ตอนพิเศษ 3: คำมั่น
สายลมหนาวพัดกรรโชกปะทะกระจกบานใสของห้องเรียนมหาวิทยาลัย หอบเอาความยะเยือกของวันศุกร์ที่สิบเอ็ดพฤศจิกายนเข้ามา แม้เครื่องทำความร้อนภายในห้องจะทำงานอย่างขยันขันแข็ง แต่สำหรับบางคน บรรยากาศกลับดูหนาวเหน็บพิกล
วันนี้เป็นวันคนโสด และเป็นปีที่สามในรั้วมหาวิทยาลัยของหลิ่วมู่มู่
อีกยี่สิบนาทีกว่าจะเริ่มคลาสบ่ายซึ่งมีเรียนแค่วิชาเดียว หลิ่วมู่มู่กับแก๊งรูมเมตทั้งสามจับจองที่นั่งทำเลทองแถวที่สองกลางห้อง เผชิญหน้ากระดานดำพอดิบพอดี เมื่อนักศึกษาคนอื่นทยอยเดินเข้ามา บรรยากาศประหลาดก็เริ่มก่อตัวขึ้น
เฉียนเสี่ยวเหมิงกวาดตามองรอบตัวแล้วขมวดคิ้วยุ่ง ดูเหมือนเพื่อนร่วมคลาสจะพร้อมใจกันเว้นระยะห่างจากกลุ่มพวกเธอเป็นวงกว้าง ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ซ้าย ขวา ว่างโล่งราวกับมีกำแพงล่องหนกั้นอยู่
นักศึกษาชายจากห้องข้างๆ คนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาเป็นคนสุดท้าย พอเห็นกลุ่มของหลิ่วมู่มู่ เขาก็ชะงักกึกเหมือนโดนไฟช็อต ก่อนจะรีบสับขาเลาะกำแพงหนีไปนั่งสิงสถิตอยู่มุมหลังสุดของห้องทันที
เฉียนเสี่ยวเหมิงเกาหัวแกรก เครื่องหมายคำถามแปะหราอยู่บนหน้า ปกติหมอนั่นชอบนั่งหน้าล่าคะแนนจิตพิสัยไม่ใช่เหรอ ทำไมวันนี้ทำตัวเหมือนหนูเจอแมว
"นี่พวกเธอ..." เฉียนเสี่ยวเหมิงกระซิบเสียงเบา หันซ้ายแลขวาอย่างระแวง
"ฉันรู้สึกว่าพวกเขากำลังหลบหน้าพวกเราอยู่หรือเปล่า หรือฉันคิดมากไปเอง"
เว่ยเสวี่ยที่นั่งก้มหน้าก้มตารัวนิ้วบนมือถือตอบกลับมาโดยไม่เงยหน้า "คิดมากที่ไหน เรื่องจริงล้วนๆ วันคนโสดปีที่แล้วมู่มู่เล่นเกม 'จับคู่' กลางห้อง ปีนี้ใครยังกล้าเสนอหน้าเข้ามาในรัศมีทำการ ก็คงสมองกลับแล้วล่ะ"
"เกมจับคู่? เกมอะไรอะ" เฉียนเสี่ยวเหมิงทำหน้างง ปีที่แล้ววันคนโสดเธอโดดเรียนไปเดตกับหนุ่มต่างคณะ เลยพลาดช็อตเด็ดไปอย่างน่าเสียดาย
สวีหลานอมยิ้มบางๆ อธิบายเสียงนุ่ม "วันนั้นมู่มู่อารมณ์บ่อจอย เลิกเรียนปุ๊บก็เลยเปิดสำนักหมอดูชั่วคราว คิดค่าครูแค่หนึ่งหยวน ดูดวงความรักให้เพื่อนๆ ผลงานก็คือ... ทำลายคู่รักทางอ้อมไปสี่คู่รวดในคาบเดียว"
วีรกรรมเริ่มจาก 'แฟนสาวของคุณรักคุณมากนะ แต่เธอก็รักเงินของคนอื่นมากกว่าเหมือนกัน' ไปจนถึง 'แฟนหนุ่มของคุณกำลังคบซ้อนสามคน ถ้าคุณรีบวิ่งไปตอนนี้ ยังทันไปดักจับชู้ได้ถึงสองรอบซ้อน...'
กระบวนการทำนายของแม่หมอหลิ่วนั้น เรียกได้ว่าคนฟังน้ำตาตกใน คนได้ยินแทบอยากจะวิ่งไปกระโดดตึก ที่สำคัญคือความแม่นยำระดับจับวาง ไม่มีคู่ไหนรอดพ้นคำทำนายไปได้
ดังนั้นถึงทุกคนจะยอมรับในฝีมือของหลิ่วมู่มู่ แต่พอถึงเทศกาลอ่อนไหวอย่างวันคนโสด สัญชาตญาณการเอาตัวรอดจึงสั่งให้ทุกคนรักษาระยะห่างไว้เพื่อความปลอดภัยของหัวใจ
หนุ่มห้องข้างๆ ที่เพิ่งเดินตัวลีบหนีไปเมื่อกี้ ดีกรีถึงกรรมการนักเรียนเชียวนะ นั่นก็เป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยจากปีที่แล้ว ตอนนั้นหลิ่วมู่มู่ทักเขาด้วยหน้านิ่งๆ ว่า 'ผู้หญิงที่คุณกำลังเดตด้วยก็นิสัยดีนะ แฟนตัวจริงของเธอก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน'
สวีหลานนึกย้อนไปถึงสีหน้าของเพื่อนชายคนนั้นตอนได้ยินคำทำนาย แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความเวทนา บทเรียนจากวันคนโสดปีที่แล้ว คงเป็นแผลใจที่จารึกไปจนวันตาย
เฉียนเสี่ยวเหมิงอ้าปากค้าง "นี่มัน... ก่อการร้ายชัดๆ! แล้วทำไมไม่มีใครเล่าให้ฉันฟังเลยเนี่ย"
เว่ยเสวี่ยเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนแล้วยิงประโยคแทงใจดำ "ก็เพราะตอนที่เรากำลังเม้าท์มอยเรื่องนี้กันอย่างออกรส เธอกำลังไปลัลล้าเดตกับผู้ชายอยู่น่ะสิ"
"อะแฮ่ม!" เฉียนเสี่ยวเหมิงกระแอมแก้เก้อ รีบเปลี่ยนเรื่องด้วยการขยับเข้าไปเกาะแขนหลิ่วมู่มู่
"มู่มู่จ๋า แล้ววันนี้อารมณ์ท่านแม่หมอเป็นยังไงบ้างจ๊ะ"
หลิ่วมู่มู่เงยหน้าจากกองหนังสือ ชี้มาที่ดวงตาของตัวเอง "เห็นอายไลเนอร์ที่สวีหลานกรีดให้ฉันไหม"
เฉียนเสี่ยวเหมิงเพ่งมองดวงตากลมโตคู่นั้น เส้นอายไลเนอร์สีดำสนิทถูกวาดอย่างประณีต ปลายหางตาตวัดขึ้นเล็กน้อยดูโฉบเฉี่ยว "เห็นสิ สวยเฉี่ยวเปรี้ยวจี๊ดเลย"
"จำไว้... คนโสดเท่านั้นถึงจะคู่ควรกับอายไลเนอร์ที่เฉียบคมบาดใจแบบนี้"
"เดี๋ยวๆ เธอโสดตั้งแต่เมื่อไหร่"
"ก็ตอนนี้แหละ!"
รังสีความอาฆาตพวยพุ่งออกมาจากร่างของหลิ่วมู่มู่จนแทบจะมองเห็นเป็นออร่าสีดำ เฉียนเสี่ยวเหมิงรีบรูดซิปปากตัวเองแล้วขยับก้นหนีไปนั่งชิดเว่ยเสวี่ยทันที
เว่ยเสวี่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แล้วอดีตแฟนหนุ่มของเธอหายหัวไปไหนล่ะ"
"ไปทำงานต่างจังหวัด..." หลิ่วมู่มู่ตอบเสียงอู้อี้ คางเกยอยู่กับขอบโต๊ะ แก้มป่องพองลมด้วยความหงุดหงิด
เธอนี่มันช่างไร้เดียงสาจริงๆ ตอนแรกนึกว่าเยียนซิวโดนไล่ออกจากหน่วยงานแล้วจะต้องกลายเป็นคนตกงานเตะฝุ่น
ที่ไหนได้ บนโลกใบนี้ยังมีอาชีพที่เรียกว่า 'ทายาทมหาเศรษฐี' รอให้เขากลับไปสืบทอดอยู่ ถ้าตกงาน เขาก็แค่กลับบ้านไปนั่งนับเงินมรดกพันล้าน ฟังดูน่าสงสารตรงไหนกันฮะ ชีวิตรันทดแบบคนรวยนี่มันน่าหมั่นไส้จริงๆ
เวลาล่วงเลยไปจนจบคาบ อาจารย์เก็บของเดินออกจากห้องไปแล้ว นักศึกษาคนอื่นๆ ต่างพากันเก็บกระเป๋าแยกย้ายกลับบ้าน หรือไม่ก็ไปฉลองวันคนโสด
หลิ่วมู่มู่ค่อยๆ บรรจงเก็บหนังสือใส่กระเป๋าอย่างเชื่องช้า หูฟังเฉียนเสี่ยวเหมิงกับสวีหลานถกเถียงกันเรื่องเมนูมื้อเย็น
เว่ยเสวี่ยเสนอไอเดียว่ามีร้านปลาต้มน้ำแดงเปิดใหม่หน้ามหาวิทยาลัย เห็นรีวิวว่ารสชาติเด็ดดวง ขณะที่หลิ่วมู่มู่กำลังจะชูมือสนับสนุนเมนูปลารสแซ่บ สายตาก็เหลือบไปเห็นหัวหน้าห้องจากห้องข้างๆ เดินตรงดิ่งเข้ามาหา
ด้านหลังเขาไม่ไกล มีกลุ่มนักศึกษาชายห้องข้างๆ อีกสองสามคนยืนทำท่าทางเสียดาย เหมือนกำลังโทษตัวเองที่ห้ามเพื่อนไม่ทัน พอหลิ่วมู่มู่ตวัดสายตาไปมอง คนกลุ่มนั้นก็สะดุ้งโหยง แทบจะกระโดดเกาะเพดานหนี
หลิ่วมู่มู่เงยหน้ามองผู้ชายที่มายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ข้างโต๊ะ "มีธุระอะไรหรือเปล่า"
หัวหน้าห้องห้องข้างๆ คนนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการเรียน สอบได้ที่หนึ่งตลอดศก ราวกับว่าถ้าเผลอสอบได้ที่สอง
ชีวิตนี้จะสูญสิ้นความหมาย เขาเก่งปฏิบัติชนิดหาตัวจับยาก ถือสิทธิบัตรไว้ในมือหลายใบ ขนาดที่ศาสตราจารย์หลายคนในคณะยังจองตัวอยากได้ไปเป็นลูกศิษย์ปริญญาโท
ความทรงจำเดียวที่พวกเขามีร่วมกันคือ ตอนปีหนึ่ง หลิ่วมู่มู่กับเดอะแก๊งจัด 'มินิคอนเสิร์ต' หน้าประตูมหาวิทยาลัย หัวหน้าห้องผู้แสนเรียบร้อยคนนี้บังเอิญเดินผ่านมา และน่าจะขวัญผวาไปจนถึงทุกวันนี้
หัวหน้าห้องยิ้มแหยๆ ให้หลิ่วมู่มู่ "ผม... ผมได้ยินเพื่อนบอกว่าคุณดูดวงความรักแม่นมาก ช่วยดูให้ผมหน่อยได้ไหมครับ"
สิ้นเสียงคำขอร้อง ไม่ใช่แค่หลิ่วมู่มู่ที่ชะงัก แม้แต่สวีหลานที่กำลังพรรณนาถึงความอร่อยของเนื้อปลาต้มน้ำแดงยังหุบปากฉับ หันขวับมามองเขาตาค้าง คาแรกเตอร์เด็กวิทย์ผู้เคร่งขรึมพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
หลิ่วมู่มู่ถามแทนใจทุกคนในห้อง "พวกเด็กเรียนระดับท็อปอย่างนาย ไม่ใช่ว่าต้องยึดมั่นในวิทยาศาสตร์เหรอ"
เขายกมือขึ้นลูบจมูก ท่าทางขัดเขินแต่แววตามุ่งมั่น "บางทีคนเราก็ต้องพึ่งพาไสยศาสตร์บ้างครับ วิทยาศาสตร์ไม่ได้แจกแฟนให้ผมสักหน่อย"
โอ้โห... บรรลุสัจธรรม
หลิ่วมู่มู่ถึงกับไปไม่เป็น เหตุผลของเขามันช่างหนักแน่นจนเถียงไม่ออก เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หยิบเหรียญห้าจักรพรรดิออกมาวางบนโต๊ะ "ตอนนี้มีคนที่ชอบหรือยัง"
"...มีแล้วครับ" แก้มของเขาขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย
"จะให้ดูว่าเป็นเนื้อคู่กันหรือเปล่าใช่ไหม"
หัวหน้าห้องส่ายหน้าดิก "เปล่าครับ ผมแค่อยากรู้ว่า ถ้าผมไปสารภาพรักวันนี้ จะสำเร็จไหม แล้วเธอจะโกรธผมหรือเปล่า"
"ไอ้เรื่องเธอจะโกรธไหมเนี่ย ฉันดูไม่ได้หรอกนะ จิตใจคนมันยากแท้หยั่งถึง แต่เรื่องจะสำเร็จไหม... พอจะดูให้ได้" หลิ่วมู่มู่ดันเหรียญโบราณไปตรงหน้าเขา
"ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วเสี่ยงทายสามครั้ง"
เสียงเหรียญกระทบพื้นโต๊ะดังกังวานสามครั้ง หัวหน้าห้องมองผลลัพธ์ด้วยใจระทึก หลิ่วมู่มู่ก้มมองเหรียญแล้วพยักหน้าช้าๆ "จากผลการทำนาย... การสารภาพรักครั้งนี้สำเร็จแน่นอน"
เธอเงยหน้าขึ้น โบกมือให้อย่างเท่ๆ "ไปเถอะ พ่อหนุ่ม สู้ๆ"
หัวหน้าห้องยิ้มกว้างจนตาหยี กล่าวขอบคุณไม่หยุดปาก ก่อนจะวางเหรียญหนึ่งหยวนเป็นค่าครูราคามิตรภาพวันคนโสด แล้วเดินจากไปดุจลอยได้
เฉียนเสี่ยวเหมิงมองตามหลังเขาไปแล้วถอนหายใจ "สละโสดในวันคนโสด... ดูความกล้าหาญของเขาซะก่อน น่านับถือจริงๆ"
หลิ่วมู่มู่พยักหน้าเห็นด้วย
แต่ทว่า... เมื่อพวกเธอเก็บของเสร็จและเดินลงมาถึงหน้าตึกเรียน ก็ต้องประหลาดใจที่เห็นหัวหน้าห้องคนเดิมยืนรออยู่ หลิ่วมู่มู่นึกว่าเขาลืมถามเคล็ดลับอะไรอีก แต่เขากลับเดินตรงเข้ามาหาสวีหลาน
"สวีหลาน... ผมมีเรื่องจะคุยด้วย ขอเวลาสักครู่ได้ไหม"
เฉียนเสี่ยวเหมิงกับเว่ยเสวี่ยหันขวับมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ส่วนหลิ่วมู่มู่อ้าปากค้าง
สวีหลานยืนนิ่งไปชั่วอึดใจ ใบหน้าฉายแววตกใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินตามเขาออกไป... ทิ้งเพื่อนยืนงงเป็นไก่ตาแตก
"สองคนนั้นไปแอบสปาร์กกันตอนไหน" เว่ยเสวี่ยผู้ซึ่งปกติจะเป็นคนนิ่งที่สุดในกลุ่ม ถึงกับหลุดมาด
"ไม่รู้สิ" หลิ่วมู่มู่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ
"เอ่อ... รู้จักกันที่ห้องสมุดมั้ง ฉันเคยเห็นหัวหน้าห้องคนนั้นติวหนังสือให้สวีหลานอยู่บ้าง... เฮ้ย! เดี๋ยว!" เฉียนเสี่ยวเหมิงพูดจบเพิ่งจะประมวลผลได้ สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่แล้วหันขวับมามองเพื่อน
"อย่าบอกนะว่า... เขาจะสารภาพรักกับสวีหลาน!"
ยี่สิบนาทีอันแสนยาวนานผ่านไป หัวหน้าห้องเดินกลับมาพร้อมกับสวีหลานที่หน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู ตอนเดินออกไปห่างกันเป็นวาทะ ตอนเดินกลับมาแทบจะตัวติดกัน
ภายใต้สายตาจับผิดระดับเอ็กซเรย์ของสามสาว หัวหน้าห้องยังคงยิ้มเขินอายแต่แววตาเป็นประกายวิบวับ เขาพูดกับสวีหลานด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "พรุ่งนี้เจอกันครับ"
จากนั้นก็หันหลังเดินผิวปากจากไปอย่างผู้ชนะ
สวีหลานถูกเพื่อนต้อนเข้ามุมกำแพง หมดทางหนีทีไล่ ได้แต่ยกมือยอมจำนนและสารภาพความจริง "เขา... เขาบอกชอบฉัน ถามว่าคบกับเขาได้ไหม"
เฉียนเสี่ยวเหมิงตาโต "แล้วเธอก็ตกลงไปแล้ว?"
สวีหลานเหลือบตามองหลิ่วมู่มู่อย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วตอบเสียงอ่อย "ก็มู่มู่บอกเองนี่นาว่า... จะสำเร็จ"
หลิ่วมู่มู่รู้สึกเหมือนโดนหมัดฮุกเข้าที่ลิ้นปี่ เจ็บใจนัก นี่มันคือการขุดหลุมฝังตัวเองชัดๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตหมอดูที่ดูดวงให้คนอื่นแล้วตัวเองโดนขโมยเพื่อนสนิทไปต่อหน้าต่อตา!
ด้วยความข้องใจ เธอล้วงเหรียญออกมาเสี่ยงทายเองอีกสามรอบ เสียงเหรียญกระทบโต๊ะดัง เคร้ง เคร้ง เคร้ง พอก้มลงดูผลแล้วยิ่งโมโหหนักกว่าเดิม
'เนื้อคู่ที่แท้จริง'
สองคนนี้ดันเป็นเนื้อคู่กันอีก!
หลิ่วมู่มู่เงยหน้าขึ้นมา จ้องตาสวีหลานแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย "ฉันว่านะ... ลองเปลี่ยนคนไหม ผู้ชายที่ต้องมาพึ่งหมอดูก่อนสารภาพรักเนี่ย ดูไม่ค่อยน่าไว้ใจเลยนะ"
เว่ยเสวี่ยเสริมทัพทันที "ใช่! ไม่ผ่าน!"
สวีหลานแย้งเสียงอ่อย "แหม... แต่เมื่อกี้พวกเธอยังชมว่าเขามีความกล้าหาญ น่านับถืออยู่เลยนะ"
หลิ่วมู่มู่กับเว่ยเสวี่ยกลอกตามองบนพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย มันเหมือนกันที่ไหนล่ะยะ ตอนนั้นไม่รู้นี่ว่าเป็นเธอ
"ฉันว่านะ..." เฉียนเสี่ยวเหมิงที่ตั้งใจจะช่วยพูดเชียร์หัวหน้าห้อง พอเจอสายตาพิฆาตของเพื่อนอีกสองคนที่พร้อมจะกินหัว ก็รีบกลับลำสามร้อยหกสิบองศา
"เอ่อ... ฉันว่าเรื่องนี้ต้องคิดให้รอบคอบหน่อยนะสวีหลาน เรื่องใหญ่ๆ"
สวีหลานรีบพยักหน้ารัวๆ รับปากเพื่อนๆ ที่จ้องเขม็งเหมือนแม่เสือหวงลูก "จ้ะๆ ฉันจะรอบคอบให้มากๆ เลย"
โถ่... รับปากไปแล้ว จะมารอบคอบตอนนี้มันจะมีประโยชน์อะไร!
ต่อให้รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ก็เปลี่ยนแปลงความจริงอันโหดร้ายไม่ได้ว่า ผักกาดขาวแสนสวยของบ้านเราโดนหมูหนุ่มห้องข้างๆ ขุดไปกินเรียบร้อยแล้ว แม้แต่เมนูปลาต้มน้ำแดงสุดโปรดก็ไม่อาจเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำของหลิ่วมู่มู่ได้
เธอตัดสินใจว่าจะกลับบ้านเลยดีกว่า ไม่อยากกลับหอพักไปเห็นบรรยากาศสีชมพู เดี๋ยวจะพาลนึกถึงเรื่องเศร้าของตัวเอง หลังจากแยกย้ายกับเพื่อนร่วมห้อง ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน หลิ่วมู่มู่ก็ได้ยินเสียงเตือนข้อความดังขึ้น ต่งเยว่นั่นเอง
ต่งเยว่: เจ๊คะ จะกลับมาเมื่อไหร่ เลขาพ่อเพิ่งเอาสูทใหม่มาส่งยี่สิบชุด
ตามมาด้วยรูปถ่ายอีกห้ารูป ในภาพคือต่งเจิ้งหาวผู้ยิ่งใหญ่ สวมสูทคัตติ้งเนี้ยบ ยืนเก๊กท่าหน้ากระจก
พยายามแขม่วพุงเบียร์ที่ขยายอาณาเขตออกมาในช่วงสองปีนี้อย่างสุดชีวิต แต่ดูเหมือนความพยายามจะสูญเปล่า เพราะมันยังดูกลมดิกเหมือนลูกแตงโม
ต่งเยว่: ชั่วโมงเดียวพ่อเปลี่ยนชุดไปห้าชุดแล้ว ยังบังคับให้แม่กับพวกฉันช่วยคอมเมนต์ทีละชุดด้วย
ต่งเยว่: พวกฉันลงมติเอกฉันท์ว่าชุดที่ห้าโอเคสุด แต่พ่อไม่ยอม บอกว่าช่างตัดไม่ดี ใส่แล้วดูอ้วน พ่อทำท่าจะลองให้ครบยี่สิบชุด แต่พวกฉันหิวไส้จะขาดแล้วยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย...
หลิ่วมู่มู่สัมผัสได้ถึงมวลความสิ้นหวังที่แผ่ออกมาจากข้อความของน้องสาว
จะว่าไปเรื่องนี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเธออยู่บ้าง เธอคบกับเยียนซิวมานานพอสมควร ผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านรับรู้เรื่องนี้มาพักใหญ่แล้ว เมื่อสัปดาห์ก่อนเยียนซิวเกริ่นว่าพ่อแม่เขาอยากมาเยี่ยมคารวะตระกูลต่งที่เมืองชิ่งเฉิง
หลิ่วมู่มู่เห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรเลยไปบอกพ่อ ตอนนั้นต่งเจิ้งหาวยังทำท่าสุขุมนุ่มลึก นัดวันเจอกันเป็นสุดสัปดาห์นี้ ใครจะไปคิดว่านี่เพิ่งวันศุกร์ พ่อคุณทูนหัวก็เริ่มเปิดรันเวย์แฟชั่นโชว์แล้ว
กะจะแต่งตัวข่มรัศมีพ่อของเยียนซิวหรือไงกันพ่อคุณ
หลิ่วมู่มู่: คืนนี้พี่ฉันกลับบ้านนะ ฝากบอกให้พ่อยอมรับความจริงเถอะ พุงของเขามันเกินเยียวยาแล้ว หมอเทวดาก็ช่วยไม่ได้
พิมพ์ตอบเสร็จ เธอก็เงยหน้าบอกคนขับแท็กซี่ "พี่คะ รบกวนเปลี่ยนจุดหมายปลายทางหน่อยค่ะ"
เธอไม่อยากกลับไปเป็นกรรมการตัดสินแฟชั่นโชว์ชุดสูทของพ่อ คืนนี้คงไม่เหมาะจะกลับบ้าน ไปนอนเกลือกกลิ้งที่ห้องของเยียนซิวดีกว่า ยังไงเขาก็ไม่อยู่ ยึดห้องซะเลย
ผ่านไปประมาณสิบนาที ข้อความของต่งเยว่ก็เด้งรัวๆ ขึ้นมาอีก
ต่งเยว่: พ่อกับแม่เปิดศึกกันแล้ว! เพราะแม่หลุดปากบอกว่าพ่อหุ่นไม่ดี พ่อเลยงอน หาว่าแม่เป็นคนตื้นเขิน มองคนแค่เปลือกนอก ตอนนี้ขุดเรื่องบรรพกาลสมัยเลขาสาวคนเก่าๆ ของพ่อเมื่อสิบปีก่อนมาทะเลาะกันแล้ว
ต่งเยว่: แม่โกรธจนควันออกหู ประกาศว่าถ้าเจ๊กลับมาจะเปิดประชุมสภาครอบครัว ลงมติถอดชื่อพ่อออกจากทะเบียนบ้าน... พวกฉันโหวตเห็นด้วยไปแล้ว แม่เลยอัดฉีดค่าขนมเพิ่มให้พวกฉันเดือนละห้าพัน
ต่งเยว่: สถานการณ์ยังไม่สงบ ฉันพาต่งฉีหนีออกมาหาข้าวกินแล้ว
หลิ่วมู่มู่กดโอนเงินไปให้น้องห้าร้อยหยวนด้วยความใจป๋า
หลิ่วมู่มู่: ฉันเลี้ยงข้าว กินกันเยอะๆ นะ ดึกๆ ค่อยกลับ รอพายุสงบก่อน
หลิ่วมู่มู่แวะมินิมาร์ทหน้าตึกของเยียนซิว กวาดขนมขบเคี้ยวมาหนึ่งถุงใหญ่ก่อนจะขึ้นไปบนห้อง พอเปิดประตูเข้าไปก็ต้องแปลกใจที่เห็นรองเท้าหนังคุ้นตาวางอยู่หน้าประตู
'กลับมาแล้วเหรอ?'
เธอถอดรองเท้า เปลี่ยนมาใส่สลิปเปอร์ลายกระต่ายน้อยของตัวเอง แล้วเดินย่องเบาเข้าไปในห้องนั่งเล่น
เยียนซิวที่ควรจะไปทำงานต่างเมืองกำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟาตัวนุ่ม ขาข้างหนึ่งงอขึ้น หลังมือพาดปิดดวงตา ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่ากำลังหลับสนิท
หลิ่วมู่มู่ย่องเข้าไปใกล้ วางถุงขนมลงบนโต๊ะกลางอย่างแผ่วเบา สายตาเหลือบไปเห็นข้าวของที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะ
มีกล่องของขวัญกำมะหยี่หรูหราหนึ่งกล่อง วางคู่กับถุงพลาสติกสีดำบ้านๆ อีกใบ ไม่รู้ว่าข้างในใส่อะไรไว้ ทำไมถึงวางคู่กันได้คอนทราสต์ขนาดนี้
ขณะที่เธอกำลังชะโงกหน้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น จู่ๆ ข้อมือบางก็ถูกมือหนาคว้าหมับ ออกแรงดึงเพียงนิดเดียว ร่างของเธอก็เสียหลักล้มลงไปนั่งบนโซฟา ก่อนจะถูกดึงเข้าไปแนบชิดกับแผงอกกว้างที่คุ้นเคยและอุ่นจัด
เสียงกระซิบแหบพร่ายามตื่นนอนดังขึ้นที่ข้างหู "ทำไมไม่กลับบ้าน หืม"
"พ่ออาละวาดลองชุดอยู่ที่บ้าน คืนนี้ไม่อยากเจอเขา กลัวโดนลูกหลง"
หลิ่วมู่มู่ปล่อยตัวเอนลงไปตามแรงดึงของเขา จนแผ่นหลังสัมผัสกับเบาะโซฟา เยียนซิวพลิกตัวขึ้นมาคร่อมทับเธอไว้ครึ่งตัว ริมฝีปากอุ่นจัดคลอเคลียบดเบียดที่ข้างแก้ม
มือเรียวของหลิ่วมู่มู่เลื่อนขึ้นไปลูบไล้สันกรามคมสันของเขาช้าๆ สัมผัสที่ปลายนิ้วสากระคายเล็กน้อย ริมฝีปากเธอเผยอขึ้นจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่เสียงก็ถูกกลืนหายไปในลำคอ ผ่านไปพักใหญ่กว่าจะมีเสียงบ่นพึมพำลอดออกมา "คุณไม่โกนหนวดอีกแล้วนะ"
เยียนซิวกลัวจะทับเธอหนักเกินไป เลยพลิกตัวดึงให้เธอขึ้นมานอนคว่ำบนตัวเขาแทน แล้วค่อยอธิบายเสียงนุ่ม "เมื่อเช้าตอนตีสามครึ่งโดนเรียกตัวด่วนกลับปักกิ่ง เลยไม่ทันได้โกน"
หลิ่วมู่มู่ขมวดคิ้ว เธอรู้ว่าครั้งนี้เขาเดินทางไปจัดการธุระของตระกูลเยียนทางเหนือ ทำไมจู่ๆ ถึงต้องตีรถกลับปักกิ่งกลางดึก "ทางปักกิ่งเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า"
"อืม... ฉีปู้เหยียนตายแล้ว"
ประโยคนั้นทำให้หลิ่วมู่มู่ตกใจจนยันตัวลุกขึ้นมาจ้องหน้าเขา "ตายยังไง"
เยียนซิวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศ "เครื่องมือตรวจวัดในห้องพยาบาลของคุกพิเศษเกิดระเบิด เศษโลหะพุ่งเสียบทะลุหัวใจของเธอ…”
“นอกจากเธอแล้ว ยังมีผู้อำนวยการสถาบันวิจัยในสังกัดแผนกสืบสวนคดีพิเศษเสียชีวิตในที่เกิดเหตุอีกหนึ่งคน นักวิจัยบาดเจ็บสาหัสสองคน และพยาบาลที่ดูแลเธออีกคน"
หลิ่วมู่มู่ฟังแล้วขนลุกซู่ แต่สมองก็เริ่มประมวลผล "ฉีปู้เหยียนน่าจะรู้ดีที่สุดว่าใช้เนตรสวรรค์แล้วจะเกิดผลยังไง เธอจงใจทำ... ทำไมต้องทำรุนแรงขนาดนั้น"
ต่อให้ตอนแรกไม่รู้ แต่หลังจากใช้เนตรสวรรค์ครั้งแรกแล้วเกิดอุบัติเหตุ ก็ต้องพอเดาทางได้ ยิ่งไปกว่านั้น ฉีปู้เหยียนศึกษาศาสตร์แห่งดวงดาวลึกซึ้งกว่าเธอมาก เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้ผลกระทบของดวงดาวหายนะที่มีต่อชะตาชีวิตตัวเอง
เยียนซิวลูบผมเธอเบาๆ "คงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วมั้ง เลยถือโอกาสลากพวกคนที่วิจัยอุปกรณ์มารให้ตายตกไปตามกัน เป็นเพื่อนเดินทางสู่ปรโลก"
คนอย่างฉีปู้เหยียน... หยิ่งผยองและเจ้าคิดเจ้าแค้น มีหรือจะยอมตายคนเดียว
หนึ่งปีมานี้ สำนักงานใหญ่ทุ่มเทงบประมาณและทรัพยากรไปกับการวิจัยหนังสือหนังมนุษย์มหาศาล ช่วงแรกได้รับความร่วมมือจากฉีปู้เหยียนจนได้ผลลัพธ์มาบ้าง แต่กว่าครึ่งปีหลังมานี้ การวิจัยของพวกเขาเจอกับทางตัน ไม่คืบหน้าไปไหน
ฉีปู้เหยียนให้พวกเขาชิมลางความสำเร็จแค่ปลายลิ้น เหมือนที่เยียนซิวเคยคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้น เธอทำไม่สำเร็จ ย่อมไม่มีทางยอมให้คนอื่นทำสำเร็จเช่นกัน
ทางสถาบันวิจัยคงร้อนใจ อยากจะเค้นข้อมูลที่มีประโยชน์จากปากฉีปู้เหยียนเพิ่มเติม ผู้อำนวยการถึงได้นำทีมเข้าไปสอบถามด้วยตัวเอง ผลสุดท้ายคือต้องมาทิ้งชีวิตไว้ในคุก
เรื่องนี้ส่งผลกระทบร้ายแรงสะเทือนวงการ ตอนนี้แต่ละฝ่ายในแผนกสืบสวนคดีพิเศษต่างพยายามปัดความรับผิดชอบกันพัลวัน อธิบดีกรมคนปัจจุบันที่ใช้เส้นสายช่วยยื้อชีวิตฉีปู้เหยียนคงหนีไม่พ้นโดนตั้งกรรมการสอบสวน
เยียนซิวเคยให้พ่อของเขาฝากเตือนอธิบดีคนนั้นแล้วว่า หลังจากฉีปู้เหยียนใช้เนตรสวรรค์จะมีผลสะท้อนกลับที่รุนแรง
อย่าให้ใครเข้าใกล้เธอสุ่มสี่สุ่มห้า เพื่อป้องกันลูกหลงจากดวงดาวหายนะ อธิบดีคนนั้นฉลาดพอที่จะไม่เข้าไปยุ่งกับฉีปู้เหยียนเอง แต่เขากลับปิดข่าวนี้เงียบกริบ ไม่ยอมบอกใคร
อาจเป็นเพราะกลัวว่าถ้าเรื่องหลุดออกไป ระดับการคุมขังของฉีปู้เหยียนจะต้องถูกยกระดับเป็นขั้นสูงสุด
ห้ามใครเข้าพบ แล้วแบบนั้นเธอจะยอมให้ความร่วมมือกับพวกเขาต่อได้ยังไง ความโลภบังตา... จนตอนนี้มีคนตาย เรื่องมันเลยบานปลายใหญ่โตเกินควบคุม
"แต่เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับคุณ ทำไมต้องเรียกตัวกลับไปด่วนขนาดนั้น" หลิ่วมู่มู่ยังไม่เข้าใจ
เยียนซิวยิ้มมุมปาก "แผนกสืบสวนคดีพิเศษต้องประเมินมูลค่าของอุปกรณ์มารใหม่ เพื่อพิจารณาว่าจะวิจัยต่อหรือไม่”
“แต่คนที่เคยเห็นหนังสือหนังมนุษย์ในสภาพ 'สมบูรณ์' มีแค่ฉันกับหลินหลินที่เคยโดนสิงร่าง พวกเขาเลยอยากถามความเห็นพวกเรา"
"แล้วความเห็นของพวกคุณคือ?"
"ตอนนั้นสติสตังไม่ครบ โดนผีเข้า ใครจะไปจำได้... ช่วยอะไรไม่ได้หรอก"
"อ้อ" หลิ่วมู่มู่วางใจ ซบหน้าลงไปบนอกเขาอีกครั้ง
"แล้วพวกเขาจะเลิกวิจัยไหม"
"เลิก"
ปีกว่ามานี้ แผนกสืบสวนคดีพิเศษก็ไม่ได้โง่จนถูกฉีปู้เหยียนจูงจมูกซะทีเดียว พวกเขาตรวจสอบพบส่วนประกอบที่ไม่รู้จักบางอย่างในแผ่นหนังมนุษย์
ล่าสุดเพิ่งยืนยันได้ว่า ส่วนประกอบที่มีปริมาณมากที่สุดคือน้ำยางของพืชหายากที่มีฤทธิ์หลอนประสาทอย่างรุนแรง
นักวิจัยบางส่วนเชื่อว่าขั้นตอนการผลิตหนังสือหนังมนุษย์ ต้องนำหนังคนไปแช่ในน้ำยาที่สกัดจากพืชชนิดนี้
ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญมาก ส่วนที่เยียนซิวกับหลินหลินเห็นหนังสือมีชีวิต หรือขยับเองได้ อาจจะเป็นเพราะโดนฤทธิ์ยาจากน้ำยานั้นทำให้เกิดภาพหลอน
การมีอยู่ของวิญญาณเป็นเรื่องนามธรรมที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ คนที่สัมผัสหนังสือก็ไม่มีหลักฐานมายืนยัน
ส่วนคำอธิบายเรื่องสารหลอนประสาทนี้ฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์และสมเหตุสมผลมากในสายตาคนนอก ตอนนี้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขนาดนี้ แถมผู้อำนวยการที่รับผิดชอบโครงการก็ตายไปแล้ว สำนักงานใหญ่คงไม่อนุญาตให้วิจัยต่อแน่ๆ
"ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ฉีปู้เหยียนเป็นคนหัวแข็งจะตาย ทำไมถึงเลือกฆ่าตัวตาย"
เยียนซิวไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงแค่เอานิ้วเขี่ยตุ๊กตาไข่ดาวนุ่มนิ่มที่ห้อยอยู่ตรงยางรัดผมของเธอเล่น ปล่อยให้เธอบ่นพึมพำวิเคราะห์ไปคนเดียว
คนเรา... ต่อให้เคยยิ่งใหญ่คับฟ้าแค่ไหน เมื่อต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทรมานทางกายสังขารที่กัดกินทุกวินาที ก็ย่อมสิ้นหวังได้ ความตาย... น่าจะเป็นอิสรภาพเดียวที่เธอโหยหา และเป็นจุดจบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเธอแล้ว
"จริงสิ! สองวันก่อนฉันได้รับสัญญาฉบับหนึ่งที่มหาวิทยาลัย สวีหย่งหลินส่งมาให้ฉัน" หลิ่วมู่มู่นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ รีบตบไหล่เยียนซิวรัวๆ
"สัญญาอะไร"
"ข้อตกลงโอนหุ้นของ 'บริษัทจำกัดความรับผิดฉางเซิง' สวีหย่งหลินโอนหุ้นส่วนหนึ่งให้ฉัน แถมเขียนโน้ตมาบอกว่าเป็นค่าครูที่ค้างไว้"
หลิ่วมู่มู่จำสวีหย่งหลินได้แม่น นานทีปีหนเธอจะทำความดีแบบไม่หวังผล ครั้งนั้นเธอดูดวงให้เขาเก็บเงินแค่สิบหยวน แถมพอดูเสร็จยังโดนเยียนซิวลากไปอบรมอีกต่างหากว่าทำอะไรเสี่ยงๆ
เยียนซิวหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาครุ่นคิด "ถ้าจำไม่ผิด บริษัทนี้ตอนนี้ขายสินค้าอยู่แค่ตัวเดียว คือกู่อายุวัฒนะ"
หลิ่วมู่มู่คิดตาม สมองแล่นเร็วปรู๊ด สักพักถึงร้องอ๋อ "กู่อายุวัฒนะที่เป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตัวนั้นเหรอ!"
"อืม"
ถึงจะเป็นการขายในวงจำกัดเฉพาะกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนัก แต่กู่อายุวัฒนะมีมูลค่ามหาศาลและไม่มีวันเสื่อมราคา ตลาดต้องการเสมอ บริษัทนี้น่าจะเป็นการร่วมทุนระหว่างสำนักงานใหญ่กับสวีหย่งหลิน
"งั้นฉันก็รวยเละเลยสิ!" ดวงตาของเธอเป็นประกายวิบวับราวกับเห็นกองเงินกองทอง พร้อมมอบบัตรคนดีให้อีกฝ่ายอย่างจริงใจ
"สวีหย่งหลินนี่เป็นคนดีจริงๆ เลยนะ! พ่อพระชัดๆ"
เจอกันคราวหน้าต้องแถมดูดวงฟรีให้เขาสักสองสามรอบ บริการระดับวีไอพีไปเลย
เยียนซิวเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเธอชมชายอื่นต่อหน้า เขาเอื้อมมือไปหยิบกล่องของขวัญกำมะหยี่บนโต๊ะมาส่งให้หลิ่วมู่มู่
หลิ่วมู่มู่รับมาเปิดกล่อง นึกว่าข้างในจะเป็นพวกสร้อยคอหรือเครื่องประดับ แต่สิ่งแรกที่เห็นกลับเป็นใบแปะก๊วยสีเหลืองทองอร่ามหลายใบวางทับอยู่ เธอชะงัก หยิบใบไม้ขึ้นมาหนึ่งใบ "ใบแปะก๊วย?"
"ใบจากต้นหน้าบ้านเธอ"
หลิ่วมู่มู่ฟังแล้วก็ค่อยๆ ลุกจากตัวเยียนซิว เธอเอื้อมมือไปเปิดถุงพลาสติกสีดำที่วางคู่กันอยู่บนโต๊ะ ข้างในเต็มไปด้วยเมล็ดแปะก๊วยที่กะเทาะเปลือกแข็งออกจนเกลี้ยง ปีนี้ลูกดกใช้ได้เลย เม็ดอวบอ้วนน่ากิน
"คุณไปเก็บลูกแปะก๊วยมาด้วยเหรอเนี่ย"
"อืม... หน้าหนาวจะย่างแปะก๊วยให้เธอกิน"
หลิ่วมู่มู่กระพริบตาถี่ๆ ไล่ความร้อนผ่าวที่ขอบตา รู้สึกแสบจมูกนิดหน่อยอย่างบอกไม่ถูก "อื้ม"
เยียนซิวลุกขึ้นนั่ง ยิ้มมุมปากถามอย่างเจ้าเล่ห์ "ตอนนี้รู้สึกหรือยังว่าฉันดีกว่าสวีหย่งหลิน"
หลิ่วมู่มู่หลุดขำออกมาทั้งน้ำตาคลอ "คุณนี่เด็กจัง แข่งกระทั่งกับคนแก่"
เยียนซิวรับกล่องคืนไป หยิบใบแปะก๊วยสีทองวางไว้ข้างๆ อย่างทะนุถนอม เผยให้เห็นแหวนทองคำขาวฝังเพชรสีชมพูเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ด้านใน ประกายของมันวูบไหวล้อแสงไฟในห้อง
เขาหยิบแหวนวงนั้นขึ้นมา แล้วบรรจงสวมเข้าที่นิ้วกลางข้างซ้ายของหลิ่วมู่มู่อย่างนุ่มนวล
หลิ่วมู่มู่ก้มมองแหวนบนนิ้วที่ส่องประกายระยิบระยับ แล้วเงยหน้าสบตากับเยียนซิว
เยียนซิวเองก็มองตอบ แววตาของเขาอบอุ่นยิ่งกว่าฮีตเตอร์ในห้อง เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกว่า "หน้าหนาวต่อจากนี้ไป ฉันจะคั่วแปะก๊วยให้เธอกินทุกปี... โอเคไหม"
หลิ่วมู่มู่ยิ้มกว้าง ตอบรับคำสัญญานั้นด้วยหัวใจ
"โอเค"
[จบบท]