บทที่ 37: วันอำลา
เจียงเจียต้องการแค่คำยืนยันนี้เท่านั้น และต่อให้จานหุยเทียนจะบริสุทธิ์ผุดผ่องจริง เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เขาได้เงินทั้งหมดไปโดยไม่ต้องแลกกับอะไรเลย หญิงสาวพยักหน้าอย่างสมใจก่อนจะคว้ากระเป๋าแล้วเดินเชิดจากไป
"นายคิดว่ายังไง"
ฟางชวนหันไปถามเยียนซิวซึ่งไม่รู้ว่ามายืนอยู่ด้านหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่
เยียนซิวยังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่เจียงเจียเพิ่งเดินจากไป ด้วยแววตาที่ลุ่มลึกจนยากจะคาดเดาความคิด
"เรื่องที่อยู่ของจานหุยเทียนในคืนนั้น ตรวจสอบยืนยันได้หรือยัง"
"ช่วง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เขาอ้างว่าไปบาร์ของเพื่อน แต่เรามีแค่ภาพจากกล้องวงจรปิดตอนเขาเข้าออกเท่านั้น แถมที่น่าสนใจคือบาร์แห่งนั้นดันมีประตูหลังด้วย"
"แล้วพยานบุคคลล่ะ"
"พยานเพียงคนเดียวที่สามารถระบุเวลาได้ชัดเจนที่สุด ก็ดันเป็นคนที่เจอเขาหลัง 5 ทุ่มไปแล้ว สรุปก็คือ ในช่วงเวลาที่จานหงเย่ถูกทำร้าย เราไม่สามารถยืนยันได้เลยว่าจานหุยเทียนไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ"
เยียนซิวพยักหน้ารับรู้ พลางหมุนตัวเดินกลับไปอีกทาง ฟางชวนรีบก้าวตามหลังเขาไป ขณะที่เสียงทุ้มของเยียนซิวก็ดังขึ้น
"อาวุธไสยเวทจะอยู่ห่างจากเจ้าของนานไม่ได้ เดิมทีผมคาดเดาว่ามันน่าจะยังถูกเก็บไว้ที่บ้านตระกูลจาน แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ชัดๆ แล้วว่าไม่ใช่"
"คนของเราเข้าไปค้นห้องหนังสือของเขาแล้วครับ ยืนยันว่าบนชั้นวางของโบราณมีตำแหน่งหนึ่งที่ของถูกหยิบออกไป ฉันเลยสงสัยว่านั่นอาจจะเป็นอาวุธไสยเวท หรือว่าในคืนนั้นเขาตั้งใจเอาอาวุธไสยเวทออกไปด้วย"
"ก็สมมติว่าเขาเอาออกไปจริง หลังจากที่เขาถูกทำร้าย ก็เห็นได้ชัดว่ามีบุคคลอื่นไปถึงที่เกิดเหตุ บางทีคนนั้นอาจจะใช้ลูกเล่นบางอย่างกับเขา”
“แล้วจึงค่อยหยิบเอาอาวุธไสยเวทกับโทรศัพท์มือถือของเขาไปด้วย ซึ่งก็น่าจะเพราะในมือถือมีข้อมูลบางอย่างที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็น"
ระหว่างที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดของตึกปินเจียง พวกเขาก็พบจุดที่น่าเคลือบแคลงใจอยู่หลายอย่าง ซี่โครงของจานหงเย่หักไปถึง 4 ซี่ ซึ่งน่าจะเกิดจากการถูกทุบตีอย่างรุนแรงในคืนนั้น
แต่ทว่าในตอนที่เขาเดินเข้าตึกปินเจียง ใบหน้าของเขากลับไม่มีอาการเจ็บปวดแสดงออกมาแม้แต่น้อย แถมยังเดินเหินได้คล่องแคล่วเป็นปกติ นั่นมันไม่ใช่ปฏิกิริยาที่คนธรรมดาทั่วไปควรจะมีเลย
ฟางชวนขมวดคิ้ว
"ถ้าจะให้สรุปก็คือ คืนนั้นจานหงเย่ตั้งใจพกอาวุธไสยเวทออกจากบ้าน บางทีอาจจะไปพบใครบางคนที่เขาวางใจมาก ซึ่งผมก็สงสัยว่าอาจจะเป็นคนเดียวกับที่มอบอาวุธไสยเวทให้เขานั่นแหละ”
“แต่ระหว่างทางกลับโชคร้ายถูกกลุ่มคนรุมทำร้ายเสียก่อน หลังจากนั้นก็มีคนตามมาเอาอาวุธไสยเวทไป”
“แถมยังใช้วิธีการบางอย่างบงการให้เขากลับไปที่ตึกปินเจียงเพื่อรอความตาย... ถ้าเรื่องมันเป็นแบบนี้จริงๆ มันก็ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับจานหุยเทียนเลย"
เยียนซิวหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน ก่อนจะหันมาสบตากับฟางชวน
"หลายปีที่ผ่านมานี้ จานหงเย่ใช้อาวุธไสยเวทไปทำอะไรบ้าง"
"คงเป็น... กำจัดศัตรูมั้ง ฉันลองไล่ตรวจสอบย้อนหลังดู แล้วจำกัดวงเวลาให้แคบลงเหลือ 5 ปี”
“พบว่าคดีการเสียชีวิตที่พอจะโยงใยไปถึงจานหงเย่ได้ในช่วงหลายปีมานี้ มีอยู่ 5 คดีที่มีลักษณะคล้ายกับคดีของฉินไคอย่างมาก ซึ่งผู้เสียชีวิตทั้ง 5 คนนั้น ก็เคยเป็นคู่แข่งทางธุรกิจของเขาทั้งหมด"
"พูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือ เขาฆ่าคนเพื่อเงิน"
ฟางชวนพยักหน้าเห็นด้วยกับข้อสรุปนั้น
"ถ้าอย่างนั้น คนที่มอบอาวุธไสยเวทให้เขา... ทำไปเพื่ออะไร"
ฟางชวนชะงักไปเล็กน้อย
"หรือว่า... ก็เพื่อเงินเหมือนกัน"
"บริษัทของจานหงเย่เมื่อ 5 ปีก่อน เคยได้รับการลงทุนก้อนใหญ่จากต่างประเทศ และผลกำไรของบริษัทในแต่ละปี มากกว่าครึ่งหนึ่งก็ถูกโอนเข้าบัญชีในต่างประเทศ ประเมินมูลค่าคร่าวๆ แล้วน่าจะสูงถึงร้อยล้านหยวน"
เยียนซิวเหยียดยิ้มที่มุมปาก
คำพูดนั้นทำให้ฟางชวนขนลุกซู่
"พอฟังนายพูดแบบนี้ ทำไมมันถึงได้เหมือนกับเป็นแผนซ้อนแผนที่วางเอาไว้เป็นทอดๆ เลย”
“จานหงเย่ได้อาวุธไสยเวทมาเมื่อ 5 ปีก่อน แล้วก็เริ่มลงมือฆ่าคน บริษัทของเขาก็ได้รับเงินลงทุนเมื่อ 5 ปีก่อนเหมือนกันพอดิบพอดี... เรื่องนี้มันซับซ้อนเกินไปแล้ว…”
“แล้วในฐานะทายาทผู้สืบทอดที่ต้องมารับช่วงต่อทั้งบริษัทและหุ้นทั้งหมดของเขา จานหุยเทียนจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยจริงๆ เหรอ"
เยียนซิวไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อข้อสันนิษฐานนั้น เขามีหน้าที่เพียงแค่ให้เบาะแสที่จำเป็นเท่านั้น ส่วนเรื่องการไขคดีและการจับกุมคนร้าย มันไม่เกี่ยวกับเขา
***
ทางด้านจานหุยเทียน เขายังคงไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญของตำรวจ
หลังจากที่ไปรับร่างไร้วิญญาณของพ่อกลับมา จานหุยเทียนก็เริ่มลงมือจัดการเรื่องงานศพอย่างเร่งด่วน โชคดีที่ตราบใดที่คุณยังมีเงินจ่าย โรงประกอบพิธีศพก็มีขั้นตอนที่จัดการไว้อย่างเป็นระบบและครบวงจรอยู่แล้ว
ไม่จำเป็นต้องให้ญาติผู้ตายต้องวุ่นวายหรือเหนื่อยใจอะไรมากนัก
ในวันงาน ครอบครัวของต่งเจิ้งหาวก็ได้รับเชิญให้ไปร่วมในพิธีไว้อาลัยด้วยเช่นกัน แต่เดิมแล้วงานลักษณะนี้แค่เขาและภรรยาไปก็เพียงพอ แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจพาหลิ่วมู่มู่ไปด้วย
นี่นับเป็นงานศพครั้งที่ 3 แล้วที่เขาเข้าร่วมในเดือนนี้ ทว่าเหล่าต่งกลับไม่มีทีท่าเศร้าใจเลยสักนิด ตลอดเส้นทางที่ขับรถไปยังโรงประกอบพิธีศพ เขายังฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีมาตลอดทาง
ก็ไอ้สารเลวจานหงเย่ มันคิดจะทำร้ายคนอื่นแต่กลับโดนเล่นงานซะเอง พอคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็อารมณ์ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เจ้าเด็กจานหุยเทียนนั่นยังจะกล้ามาขอให้เขาขึ้นไปกล่าวคำไว้อาลัยอีกอย่างนั้นแหละ เฟ้ย! เขาไม่เพียงแต่ไม่อยากจะกล่าวอะไรทั้งสิ้น
แต่ยังอยากจะร้องเพลง 'วันดีๆ' อวยพรให้มันดังๆ ด้วยซ้ำไป แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์อันดีงามของตัวเอง เขาจึงทำได้เพียงปฏิเสธข้อเสนอนั้นไปอย่างสุภาพ
***
มีแขกเหรื่อจำนวนมากมาร่วมไว้อาลัยในวันนี้ และผู้คนที่อยู่ในงานส่วนใหญ่ต่างก็พอจะได้ยินข่าวลือเรื่องการแย่งชิงมรดกภายในตระกูลจาน
รวมถึงข่าวซุบซิบเกี่ยวกับสาเหตุการตายที่แท้จริงของจานหงเย่มาบ้างแล้ว แต่ถึงกระนั้น ทุกคนในงานต่างก็ยังคงแสดงสีหน้าเศร้าสลดราวกับเสียใจอย่างสุดซึ้ง
แม้กระทั่งเจียงเจีย ก็ยังสวมบทบาทภรรยาม่ายผู้สูญเสียของจานหงเย่ได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติ
หลิ่วมู่มู่ยืนนิ่งอยู่ข้างกายต่งเจิ้งหาว พยายามทำตัวให้เงียบเชียบที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต ซึ่งนั่นก็เปิดโอกาสให้เธอสามารถสังเกตผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาได้อย่างตามใจชอบ
อย่างเช่นเจียงเจีย ที่แม้จะยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปาดน้ำตาอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาให้เห็นเลยสักหยด หรือจะเป็นจานนี ที่คอยก้มหัวคำนับให้กับแขกที่มาร่วมไว้อาลัยไม่หยุดหย่อน ใบหน้าของเธอดูเศร้าหมองมาก
หลิ่วมู่มู่ไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าเธอกำลังเสียใจเรื่องอะไรกันแน่
วินาทีต่อมา เธอก็เหลือบไปเห็นอาจารย์หมอดูที่เคยเจอกันเพียงครั้งเดียว... อาจารย์หนิง
จานหุยเทียนเป็นคนออกมาต้อนรับอาจารย์หนิงด้วยตัวเอง ท่าทีของเขาดูนอบน้อมและให้ความเคารพอย่างสูง อาจารย์หนิงเพียงแค่จุดธูปเคารพศพหนึ่งดอก ก่อนจะเดินจากไปเงียบๆ
พิธีการดำเนินไปประมาณ 2 ชั่วโมงก็สิ้นสุดลง หลังจากนั้นขบวนรถทั้งหมดก็มุ่งหน้าไปยังสุสาน
ในตอนนั้นเองที่จานนีสังเกตเห็นหลิ่วมู่มู่ยืนอยู่ในกลุ่มคน เมื่อทั้งคู่สบตากัน จานนีก็เดินตรงมาหาเธอทันที
ต่งเจิ้งหาวไม่ได้คิดจะขัดขวางอะไร เขาจูงมือเจียงหลีแยกตัวเดินออกไปอีกทางอย่างเงียบๆ เพื่อไม่เป็นการรบกวนเด็กสาวทั้งสองคน
ถึงเขาจะเกลียดจานหงเย่จนแทบจะกัดฟันกรอด แต่ก็ไม่ถึงกับต้องไปพาลใส่ลูกๆ ของเขาให้เสียเรื่อง ส่วนเรื่องที่น้องเมียคนสวยถูกเด็กตระกูลจานไล่ออกมาจากบ้าน มันก็ยิ่งไม่เกี่ยวกับเขาสักนิด
นั่นมันน้องสาวของเจียงหลี ไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ ของเขา ขนาดเจียงหลีผู้เป็นพี่ยังไม่คิดจะสนใจ แล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย
หลิ่วมู่มู่ยืนอยู่เป็นเพื่อนจานนีจนกระทั่งพิธีฝังศพเสร็จสิ้นลง
ผู้คนเริ่มทยอยกันเดินทางกลับอย่างบางตา สองสาวจึงเดินช้าๆ รั้งท้ายขบวน
ด้านหน้าของพวกเธอยังมีชายร่างสูงใหญ่ 2 คนกำลังเดินคุยกันไปพลางมุ่งหน้าไปทางทางออกของสุสาน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีคนเดินตามหลังมา
เสียงพูดคุยของทั้งคู่ลอยแว่วเข้ามาในหูของพวกเธออย่างชัดเจน
"นี่ๆ เรื่องมรดกของตระกูลจาน สรุปว่ามันตกเป็นของลูกชายคนโตคนเดียวจริงๆ เหรอ"
ชายอีกคนถอนหายใจ
"ก็เมื่อเดือนกว่าๆ ที่แล้วนี่เอง คุณจานเขายังเคยมาปรึกษาผมเรื่องการแก้ไขพินัยกรรมอยู่เลย ก็อย่างว่านะ เขายังมีลูกสาวอีกคนทั้งคน... แต่มันน่าเสียดายตรงที่ เขายังไม่ทันจะได้แก้พินัยกรรมเลย"
[จบบท]