บทที่ 34: มรดก
จานนีมองเห็นร่างไร้วิญญาณของพ่อตัวเองได้ชัดเจนเต็มสองตา แม้ว่าทางนิติเวชจะพยายามเย็บรอยต่อของร่างกายกลับคืนมาอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่เธอก็ยังมองออกอยู่ดีว่าร่างเดิมของบิดาแหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ มาก่อน
ทั้งที่แค่เมื่อวานนี้เอง ตอนที่เธอเพิ่งรู้ว่าพ่อแท้ๆ ต้องการจะเอาชีวิตเธอ เธอยังเต็มไปด้วยความโกรธแค้น แต่วันนี้เขากลับมาจากไปในสภาพที่น่าสยดสยอง
ความเกลียดชังที่เคยมีอยู่เต็มอก พลันแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกสับสนและกังวลต่ออนาคตที่ไร้ทิศทาง ร่างกายของเธอสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมสัญชาตญาณกำลังพาให้คิดไปถึงแจกันใบนั้น
การตายของพ่อ มันจะเกี่ยวข้องกับของสิ่งนั้นหรือเปล่า?
ขณะที่เจียงเจีย แค่เพียงเหลือบไปเห็นสภาพศพเธอก็เป็นลมล้มพับไป ยังนับว่าโชคดีที่ยังอยู่ในกรมตำรวจ เจ้าหน้าที่นิติเวชจึงเข้ามาช่วยปฐมพยาบาลจนเธอฟื้นคืนสติได้ในเวลาไม่นาน
ทว่าพอตื่นขึ้นมา เธอก็ดูเหมือนคนที่สูญสิ้นทุกสิ่ง ดูราวกับกำลังสิ้นหวังและเสียใจอย่างหนักกับการจากไปของสามี จานหุยเทียนเหลือบมองภาพที่เจียงเจียกำลังมีตำรวจหญิงสองนายคอยปลอบใจอยู่ข้างๆ ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ
“พี่คะ แล้วต่อไปเราจะทำยังไงกันดี?”
จานนีเอ่ยถามจานหุยเทียนด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
“ก็ต้องทำเท่าที่ทำได้นั่นแหละ พ่อทิ้งพินัยกรรมเอาไว้แล้ว”
น้ำเสียงของจานหุยเทียนเรียบเฉยจนเย็นชา จานนีเงยหน้ามองเขาอย่างไม่เข้าใจความหมายนัก จานหุยเทียนจึงตบไหล่น้องสาวเบาๆ พร้อมกับพูดด้วยท่าทีที่แฝงความหมายลึกซึ้ง
“ตอนนี้เธอก็เป็นญาติสายเลือดเดียวที่พี่เหลืออยู่แล้วนะ ถึงพ่อจะไม่อยู่แล้ว พี่ยังเลี้ยงเธอไหวอยู่”
พวกเขาทั้งสามคนต้องอยู่ที่กรมตำรวจจนกระทั่งสามทุ่มกว่า เนื่องจากคดียังไม่คลี่คลายจึงยังไม่สามารถรับศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาได้ ทั้งยังต้องตอบคำถามของตำรวจอีกหลายข้อ
กว่าจะได้กลับถึงบ้านก็อยู่ในสภาพที่เหนื่อยล้ากันอย่างที่สุด เมื่อกลับมาถึง ทั้งสามคนก็ไม่มีใครคิดจะพูดคุยอะไรกันอีก ต่างคนต่างแยกย้ายกลับห้องของตัวเองไปพักผ่อนเงียบๆ
หากว่าก่อนหน้านี้จานนียังไม่เข้าใจคำพูดของจานหุยเทียนมากนัก พอมาถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ตอนที่ทนายความของจานหงเย่เดินทางมาที่บ้านตระกูลจานพร้อมกับพินัยกรรมของเขา
เธอก็พลันเข้าใจความหมายที่พี่ชายพูดที่กรมตำรวจเมื่อคืนนี้ได้อย่างชัดเจน จานหงเย่ได้ยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดในชื่อของเขา รวมถึงหุ้นของบริษัททั้งหมดให้กับลูกชายคนโต จานหุยเทียน แต่เพียงผู้เดียว
ส่วนเจียงเจีย นอกจากบ้านพักไม่กี่หลังที่จดทะเบียนในชื่อของเธอแล้ว เธอก็ไม่ได้รับส่วนแบ่งอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว
ย้อนกลับไปตอนที่เธอแต่งงานกับจานหงเย่ ฝ่ายชายมีพร้อมทุกอย่างแล้วทั้งชื่อเสียงและเงินทอง การเซ็นสัญญาก่อนสมรสจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในตอนนั้นเจียงเจียยังโลกสวย คิดว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาดีต่อกัน อย่างน้อยเขาก็น่าจะเห็นแก่ความเป็นสามีภรรยาที่อยู่กินกันมาบ้าง
แต่พอมาถึงวันนี้เธอถึงได้ตาสว่างว่า ไอ้ความสัมพันธ์บ้าบออะไรนั่นมันไม่มีอยู่จริง เขาไม่คิดจะแบ่งเงินให้เธอเพิ่มเลยแม้แต่เฟินเดียว
สำหรับจานนี ลูกสาวที่เพิ่งถูกรับกลับมาอยู่บ้าน เธอก็ไม่ได้รับมรดกอะไรเลยเช่นเดียวกัน เป็นไปได้สูงว่าพินัยกรรมฉบับนี้ถูกทำขึ้นก่อนที่เธอจะย้ายกลับมา และยังไม่ทันจะได้แก้ไขอะไร เจ้าของพินัยกรรมก็มาจากไปเสียก่อน
แน่นอนว่าเจียงเจียไม่มีทางยอมรับการจัดสรรปันส่วนแบบนี้ได้ เธอแต่งงานกับจานหงเย่มาตั้ง 5 ปีเต็ม อุทิศช่วงเวลาที่ยังสาวและสวยที่สุดของเธอให้กับเขา
แต่พอเขาตายเธอกลับไม่ได้อะไรเลย นี่มันเท่ากับจงใจหลอกใช้เธอกันชัดๆ! ดังนั้น ทนายความยังไม่ทันได้ก้าวขาออกจากบ้าน เจียงเจียก็เริ่มเปิดฉากอาละวาดทันที
เธอชี้หน้าจานหุยเทียน
“ฉันจะบอกแกไว้นะ ฉันไม่มีทางยอมรับพินัยกรรมฉบับนี้เด็ดขาด!”
“แล้วก็คุณด้วย!”
เธอหันไปชี้หน้าทนายความวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างๆ
“คุณโดนจานหุยเทียนซื้อตัวไปแล้วใช่ไหม พินัยกรรมฉบับนี้มันของปลอมชัดๆ”
ทนายความยังคงรักษาใบหน้าให้เรียบเฉย
“คุณเจียงครับ พินัยกรรมฉบับนี้ผ่านการรับรองจากสำนักงานรับรองเอกสารเรียบร้อยแล้ว และมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ถ้าคุณไม่ยอมรับ คุณก็สามารถไปยื่นฟ้องต่อศาลได้เลยนะครับ” “แต่ถ้าคุณเจียงยังคงพูดจาหมิ่นประมาทจรรยาบรรณในอาชีพของผมอยู่แบบนี้ ผมก็คงต้องขอโทษด้วย เราคงต้องไปเจอกันที่ศาลครับ”
“จะเจอกันที่ศาลก็มาเลยสิ คิดว่าฉันกลัวคุณหรือไง!”
แม้ท่าทีของเจียงเจียจะดูอ่อนลงไปบ้างอย่างเห็นได้ชัด แต่เธอก็ยังพยายามเชิดหน้าพูดกับทนาย
“เหล่าจานโดนคนฆ่าตาย แถมยังจับฆาตกรไม่ได้ ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันจะมีคนที่ฆ่าเขาเพื่อหวังมรดกหรือเปล่า”
จานหุยเทียนทำหน้าขรึมลง เขากดเสียงให้เย็นลง
“คุณป้าเจียงครับ อย่าพูดจาพล่อยๆ ดีกว่า ไม่อย่างนั้นก็อย่าหาว่าผมไม่ไว้หน้าพ่อนะครับ แล้วอีกอย่าง ผมหวังว่าป้าจะย้ายออกไปจากที่นี่ก่อนค่ำวันนี้นะครับ เพราะตามพินัยกรรมของพ่อผม วิลล่าหลังนี้ตกเป็นของผมแล้ว”
และด้วยเหตุนี้ เจียงเจียก็ถูกไล่ออกจากบ้านไปอย่างไม่เหลือชิ้นดี
หลิ่วมู่มู่ซึ่งกำลังนอนกลางวันอยู่ในห้องยังไม่ตื่นเต็มตาดี เธอกลับได้ยินเสียงคนร้องไห้สลับกับเสียงตะโกนโวยวายดังมาจากข้างนอก เสียงนั้นมันดังจนรบกวนการพักผ่อนของเธอ
หญิงสาวจึงลุกจากเตียงอย่างหัวเสีย เดินขยี้ตาพลางเปิดประตูห้อง เมื่อออกมายืนที่โถงทางเดินชั้นสอง เธอก็มองเห็นเจียงหลีกำลังนั่งปลอบโยนเจียงเจียซึ่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่ที่ห้องนั่งเล่นด้านล่าง
สภาพของเจียงเจียในตอนนี้แตกต่างจากตอนที่เจอกันครั้งก่อนราวฟ้ากับเหว จากคนที่เคยสวยเป๊ะ ตอนนี้เครื่องสำอางบนใบหน้าของเธอละลายปนเปไปกับคราบน้ำตาจนดูเลอะเทอะ
ดวงตาทั้งสองข้างบวมแดงก่ำ แถมผมเผ้าก็ยังยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง เธอกำลังร้องไห้ไปพลางด่าสาปแช่งไปพลาง หลิ่วมู่มู่ลองเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ก็ได้ยินว่าเธอกำลังด่าจานหงเย่ว่าเลวทรามต่ำช้าขอให้ไม่มีลูกหลานสืบสกุล
ด่าจานหุยเทียนว่าเป็นพวกอกตัญญูใจหมา และด่าจานนีว่าเป็น ซังเหมินซิง หรือตัวซวยนั่นเอง
ดูเหมือนว่าเจียงหลีจะรู้สึกอินไปกับเรื่องราวของน้องสาวไม่น้อย เธอจึงคอยลูบหลังปลอบใจ
พร้อมกับพูดสนับสนุนให้ไปฟ้องร้องคนพวกนั้น นับเป็นภาพที่น่าสนุกดีไม่หยอก หลิ่วมู่มู่ยืนดูละครฉากใหญ่จากบนชั้นสองอยู่พักหนึ่ง
เจียงหลีเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นการมาของหลิ่วมู่มู่ เธอรีบขยับตัวนั่งตัวตรง แล้วมองมาทางเด็กสาวด้วยสายตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
ส่วนเจียงเจียหันมามองตามทีหลังอย่างเชื่องช้า พอเธอเห็นว่าเป็นหลิ่วมู่มู่ ความอัดอั้นตันใจทั้งหมดที่เธอได้รับมาจากบ้านตระกูลจานก็เหมือนหาทางระบายออกได้ในที่สุด มือข้างหนึ่งของเธอกำแขนเจียงหลีไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็ชี้ตรงมาทางหลิ่วมู่มู่
“พี่ เชื่อฉันนะ อีเด็กในบ้านพี่นี่มันก็ตัวซวยเหมือนกันนั่นแหละ เหมือนกับนังจานนีไม่มีผิด ไม่ใช่คนดีอะไรทั้งคู่เลย!”
“พวกมันก้าวขาเข้าบ้านเมื่อไหร่ บ้านก็มีเรื่องเมื่อนั้น เหล่าจานก็โดนฆ่าตายแบบนี้ไม่ใช่หรือไง! แล้วไอ้เด็กเวรสองตัวนั่นมันก็ยังร่วมหัวกันไล่ฉันออกจากบ้านอีก”
“พี่อย่าเห็นว่าตอนนี้มันทำตัวเหมือนคนดีนะ ถ้ารอให้พี่เขยเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ มันนั่นแหละที่จะเป็นคนแรกที่หักหลังพี่!”
เจียงหลีเหลือบมองหลิ่วมู่มู่ด้วยสายตาระวังภัย ก่อนจะหันไปปรามน้องสาวของตนเสียงเบา
“เงียบเถอะน่า อย่าพูดจาเหลวไหลไปหน่อยเลย”
เธอกับเจียงเจียไม่เหมือนกัน เจียงเจียดูภายนอกเหมือนจะสุขสบาย แต่ความจริงเงินทั้งหมดอยู่ในมือของจานหงเย่
แต่ตอนที่เธอแต่งงานกับต่งเจิ้งหาว พวกเขาไม่มีการทำสัญญาก่อนสมรสอะไรทั้งนั้น ต่อให้เหล่าต่งจะมีความคิดเล็กคิดน้อยเป็นของตัวเองอยู่บ้าง
แต่เพื่อเห็นแก่ลูกชายที่เธอเป็นคนคลอดให้ เขาก็ไม่มีทางปล่อยให้เธอต้องลำบากแน่นอน สิ่งเดียวที่ทำให้เธอไม่พอใจในตอนนี้ก็คือการโผล่มาของหลิ่วมู่มู่ เพราะในอนาคตเด็กคนนี้จะต้องมาแย่งส่วนแบ่งเงินที่จะตกเป็นของลูกชายเธอแน่ๆ
เดิมทีเจียงหลีวางแผนคำนวณไว้ในใจหมดแล้ว เธอคิดว่าแค่ใช้เล่ห์เหลี่ยมนิดหน่อยก็น่าจะจัดการเด็กสาวบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างคนนี้ได้ไม่ยาก
แต่หลังจากที่เธอได้ประจักษ์ถึงความสามารถของหลิ่วมู่มู่ เธอก็ไม่กล้าที่จะคิดอะไรแผลงๆ อีกเลย
ยังไงเสีย คนที่เหล่าต่งให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือลูกชาย ต่อให้ต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกไป ส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นของพวกเขาอยู่ดี ถือซะว่าเป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อความสงบสุขก็แล้วกัน
ทว่าเจียงเจียไม่เข้าใจความคิดของพี่สาวตัวเองเลยแม้แต่น้อย พอเห็นว่าหลิ่วมู่มู่ไม่แม้แต่จะชายตามองเธอ แถมยังเดินลอยหน้าลอยตาผ่านพวกเขาเข้าครัวไปอย่างสบายอารมณ์ เธอก็ยิ่งโมโหจนแทบจะเต้นผางๆ
[จบบท]