บทที่ 264: คำลาที่ไม่ได้ยิน
หลิ่วมู่มู่ค่อยๆ บรรจงเปิดฝากล่องกำมะหยี่สีเข้มในมือ เผยให้เห็นกำไลหยกคู่งามที่นอนสงบนิ่งอยู่ภายใน เนื้อหยกสีเขียวจักรพรรดินั้นดูเข้มขลังแต่กลับโปร่งใสแวววาวจนแสบตาเมื่อต้องแสงไฟนีออนในห้องพักฟื้น
เธอใช้นิ้วมือไล้ไปตามความโค้งมนเย็นเฉียบของมันอย่างอาลัยอาวรณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจปิดฝากล่องลง แล้ววางมันกลับคืนที่เดิมบนตู้ข้างเตียงอย่างแผ่วเบา
บรรยากาศในห้องเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน หลิ่วมู่มู่สูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
“ของขวัญที่คุณเคยให้... ฉันเอามาคืนหมดแล้วนะ”
เธอเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง เหมือนก้อนสะอื้นกำลังวิ่งขึ้นมาจุกที่คอหอย “ฉันมาคิดๆ ดูแล้ว เราสองคนคงไปด้วยกันไม่ได้หรอก เพราะงั้น... เราเลิกกันเถอะ”
หญิงสาวก้มหน้าลงมองมือตัวเองที่กำชายเสื้อแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น “...ในเมื่อคุณไม่ตอบ ฉันจะถือว่าคุณตกลงแล้วนะ”
ไม่มีเสียงคัดค้าน ไม่มีคำอธิบาย มีเพียงความเงียบงันจากคนที่นอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่บนเตียง
ในห้องสี่เหลี่ยมที่เงียบจนน่าอึดอัด เสียงหยดน้ำตาร่วงหล่นกระทบกางเกงยีนส์ดัง แปะ แปะ ฟังดูชัดเจนราวกับถูกขยายเสียงผ่านลำโพง
หลิ่วมู่มู่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนตากฝนอยู่กลางพายุ ทั้งที่ความจริงแล้วแดดข้างนอกจ้าจนตาหยี แต่ภายในใจของเธอกลับมืดมนเหมือนฟ้าถล่ม
น้ำตาเม็ดโตหยดลงบนหน้าขาไม่ขาดสาย เปลี่ยนสีกางเกงยีนส์สีเหลืองพาสเทลให้กลายเป็นวงด่างสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ หลิ่วมู่มู่สูดน้ำมูกเสียงดังฟุดฟิด ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นมาพังทลายลงไม่เป็นท่า
“ฉันร้องไห้ขี้มูกโป่งขนาดนี้ คุณยังไม่ลุกมาโอ๋ฉันอีก” เธอตัดพ้อเสียงอู้อี้เหมือนเด็กน้อยที่ถูกขัดใจ
“เราเพิ่งจะเลิกกันไม่ถึงนาทีเลยนะ... คนบ้า! ไอ้คนเฮงซวย!”
สุดท้ายเธอก็ใช้หลังมือปาดน้ำตาออกแบบลวกๆ สูดหายใจลึกๆ เรียกสติ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่เหลียวกลับมามองอีก
ที่หน้าห้อง หมอเซวียกับสามีภรรยาตระกูลเยียนยืนรอกันอยู่อย่างกระวนกระวาย พวกเขาไม่ได้แสดงท่าทีรำคาญใจเลยแม้แต่น้อยที่ต้องรอนาน
ตรงกันข้าม พอเห็นดวงตาแดงช้ำบวมเป่งของหลิ่วมู่มู่ คุณนายเยียนถึงกับสะเทือนใจจนต้องเอื้อมมือไปหยิกต้นแขนสามีเพื่อระบายความรู้สึกผิด
เยียนไป๋เหวินลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขายังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไร หลิ่วมู่มู่ที่ยืนปรับอารมณ์อยู่ตรงหน้าก็ชิงพูดตัดบทขึ้นมาก่อน
“คุณลุงคุณป้าคะ ฉันขอกลับโรงแรมก่อนนะคะ ฉันจองตั๋วเครื่องบินไว้แล้ว บ่ายนี้จะบินกลับบ้านเลย”
คุณนายเยียนอ้าปากค้าง คำพูดมากมายจุกอยู่ที่คอหอย แต่สุดท้ายก็กลั่นกรองออกมาได้แค่ประโยคธรรมดาๆ “งั้น... เดี๋ยวป้าให้คนขับรถไปส่งนะ”
“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ” หลิ่วมู่มู่ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน น้ำเสียงของเธอสุภาพแต่เว้นระยะห่างอย่างชัดเจน
“โรงแรมอยู่แค่นี้เอง ฉันเรียกรถกลับเองสะดวกกว่าค่ะ”
เมื่อเห็นแววตาเด็ดเดี่ยวของเด็กสาว คุณนายเยียนก็รู้ทันทีว่าป่วยการที่จะรั้งไว้ เธอเข้าใจดีว่าตอนนี้หลิ่วมู่มู่คงไม่อยากจะเสวนากับคนบ้านเยียนแม้แต่วินาทีเดียว จึงได้แต่พยักหน้ายอมรับความจริง “เดินทางปลอดภัยนะจ๊ะ”
“ลาล่ะค่ะ” หลิ่วมู่มู่ฝืนยิ้มมุมปากให้พวกเขาเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ดูฝืนจนน่าสงสาร ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
แผ่นหลังเล็กบางของเธอค่อยๆ ห่างออกไปตามทางเดินยาวของโรงพยาบาล เป้ใบเก่งที่ตอนนี้ว่างเปล่าดูเบาหวิว
พวงกุญแจตุ๊กตากระต่ายขนปุยที่ห้อยอยู่ด้านหลังแกว่งไกวไปมา ขาสั้นป้อมทั้งสี่ข้างของมันเด้งดึ๋งตามจังหวะการเดิน เหมือนกำลังโบกมือลาทุกคนแทนเจ้าของ
คุณนายเยียนมองตามหลังเด็กสาวไปจนลับสายตา ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง
เยียนไป๋เหวินตบหลังมือภรรยาเบาๆ สื่อความหมายว่า ทำใจเถอะ “ผมกับคุณอาหมอขอเข้าไปดูอาการเจ้าเยียนซิวข้างในก่อนนะ”
คุณนายเยียนพยักหน้ารับอย่างเหม่อลอย เยียนไป๋เหวินจึงเดินตามหมอเซวียเข้าไปในห้องพักฟื้นลูกชาย
หมอเซวียตรงไปเปิดตู้ หยิบเครื่องมือตรวจวัดหน้าตาล้ำยุคทรงสี่เหลี่ยมออกมาวางบนเก้าอี้ข้างเตียง นิ้วเหี่ยวย่นกดปุ่มสตาร์ทเครื่อง ทันใดนั้นเสียงสัญญาณเตือนก็ดัง ติ๊ด-ติ๊ด-ติ๊ด รัวเร็วเหมือนระเบิดเวลา
ตัวเลขสีแดงบนหน้าจอกะพริบถี่ยิบ เส้นกราฟวิ่งขึ้นลงอย่างบ้าคลั่งจนแทบจะทะลุจอออกมา ราวกับว่าเครื่องมือกำลังกรีดร้องประท้วงสิ่งที่มันตรวจจับได้
ผ่านไปสองนาทีที่ยาวนานเหมือนสองปี ในที่สุดเส้นกราฟที่คุ้มคลั่งก็ค่อยๆ สงบลงและกลับสู่สภาวะปกติ
หมอเซวียจ้องมองหน้าจอเขม็ง ไม่ขยับเขยื้อนอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง ราวกับกำลังสื่อสารกับเครื่องมือด้วยกระแสจิต ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาบอกเยียนไป๋เหวินด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลง
“ไอสังหารรอบตัวเยียนซิวเบาบางลงแล้ว เทียบกับเมื่อเช้าที่ฉันมาตรวจ ลดลงไปอย่างน้อยหนึ่งในสิบส่วนเลยทีเดียว”
หมอเซวียปิดเครื่องมือแล้วเก็บเข้าที่อย่างเบามือ ก่อนจะเปรยขึ้นมา “ฉันจะคอยเช็กอาการเขาทุกๆ สองชั่วโมง ถ้าไอสังหารสลายไปหมดเมื่อไหร่ เขาก็น่าจะฟื้นขึ้นมาได้”
“รบกวนคุณอาหมอด้วยนะครับ ลำบากแย่เลย”
หมอเซวียโบกมือปัดพัลวัน “ลำบากอะไรกัน ฉันแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย เป็นเพราะแม่หนูคนนั้นต่างหากที่...”
พูดไม่ทันจบประโยค แกก็ส่ายหน้าแล้วเงียบไป เหมือนไม่อยากจะเอ่ยถึงความจริงที่น่าละอายใจ
แม้ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์(ผสมไสยศาสตร์)จะยืนยันว่าสิ่งที่พวกเขาทำมันได้ผลจริงๆ แต่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจกลับร้องเตือนว่า นี่มันเป็นการกระทำที่ ไม่ลูกผู้ชาย เอาเสียเลย
เยียนไป๋เหวินไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเบนสายตาไปมองที่ตู้ข้างเตียง บนนั้นมีกล่องกำมะหยี่วางคู่กับเหรียญห้าจักรพรรดิที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ
ในกล่องนั่นคือกำไลหยกมรดกตกทอดที่แม่ของเขากำชับนักหนาว่าต้องเก็บไว้ให้หลานสะใภ้ ส่วนเหรียญห้าจักรพรรดินั่นก็น่าจะเป็นของป้องกันตัวที่เยียนซิวให้เด็กสาวไว้ ตอนนี้ของทุกชิ้นถูกส่งคืนกลับมาหมดแล้ว... เหมือนกับความสัมพันธ์ที่จบลง
เยียนไป๋เหวินหวนนึกถึงประวัติของหลิ่วมู่มู่ที่เขาเคยให้คนไปสืบมา ในเอกสารระบุชัดเจนว่าเธอเพิ่งรู้จักกับลูกชายเขาได้แค่ปีเดียว
เวลาแค่ปีเดียว... เด็กผู้หญิงที่ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ แต่ลูกชายตัวดีของเขากลับจริงจังถึงขั้นวางแผนจะแต่งงานด้วย
เขาเลี้ยงลูกมาเขารู้ดี เยียนซิวเป็นคนประเภทที่ไม่สนใจเรื่องหยุมหยิม แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เจ้าตัวให้ความสำคัญเมื่อไหร่ ใครหน้าไหนก็ห้ามแตะต้อง
นี่พวกเขาสบโอกาสตอนลูกชายนอนเป็นผัก บีบบังคับให้แฟนของเขาบอกเลิกแล้วจากไป... ไม่อยากจะนึกภาพเลยว่าตอนเยียนซิวฟื้นขึ้นมาแล้วรู้เรื่องนี้ บ้านจะแตกสาแหรกขาดขนาดไหน
เยียนไป๋เหวินตัดสินใจไม่แตะต้องข้าวของพวกนั้น ปล่อยมันวางไว้ตรงนั้นแหละ รอให้เจ้าตัวดีตื่นขึ้นมาจัดการปัญหาชีวิตของตัวเองก็แล้วกัน
***
หลิ่วมู่มู่เดินออกมาจากตึกผู้ป่วยด้วยจิตใจที่เลื่อนลอย แดดข้างนอกแรงจ้าจนต้องหรี่ตา ขณะที่เดินผ่านแปลงดอกไม้
สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นก้อนสีดำๆ ขยุกขยิกอยู่ในร่มเงาของพุ่มไม้ พอเพ่งมองดีๆ ก็พบว่าเป็นลูกแมวดำตัวหนึ่งที่กำลังนั่งเลียอุ้งเท้าอย่างสบายอารมณ์ เธอเดินเข้าไปใกล้ขนาดนี้มันยังไม่คิดจะหนี
หญิงสาวย่อตัวลงนั่งยองๆ ห่างจากมันไม่กี่ก้าว จ้องมองเจ้าเหมียวน้อยด้วยสายตาว่างเปล่า
ความทรงจำในวัยเด็กผุดขึ้นมาในหัว... เธอเคยเลี้ยงลูกแมวอยู่ตัวหนึ่ง วันเกิดปีนั้นปู่ถามเธอว่าอยากได้ของขวัญอะไร เด็กหญิงหลิ่วมู่มู่ตอบโดยไม่ลังเลว่า อยากได้แมว
แต่ความสุขนั้นอยู่ได้แค่ครึ่งเดือน... ลูกแมวตัวนั้นก็ตายจากไปโดยไม่ทราบสาเหตุ
เธอจำความรู้สึกตอนนั้นได้แม่นยำ มันเจ็บปวดเหมือนโลกถล่มทลาย ปู่บอดหลิวสงสารหลานสาวจับใจ บอกว่าจะหาตัวใหม่มาให้
แต่ปู่แท้ๆ ของเธอกลับคัดค้านเสียงแข็ง พร้อมกับตอกย้ำความจริงที่โหดร้ายว่า ดวงชะตาของเธอคือ ดาวหายนะโดดเดี่ยว ไม่เหมือนคนอื่น ต่อให้หามาเลี้ยงอีกเป็นร้อยตัว พวกมันก็จะมีจุดจบเหมือนกันหมด คือ ตาย เพราะดวงกินผัวกินเพื่อนของเธอ
ตอนนั้นเด็กหญิงหลิ่วมู่มู่กลัวจนตัวสั่น ไม่ใช่กลัวแมวตาย แต่กลัวว่าปู่จะเป็นเหมือนลูกแมว กลัวว่าคนที่เธอรักจะตายเพราะเธอ
เธอกินไม่ได้นอนไม่หลับ ผวาตื่นกลางดึกอยู่ครึ่งค่อนปี จนมั่นใจว่าปู่ยังแข็งแรงดีอยู่ เธอถึงค่อยวางใจ และตั้งแต่นั้นมา เธอก็ไม่เคยร้องขอสัตว์เลี้ยงอีกเลย
หลิ่วมู่มู่ค่อยๆ ยื่นมือสั่นเทาออกไปลูบหัวเจ้าแมวดำเบาๆ หูเล็กๆ ของมันกระดิกรับสัมผัส ร้อง เหมียว เสียงใสแจ๋ว แล้วเอาหัวทุยๆ มาถูไถมือเธออย่างออดอ้อน
ขนนุ่มนิ่ม... ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในฝ่ามือ... มันช่างเหมือนกับความรู้สึกที่มีให้ใครบางคน
“น่ารักจังเลยนะเรา...” หลิ่วมู่มู่เผลอยิ้มออกมาทั้งที่ขอบตายังร้อนผ่าว
“เหมียว~”
“เสียดายจัง... ที่ฉันพาแกกลับบ้านด้วยไม่ได้”
เจ้าแมวน้อยลุกขึ้นบิดขี้เกียจจนตัวยาวเหยียด แล้วเดินนวยนาดผ่านหน้าเธอไปอย่างไม่แยแส จังหวะที่เดินสวนกัน หางยาวๆ ของมันปัดมาโดนขาของเธอเบาๆ เหมือนเป็นการบอกลาครั้งสุดท้าย
หลิ่วมู่มู่มองตามเจ้าก้อนสีดำจนลับสายตา ก่อนจะซบหน้าลงกับท่อนแขนตัวเอง ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วอก เหมือนมีใครเอามือที่มองไม่เห็นมาบีบหัวใจเธอจนแหลกเหลว
เธอพยายามหลอกตัวเองว่า... ที่เจ็บปวดเจียนตายขนาดนี้ เป็นเพราะเธอชอบแมวดำตัวนั้นมาก แต่เอามันกลับบ้านไม่ได้ก็เท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวกับใครคนนั้นที่นอนอยู่บนเตียงสักหน่อย
ไม่เป็นไรหรอก... ทนเจ็บหน่อยนะหลิ่วมู่มู่ เดี๋ยวผ่านไปสักสองสามวัน เธอก็จะลืมมันได้เอง เหมือนกับที่เคยลืมลูกแมวตัวนั้น
หลิ่วมู่มู่ลากสังขารกลับมาถึงโรงแรมตอนสิบเอ็ดโมงกว่า เธอจัดการเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายลงกระเป๋า เช็กเอาต์คืนห้อง แล้วออกไปหาข้าวเที่ยงกินแบบซังตาย พอก้มดูนาฬิกาเห็นว่าได้เวลาสมควรแล้ว จึงเตรียมตัวเดินทางไปสนามบิน
เธอยืนรออยู่ริมฟุตบาทไม่ถึงสองนาที แค่ยกมือขึ้นโบก รถแท็กซี่คันหนึ่งก็เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบท่าตรงหน้าทันทีราวกับรู้ใจ
[จบบท]