามาแทนที่
ความจริงแล้วเยียนไป๋เหวินไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับแฟนสาวของลูกชายมากนัก
หากเป็นสถานการณ์ปกติ เขาคงสั่งการให้ลูกน้องไปสืบประวัติเธออย่างละเอียดตั้งแต่ได้ยินข่าวลือ สาเหตุหลักก็เพื่อความสบายใจของภรรยาที่จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวล
แต่ครั้งนี้เป็นข้อยกเว้น เพราะเยียนซิวเป็นคนเอ่ยปากขอร้องไว้เอง เขาจึงยอมถอยให้หนึ่งก้าว ไม่ส่งคนไปตรวจสอบหลิ่วมู่มู่แบบเจาะลึก แถมยังช่วยปิดบังเรื่องนี้ไม่ให้ภรรยารู้มาตั้งนาน
แต่พอลองมาทบทวนดูในตอนนี้... ทำไมเยียนซิวถึงต้องพยายามปิดบังขนาดนั้นตั้งแต่แรก?
ตระกูลเยียนไม่เคยมีธรรมเนียมคลุมถุงชน หรือเข้าไปก้าวก่ายเรื่องการแต่งงานของลูกหลาน ตราบใดที่ว่าที่สะใภ้ไม่ได้ทำผิดกฎหมายร้ายแรง
ไม่ว่าเยียนซิวจะเลือกใคร ต่อให้ทางบ้านจะไม่ถูกใจ ก็จะไม่มีทางเข้าไปขัดขวางหรือทำตัวเป็นก้างขวางคอเด็ดขาด
เว้นเสียแต่ว่า... เขาไม่อยากให้ผู้เป็นแม่รู้เรื่องนี้เร็วเกินไป
เพราะเยียนซิวรู้นิสัยแม่ตัวเองดี ไม่ว่าจะอย่างไร ภรรยาของเขาจะต้องจัดการสืบประวัติผู้หญิงคนนั้นจนพรุนแน่
ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะเยียนซิวเกิดอุบัติเหตุจนภรรยาเขากินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจเรื่องอื่น ป่านนี้ข้อมูลของแม่หนูหลิ่วมู่มู่คงถูกวางแผ่หราอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว
เยียนไป๋เหวินสูดลมหายใจเข้าลึก สายตาคมกริบตวัดมองไปทางประตูห้องผู้ป่วยด้วยความหวาดหวั่น ถ้าสิ่งที่เขาและหมอเซวียสันนิษฐานเป็นความจริง
แล้วภรรยารู้เรื่องนี้เข้า เธอไม่มีทางยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆ แน่ เผลอๆ อาจจะลุกขึ้นมาอาละวาดจนโรงพยาบาลแตก
“คุณอาครับ เรื่องนี้ขอให้เหยียบไว้ก่อน อย่าเพิ่งบอกใครนะครับ ผมขอไปตรวจสอบให้แน่ใจก่อน” เยียนไป๋เหวินกดเสียงต่ำจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ
หมอเซวียพยักหน้าช้าๆ เข้าใจดีว่าหัวอกคนเป็นพ่อกำลังกังวลเรื่องอะไร จึงรับปากด้วยน้ำเสียงจริงจัง “วางใจเถอะ เรื่องนี้จะจบแค่ในห้องนี้ ออกจากประตูไปจะไม่มีใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด”
ชายชรามองไปทางร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงแล้วลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ ถ้าข้อสันนิษฐานเป็นจริง เยียนซิวนี่ช่างหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ ช่างกล้าทำเรื่องเหลวไหลได้ขนาดนี้
หลังจากปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ทั้งสองเดินออกจากห้องผู้ป่วย คุณนายเยียนที่นั่งรออยู่ด้านนอกรีบลุกขึ้นยืนทันที หมอเซวียพยักหน้ารับการทักทายของเธอเล็กน้อยก่อนจะขอตัวเดินเลี่ยงออกไป ปล่อยให้สามีภรรยาได้คุยกัน
คุณนายเยียนรีบคว้าแขนเสื้อสามีแล้วถามเสียงสั่น “ลูกเป็นยังไงบ้างคะ จะฟื้นเมื่อไหร่ อาการหนักไหม”
เยียนไป๋เหวินโอบไหล่ภรรยาที่กำลังตื่นตระหนก พลางลูบหลังปลอบโยนเบาๆ “ไม่ต้องห่วง คุณอาบอกว่าไม่ต้องรักษาอะไรเป็นพิเศษ แค่รอพักฟื้นสักระยะเดี๋ยวก็ฟื้นแล้ว”
คุณนายเยียนเงยหน้ามองสามี “จริงเหรอคะ คุณไม่ได้หลอกฉันนะ”
“จริงสิครับ คุณไม่เชื่อมือคุณอาหรือไง” คำว่า ‘สักระยะ’ คือนานแค่ไหน ใครก็ระบุไม่ได้ แต่ตอนนี้เยียนไป๋เหวินทำได้แค่พูดให้อาการดูเบาลงเพื่อประคองความรู้สึกของภรรยา
คุณนายเยียนค่อนข้างเชื่อถือในฝีมือหมอเซวีย แต่แววตาของเธอยังคงเต็มไปด้วยความกังวล “แล้วมันไม่เกี่ยวกับ... ของสิ่งนั้นที่พัวพันกับคดีครั้งนี้ใช่ไหมคะ”
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ถ้าไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับน้องสาวอย่างหยวนจื่อ ลูกชายคงไม่ต้องเข้าไปเสี่ยงอันตรายกับคดีนี้
คุณนายเยียนรู้สึกเสียใจและโทษตัวเองมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา เธอไม่น่าปล่อยให้เขาไปเลยจริงๆ
“ไม่เกี่ยวครับ เป็นแค่อุบัติเหตุจริงๆ” เยียนไป๋เหวินยืนยันเสียงหนักแน่น พลางดันหลังภรรยาเบาๆ ให้เดินไปทางลิฟต์
“ให้คนขับรถไปส่งคุณกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะอยู่เฝ้าลูกทางนี้เอง”
คุณนายเยียนขืนตัวไว้เล็กน้อย “คุณนั่นแหละกลับไป ฉันจะเฝ้าลูกเอง”
“อย่าแย่งผมเลย หน้าตาคุณดูไม่ได้แล้วนะ กลับไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวตอนค่ำคุณค่อยมาใหม่ แวะซื้อกับข้าวอร่อยๆ มาให้ผมด้วยดีไหม”
คุณนายเยียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มองสามีสลับกับประตูห้องผู้ป่วย สุดท้ายก็พยักหน้าตกลงอย่างจำยอม
พอกล่อมภรรยาจนยอมกลับไปได้แล้ว เยียนไป๋เหวินจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกสั่งลูกน้องเสียงเข้มให้รีบไปสืบประวัติของหลิ่วมู่มู่โดยด่วนที่สุด
ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ข้อมูลทั้งหมดก็ถูกส่งเข้ามาในอีเมลส่วนตัวของเขา
เยียนไป๋เหวินนั่งอยู่เพียงลำพังในห้องพักญาติที่เชื่อมต่อกับห้องผู้ป่วยของเยียนซิว โรงพยาบาลเฉพาะทางแห่งนี้ออกแบบมาเป็นพิเศษ
เพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย เพราะห้องผู้ป่วยบางห้อง นอกจากแพทย์เจ้าของไข้ระดับสูงแล้ว แม้แต่พยาบาลทั่วไปก็ยังเข้าใกล้บ่อยๆ ไม่ได้
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นทำลายความเงียบ เขากดเปิดอีเมล แสงสว่างจากหน้าจอมือถือส่องกระทบใบหน้าเคร่งเครียด สิ่งแรกที่ปรากฏคือภาพถ่ายในชีวิตประจำวันของหลิ่วมู่มู่
เด็กสาวในรูปหน้าตาหมดจด รอยยิ้มสดใสเปล่งประกาย อายุราวยี่สิบต้นๆ แม้มองผ่านรูปถ่ายก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังงานด้านบวกและความมีชีวิตชีวาที่ล้นปรี่
นิ้วของเขาเลื่อนหน้าจอลงมา บรรทัดแรกระบุวันเดือนปีและเวลาตกฟากของหลิ่วมู่มู่ เพียงแค่กวาดตามองผ่านตัวเลขและตัวอักษรเหล่านั้น หัวใจของเยียนไป๋เหวินก็ดิ่งวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ดวงชะตาดาวหายนะปะทะสี่เสาหลัก... นี่มันดวงดาวหายนะโดดเดี่ยวของจริง!
สิ่งที่สังหรณ์ใจไว้กลายเป็นความจริงที่โหดร้าย
ถ้าเธอเป็นแค่คนธรรมดา เขาอาจจะพอมีหนทางเสาะหาปรมาจารย์เก่งๆ มาใช้เคล็ดวิชาสะกดดวงชะตาได้ แต่เธอดันเป็นนักพยากรณ์ เป็นคนในวงการศาสตร์มืด วิธีการทางไสยเวททั่วไปจึงใช้กับเธอไม่ได้ผลเหมือนคนปกติ
การจะเปลี่ยนดวงชะตาให้นักพยากรณ์ โดยเฉพาะดวงดาวหายนะที่รุนแรงแบบนี้ สิ่งที่ต้องแลกไม่ใช่แค่ชีวิตของคนคนเดียว
ประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณกาลจารึกบทเรียนเลือดเอาไว้มากมาย เหล่านักพรตและนักพยากรณ์ที่ผยองคิดจะฝืนลิขิตฟ้า สุดท้ายจุดจบมักไม่สวยงาม และชะตากรรมก็มักจะเล่นตลก ไม่ดำเนินไปตามที่พวกเขาวางแผนไว้
เว้นเสียแต่ว่าจะใช้วิธีต้องห้าม... 'พิธีกรรมแลกชีวิต'
ทว่าการแลกชีวิตนั้นต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สาหัสสากรรจ์และมีเงื่อนไขซับซ้อนยุ่งยาก ยิ่งกับดวงชะตาพิเศษเช่นนี้
โอกาสสำเร็จมีต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนแทบมองไม่เห็น ต่อให้ทำตามเงื่อนไขได้ครบทุกอย่าง เขาก็ไม่มีวันยอมให้เยียนซิวเอาชีวิตไปเสี่ยงทำเรื่องบ้าบิ่นแบบนั้นเด็ดขาด
เพียงชั่วพริบตาเดียว ความคิดนับร้อยพันแล่นผ่านสมองของเยียนไป๋เหวินราวกับพายุ
เขารู้ดีว่าลูกชายรักหลิ่วมู่มู่มาก หากพอมีหนทางแม้เพียงแสงริบหรี่ เขาก็ไม่อยากเป็นพ่อใจร้ายที่ทำให้เยียนซิวต้องผิดหวัง แต่เรื่องนี้... มันเป็นโจทย์ที่ไม่มีคำตอบที่สวยงาม
เยียนไป๋เหวินอ่านข้อมูลในเอกสารซ้ำไปซ้ำมาจนแน่ใจ เขาปิดหน้าจอมือถือลง นั่งนิ่งคิดทบทวนอยู่เนิ่นนานกว่าจะตัดสินใจกดโทรศัพท์ออกไปเบอร์หนึ่ง
เสียงรอสายดังอยู่ไม่นาน ปลายสายก็กดรับ
“สวัสดีครับ ผมฟางชวนครับ”
“สวัสดีฟางชวน ฉันพ่อของเยียนซิวเองนะ เราเคยเจอกันแล้ว” เยียนไป๋เหวินปรับน้ำเสียงให้ดูสุขุมนุ่มลึก
“คุณลุงเยียน?” ฟางชวนมองเบอร์โทรศัพท์อีกครั้งด้วยความแปลกใจ ก่อนจะรีบถามด้วยความร้อนรน
“คุณลุงโทรมาด้วยตัวเองแบบนี้ หาเยียนซิวเจอแล้วเหรอครับ”
หลายวันมานี้เขาพยายามสืบข่าวแต่ไม่ได้ความคืบหน้าอะไรเลย แม้แต่ทางฝั่งเยียนหลิงก็ติดต่อไม่ได้ ไม่คิดว่าผู้นำตระกูลเยียนจะโทรหาเขาด้วยตัวเอง
“ใช่ เจอตัวแล้ว เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย” เยียนไป๋เหวินตอบสั้นๆ ไม่ได้ขยายความเรื่องอาการของลูกชาย แต่เปลี่ยนประเด็นทันที
“แฟนของเยียนซิว เธอน่าจะรู้จักใช่ไหม”
“รู้จักครับ คุณลุงจะตามหาเธอเหรอครับ”
“ฉันอยากเจอเธอหน่อย ไม่รู้ว่าเธอจะสะดวกมาปักกิ่งไหม ฉันจะให้คนไปรับตอนนี้เลย”
“ตอนนี้เธอปิดเทอมอยู่ น่าจะไม่มีปัญหาครับ ช่วงนี้เธอก็เป็นห่วงเยียนซิวมากเหมือนกัน ว่าแต่... เยียนซิวเป็นยังไงบ้างครับ”
ฟางชวนใจหายวาบ น้ำเสียงของพ่อเยียนซิวฟังดูแปลกๆ เขาอดคิดในแง่ร้ายไม่ได้ว่าอาการของเยียนซิวอาจจะแย่ลง ตระกูลเยียนถึงได้รีบร้อนอยากรับตัวแฟนสาวไปดูใจเป็นครั้งสุดท้าย
[จบบท]