บทส่งท้าย
1. ฉีปู้เหยียน
นับตั้งแต่วินาทีที่ ‘ฉีปู้เหยียน’ ค้นพบว่าตนเองครอบครอง ‘ญาณเทพ’ เธอก็ตระหนักได้ทันทีว่าชีวิตนี้ถูกลิขิตมาให้ยืนอยู่เหนือผู้คน ความรุ่งโรจน์ของตระกูลฉี ล้วนมีรากฐานมาจากตัวเธอ
เหล่าผู้อาวุโสต่างเฟ้นหาบุรุษที่มีดวงชะตาเกื้อหนุนเธอที่สุดมาเป็นคู่ครอง เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม กิริยานุ่มนวลเชื่อฟัง และเอาใจเก่งเป็นที่หนึ่ง เวลานั้นเธอพึงพอใจในตัวเขามาก
ทว่าใครจะรู้... หลายสิบปีต่อมา ในวาระสุดท้ายที่เธอกำลังนอนรอความตายด้วยความทรมาน เธอกลับนึกใบหน้าของสามีไม่ออกเสียแล้ว ก่อนลมหายใจจะขาดห้วง ภาพความทรงจำในอดีตฉายชัดขึ้นมา
เช้าวันหนึ่งหน้ากระจกบานเดิม เงาสะท้อนไม่ใช่หญิงสาวแรกรุ่นอีกต่อไป ริ้วรอยแห่งวัยเริ่มมาเยือน ฉีปู้เหยียนตื่นตระหนก
แม้จะมีญาณเทพหยั่งรู้ฟ้าดิน แต่มนุษย์ก็ไม่อาจฝืนกฎแห่งความตาย เธอไม่อยากตาย และยิ่งไม่อยากแก่ ราวกับสวรรค์เข้าข้าง ‘หนังสือหนังมนุษย์’ ตกมาอยู่ในมือเธอ
ของขวัญชิ้นนี้ใช้งานไม่ง่าย ต้องแลกมาด้วยการทดลอง ‘วิชาสลับวิญญาณ’ ครั้งแล้วครั้งเล่า เหยื่อที่นำมาทดลองล้วนเป็นคนที่สามีแสนดีเสาะหามาให้ ไม่ว่าเธอต้องการอะไร เขาจะดั้นด้นหามากองแทบเท้าเสมอ
จากคนไร้หัวนอนปลายเท้า เริ่มมีคนระแคะระคาย เธอจึงตัดสินใจจับมาทั้งตระกูลเพื่อตัดปัญหา ใช้เล่ห์กลอำพราง เสียงร่ำไห้เหล่านั้นก็เลือนหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น
แต่การทดลองกลับล้มเหลวซ้ำซาก ความหงุดหงิดพุ่งสูง ประจวบกับมีข่าวลือว่าตระกูลสวีวิจัย ‘กู่อายุวัฒนะ’ สำเร็จ สามีและพี่ชายที่อยากเห็นรอยยิ้มของเธอ จึงรวมหัวกันไปแย่งชิงของวิเศษ
นั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ ตระกูลสวีไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก สวีจิ่วเนียนหนีไปพบซุนปู้เจวี๋ย วางแผนซ้อนแผนโดยใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ เปิดค่ายกลสังหารดักรอ
จุดจบของสามีเธอคือความตายอันน่าสยดสยอง ถูกหนอนกู่นับหมื่นกัดกินทั้งเป็น ไม่เหลือแม้แต่กระดูก ส่วนพี่ชายรอดมาได้ก็เหมือนตายทั้งเป็น ร่างกายเน่าเฟะกลายเป็นรังฟักตัวของหนอนกู่ เมื่อความจริงเปิดเผย
ชื่อเสียงตระกูลฉีพังทลาย ฉีปู้เหยียนไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม คิดแต่จะล้างแค้น เธอเกือบทำสำเร็จ... ถ้า ‘หลินเซียน’ ไม่โผล่มาขวาง ชายคนนั้นยื่นมือช่วยศัตรู ทำลายดวงตาข้างหนึ่งของเธอจนบอดสนิท
ทิ้งรอยแผลเป็นน่าเกลียดไว้บนใบหน้า แม้เธอจะหนีกลับมาได้ และตระกูลเยียนจะเข้ามาไกล่เกลี่ยจนเธอต้องรับปากเลิกจองเวร แต่ชื่อของหลินเซียนก็กลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน
สามสิบปีผ่านไป ฝันร้ายนั้นกลายเป็นจริง แสงสว่างตรงหน้าดับวูบลง ฉีปู้เหยียนถอนหายใจเฮือกสุดท้าย เธอไม่ได้แพ้เด็กพวกนั้น... เธอแพ้ให้หลินเซียน คนเดียวเท่านั้น
2. ซุนปู้เจวี๋ย
ย้อนกลับไปสมัยวัยรุ่น ซุนปู้เจวี๋ยคือเด็กหนุ่มที่ถูกยกยอว่าเป็นอัจฉริยะแห่งวงการ ทั้งพ่อและปู่ต่างเป็นปรมาจารย์
เขาเองก็มั่นใจว่าอนาคตต้องรุ่งโรจน์ไม่แพ้กัน วันหนึ่ง ลูกค้าคนสำคัญดันเบี้ยวไม่มาตามนัด แถมมีข่าวว่าหนีไปหานักพยากรณ์โนเนมที่ไหนไม่รู้
หยามกันชัดๆ! ทั่วปักกิ่งใครจะกล้าล้วงคองูเห่าแย่งลูกค้าซุนปู้เจวี๋ย! ด้วยความเลือดร้อน เขาบุกถึงรังคู่แข่ง นั่งจิบชาไปสามกาเต็มๆ ใช้เวลาตลอดบ่ายเทศนาเรื่องจรรยาบรรณนักพยากรณ์ให้อีกฝ่ายฟังยิบย่อย ขู่สำทับด้วยมาดเข้มว่า
“ทำแบบนี้ระวังจะสร้างความแค้นฝังลึกนะคุณ!”
อีกฝ่ายนั่งฟังตาแป๋ว สุภาพเรียบร้อย เขาเห็นว่าสำนึกผิดแล้วเลยยอมยกโทษให้ เนิ่นนานหลังจากนั้น หลิ่วอี้จือถึงมาเฉลยความจริงหน้าตาย
“ตอนที่คุณบอกว่าจะเกิดความแค้นน่ะ จริงๆ ผมเตรียมร่ายอาคมประลองเวท กะว่าจะเก็บศพคุณหมกป่าไปแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าเรื่องบาดหมางของนักพยากรณ์จะเคลียร์จบได้ด้วยการนั่งคุยกันเฉยๆ... เล่นเอาผมงงไปเลย”
ซุนปู้เจวี๋ยฟังแล้วขนลุกเกรียว คิดในใจว่าวันนั้นเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง คนที่ควรงงคือฉันต่างหากโว้ย!
3. บอดหลิว
ปีที่หลิวซีจิงอายุสี่สิบสาม เขาเจอหลิ่วอี้จือครั้งแรก ตอนนั้นหลิ่วอี้จือเป็นแค่หมอดูแผงลอย หลิวซีจิงลองเข้าไปตรวจดวง
ผลคือหมอดูบอกว่าเขาจะมีอายุขัยแค่สี่สิบสามปี... ซึ่งก็คือปีนี้ หลิวซีจิงปลงตก ไหนๆ ก็ต้องตาย ขอเลือกวิธีตายเองแล้วกัน คิดได้ดังนั้นเขาก็กระโดดตูมลงทะเลสาบ
ขณะน้ำทะลักเข้าปอด ความตายกำลังกวักมือเรียก ร่างของเขากลับลอยเท้งเต้งขึ้นมาเหนือน้ำ แล้วลอยเข้าฝั่งเหมือนขอนไม้ บนฝั่งมีตาแก่หมอดูคนเดิมยืนกอดอกมองอยู่ “ช่วยทำไมวะ!” เขาสำลักน้ำตะโกนถาม
“ชะตายังไม่ถึงฆาต รีบไปไหน”
“อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน!”
“อ้อ” สิ้นเสียง ร่างเขาก็จมวูบลงไปอีกรอบ สำลักน้ำจนแสบคอ แล้วก็ลอยกลับขึ้นมาใหม่
พอจะอ้าปากด่าก็จมลงไปกินน้ำอีก วนเวียนอยู่แบบนี้จนพุงกางเหมือนอึ่งอ่าง ในที่สุดหลิวซีจิงก็เริ่มพูดภาษาคน
“ท่านปรมาจารย์! ผมผิดไปแล้วครับ!” คนเราจะตายในน้ำก็ได้ แต่ตายเพราะกินน้ำจนท้องแตกตายมันอนาถเกินไป
“น้ำในทะเลสาบรสชาติเป็นไง” ชายชราถามยิ้มๆ
“ไม่อร่อย ขมปี๋” เขาตะเกียกตะกายแบกพุงป่องๆ ขึ้นฝั่ง
สาบานว่าจะไม่เข้าใกล้ทะเลสาบอีกเด็ดขาด จากนั้น วันเกิดปีที่สี่สิบสามก็ผ่านไป ปีที่สี่สิบสี่... จนแก่เฒ่า เขาก็ยังอยู่ดีกินดี อ้วนท้วนสมบูรณ์
4. หลิ่วอี้จือ
ในยุคที่หลิ่วอี้จือยังใช้ชื่อ ‘หลินเซียน’ เขาคือมนุษย์ที่เข้าถึงยากที่สุดในสามโลก ใครมาชมว่าเป็นอัจฉริยะ เขาจะถือว่าโดนด่า เขาคือยอดคนแห่งยุค เจนจบทั้งไสยเวทและศาสตร์การทำนาย เกิดในตระกูลตกต่ำ
พ่อแม่ตายจาก ทิ้งเขาไว้กับญาติที่วันๆ เอาแต่โม้ถึงเกียรติยศบรรพบุรุษแต่ฝีมือหางอึ่ง เขาอาศัยอ่านตำราเก่าในห้องสมุดตระกูล พออายุสิบหกปู่ตาย สมบัติถูกแบ่งเค้กจนเกลี้ยง ญาติๆ ถีบหัวส่งไล่เขาออกจากบ้าน
เขาเลยตอบแทนด้วยการแปะ ‘ยันต์สลายทรัพย์’ ให้คนละใบ ก่อนสะบัดก้นออกมา ยุคนั้นบ้านเมืองวุ่นวาย เขาเดินทางรอนแรม พบเจอภูตผีมานักต่อนัก และได้รู้ว่าใจคนน่ากลัวยิ่งกว่าผี วันไหนอารมณ์ดีก็ช่วยคน
วันไหนอารมณ์บูดก็จัดการตัวปัญหาทิ้ง พอดังเข้า ก็มีพวกอยากดังดาหน้ามาหาเรื่อง หวังเหยียบเขาเป็นบันไดสร้างชื่อ ช่วงนั้นเขาเรียนรู้วิธีหักขาคนจนชำนาญ นับรวมๆ ขาที่หักคามือเขาถ้าไม่ถึงห้าสิบก็น่าจะสักสามสิบ
เสียดายเอาไปขายไม่ได้ราคาเท่าขาหมู ตีเด็กไป ก็เรียกผู้ใหญ่มา ช่วงแรกต้องหนีหัวซุกหัวซุนพร้อมลักจำวิชาคนที่ไล่ฆ่า ผ่านไปสองปี จากผู้ถูกล่ากลายเป็นผู้ล่า
เขาเบื่อเลยบุกไปเคาะประตูตระกูลเบื้องหลังพวกนั้นซะเอง ไปเยือนไม่กี่บ้าน ก็ไม่มีใครกล้าซ่ากับเขาอีก จาก ‘ไอ้เด็กเวรแซ่หลิน’ กลายเป็น ‘คุณหลิน’ ด้วยความยำเกรง อายุย่างสามสิบห้า
เขาเบื่อการฆ่าแกง หันมาศึกษาศาสตร์การทำนายจริงจัง ดวงชะตาแรกที่ตรวจคือของตัวเอง ‘ดาวเทวะส่องชะตา พรสวรรค์ล้ำเลิศไร้ผู้เทียมทาน ดวงชะตาโดดเดี่ยวไร้คู่ อายุขัยแปดสิบสี่ปี’ ดวงฝืนยาก
แต่ความโดดเดี่ยวก็ไม่ได้แย่ กาลเวลาเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยน ‘คุณหลิน’ กลายเป็นตำนาน เขาเลือกใช้ชีวิตบั้นปลายที่ปักกิ่ง เป็นหมอดูธรรมดาๆ จนอายุหกสิบกว่า เขาได้เจอกับ ‘มู่มู่’ หลานสาวตัวน้อย
เด็กคนนี้ดวงขาดธาตุไม้ เขาเลยตั้งชื่อว่ามู่มู่ ให้ใช้นามสกุลหลิ่ว ในเมื่อหลานแซ่หลิ่ว ปู่ก็ต้องแซ่หลิ่ว เขาเลยถือโอกาสเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น ‘หลิ่วอี้จือ’ เผื่อดวงชะตาจะเปลี่ยนบ้าง
การเลี้ยงเด็กไม่ง่าย โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงขี้แย จะดุก็ไม่ได้ จะตีก็ไม่ลง ต้องคอยระแวงว่าจะโดนใครรังแกไหม แถมต้องแบกหน้าไปงานประชุมผู้ปกครองให้ครูบ่น เพราะยัยหลานตัวดีสอบตกวิชาเลข
ดันมัวแต่โยนเหรียญเสี่ยงทายในห้องสอบ โจทย์หินที่หลิ่วอี้จือไม่เคยเจอ เขาได้สัมผัสผ่านหลานคนนี้จนครบ จากแม่หนูตัวกะเปี๊ยก เติบโตจนสูงเท่าไหล่ ชีวิตเขาไม่มีการผจญภัยโลดโผน มีแต่หลานตัวแสบที่บ่นว่าวิชายาก
ปีหนึ่ง ซุนปู้เจวี๋ยแวะมาเยี่ยม จู่ๆ ก็ถามขึ้น “คุณอยากให้มู่มู่โตไปเป็นคนแบบไหน” หลิ่วอี้จือตอบเสียงเรียบ
“มู่มู่จะเป็นคนธรรมดา”
“แต่เธอมีญาณเทพนะ” ไม่มีผู้มีญาณเทพคนไหนเป็นคนธรรมดาได้ หลิ่วอี้จือยิ้มบาง
“ฉันสอนให้มู่มู่เข้มแข็งแค่นิดหน่อย พอให้ประคองชีวิตรอด สอนให้กล้าหาญแค่พอไม่สติแตกเวลาเจออันตราย ไม่ว่าจะมีพลังวิเศษแค่ไหน เธอก็คือคนธรรมดา” ซุนปู้เจวี๋ยอึ้ง
“ทำไมไม่ปั้นเธอให้เหมือนคุณ”
“เพราะเธอมีฉันไง เธอไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งมาก ไม่ต้องคอยระวังภัย เธอจะเติบโตอย่างอิสระ มีความสุขตามประสาเด็ก” ความลำบากจะหล่อหลอมความแข็งแกร่ง และมู่มู่ของเขาไม่จำเป็นต้องเจอเรื่องพรรค์นั้น
“แล้วถ้าวันหนึ่งคุณไม่อยู่ล่ะ”
“ก็จะมีคนอื่นมาดูแลแทน ฉันเลือกคนไว้ตั้งนานแล้ว” พูดถึงเรื่องเลือกหลานเขยเองแล้วหงุดหงิดพิลึก แต่เขาคงส่งมู่มู่ได้แค่นี้ ด้ายแดงของมู่มู่จางมากจนแทบไม่ได้เจอกัน
แต่ไม่เป็นไร คนคนนั้นมารออยู่ตรงจุดนัดพบตั้งนานแล้ว ก่อนกลับ ซุนปู้เจวี๋ยเตือน
“ในดวงมู่มู่มีเคราะห์หนักครั้งหนึ่ง คุณบอกเธอหรือยัง”
“ไม่จำเป็นต้องรู้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่คุ้มให้ต้องมากินไม่ได้นอนไม่หลับ”
“คุณรู้ไหม เด็กสมัยนี้เกลียดผู้ปกครองแบบคุณที่สุด พวกชอบแอบจัดการเงียบๆ เนี่ย”
“ไม่เป็นไรหรอก กว่ามู่มู่จะรู้ความจริง ฉันก็ไม่อยู่ให้บ่นแล้ว อย่างมากตอนมาเยี่ยมหลุมศพก็คงเซ่นไหว้น้อยลงหน่อย นายก็ช่วยแก้ตัวให้บ้างแล้วกัน”
“เหอะ ฝันไปเถอะ” หลิ่วอี้จือยืนไพล่หลังมองส่งเพื่อนเก่า ใบไม้สีเหลืองทองร่วงหล่นปูเต็มพื้น
สายตาชายชราสะดุดที่ผลลูกกว๋ายใต้กองใบไม้ เขาหันหลังตะโกนเรียกหลานสาวเสียงอบอุ่น
“มู่มู่ เอ้ย! เอาถุงพลาสติกมาหน่อย มาช่วยปู่เก็บลูกกว๋ายกัน”
“มาแล้วจ้า!” ภาพเด็กสาววิ่งออกมาด้วยรอยยิ้มสดใส ทำให้คิ้วที่ขมวดมุ่นของหลิ่วอี้จือคลายลง หลานสาวเขา... ไม่จำเป็นต้องเก่งกาจเป็นเลิศในปฐพี เขาขอแค่ให้เธอ มีความสุข ปลอดภัย และไร้ทุกข์โศกตลอดไป...
[จบบท]