บทที่ 266 ความจริง
ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นปราดผ่านไขสันหลังของหลิ่วมู่มู่อย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับเป็นลางบอกเหตุบางอย่าง
ตัดกลับมาที่หน้าห้องผู้ป่วยวิกฤต บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก สมาชิกตระกูลเยียนต่างปักหลักรอกันจนแน่นขนัด บ้างยืนพิงผนัง บ้างนั่งกุมขมับ สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังประตูบานใหญ่ที่ปิดสนิท
ในที่สุดบานประตูก็เปิดออก หมอเซวียเดินออกมาในชุดป้องกันเชื้อเต็มยศ สภาพดูอ่อนล้าแต่แววตายังคงแจ่มใส
เยียนไป๋เหวินที่เพิ่งมาถึงรีบพุ่งตัวเข้าไปหาทันที "พี่หมอเซวีย อาการลูกชายผมเป็นยังไงบ้าง"
เมื่อคืนมีเหตุฉุกเฉินเขาจึงต้องกลับไปจัดการธุระที่บ้านใหญ่ ไม่คิดเลยว่าช่วงเช้ามืดจะเกิดเรื่อง ยันต์ที่ผนึกห้องพักฟื้นของเยียนซิวจู่ๆ ก็ลุกไหม้เป็นจุณพร้อมกัน เคราะห์ดีที่มีค่ายกลกางกั้นไว้อีกชั้น ไอสังหารรุนแรงจึงไม่รั่วไหลออกมาทำร้ายคนภายนอก
แพทย์เวรโทรแจ้งข่าวร้ายกลางดึก ทั้งหมอเซวียและคนบ้านเยียนต่างรีบบึ่งมาที่โรงพยาบาลและเฝ้ารอกันมานานกว่าสี่ชั่วโมงแล้ว
ผิดกับท่าทีร้อนรนของญาติโยม น้ำเสียงของหมอเซวียกลับฟังดูผ่อนคลาย "ไม่ใช่ข่าวร้ายหรอก การที่ไอสังหารไหลเวียนเร็วขึ้นและคนไข้เริ่มตอบสนองต่อสิ่งเร้า เป็นสัญญาณว่าเยียนซิวใกล้จะฟื้นแล้ว"
สิ้นเสียงหมออาวุโส เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกก็ดังระงมไปทั่วบริเวณ
เยียนหลิงที่ยืนเกร็งมาตลอดทั้งคืนขาอ่อนจนทรุดลงไปนั่งยองๆ พิงกำแพง แม้จะไม่มีใครในบ้านโทษเธอที่ลากพี่ชายเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีอันตราย แต่ลึกๆ เธอก็รู้ดีว่าถ้าเยียนซิวไม่ฟื้นขึ้นมา เธอคงไม่มีหน้าไปพบใครและคงให้อภัยตัวเองไม่ได้ไปตลอดชีวิต
คุณนายเยียนกวาดสายตามองญาติพี่น้องที่สภาพอิดโรยไม่ต่างกัน ก่อนจะเอ่ยปากตัดบท "เฝ้ากันมาทั้งคืนแล้ว ทุกคนกลับไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวเสี่ยวซิวตื่นเมื่อไหร่ฉันจะโทรบอกเอง"
เมื่อได้รับคำยืนยันจากหมอและเห็นว่าสถานการณ์คลี่คลาย บรรดาญาติจึงไม่ได้ดึงดันจะอยู่ต่อ ต่างพากันร่ำลาเยียนไป๋เหวินและภรรยาแล้วทยอยแยกย้ายกันกลับ เหลือเพียงเยียนหลิงที่ยังนั่งกอดเข่าอยู่ที่เดิม
"เสี่ยงหลิงไม่กลับบ้านเหรอ" เยียนไป๋เหวินก้มลงถามหลานสาว
"หนูขี้เกียจเดินทางแล้วค่ะลุง กะว่าจะงีบแถวนี้รอจนเช้าแล้วค่อยเลยไปเข้าเวรที่กรมตำรวจทีเดียว"
"เอาอย่างนั้นก็ได้ ที่นี่มีห้องพักรับรองอยู่ หนูเข้าไปนอนพักกับป้าสะใภ้ก่อนไป"
ครั้งนี้คุณนายเยียนไม่ปฏิเสธ เธอจูงมือพาเยียนหลิงเข้าไปในห้องพักรับรอง ตัวเธอเองไม่ได้ง่วงเท่าไหร่แต่เป็นห่วงหลานสาวมากกว่า ช่วงที่เยียนซิวนอนโคม่า เยียนหลิงแบกรับความกดดันทางจิตใจไว้อย่างหนักหนาสาหัส ถึงเวลาต้องพักผ่อนจริงๆ เสียที
เมื่อส่งสองสาวเข้าห้องพักไปแล้ว เยียนไป๋เหวินยืนมองผ่านกระจกหน้าห้องผู้ป่วยอยู่ครู่หนึ่ง ความระคายเคืองที่ดวงตาทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัว จึงตัดสินใจเดินไปห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำเย็นจัด แล้วจุดบุหรี่สูบสักมวนเพื่อเรียกสติ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เขาก็เดินกลับมาที่หน้าห้องผู้ป่วยอีกครั้ง
แต่ทว่า...
ภาพที่เห็นผ่านกระจกใสทำเอาหัวใจคนเป็นพ่อกระตุกวูบ บนเตียงคนไข้ที่ควรจะมีร่างลูกชายนอนอยู่ บัดนี้กลับว่างเปล่า!
เยียนไป๋เหวินยืนแข็งทื่อ สมองมึนงงไปชั่วขณะ ก่อนจะนึกเข่นเขี้ยวในใจว่าถ้าชาตินี้เขาต้องตายด้วยโรคหัวใจ สาเหตุก็มาจากไอ้ลูกชายตัวดีคนนี้นี่แหละ
เขาพยายามสูดหายใจเข้าลึกเรียกสติ ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูห้องน้ำภายในห้องพักฟื้นแล้วยกมือขึ้นเคาะ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เพียงอึดใจ ประตูห้องน้ำก็ถูกเปิดออก คนที่ควรจะนอนซมอยู่บนเตียงกลับมายืนอยู่ตรงหน้าในชุดผู้ป่วยตัวโคร่ง สองมือประคองแก้วน้ำที่มีควันกรุ่นลอยฟุ้ง ท่าทางดูสบายอกสบายใจราวกับไม่ได้เพิ่งผ่านความเป็นความตายมา
ทันทีที่ประตูเปิด กลิ่นหอมเข้มข้นของกาแฟก็พุ่งเข้าปะทะจมูกเยียนไป๋เหวินเต็มๆ
มุมปากผู้เป็นพ่อกระตุกยิก เขาพยายามวางมาดขรึมแล้วเอ่ยสอน "คนเราพอฟื้นขึ้นมา สิ่งแรกที่ควรทำคือเรียกหมอ ไม่ใช่ลุกมาชงกาแฟกิน"
เยียนซิวไม่ได้โต้ตอบ เขาเพียงแต่ยื่นแก้วกาแฟในมือส่งให้พ่ออย่างรู้งาน ราวกับเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงต้องการมันมากกว่า
เยียนไป๋เหวินรับแก้วมา จิบกาแฟรสขมปร่าที่ลูกชายชงให้ลงคอ ความอุ่นร้อนช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้น เขาเดินตามลูกชายกลับมาที่โซนเตียงนอน ทั้งสองนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงก่อนที่คนเป็นพ่อจะเริ่มบทสนทนา
"รู้สึกยังไงบ้าง มีตรงไหนไม่สบายหรือเปล่า"
"ไม่มีครับ"
ความเงียบเข้าปกคลุมบทสนทนาของสองพ่อลูกอยู่ชั่วอึดใจ เยียนไป๋เหวินวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะข้างเตียง "ช่วงที่แกหมดสติไป คนที่บ้านเป็นห่วงแกมากนะรู้ไหม"
"ขอโทษครับที่ทำให้ต้องเป็นห่วง"
"แม่แกนอนพักอยู่ห้องข้างๆ เดี๋ยวพ่อไปตามมาให้"
เยียนซิวพยักหน้าเล็กน้อย "ครับ"
เยียนไป๋เหวินลุกเดินออกจากห้องไป ทิ้งลูกชายให้อยู่ตามลำพัง
ทันทีที่เสียงประตูปิดลง ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยของเยียนซิวก็แปรเปลี่ยน แววตาที่สงบนิ่งเมื่อครู่กลับดูลึกล้ำราวกับหุบเหวไร้ก้นบึ้ง ภายใต้ท่าทีปกติธรรมดานั้นซุกซ่อนพายุอารมณ์บางอย่างเอาไว้
ทางด้านคุณนายเยียนที่เพิ่งจะได้ล้มตัวนอนไม่นานก็ถูกปลุก พอเห็นว่าเป็นสามีเธอก็ขมวดคิ้วลุกขึ้นนั่ง พยายามไม่ส่งเสียงดังรบกวนเยียนหลิงที่หลับไปแล้ว กระซิบถามเสียงตื่น "เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก?"
"ลูกฟื้นแล้ว"
คำตอบสั้นๆ นั้นเหมือนสวิตช์ไฟที่เปิดสว่างวาบกลางใจคนเป็นแม่ คุณนายเยียนดีใจจนทำอะไรไม่ถูก รีบสวมรองเท้าแล้วพุ่งตัวออกไปที่ห้องข้างๆ โดยไม่รอสามีเลยสักนิด
เมื่อสองสามีภรรยาเดินกลับเข้ามาในห้อง เยียนซิวยังคงนั่งอยู่ในท่านเดิม คุณนายเยียนปรี่เข้าไปจับตัวลูกชายหมุนซ้ายขวา สำรวจทุกตารางนิ้วด้วยความเป็นห่วง จนแน่ใจว่าลูกชายปลอดภัยดีแล้ว สามีถึงได้ดึงตัวเธอให้นั่งลงสงบสติอารมณ์
พอความตื่นเต้นเริ่มจางหาย สัญชาตญาณความเป็นแม่ก็เริ่มทำงาน เธอมองหน้าลูกชายแล้วรู้สึกว่า... เขานิ่งเกินไป
เธอลอบสบตากับสามี ส่งสัญญาณถามว่า 'นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมลูกดูแปลกๆ'
เยียนไป๋เหวินเองก็ทำหน้าไม่ถูก เขาเองก็เดาใจลูกชายไม่ออกเหมือนกัน
"เยียนซิว ฟ้ายังไม่สว่างเลย ลูกจะนอนต่ออีกสักหน่อยไหม" เยียนไป๋เหวินลองหยั่งเชิง
"ไม่รีบครับ" เยียนซิวตอบเสียงเรียบ เขายกมือขวาขึ้นแบออก ตรงกลางฝ่ามือมีวัตถุโลหะเก่าแก่ห้าชิ้นวางเรียงกันอยู่
"ผมอยากให้พ่อช่วยอธิบายหน่อยครับ ว่าเหรียญห้าจักรพรรดินี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"
เยียนไป๋เหวินกับภรรยาหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แม้จะรู้อยู่แล้วว่าความลับไม่มีในโลก แต่ไม่คิดว่าลูกชายจะเจอหลักฐานและเปิดประเด็นเร็วขนาดนี้
ในที่สุด คุณนายเยียนก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ "ตอนที่ลูกนอนไม่รู้เรื่อง แม่ไปหาหลิ่วมู่มู่มา"
เยียนซิวนั่งฟังเงียบๆ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ปล่อยให้แม่พูดต่อ
"ลูกก็รู้ว่าแม่เลี้ยงลูกมายังไง ลูกเป็นคนมีความคิดความอ่าน รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบามาตั้งแต่เด็ก”
“ที่บ้านเราไม่เคยบังคับกะเกณฑ์อะไรลูกเลย เรื่องที่ลูกอยากจะไปอยู่เมืองชิ่งเฉิงแม่ก็ยอมตามใจ เรื่องนัดดูตัวที่ลูกทำตัวขอไปทีทุกครั้ง แม่ก็ไม่เคยบ่นว่าสักคำ"
เสียงของคุณนายเยียนเริ่มสั่นเครือแต่เจือไปด้วยความโมโห "แล้วดูลูกทำสิ ปิดบังพ่อกับแม่ไปคบหากับคนในวงการเดียวกันแบบนั้น ลูกเคยคิดบ้างไหมว่าถ้าลูกเป็นอะไรไป พ่อกับแม่จะอยู่ยังไง"
เยียนซิวค่อยๆ กำมือรวบเหรียญทั้งห้าไว้แน่น "ดวงชะตาของเธอไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับผมมากมายขนาดนั้น"
"เยียนซิว! ลูกเลิกหลอกตัวเองได้แล้ว" คุณนายเยียนสวนขึ้นมาทันควัน
"ถ้าไม่มีผลกระทบจริง ป่านนี้ลูกคงไม่ต้องมานอนหยอดน้ำเกลืออยู่ในโรงพยาบาลแบบนี้หรอก!"
เยียนไป๋เหวินเห็นท่าไม่ดีจึงรีบแทรกเข้ามาช่วยภรรยาพูด "เมื่อวานซืนเธอมาที่นี่ เอาของทุกอย่างมาคืน แล้วก็ขอตัดขาดความสัมพันธ์กับลูกไปแล้ว ดูสิ พอเธอไป วันนี้ลูกก็ฟื้นทันที"
ผู้เป็นพ่อถอนหายใจยาว จ้องมองหน้าลูกชาย "เยียนซิว นักพยากรณ์ก็เป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดา ต่อให้มีพลังวิเศษแค่ไหนก็เอาชนะลิขิตฟ้าไม่ได้หรอก หนูมู่มู่เธอเป็นเด็กดี พ่อดูออก แต่แกกับเธอมันเป็นไปไม่ได้จริงๆ"
เยียนซิวเงียบไปนาน บรรยากาศในห้องอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เขาไม่ได้พยายามโต้เถียงเอาชนะพ่อแม่ ไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่ถามออกมาประโยคเดียวด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบกว่าเดิม
"ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน"
"กลับบ้านไปตั้งแต่บ่ายเมื่อวานซืนแล้ว" เยียนไป๋เหวินตอบเสียงอ่อย
[จบบท]