บทที่ 267 ร่องรอย
เยียนซิวละสายตาจากเพดานสีขาวโพลน หันมองผู้เป็นพ่อที่ยืนอยู่ข้างเตียง เขาแบมือออกไปตรงหน้า
"พ่อครับ ขอมือถือหน่อย"
เยียนไป๋เหวินล้วงกระเป๋าเสื้อสูท หยิบโทรศัพท์เครื่องหรูส่งให้ลูกชายโดยไม่พูดอะไร
นิ้วเรียวของเยียนซิวกดหมายเลขที่จำได้ขึ้นใจทันที เสียงสัญญาณรอสายดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบของห้องพักฟื้น
แต่มันช่างยาวนานเหลือเกินในความรู้สึกคนรอ สุดท้ายปลายสายก็ไร้การตอบรับ มีเพียงเสียงระบบอัตโนมัติแจ้งเตือน
เขาไม่ยอมแพ้ กดโทรซ้ำอีกหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังว่างเปล่าเหมือนเดิม
คุณนายเยียนขยับตัวเข้ามาใกล้เตียง เอ่ยปลอบใจ "เวลานี้มู่มู่อาจจะยังไม่ตื่นก็ได้นะลูก เธอคงหลับลึกเลยไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์"
เยียนซิวไม่ตอบ สัญชาตญาณบางอย่างบอกเขาว่าเรื่องนี้ไม่ปกติ เขาเปลี่ยนเป้าหมายกดโทรหาฟางชวนทันที
สัญญาณดังเพียงสองครั้ง ปลายสายก็กดรับ น้ำเสียงของนายตำรวจหนุ่มยังเต็มไปด้วยความงัวเงียอย่างเห็นได้ชัด "ฮัลโหล... คุณลุงเหรอครับ มีอะไรหรือเปล่า"
เยียนซิวสูดหายใจลึก กรอกเสียงลงไป "ฟางชวน ฉันเอง"
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะมีเสียงกุกกักเหมือนคนรีบตะเกียกตะกายลุกจากที่นอน ตามมาด้วยเสียงตะโกนลั่น "เยียนซิว! นายฟื้นแล้วเหรอ!"
"อืม" เยียนซิวรับคำสั้นๆ ไม่ปล่อยให้เพื่อนได้ซักไซ้
"นายติดต่อต่งเจิ้งหาวให้ฉันเดี๋ยวนี้ บอกให้เขาตามมู่มู่มารับโทรศัพท์ฉันที"
ฟางชวนเหลือบมองนาฬิกาหัวเตียง ตัวเลขดิจิทัลฟ้องเวลาตีสี่สิบห้านาที "เฮ้ย ตอนนี้เนี่ยนะ ฟ้ายังไม่ทันสางเลยเพื่อน จะโทรไปกวนเขาเวลานี้มันจะดีเหรอ"
"โทรเดี๋ยวนี้"
น้ำเสียงเด็ดขาดทำเอาคนฟังขนลุก ฟางชวนถอนหายใจ ยอมแพ้ให้กับความเอาแต่ใจของคนป่วย "เออๆ เข้าใจแล้ว รอเดี๋ยว เดี๋ยวฉันจัดการให้"
หลังจากวางสาย เยียนซิวยังคงกำโทรศัพท์แน่น สายตาจับจ้องหน้าจอที่มืดสนิท เวลาแต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งสิบนาทีต่อมา เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
ฟางชวนรายงานผลด้วยน้ำเสียงตื่นตัวกว่าเดิม "ฉันคุยกับเขาแล้ว เขาบอกว่าหลิ่วมู่มู่เดินทางไปปักกิ่ง ตัวไม่ได้อยู่ที่บ้าน"
คิ้วเข้มของเยียนซิวขมวดเข้าหากันทันที "เธอไม่ได้กลับบ้าน?"
"ใช่" ฟางชวนรีบอธิบาย
"เขาบอกว่าหลิ่วมู่มู่ส่งข้อความมาบอกเมื่อวันก่อน ว่าจะขอพักเที่ยวที่ปักกิ่งต่อสักพัก หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อไม่ได้โทรคุยกันอีกเลย"
ความรู้สึกเย็นเยียบเกาะกุมหัวใจ เยียนซิวสั่งการเสียงเครียด "นายช่วยจับตาดูความเคลื่อนไหวทางฝั่งบ้านตระกูลต่งให้ฉันด้วย ถ้ามู่มู่ติดต่อกลับมา หรือกลับไปที่นั่น ให้รีบแจ้งฉันทันที"
"ได้ ไว้ใจฉันได้เลย"
เยียนซิววางสายแล้วเงยหน้าสบตาพ่อกับแม่ที่รอฟังข่าว "เธอยังไม่กลับบ้านครับ"
บรรยากาศในห้องอึมครึมลงถนัดตา คุณนายเยียนพยายามมองโลกในแง่ดี "บางที... เธออาจจะแค่อยากอยู่เที่ยวต่อที่ปักกิ่งอีกสักสองสามวันก็ได้ วัยรุ่นก็แบบนี้แหละ เปลี่ยนใจง่ายจะตาย"
แม้หลิ่วมู่มู่จะยืนยันหนักแน่นว่าจะบินกลับช่วงบ่ายวันนั้น แต่ใครจะไปรู้ว่าเด็กสาวอาจจะเจอเรื่องน่าสนใจจนเปลี่ยนแผนกะทันหัน
เยียนซิวหมุนโทรศัพท์ในมือเล่นช้าๆ ก่อนยื่นคืนให้เยียนไป๋เหวิน "ผมต้องการรู้ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน พ่อจะช่วยส่งคนออกตามหา หรือจะให้ผมลุกไปจัดการเอง"
เยียนไป๋เหวินรับโทรศัพท์กลับมาถือไว้ เขามองหน้าลูกชายแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ "พ่อจะสั่งคนให้ออกไปสืบดู ถ้าเจอตัวเมื่อไหร่พ่อรับปากว่าจะพาเธอมาหาแกถึงที่นี่”
“แต่พ่ออยากให้แกใช้เวลาช่วงนี้ไตร่ตรองให้ดีอีกครั้ง แกไม่ได้ตัวคนเดียว ข้างหลังแกยังมีภาระหน้าที่และชื่อเสียงของตระกูลเยียนค้ำคออยู่"
เรื่องราวระหว่างเยียนซิวมันบานปลายเกินกว่าจะเป็นเรื่องรักใคร่ของหนุ่มสาว หากเยียนซิวยังดึงดันจะสานสัมพันธ์ ความยุ่งยากย่อมตามมาถึงคนในครอบครัวอย่างเลี่ยงไม่ได้
เยียนไป๋เหวินไม่ได้คิดขัดขวาง เขาให้อิสระลูกเสมอ แต่ก็อยากให้เยียนซิวประเมินสถานการณ์ด้วยสติ ไม่ใช่อารมณ์ หากสุดท้ายลูกชายยังยืนยันคำเดิม ครอบครัวก็พร้อมจะสนับสนุน
น่าเสียดายที่จนกระทั่งพ่อกับแม่เดินออกจากห้องไป สีหน้าของเยียนซิวยังคงเรียบเฉย ไร้ร่องรอยความรู้สึกจนใครก็เดาทางไม่ออก
หลังประตูห้องปิดลงไม่นาน หมอเซวียก็เข้ามาตรวจเช็กอาการระลอกใหม่ พอเห็นกราฟชีพจรและผลตรวจร่างกายปกติ ผู้อาวุโสก็ยิ้มออก "พักดูอาการอีกสักสองวันนะ ถ้าไม่มีอะไรแทรกซ้อน ร่างกายคงที่แบบนี้ก็เตรียมตัวกลับบ้านได้เลย"
"รบกวนคุณอาหมอด้วยนะครับ" เยียนซิวตอบตามมารยาท
เมื่อหมอเซวียเดินออกไป เยียนซิวก็ลุกจากเตียงไปล็อกประตูห้องแน่นหนา แล้วเดินตรงไปยังตู้เก็บของข้างเตียง
มือหนาเปิดบานตู้ออก ด้านในมีของใช้ส่วนตัววางเรียงราย ทั้งโทรศัพท์ กุญแจรถ และนาฬิกาข้อมือ แต่สายตาของเขากลับโฟกัสไปที่กล่องกำมะหยี่ใบเล็กมุมในสุด
เขาหยิบกล่องใบนั้นออกมาเปิดดูอย่างเบามือ ภายในบุผ้าไหมเนื้อดี รองรับกำไลหยกจักรพรรดิเนื้อแก้วสีเขียวมรกตที่วางสงบนิ่งอยู่
เยียนซิวจ้องมองกำไลคู่นั้นราวกับจะสลักภาพมันลงในสมอง มือที่ประคองกล่องเริ่มสั่นเทา เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามหลังมือจากการเกร็งกำลัง ภูเขาน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปิดบังความรู้สึกต่อหน้าพ่อแม่เมื่อครู่พังทลายลงในพริบตา
ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วอก เด็กน้อยของเขา... ในช่วงเวลาที่เขาหลับใหลไม่ได้สติ เธอต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวเลวร้ายขนาดไหน และตอนนี้เธอกำลังอยู่ที่ไหน
แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องพักฟื้น นาฬิกาบอกเวลาแปดโมงเช้า เยียนหลิงเพิ่งตื่นนอน พอได้ยินพยาบาลคุยกันว่าพี่ชายฟื้นแล้ว เธอก็รีบล้างหน้าล้างตาแล้ววิ่งแจ้นมาที่ห้องพักฟื้นข้างๆ
เมื่อมาถึงหน้าประตู ฝีเท้าที่เร่งรีบก็เปลี่ยนเป็นย่องเบา เธอค่อยๆ แง้มประตูเข้าไปเพราะกลัวจะรบกวนคนป่วย
ภาพที่เห็นคือเยียนซิวนั่งหลับตาพิงพนักโซฟาเดี่ยว แม้จะได้ยินเสียงคนเข้ามาเขาก็ไม่ขยับตัว โทรศัพท์มือถือวางอยู่บนตัก หน้าจอสว่างวาบแสดงสถานะการโทร ปลายสายกำลังรายงานข้อมูลลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ช่วงนี้พวกนั้นกว้านซื้อวัตถุดิบแปลกๆ ในตลาดมืดไปเยอะผิดปกติครับนาย ส่วนใหญ่เป็นของเก่าแก่ที่หายากและมีความเป็นมายาวนาน ราคาก็สูงลิ่ว ผมลองไปเลียบๆ เคียงๆ ถามดู วงในเขาว่ากันว่าน่าจะเอาไปใช้สำหรับวางค่ายกลใหญ่"
เยียนซิวถามกลับเสียงเรียบ ทว่าแฝงแรงกดดัน "รู้แหล่งที่ส่งของไหม"
"ไม่แน่ชัดครับ คนของตระกูลฉีมารับของด้วยตัวเองทุกครั้ง แต่ผมเพิ่งได้เบาะแสสำคัญมา" ปลายสายเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนเล่าต่อ
"ก่อนหน้านี้พวกนั้นสั่งจอง 'เลือดหยิน' สำหรับวาดผังค่ายกลเอาไว้จำนวนมาก”
“แถมยังกำชับให้เถ้าแก่เตรียมส่งของตอนห้าทุ่มคืนนี้ คุณชายก็น่าจะรู้ดีว่าเลือดหยินมีอายุใช้งานสั้นมาก แค่สองชั่วโมงก็เสื่อมสภาพ ถ้าอยากรู้ว่ารังของพวกมันอยู่ที่ไหน การสะกดรอยตามเส้นทางส่งเลือดหยินคืนนี้ น่าจะเป็นวิธีที่เร็วที่สุดครับ"
"ขอบใจมาก เดี๋ยวฉันจะให้คนโอนค่าตอบแทนไปให้"
"ด้วยความยินดีครับคุณชาย เรียกใช้ได้เสมอ" ปลายสายหัวเราะร่าก่อนวางสายไป
เยียนหลิงที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ รู้ทันทีว่าคู่สนทนาของพี่ชายคือนักค้าข่าวในตลาดมืด ข้อมูลระดับนี้ราคาค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่าหกหลักแน่
รอจนเยียนซิววางโทรศัพท์ลง เยียนหลิงถึงกล้าเดินเข้าไปใกล้แล้วถามเสียงเบา "พี่คะ ที่พี่จ้างคนสืบเรื่องตระกูลฉี... เกี่ยวกับคดีที่พี่ทำอยู่หรือเปล่า"
เยียนซิวลืมตาขึ้น ปรายตามองลูกพี่ลูกน้องสาว
"เปล่า... มู่มู่หายตัวไป"
"อะไรนะ!" เยียนหลิงอุทานเสียงหลง ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
นับจากที่พ่อของเขาออกไปจัดการเรื่องนี้ก็ผ่านไปสามชั่วโมงกว่าแล้ว แต่เครือข่ายข่าวสารอันทรงประสิทธิภาพของตระกูลเยียนกลับยังไร้วี่แวว นั่นหมายความว่าสถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายกว่าที่คิด
ไม่ว่าพ่อของเขาจะมีเหตุผลอะไรในการดำเนินการช้า หรืออาจจะกำลังส่งคนปูพรมค้นหาอยู่ แต่เยียนซิวไม่ใช่คนประเภทที่จะนั่งรอความหวังจากคนอื่น
คนของเขา... เขาจะพลิกแผ่นดินหาด้วยมือของเขาเอง
[จบบท]