ตอนพิเศษ 2: ปลายทางของชะตากรรม
ภายใต้กองผ้านวมหนานุ่มที่ให้ความอบอุ่นจนไม่อยากขยับตัว หลิ่วมู่มู่ขดตัวกลมดิกราวกับดักแด้ยักษ์ นอนสำนึกผิดเงียบๆ อยู่พักใหญ่ จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยเดินเข้ามาในห้อง
เยียนซิวผลักประตูเข้ามา มือข้างหนึ่งถือแก้วน้ำอุ่น อีกมือหอบหิ้วเสื้อผ้าชุดใหม่และโทรศัพท์มือถือของเธอ
เขาบรรจงวางข้าวของลงบนโต๊ะข้างหัวเตียงอย่างเบามือ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งริมเตียงแล้วค่อยๆ สอดมือเข้าไปใต้ผ้านวมผืนหนา ควานหาเจ้าก้อนกลมที่ซ่อนตัวอยู่ภายใน
ปฏิกิริยาของหลิ่วมู่มู่รวดเร็วปานสายฟ้า เธอขยับตัวถอยร่นไปด้านหลังอย่างคล่องแคล่ว โผล่มาเพียงศีรษะทุยๆ ที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง จ้องมองเขาตาแป๋วแล้วลุกขึ้นนั่งโดยที่ยังพันผ้าห่มไว้รอบตัวแน่นหนา สภาพดูไม่ต่างจากบ๊ะจ่างลูกยักษ์ที่เพิ่งนึ่งเสร็จ
“คุณจะทำอะไร” ดวงตากลมโตจ้องมองเยียนซิวอย่างระแวดระวัง น้ำเสียงยังคงแหบพร่าเล็กน้อยจากพิษไข้และความงัวเงีย
เยียนซิวไม่ได้ตอบในทันที เขายกแก้วน้ำขึ้นส่งให้เธอ แววตาอ่อนโยนจนคนมองใจอ่อนยวบ “ดื่มน้ำหน่อยไหม เสียงเธอแหบหมดแล้ว”
หลิ่วมู่มู่ลังเลเพียงเสี้ยววินาที ความกระหายทำให้เธอยื่นมือขาวผ่องออกจากก้อนผ้าห่มมารับแก้วน้ำไปดื่มรวดเดียวจนเกือบหมด ความอบอุ่นของน้ำช่วยชะล้างความระคายเคืองในลำคอไปได้มาก
เมื่อเห็นเธอดื่มเสร็จ เยียนซิวก็ส่งโทรศัพท์มือถือให้ต่อทันที พร้อมเปรยขึ้นเรียบๆ “เมื่อกี้โทรศัพท์เธอดังไม่หยุดเลย มีคนพยายามโทรหาเธอตลอด”
หลิ่วมู่มู่รับโทรศัพท์มาถือไว้ แล้วส่งแก้วเปล่าคืนให้เขาด้วยความเคยชิน ท่าทางลื่นไหลเป็นธรรมชาติราวกับทำแบบนี้มานับร้อยครั้ง
ทว่าทันทีที่เธอลดการป้องกันตัวลง มือหนาของเยียนซิวก็ฉวยโอกาสคว้าข้อมือเล็กไว้แน่น ออกแรงดึงเพียงนิดเดียวร่างบางที่ซ่อนอยู่ในผ้าห่มก็หลุดออกมาทั้งตัว
“ว้าย!” หลิ่วมู่มู่อุทานเสียงหลง ร่างถลาเข้าสู่อ้อมกอดแข็งแกร่งของเยียนซิวอย่างเหมาะเจาะ
ยังไม่ทันที่เธอจะเริ่มดิ้นรนขัดขืน เสียงทุ้มต่ำของเยียนซิวก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ ราวกับสายน้ำเย็นเฉียบราดรดลงมาดับไฟ “เมื่อตอนเจ็ดโมงกว่า ปู่ซุนของเธอโทรมาสายหนึ่ง”
หลิ่วมู่มู่ชะงักกึก เงยหน้าขึ้นมองเขาตาโต “คุณรับสายเหรอ”
“อืม” เยียนซิวพยักหน้า สีหน้าเรียบเฉยแต่แววตามีรอยยิ้มจางๆ
“แล้ว... คุยอะไรกันบ้าง” เธอถามเสียงอ่อย เริ่มเห็นเค้าลางหายนะรำไร
“ท่านก็แค่โทรมาเตือนว่าอย่าลืมเวลาไปเรียน แล้วก็กำชับว่าข้าวของที่คุณทิ้งไว้ที่บ้านท่าน ให้รีบกลับไปเก็บกวาดเอากลับไปด้วย”
“แค่นั้นเหรอ” หลิ่วมู่มู่ทำหน้าไม่เชื่อถืออย่างแรง
เธอหายตัวไปทั้งคืน ไม่กลับบ้านกลับช่อง ปู่ซุนผู้ขี้บ่นและหวงหลานสาวบุญธรรมยิ่งกว่าจงอางหวงไข่ จะไม่ซักไซ้ไล่เลียงเลยหรือ
เป็นไปไม่ได้ เรื่องนี้ความผิดต้องตกที่เยียนซิวคนเดียวแท้ๆ เธอตั้งใจจะโทรบอกปู่ซุนแล้วเชียว แต่ดันเกิดเรื่องวุ่นวายจนลืมสนิท
เยียนซิวนึกย้อนไปถึงบทสนทนาเมื่อเช้า น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของซุนปู้เจวี๋ยที่เปลี่ยนเป็นเย็นชาทันทีที่ได้ยินเสียงเขา
รวมถึงคำขู่ที่แฝงมาในรูปประโยคบอกเล่า ทำเอาเขาอดถอนหายใจในใจไม่ได้ เขาเอื้อมมือไปบีบแก้มยุ้ยๆ ของหลิ่วมู่มู่อย่างมันเขี้ยว “ก็แค่นั้นแหละครับ”
“งั้น... ก็ได้ เดี๋ยวฉันจะรีบกลับไปเก็บของ” หลิ่วมู่มู่ตะกายลุกจากตักของเยียนซิว เตรียมจะไล่เขาออกไปเพื่อจะได้เปลี่ยนเสื้อผ้า แต่เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ดังขัดจังหวะขึ้นอีกครั้ง
หน้าจอแสดงเบอร์แปลก เป็นเบอร์โทรศัพท์พื้นฐานในเขตปักกิ่ง
หลิ่วมู่มู่กดรับสาย ปลายสายเป็นเสียงหญิงสาวที่ฟังดูสุภาพนุ่มนวลและเป็นทางการ “สวัสดีค่ะ เรียนสายคุณหลิ่วมู่มู่ใช่ไหมคะ ดิฉันโทรจากห้องทำงานเลขาธิการสำนักงานสืบสวนคดีพิเศษค่ะ”
คิ้วเรียวของหลิ่วมู่มู่ขมวดเข้าหากันทันที “สวัสดีค่ะ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
“คืออย่างนี้นะคะ...” ปลายสายเว้นจังหวะเล็กน้อย
“เมื่อเช้านี้ทางเราได้รับคำร้องจากผู้ต้องขัง ฉีปู้เหยียน เธอแจ้งความประสงค์อย่างแรงกล้าว่าต้องการพบคุณสักครั้ง ไม่ทราบว่าคุณจะสะดวกไหมคะ”
“ฉีปู้เหยียนอยากเจอฉัน?” หลิ่วมู่มู่ทวนคำด้วยความแปลกใจ
“ฉันจำเป็นต้องไปตามคำร้องขอไหมคะ”
“ไม่จำเป็นเลยค่ะ!” เลขาสาวรีบปฏิเสธเสียงรัว กลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดว่าเป็นการบังคับ
“สิทธิ์การตัดสินใจอยู่ที่คุณร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ ทางเราเพียงแค่ทำหน้าที่ประสานงานตามระเบียบเท่านั้น”
แม้ฉีปู้เหยียนจะเป็นหมากตัวสำคัญที่สำนักงานใหญ่ยังต้องการรีดข้อมูล แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็หวาดเกรงอิทธิพลและไม่อยากล่วงเกินหลิ่วมู่มู่และตระกูลเยียนแม้แต่น้อย
หลิ่วมู่มู่นิ่งคิด พยายามหาเหตุผลว่าทำไมเธอต้องไปเจอผู้หญิงคนนั้น ความจริงระหว่างเธอกับฉีปู้เหยียนไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว
แต่เมื่อคิดดูอีกที หลังจากเธอออกจากปักกิ่งกลับไปชิ่งเฉิง ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้วนเวียนมาเจอกันอีก ไปดูสภาพความพ่ายแพ้ของอีกฝ่ายสักหน่อย ก็น่าจะบันเทิงใจดีเหมือนกัน
“ตกลงค่ะ ฉันจะไป” หลิ่วมู่มู่ตอบตกลง
“ช่วงเที่ยงฉันว่าง สักสิบเอ็ดโมงถึงเที่ยง สะดวกไหมคะ”
“สะดวกค่ะ สถานที่นัดพบคือคุกพิเศษ ดิฉันจะประสานงานเจ้าหน้าที่เรือนจำไว้ให้ คุณเดินทางไปที่นั่นได้เลยค่ะ ขอบพระคุณมากนะคะ”
หลิ่วมู่มู่วางสาย พลางชูโทรศัพท์ให้เยียนซิวดูเหมือนเด็กอวดของเล่น “สำนักงานสืบสวนบอกว่าฉีปู้เหยียนอยากเจอฉันแน่ะ”
เยียนซิวมีท่าทีสบายๆ ไม่ได้ตื่นเต้นตกใจ “เดี๋ยวฉันขับรถไปส่ง”
“อืม... ไม่รู้ว่าป้าแกอยากจะพูดอะไรกับฉันอีก” หลิ่วมู่มู่เบะปากอย่างหมั่นไส้
“แค่เธอเอ่ยปากอยากเจอ เลขาธิการก็รีบแจ้นมาติดต่อฉันทันที ดูท่าทางพวกตาแก่นั่นยังคงเสียดายความสามารถของฉีปู้เหยียนอยู่สินะ”
ฉีปู้เหยียนเพิ่งเข้าไปนอนในคุกได้แค่วันเดียว คงยังไม่ยอมจำนนตกลงร่วมมือกับทางการง่ายๆ หรอก ทางนั้นคงแค่อยากใช้เธอเป็นตัวล่อหรือหยั่งเชิง
แต่ถ้านานไปก็ไม่แน่ ผลประโยชน์มักอยู่เหนือความถูกต้องเสมอ คนพวกนี้น่ารำคาญจริงๆ ไม่จบไม่สิ้น
เยียนซิวเห็นสีหน้าหงุดหงิดของแฟนสาว ก็ยิ้มบางๆ ลูบหัวเธอเบาๆ “ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก คิดซะว่าไปดูหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อไว้อาลัยให้กับความพ่ายแพ้ของเธอก็แล้วกัน”
***
รถยนต์คันหรูแล่นมาจอดที่หน้าคุกพิเศษในเวลาสิบโมงห้าสิบนาที หลังผ่านขั้นตอนการตรวจค้นและยืนยันตัวตนที่เข้มงวด ประตูเหล็กบานใหญ่ก็เปิดออกต้อนรับพวกเขา
เยียนซิวถูกเชิญให้ไปรอที่ห้องรับรองแขกวีไอพี ส่วนหลิ่วมู่มู่ถูกขนาบข้างด้วยผู้คุมร่างกำยำสองคน พาเดินลึกเข้าไปยังส่วนกักกันพิเศษ
ประตูห้องขังที่เป็นกึ่งห้องพยาบาลถูกเปิดออก หลิ่วมู่มู่ยืนมองจากธรณีประตู บรรยากาศภายในทึบทึมกว่าห้องผู้ป่วยทั่วไป
แสงไฟสลัวรางให้ความรู้สึกอึดอัด แต่โดยรวมแล้วสิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบครัน ชีวิตนักโทษของอดีตผู้นำตระกูลฉี ดูจะสุขสบายกว่าที่เธอจินตนาการไว้โข
หลิ่วมู่มู่ก้าวเท้าเข้าไปในห้อง ผู้คุมสองคนยืนเฝ้าประกบอยู่ที่หน้าประตูไม่ห่าง บนข้อมือและข้อเท้าของฉีปู้เหยียนมีโซ่ตรวนที่ทำจากวัสดุพิเศษสวมใส่อยู่
เห็นได้ชัดว่าเตรียมไว้สำหรับการเยี่ยมครั้งนี้โดยเฉพาะ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน แม้ดูจากสภาพอิดโรยของคนบนเตียงแล้ว จะลุกขึ้นมาตบยุงยังยากเลยก็ตาม
ฉีปู้เหยียนลืมตาขึ้นทันทีที่สัมผัสได้ถึงผู้มาเยือน ดวงตาข้างเดียวที่เหลืออยู่จ้องเขม็งไปยังร่างของเด็กสาวที่เดินเข้ามา
แววตาคู่นั้นยังคงอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังและความไม่ยินยอมพร้อมใจ ทว่าสุดท้าย... มันก็ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่เรียกว่า 'ความสงบ'
แพ้ก็คือแพ้
หลังจากผ่านความบ้าคลั่งมาหลายวัน ในที่สุดเธอก็ต้องยอมรับความจริงอันโหดร้ายว่า เธอพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ หมดรูป หมดศักดิ์ศรี
“ฉันเสียใจจริงๆ...” ฉีปู้เหยียนเอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงแหบพร่า
“เสียใจที่ตอนนั้นไม่ได้ส่งคนจับตาดูแกตลอดเวลา ปล่อยให้แกหลุดรอดจากตระกูลต่ง ไปให้ตาแก่หลินเซียนรับเลี้ยง”
ความผิดพลาดเดียวในชีวิต คือการที่เธอเชื่อมั่นใน 'ญาณเทพ' ของตัวเองมากเกินไป เธอไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะพ่ายแพ้เพราะความสามารถที่เธอภาคภูมิใจที่สุด
ภาพนิมิตที่เห็นในตอนนั้นชัดเจนจนเธอตายใจ คิดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายหลิ่วมู่มู่ก็ต้องเดินกลับเข้ามาในกระดานหมากของเธออยู่ดี
ดังนั้นเธอจึงวางกำลังจับตาดูตระกูลต่งแค่ช่วงไม่กี่ปีก่อนที่หลิ่วมู่มู่จะกลับมาเท่านั้น ความจริงพิสูจน์แล้วว่าภาพนิมิตของเธอถูกต้อง แต่โชคชะตากลับเล่นตลก ส่งหลิ่วมู่มู่ไปอยู่ในมือของหลินเซียน
หลินเซียน... ปรมาจารย์ผู้สันโดษคนนั้นน่ะหรือจะเลี้ยงเด็ก ไม่ว่าเธอจะพยายามนึกภาพหลินเซียนที่เธอรู้จักกี่ครั้ง ก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องตลกร้ายที่เหลือเชื่อที่สุด
หลิ่วมู่มู่ไม่ได้สนใจคำพร่ำเพ้อถึงอดีตของหญิงชรา เธอกวาดสายตามองไปรอบห้อง เห็นเก้าอี้ตัวหนึ่งวางอยู่มุมห้อง จึงลากมันมาวางข้างเตียงแล้วทิ้งตัวลงนั่ง
ฉากนี้ช่างคุ้นตายิ่งนัก คล้ายกับตอนที่เจอกันครั้งแรกที่บ้านตระกูลฉี แต่สถานะของผู้ล่าและผู้ถูกล่ากลับตาลปัตรกันอย่างสิ้นเชิง
พอนั่งไขว่ห้างสบายใจแล้ว เธอก็เอ่ยขึ้นเรียบๆ “นี่คงเป็นเวรกรรมของการที่ชอบเล่นตลกกับชะตาชีวิตคนอื่น คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าที่ควบคุมชะตาใครก็ได้ แต่จริงๆ แล้วคุณก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ทำชั่วไว้เยอะ กรรมก็ตามทันก็แค่นั้น”
“ฉันไม่ใช่คนธรรมดา!” ฉีปู้เหยียนตวาดเสียงกร้าว
“ฉันคือผู้มีญาณเทพ ผู้หยั่งรู้อนาคต!”
“ญาณเทพก็แค่วิธีดูดวงแบบหนึ่งที่หาได้ยากเท่านั้นแหละ” หลิ่วมู่มู่ยักไหล่
“พวกคุณเชิดชูว่าญาณเทพวิเศษวิโส ก็แค่เพราะพวกคุณกบในกะลา ไม่เคยเจอของจริงที่เก่งกว่า”
คำพูดโอ้อวดแบบนี้ ถ้าเป็นคนอื่นพูดคงดูน่าหมั่นไส้ แต่พอหลิ่วมู่มู่พูดกลับดูสมเหตุสมผล เพราะคนเก่งกว่าที่เธอหมายถึง ก็คือปู่หลินเซียนของเธอนั่นเอง
“นั่นเพราะแกมันโง่เง่า ไม่รู้อะไรเลย”
“ฉันว่าคุณต่างหากที่ไม่รู้อะไร” หลิ่วมู่มู่สวนกลับทันควัน
“ตอนนั้นไม่ใช่ว่าคุณไม่อยากตามหาฉัน แต่คุณหาฉันไม่เจอใช่ไหมล่ะ พอความสามารถของญาณเทพถูกจำกัด คุณก็ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง เหมือนคนตาบอดคลำทาง”
หลิ่วมู่มู่เคยสงสัยมาตลอดว่าทำไมปู่ถึงเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าของคนอื่นได้ง่ายดายเหมือนเปิดหนังสืออ่าน แต่กลับยังเคี่ยวเข็ญให้เธอเรียนวิชาดูดวงแขนงอื่น
ทั้งเขย่าเหรียญ ดูโหงวเฮ้ง ฉีปู้เหยียนคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด พรสวรรค์ที่ติดตัวมาอาจมีวันเสื่อมถอยหรือถูกปิดกั้น แต่วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาด้วยความยากลำบาก จะเป็นที่พึ่งสุดท้ายเสมอ
ถึงแม้เธอจะไม่มีหัวด้านนี้ เรียนไปเรียนมาก็ได้แค่วิชาเขย่าเหรียญทำนายแบบงูๆ ปลาๆ แต่นั่นก็ยังเป็นอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากคืนที่เปลี่ยนชะตา หลิ่วมู่มู่ค้นพบว่าการเขย่าเหรียญทำนายของตัวเองไม่ได้ออกมาเป็น 'มหากิล' ตลอดเวลาอีกแล้ว
บางที... ผลมงคลตลอดหลายวันที่ผ่านมาอาจไม่ได้ผิดพลาด ในทางกลับกัน เธออาจจะทำนายได้แม่นยำราวจับวางด้วยซ้ำ
พอเปลี่ยนดวงชะตา โซ่ตรวนแห่งโชคชะตาก็ถูกปลดออก สำหรับตัวเธอเอง นี่คือนิมิตหมายอันดีงาม การเขย่าได้แต่ผลมงคลล่วงหน้าเป็นเดือนก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุด
ฉีปู้เหยียนหัวเราะเยาะในลำคอ “แกจะดีกว่าฉันตรงไหน วันนี้ที่แกมีทุกอย่าง ได้เสวยสุขอยู่แบบนี้ ไม่ใช่เพราะญาณเทพเหมือนกันเหรอ”
“ไอ้หนุ่มตระกูลเยียนนั่นมันรู้กำพืดแกตั้งนานแล้วว่าแกมีญาณเทพ แกคิดจริงๆ เหรอว่าทำไมคนระดับเขาถึงยอมทุ่มเทจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลขนาดนั้นเพื่อช่วยชีวิตแก”
หลิ่วมู่มู่นิ่งเงียบ รอฟังว่าอีกฝ่ายจะพ่นพิษอะไรออกมาอีก
“ตอนแรกฉันยังหลงคิดว่าทายาทตระกูลเยียนจะเป็นพวกบูชาความรักจนหน้ามืดตามัว แต่ไม่กี่วันนี้ฉันเพิ่งฉุกคิดเรื่องหนึ่งได้...” ฉีปู้เหยียนแสยะยิ้มที่ดูบิดเบี้ยว
“เยียนซิวคนนี้มีไอสังหารเข้มข้นติดตัวมาแต่เกิด คนธรรมดาที่อยู่ใกล้เขานานๆ ชะตาจะขาด แต่แกไม่เหมือนกัน... ดวงชะตาของแกแข็งแกร่งเป็นดาวหายนะ”
“ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามที่สมน้ำสมเนื้อกับไอสังหารของเขา พลังงานจึงหักล้างกันได้อย่างสมดุล ยิ่งไปกว่านั้นแกยังมีญาณเทพ คุณสมบัติครบถ้วนที่สุด”
“ตอนนี้เขายอมจ่ายค่าตอบแทนมากมาย เปลี่ยนดวงชะตาที่ดีกว่าให้แก โดยใช้ดวงชะตาของฉันเป็นเชื้อเพลิง แกก็สามารถหลบเลี่ยงผลกระทบจากไอสังหารของเขาได้อย่างง่ายดาย”
“ยิ่งเหมาะสมกันเข้าไปใหญ่ ช่างเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าจริงๆ จากนี้ไปตระกูลเยียนก็จะมีผู้มีญาณเทพในกำมือเพิ่มขึ้นอีกคน”
ฉีปู้เหยียนจ้องหน้าหลิ่วมู่มู่ด้วยแววตาดูแคลน “นังหนู... นี่คือโลกแห่งความจริง ความรักน้ำเน่าอะไรนั่นมันเรื่องตลกของคนโง่”
หลิ่วมู่มู่นิ่งเงียบไปพักใหญ่ ราวกับกำลังใช้ความคิด ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ที่คุณพูดมาก็มีเหตุผล ฟังดูเข้าท่าดีนะ”
ฉีปู้เหยียนแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ก็แค่เด็กเมื่อวานซืน พูดจี้จุดหน่อยก็ไขว้เขว แต่รอยยิ้มของเธอยังไม่ทันจะคลี่ออกเต็มที่ ก็ต้องหุบลง
เมื่อพบว่าสายตาที่หลิ่วมู่มู่มองมาเริ่มเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความโกรธแค้น ไม่ใช่ความสับสน แต่มันกลายเป็น... ความเวทนาสงสาร
หลิ่วมู่มู่มองหญิงชราตรงหน้าด้วยสายตาที่เหมือนมองสัตว์ที่น่าสมเพช แล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ชีวิตนี้... ไม่เคยมีใครใส่ใจคุณจริงๆ เลยสินะ ตอนที่คุณตกอยู่ในอันตราย ก็ไม่เคยมีใครยอมเสี่ยงชีวิตมาช่วยคุณใช่ไหม”
“ฉันไม่ต้องการความใส่ใจจากใคร! และไม่ต้องการให้ใครมาช่วย!” คำพูดแทงใจดำทำให้ฉีปู้เหยียนโกรธจนตัวสั่น
“ฉันคือผู้กุมชะตาตระกูลฉี ฉันไม่ต้องการความสงสารจากใคร ฉันทำทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว!”
“ฉันสงสัยจริงๆ ว่าคุณโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน ถึงทำให้คุณไม่มีความมั่นใจในคุณค่าของตัวเองได้ขนาดนี้ คนอื่นรักคุณเพราะความสามารถของคุณ ช่วยคุณก็เพราะผลประโยชน์จากความสามารถ”
“พลังญาณเทพกลืนกินตัวตนของคุณไปจนหมดสิ้น แล้วตกลง... คุณมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกันแน่”
หลิ่วมู่มู่หมดความสนใจที่จะเสวนากับคนหลงผิด เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าจุดประสงค์ที่ฉีปู้เหยียนอยากเจอเธอ ก็แค่เห็นว่าเธออายุน้อย เลยอยากจะหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความระแวงสงสัยให้เธอแตกคอกับเยียนซิวเท่านั้น
แต่ก่อนจะลุกออกไป เธออดไม่ได้ที่จะพูดตอกกลับไปอีกประโยค “ขอพูดอีกเรื่อง คุณดูถูกแฟนฉันเกินไปแล้ว ขนาดญาณเทพยังดูดวงเขาไม่ได้”
“เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งใครหน้าไหนเขาก็ได้ทุกอย่างที่ต้องการ เขาชอบฉัน เพราะฉันคือหลิ่วมู่มู่ ไม่ใช่เพราะฉันมีญาณเทพ!”
เหมือนกับปู่และบอดหลิว ความรักที่พวกเขามอบให้เธออย่างล้นเหลือ เป็นเพราะเธอคือ 'มู่มู่' หลานสาวตัวน้อยที่พวกเขาฟูมฟักเลี้ยงดูมา เพียงแค่นั้นเอง ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย
หลิ่วมู่มู่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “พูดไปคนอย่างคุณก็คงไม่เข้าใจหรอก คนที่ไม่เคยถูกรักน่ะ”
ฉีปู้เหยียนดิ้นรนจะลุกขึ้นจากเตียง เสียงโซ่ตรวนกระทบกันดังสนั่น เธอตะโกนใส่หน้าหลิ่วมู่มู่อย่างบ้าคลั่ง “สามีของฉันรักฉัน! หลินเซียนฆ่าเขา! มันพรากเขาไปจากฉัน!”
หลิ่วมู่มู่เดินไปที่ประตู ได้ยินคำพูดนั้นก็หันกลับมา ทิ้งสายตาเย็นชาไว้เป็นครั้งสุดท้าย “อ้อ... งั้นเหรอ งั้นเขาคงสมควรตายแล้วล่ะ”
“หลิ่วมู่มู่! แกมันก็เหมือนไอ้แก่หลินเซียน จอมปลอม! ไร้ยางอาย! สารเลว!” เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของฉีปู้เหยียนถูกบานประตูกั้นเสียงตัดขาดทันทีที่หลิ่วมู่มู่ก้าวพ้นห้อง
หลิ่วมู่มู่ยืนอยู่หน้าห้อง ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วยิ้มให้ผู้คุมสองคนที่ยืนหน้าซีด “คุยจบแล้วค่ะ พาฉันออกไปเถอะ”
ผู้คุมสองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เมื่อได้ยินเสียงด่าทอสาปแช่งแว่วมาจากในห้อง
หลังจากหลิ่วมู่มู่จากไปได้ไม่นาน เสียงด่าทอของฉีปู้เหยียนก็เปลี่ยนเป็นเสียงร้องโหยหวนอย่างทรมาน ฤทธิ์ยาแก้ปวดหมดลง
ผลข้างเคียงอันน่าสะพรึงกลัวของกู่อายุวัฒนะเริ่มกัดกินเธออีกครั้ง หญิงชราเจ็บปวดจนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียง ไม่มีกะจิตกะใจจะไปอาฆาตมาดร้ายใครได้อีก
***
หลิ่วมู่มู่เดินกลับไปหาเยียนซิวที่ห้องรับรอง แต่กลับต้องประหลาดใจเมื่อพบแขกที่ไม่ได้รับเชิญอีกสองคนนั่งรออยู่ จั๋วเจียเยว่และฉีหนิง
คนตระกูลฉีปิดบังข่าวเรื่องของมู่มู่ไม่ให้จั๋วเจียเยว่รู้มาตลอด จนกระทั่งเสาหลักอย่างคุณย่าเล็กและผู้นำตระกูลฉีถูกจับขัง จั๋วเจียเยว่กลับกลายเป็นคนที่รอดพ้นจากมรสุมนี้ได้อย่างปาฏิหาริย์
เมื่อเห็นหลิ่วมู่มู่เดินเข้ามา จั๋วเจียเยว่ก็รีบลุกขึ้นยืน ท่าทางกระอักกระอ่วนเหมือนมีคำพูดมากมายจุกอยู่ที่คอ แต่หลิ่วมู่มู่ไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอ เธอเดินตรงไปหาเยียนซิวที่นั่งรออยู่ แล้วพูดเสียงใส
“คุยเสร็จแล้วค่ะ เราไปกันเถอะ ถ้ารีบหน่อยอาจจะทันไปฝากท้องกินข้าวเที่ยงบ้านปู่ซุน”
พูดจบก็ควงแขนเยียนซิวหันหลังเตรียมเดินออกไปทันที
จั๋วเจียเยว่ทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากเรียกเสียงสั่น “มู่มู่”
“มีธุระเหรอคะ” หลิ่วมู่มู่หันกลับมา สายตาที่มองมาว่างเปล่าจนน่าใจหาย ไม่ต่างจากมองคนเดินผ่านตามท้องถนน
จั๋วเจียเยว่ชะงัก ความรู้สึกอัดอั้นตันใจถาโถมเข้ามา นี่คือลูกสาวในไส้ของเธอ แถมยังมีญาณเทพ ถ้าไม่ใช่เพราะแผนการชั่วช้าของยายเฒ่าตระกูลฉีนั่น แม่ลูกจะพรากจากกันจนกลายเป็นคนแปลกหน้าแบบนี้ได้อย่างไร
“แม่... ไม่ได้เจอกันพักหนึ่งแล้ว ลูกสบายดีไหม”
หลิ่วมู่มู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “คุณนายจั๋ว เราไม่มีความจำเป็นต้องทักทายกันตามมารยาทสังคมหรอกค่ะ มีอะไรก็พูดเนื้อๆ มาเลยดีกว่า ถ้าไม่มีฉันจะไปแล้ว”
ใบหน้าของจั๋วเจียเยว่แดงก่ำสลับซีดด้วยความอับอายและโกรธเคือง แต่สุดท้ายก็ต้องข่มใจกลืนศักดิ์ศรีลงคอ เธอตัดสินใจพูดความจริง
“ลูกไปพูดอะไรกับใครหรือเปล่า ตอนนี้มีคนจำนวนมากมุ่งเป้ามาเล่นงานตระกูลจั๋ว เมื่อวานลุงของลูกถูกคนดักทำร้ายจนขาหัก”
“ลุงของฉัน?” หลิ่วมู่มู่เลิกคิ้ว หันไปถามเยียนซิว
“ที่เขาพูดถึง คือพ่อของจัวหร่านใช่ไหม คนเลวแบบนั้นยังไม่โดนจับเข้าคุกอีกเหรอเนี่ย”
คดีของจัวหร่านตอนนั้น เธออยู่ในเหตุการณ์ด้วยตัวเอง จึงจำความเลวร้ายได้แม่นยำ คนแซ่จั๋วที่มาจากปักกิ่ง คงไม่มีเรื่องบังเอิญเยอะขนาดนั้น
เยียนซิวอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หลักฐานไม่เพียงพอครับ ก็เลยแค่โดนปรับแล้วปล่อยตัว”
“ชิ... น่าเสียดายชะมัด” หลิ่วมู่มู่เดาะลิ้น ไม่ได้สนใจความรู้สึกของจั๋วเจียเยว่เลยแม้แต่น้อย
ในที่สุดฉีหนิงก็ทนไม่ไหว ก้าวออกมาขวางหน้า จ้องหลิ่วมู่มู่อย่างเอาเรื่อง “นี่เธอ ทำไมเธอพูดจากับแม่แบบนี้”
หลิ่วมู่มู่ไม่แม้แต่จะหันไปมองเขา เพียงแค่เอียงคอกลับไปมองจั๋วเจียเยว่ “คุณคิดว่าฉันเป็นคนสั่งให้คนไปเล่นงานตระกูลจั๋วเหรอ ก็ได้ ถือซะว่าฉันทำเองแล้วกัน อย่างน้อยก็ถือว่าได้ช่วยกำจัดขยะให้สังคม”
“หลิ่วมู่มู่! นั่นลุงแท้ๆ ของลูกนะ!” จั๋วเจียเยว่หวีดร้อง
“คุณนายจั๋ว ฉันนึกว่าคุณจะเป็นคนฉลาดกว่านี้ซะอีก ดูท่าฉันจะประเมินคุณสูงไปหน่อย” น้ำเสียงของหลิ่วมู่มู่เย็นเยียบลง
“หรือฉันควรจะลงมือทำอะไรจริงๆ คุณจะได้ไม่กล้ามาเสนอหน้าหาเรื่องใส่ตัวที่นี่อีก”
สีหน้าจั๋วเจียเยว่ซีดเผือด แต่ความไม่ยินยอมยังคงฉายชัดในแววตา เธอกัดริมฝีปากแน่น สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดความในใจออกมา “ลูกไม่อยากยอมรับแม่ แล้วทำไมถึงยอมรับต่งเจิ้งหาว!”
ในสายตาของเธอ ต่งเจิ้งหาวก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่าเธอสักเท่าไหร่ เป็นแค่พ่อค้าหน้าเลือด แต่เมื่อเทียบกับตระกูลจั๋วที่กำลังตกต่ำดำดิ่ง สถานการณ์ของตระกูลต่งกลับรุ่งโรจน์จนน่าอิจฉา
แม้ตระกูลต่งจะไม่ได้อยู่ในวงการไสยเวท แต่พวกเศรษฐีและผู้มีอิทธิพลที่อยากประจบหลิ่วมู่มู่ ต่อไปคงวิ่งเข้าหาตระกูลต่งหัวกระไดไม่แห้ง ชาตินี้ต่งเจิ้งหาวแค่นั่งกระดิกเท้าอยู่บ้านก็คงมีเงินไหลมาเทมา
หลิ่วมู่มู่คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะถามเรื่องนี้ จึงยืนนิ่งคิดอย่างจริงจังครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกไปตามตรง “เพราะตอนนั้นฉันต้องการให้เขาช่วยรับเคราะห์ เป็นโล่กันภัยจากดาวหายนะในดวงชะตาของฉัน”
จั๋วเจียเยว่ได้ยินดังนั้นก็ดูเหมือนจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง จึงแค่นหัวเราะ “เหอะ ที่แท้ลูกก็ไม่ได้อยากยอมรับเขาจริงๆ สินะ”
หลิ่วมู่มู่พยักหน้ายอมรับ “ตอนแรกฉันก็ไม่อยากยอมรับเขาจริงๆ นั่นแหละ แต่พ่อไม่เหมือนคุณ... เขาเป็นคนฉลาด”
ในเมื่อยอมรับไปแล้ว และตัดความสัมพันธ์ทางสายเลือดไม่ได้ บางทีพ่อลูกคู่อื่นอาจจะซาบซึ้งกินใจกว่านี้ แต่ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้แย่อะไร พ่อเฒ่าต่งก็ตลกดี
จั๋วเจียเยว่อ้าปากค้างอยากจะเถียง แต่หลิ่วมู่มู่ไม่เปิดโอกาส เธอควงแขนเยียนซิวเดินผ่านหน้าไป แล้วโบกมือลาโดยไม่หันกลับมามอง “ฉันมีธุระต้องไปแล้ว หวังว่าชาตินี้เราคงไม่มีโอกาสเจอกันอีกนะคะ”
จั๋วเจียเยว่โกรธจนหน้ามืด เซถลาจนเกือบล้ม ฉีหนิงรีบเข้ามาประคอง “แม่ครับ! เป็นยังไงบ้าง”
“แม่ไม่เป็นไร... เรากลับกันเถอะ”
“แล้วเรื่องพ่อจะทำยังไงครับ เราจะกลับไปมือเปล่าแบบนี้เหรอ” ฉีหนิงถามเสียงเครียด
เขาเองก็เพิ่งรู้ความจริงเมื่อวานนี้ว่าพ่อจะหย่ากับแม่ และนอกจากบ้านโทรมๆ หนึ่งหลัง แม่ก็ไม่ได้ส่วนแบ่งทรัพย์สินอะไรเลย
ทรัพย์สินที่เหลือของตระกูลฉีที่ไม่ถูกทางการยึด พ่อก็โอนให้พี่ชายคนโตกับพี่สาวคนโตไปหมด ไม่เหลือถึงเขาเลยสักหยวนเดียว
ความรักความเมตตาที่พ่อแสดงออกต่อเขาและแม่ตลอดหลายปีมานี้... ล้วนเป็นของปลอม
จั๋วเจียเยว่หัวเราะเสียงต่ำในลำคอ แววตาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว “เขาอยากให้ฉันไม่เหลืออะไรเลยงั้นเหรอ... ฝันไปเถอะ!”
ฉีหมิงเจาพาลโกรธเธอเพราะเรื่องหลิ่วมู่มู่ หรืออาจจะมีเหตุผลอื่น ตอนนี้เธอไม่สนแล้ว ในเมื่อตระกูลฉีล้มแล้ว ก็ให้ตระกูลสารเลวนี้นี้พังพินาศย่อยยับไปให้ราบคาบกว่าเดิมเสียเลย!
เธอคิดตกแล้ว ชาตินี้เธอคงหวังพึ่งใบบุญลูกสาวอย่างหลิ่วมู่มู่ไม่ได้ แต่อย่างน้อยในฐานะแม่ผู้ให้กำเนิด ก็คงไม่มีใครกล้าเอาชีวิตเธอจริงๆ ในเมื่อเป็นแบบนี้จะกลัวอะไรอีก
“ไป... พาแม่ไปสำนักงานสืบสวนคดีพิเศษ” จั๋วเจียเยว่สั่งลูกชายเสียงเข้ม
“ไปทำไมครับ” ฉีหนิงงุนงง
“ไปแจ้งความ!”
***
คงไม่มีใครคาดคิดว่าฉากจบอันยิ่งใหญ่ของตระกูลฉี จะถูกปิดม่านลงด้วยมือภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของผู้นำตระกูลเอง
จั๋วเจียเยว่หอบหลักฐานไปแจ้งความที่สำนักงานสืบสวนคดีพิเศษ เธอมอบหลักฐานอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับคนในตระกูลฉีนับสิบคดี
รวมถึงเรื่องที่พ่อบ้านใหญ่ฉีเว่ยหมิงแย่งชิงหนังสือหนังมนุษย์และฆ่าคนตายอย่างโหดเหี้ยม ยังมีวีรกรรมชั่วช้าที่ตระกูลฉีสายรองและลูกๆ ของฉีหมิงเจาเคยทำไว้
ทุกคดีเธอแอบเก็บหลักฐาน เอกสาร หรือคลิปเสียงเอาไว้หมดราวกับระเบิดเวลา
เดิมทีคิดว่าตระกูลฉีจะยังพอเหลือรากฐานไว้ให้ทายาทฟื้นฟูบ้าง แต่กลับถูกจั๋วเจียเยว่ขุดรากถอนโคนจนเกลี้ยง
ทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของตระกูลฉีก็ถูกทางการอายัดทันที คราวนี้สะใจดีพิลึก... ไม่ต้องมีใครได้ส่วนแบ่งทั้งนั้น ทุกคนพังพินาศไปพร้อมกัน!
ตอนที่หลิ่วมู่มู่ได้ยินข่าวนี้ เธอเพิ่งก้าวเท้าลงจากเครื่องบิน
เนื่องจากเวลาจำกัด เธอจึงนั่งเครื่องบินส่วนตัวของเยียนซิวบินตรงกลับมาที่ชิ่งเฉิง เวลาเครื่องลงจอดเธอบอกแค่ต่งเยว่กะว่าให้น้องสาวมารับเงียบๆ ผลปรากฏว่าต่งเจิ้งหาวขนกันมาทั้งบ้าน ตั้งแถวมารับเธอที่สนามบินราวกับต้อนรับคณะทูต
พอเห็นลูกสาวคนโตเดินจูงมือออกมากับเยียนซิว สีหน้าของต่งเจิ้งหาวแข็งค้างไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะรีบฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม แล้วเริ่มบทบาทคุณพ่อผู้รักลูกสาว... ซึ่งดูจะเล่นใหญ่ไปหน่อย
หลิ่วมู่มู่ตกลงกับเยียนซิวไว้แล้วว่าลงเครื่องแล้วจะตรงไปเยี่ยมปู่กับบอดหลิวที่สุสานก่อน แต่พอครอบครัวมารอรับกันพร้อมหน้า จะปลีกตัวหนีไปก่อนก็ดูเสียมารยาท เลยต้องจำยอมไปกินข้าวด้านนอกด้วยกันมื้อหนึ่ง แล้วค่อยแยกย้ายกันไป
บรรยากาศในสุสานวันนี้เงียบสงบ แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องลงมากระทบป้ายหิน
หลิ่วมู่มู่พาเยียนซิวไปเยี่ยมบอดหลิวก่อน รินเหล้าขาวชั้นดีคารวะเขาหนึ่งขวด แล้วค่อยเดินไปหาหลุมศพของปู่ ส่วนของปู่คือเหล้าสองขวด... ช่วยไม่ได้ ปู่เธอเป็นคนขี้ใจน้อยแถมขี้งอนเรื่องของฝาก
ถ้าได้เท่ากันกับบอดหลิวมีหวังวิญญาณลุกมานั่งหน้างอแน่ๆ เธอเลยต้องจงใจเลือกขวดใหญ่พิเศษให้บอดหลิวแทน เพื่อความยุติธรรมแบบลำเอียงนิดๆ
หลิ่วมู่มู่นั่งยองๆ ข้างป้ายหลุมศพ สองมือเท้าคางมองดูเยียนซิวบรรจงรินเหล้าลงหน้าป้ายชื่อปู่ จู่ๆ เธอก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ฉันเริ่มคิดถึงบ้านแล้วสิ”
“คิดถึงบ้าน?” เยียนซิวทวนคำ
“ใช่... บ้านทางเหนือของพวกเรา ที่นั่นฤดูหนาวหนาวจับใจ แถมยังมีหิมะตกจนขาวโพลน แต่ฤดูใบไม้ร่วงอากาศดีมาก”
“หน้าบ้านฉันปลูกต้นแปะก๊วยเรียงเป็นแถว พอถึงช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ใบสีเหลืองทองจะร่วงเต็มพื้น สวยเหมือนปูพรมเลยล่ะ”
เธอหันไปมองป้ายหินเย็นเฉียบ ภาพความทรงจำของปู่ที่เคยยืนยิ้มอยู่ตรงนั้นซ้อนทับขึ้นมา ในใจวูบโหวงด้วยความคิดถึง
“นอกจากใบไม้สวยๆ แล้ว ยังมีลูกแปะก๊วยที่กลิ่นเหม็นสุดๆ ร่วงเต็มไปหมด ปู่จะคอยเดินเก็บลูกแปะก๊วยพวกนั้นมาใส่ตะกร้า พอหน้าหนาวก็ย่างเม็ดแปะก๊วยให้ฉันกินหน้าเตาผิง แก้ไอได้ดีมากเลยนะ”
เธอเล่าเจื้อยแจ้ว ดวงตาโค้งลงเป็นรอยยิ้มเมื่อนึกถึงรสชาติและความอบอุ่นในวันวาน
เม็ดแปะก๊วยที่กะเทาะเปลือกออกแล้วย่างไฟอ่อนๆ อร่อยอย่าบอกใคร บอดหลิวเองก็ชอบกินเหมือนกัน เขาเลยมักจะแอบเอาเงินค่าขนมมาติดสินบนเธอ ให้ช่วยกันปิดบังปู่ว่าแอบขโมยกินไปกี่เม็ดแล้ว
“ความจริงทั้งปู่และบอดหลิวชอบบ้านทางเหนือมากกว่าที่นี่ แต่พวกเขาก็ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อมาอยู่ที่นี่” หลิ่วมู่มู่พึมพำเสียงเครือ
เยียนซิววางแก้วเหล้าลง หันมาหาหญิงสาวข้างกาย ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเกลี่ยเช็ดน้ำตาเม็ดโตที่ร่วงเผาะลงมาอาบแก้มของเธออย่างแผ่วเบา
ทิ้งกลิ่นเหล้าหอมเข้มข้นเจือจางไว้ที่ปลายจมูก เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลิ่วมู่มู่ แล้วให้คำมั่นสัญญา
“เพราะพวกเขาอยากอยู่ที่นี่เพื่ออยู่เป็นเพื่อนเธอ คอยปกป้องเธอ... ฉันเองก็จะอยู่เป็นเพื่อนเธอตลอดไปเหมือนกัน”
***
บ้านตระกูลต่ง
กว่าเยียนซิวจะขับรถมาส่งหลิ่วมู่มู่ที่หน้าบ้าน เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงสองทุ่มกว่า ต่งเจิ้งหาวแอบถอนหายใจโล่งอกหลังบานประตู รู้สึกภูมิใจลึกๆ ว่าความเป็นพ่อของตัวเองช่างน่าเกรงขามจริงๆ สั่งหลิ่วมู่มู่ว่าห้ามกลับดึก เธอก็กลับมาเร็วตามคำสั่งเป๊ะ
แต่พอตกดึกถึงห้าทุ่มครึ่ง ต่งเจิ้งหาวยังคงพลิกตัวไปมาบนเตียงเหมือนปลาบนกระทะร้อน นอนยังไงก็ไม่หลับ สุดท้ายก็ลุกพรวดขึ้นมานั่งหน้าเครียด
เจียงหลีที่กำลังหลับสบายสะดุ้งโหยง หัวใจแทบวายตาย เธอลืมตาขึ้นมาด่าด้วยความหงุดหงิด “คุณเป็นบ้าอะไรเนี่ย ลุกมาทำไมดึกๆ ดื่นๆ นึกว่าผีหลอก!”
ต่งเจิ้งหาวเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟหัวเตียง แสงสลัวส่องกระทบใบหน้าวิตกกังวล เขาหันไปปรับทุกข์กับเจียงหลีที่ตายังลืมไม่ขึ้น
“คุณว่าแฟนของมู่มู่น่ะ อายุมากกว่าเธอก็ช่างเถอะ แต่ผมสืบมาว่าที่บ้านเขาดันมีเครื่องบินส่วนตัว ฐานะทางบ้านรวยเว่อร์วังเกินไปแล้ว”
“รวยก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ” เจียงหลีตอบเสียงงัวเงียแบบขอไปที
“ดีตรงไหน!” ต่งเจิ้งหาวเสียงดังขึ้นด้วยความร้อนใจ
“ถ้าผมเริ่มเก็บเงินค่าสินสอดให้เธอตั้งแต่ตอนนี้ก็ยังไม่พอเลยนะ ถึงตอนนั้นถ้าฝ่ายชายรวยล้นฟ้าแล้วเราให้สินสอดลูกสาวไปนิดเดียว จะไม่เสียหน้าแย่เหรอ”
พ่อเฒ่าต่งผู้มักจะมองเห็นแต่กำไรขาดทุน นานๆ ทีจะคิดการณ์ไกลด้วยความรักลูก
“งั้นก็ให้เยอะหน่อยสิ ขายไตไปโปะเลยไหมล่ะ” เจียงหลีแสบตาจากแสงไฟ เลยพลิกตัวหันหลังให้เขาตัดรำคาญ
ต่งเจิ้งหาวไม่สนใจความประชดประชัน ยังคงจมดิ่งอยู่กับแผนการในหัว “บ้านเราก็ไม่ได้มีเงินสดเยอะขนาดนั้น ยกเว้นจะขายบริษัท... แต่บริษัทต้องเก็บไว้ให้เสี่ยวฉีบริหาร ลูกผู้ชายต้องมีกิจการสืบทอด ไม่งั้นจะเอาอะไรกิน”
พูดถึงตรงนี้เขาก็เอื้อมมือไปตบไหล่เจียงหลีป้าบๆ “นี่คุณ ผมสงสัยว่าลูกชายเราคงไม่มีปัญญาหางานทำแน่ๆ อนาคตต้องกลายเป็นคนว่างงานเกาะพ่อแม่กิน”
“อือ... ฉันไม่ขอบคุณแทนลูกหรอกนะ” เจียงหลีตอบเสียงอู้อี้ ตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกว่าการมีลูกสาวเลี้ยงอย่างมู่มู่ก็ดีเหมือนกัน ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ก็ไม่มีปัญหา
อย่างน้อยตอนที่เธอกับสามีทะเลาะจะหย่ากัน ลูกสาวก็เลือกอยู่ฝั่งเธอ ทำให้สามีจอมวางอำนาจของเธอไม่กล้าหือ
“ยังไงก็ต้องหาเงินให้ได้เยอะๆ เก็บไว้ให้มู่มู่กับเยว่เยว่”
“อือๆ แล้วแต่คุณเลยพ่อมหาเศรษฐี ถ้าคุณยังไม่นอน พรุ่งนี้เช้าอาจจะหัวใจวายตายคาเตียง ถึงตอนนั้นไม่ต้องหาเงิน แล้วก็ไม่ต้องรอให้ลูกชายมารับช่วงต่อบริษัทแล้ว สมบัติเสร็จฉันหมด”
เจียงหลีดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง กำลังจะเคลิ้มหลับ ก็ถูกคนข้างๆ เขย่าตัวอีก
“เฮ้อ... นี่คุณ คุณว่าถ้าผมให้สินสอดน้อยไป มู่มู่จะไม่ยอมรับผมหรือเปล่า จะทำยังไงดี” พ่อเฒ่าต่งยังคงตาสว่างโร่ ความกังวลเกาะกินหัวใจ พยายามลากเมียขึ้นมาปรึกษาปัญหาชีวิต
เจียงหลีที่ถูกปลุกเป็นรอบที่สามลืมตาโพลงในความมืด แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารระดับสิบ “เป็น-ไป-ไม่-ได้”
“ทำไมล่ะ คุณมั่นใจได้ไง” ต่งเจิ้งหาวตาเป็นประกาย รอฟังภรรยาบรรยายความรักอันซาบซึ้งตรึงใจระหว่างพ่อลูก
ผลปรากฏว่าภรรยากระแทกเสียงตอบอย่างรำคาญว่า “เพราะงานแต่งงานในอนาคต เธอยังต้องการตัวประกอบไว้พาเดินเข้าพิธี คุณยังสำคัญอยู่ในฐานะอุปกรณ์ประกอบฉาก!”
“ทำไมเป็นแค่ตัวประกอบล่ะ ผมเป็นพ่อนะ!” พ่อเฒ่าต่งโวยวายด้วยความน้อยใจ
เจียงหลีทนไม่ไหวอีกต่อไป ถีบโครมเข้าที่กลางหลังสามีเต็มแรง “ต่งเจิ้งหาว! ถ้าคุณยังไม่หุบปากแล้วนอน ฉันจะไปเรียกลูกสาวคุณมาจัดการแล้วนะ!”
พ่อเฒ่าต่งขยับหนีไปชิดขอบเตียง แต่ยังไม่วายยื่นนิ้วไปจิ้มแขนเจียงหลียิกๆ “นี่... คุณถึงวัยทองแล้วเหรอ ทำไมช่วงนี้ขี้โมโหจัง”
ฟุ่บ! ฟุ่บ!
หมอนสองใบพุ่งแหวกอากาศเข้ากระแทกหน้าเขาเต็มรัก
วันนี้บ้านตระกูลต่งก็ยังคงครึกครื้นและวุ่นวายอบอุ่นเช่นเคย
[จบบท]