บทที่ 4 ลูกสาวที่หายไป
"ได้ครับ"
อย่างไรเสียเธอก็เป็นลูกสาวแท้ๆ ของเขา ต่อให้หายตัวไปตั้งแต่ยังเยาว์วัย การรับปากว่าจะตามหาอย่างน้อยก็ถือว่าได้ทำหน้าที่พ่อ ทั้งยังช่วยให้มารดาของเขาสบายใจขึ้นด้วย ต่งเจิ้งหาวจึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย
เมื่อเห็นว่าบุตรชายยอมรับปาก หวังกุ้ยเซียงจึงกล่าวต่อ
"แม่รู้ว่าการตามหาคนมันไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้หาเจอจริงๆ ป่านนั้นแม่ก็คงไม่อยู่ดูหน้าหลานแล้ว แต่ลูกต้องห้ามลำเอียงนะ"
กล่าวจบ หญิงชราก็เหลือบสายตาไปทางเจียงหลีเล็กน้อย
"ยังไงเสี่ยวหมู่โถวก็เป็นลูกสาวแท้ๆ ของลูกคนหนึ่ง เงินทองของที่บ้านน่ะ ห้ามแบ่งให้เธอแม้แต่สลึงเดียวเด็ดขาด แต่ลูกต้องเตรียมสินเดิมติดตัวให้เธอสักหน่อย ให้บ้านสักหลังก็แล้วกัน ถือว่าตระกูลเราไม่ติดค้างอะไรเธอ"
ต่งเจิ้งหาวพยักหน้ารับคำ เขาไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะหาลูกสาวคนนั้นพบ การรับปากทำตามที่มารดาขอก็เพื่อความสบายใจของท่านเท่านั้น ต่อให้หาพบขึ้นมาจริงๆ บ้านเพียงหลังเดียว เขาก็ยังสามารถให้ได้
ในจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์ของต่งเจิ้งหาวก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมันออกมาดูก่อนจะหันไปพูดกับมารดา
"แม่ครับ เดี๋ยวผมออกไปรับโทรศัพท์ข้างนอกแป๊บนึง"
หวังกุ้ยเซียงคลายมือที่จับเขาไว้ ต่งเจิ้งหาวจึงถือโทรศัพท์เดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไป
"ฮัลโหลครับ?"
เขากดรับสายพลางกรอกเสียงลงไป
"สวัสดีค่ะ ใช่คุณต่งเจิ้งหาวหรือเปล่าคะ ที่นี่คือสำนักงานตำรวจชิ่งเฉิงค่ะ"
"สำนักงานตำรวจเหรอครับ"
ต่งเจิ้งหาวลดโทรศัพท์ลงห่างจากหูเพื่อพิจารณาเบอร์ที่โทรเข้ามาอีกครั้งด้วยความสงสัยว่าอาจจะเป็นพวกมิจฉาชีพ
"ใช่ค่ะ คือมีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อหลิ่วมู่มู่มาแจ้งความ อ้างว่าเป็นลูกสาวแท้ๆ ของคุณที่หายตัวไปเมื่อหลายปีก่อน ไม่ทราบว่าคุณจะสะดวกเดินทางมาที่นี่ไหมคะ"
มารดาของเขาเพิ่งจะเอ่ยถึงเสี่ยวหมู่โถวไปเมื่อครู่ นี่ทางตำรวจก็โทรมาแจ้งว่าพบตัวแล้วอย่างนั้นหรือ หากไม่ใช่ว่ากำลังเผชิญเรื่องจริงอยู่ตรงหน้า ต่งเจิ้งหาวคงนึกว่าตัวเองกำลังถูกระบบฐานข้อมูลของรัฐเล่นตลกใส่
เขาใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะรวบรวมสติและหาเสียงของตัวเองเจอ
"ลูก... ลูกสาวผมเหรอครับ"
"ใช่ค่ะ จากการตรวจสอบของเรา พบว่าเมื่อ 19 ปีก่อน คุณเคยแจ้งความที่เมืองตงซานว่าลูกสาวที่ชื่อต่งซินหรุ่ยถูกลักพาตัวไป และยังหาตัวไม่พบ ถูกต้องไหมคะ"
"ใช่ครับ แต่ว่า..."
ต่งเจิ้งหาวเอามือแตะหน้าผากตัวเองเบาๆ
"ผมจะรีบเข้าไปเดี๋ยวนี้ครับ"
ระหว่างการเดินทางไปยังสำนักงานตำรวจ ความคิดมากมายก็ผุดขึ้นมาในหัวของต่งเจิ้งหาว ที่จริงแล้วคนในชิ่งเฉิงที่ล่วงรู้ว่าเขาเคยทำลูกหายนั้นมีไม่มากนัก
แต่มันก็ไม่ใช่ความลับสุดยอดอะไร บางทีหญิงชราอาจจะเคยเผลอพูดกับใครแล้วมีคนจดจำเรื่องนี้ได้
เด็กคนนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ คงต้องไปพบกับตาตัวเองถึงจะกระจ่าง
สำหรับเด็กที่ปรากฏตัวขึ้นมาเองโดยที่เขาไม่ต้องออกแรงตามหา ต่งเจิ้งหาวกลับรู้สึกระแวดระวังมากกว่าจะรู้สึกยินดี
เมื่อมาถึงสำนักงานตำรวจ เขาก็ได้รับการนำทางจากเจ้าหน้าที่สองนายไปยังห้องพักรับรอง และได้พบกับสตรีที่อ้างว่าเป็นลูกสาวแท้ๆ ของเขาในที่สุด
เธอเป็นเด็กสาวอายุราว 20 ปี รูปร่างสมส่วน สวมเสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งกับกางเกงยีนส์ขาสั้น เกล้าผมเป็นมวยทรงสูง บนยางรัดผมมีตุ๊กตาไดโนเสาร์ตัวเล็กๆ ห้อยประดับอยู่
เธอกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หมุนและหมุนตัวเล่นไปมาซ้ายขวาอย่างสนุกสนาน ไม่ได้แสดงท่าทีประหม่าหรืออึดอัดใจที่จะได้พบกับบิดาแท้ๆ ของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
ต่งเจิ้งหาวหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องพักชั่วครู่ ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะ
ร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หมุนจึงหันกลับมาสบตากับเขา
หลิ่วมู่มู่ดึงอมยิ้มออกจากปาก เธอเงยหน้ามองชายวัยกลางคนในชุดสูทที่ยืนอยู่ตรงประตู ผู้ซึ่งยังคงมีเค้าความหล่อเหลาในวัยหนุ่มหลงเหลืออยู่ ก่อนจะเอ่ยเรียกออกมา
"พ่อคะ"
น้ำเสียงของเธอนั้นฟังดูสนิทสนมและเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ราวกับว่าทั้งคู่ไม่ได้ห่างหายกันไปนานถึง 20 ปี
วินาทีที่ได้ประจักษ์แก่สายตาถึงใบหน้าที่เหมือนกับภรรยาเก่าถึงเจ็ดแปดส่วน ต่งเจิ้งหาวก็รู้สึกคล้ายกับกำลังตกอยู่ในภวังค์
ภรรยาเก่าของเขาในอดีตนั้นถือเป็นสาวงามที่หาตัวจับยากในแถบนั้น เขาต้องใช้ความพยายามอย่างหนักหน่วงกว่าจะได้เธอมาครองคู่ หลังแต่งงาน ทั้งสองก็เคยมีช่วงเวลาที่หอมหวาน แต่ส่วนใหญ่กลับเต็มไปด้วยความขัดแย้งและไม่เข้าใจกัน
กระทั่งต่อมา เมื่อเรื่องราวระหว่างเขากับเจียงหลีถูกเปิดเผย การแยกทางของพวกเขาก็จบลงอย่างไม่น่ามองนัก และตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาก็ไม่เคยได้ยินข่าวคราวของเธออีกเลย
ทว่าใบหน้าของเธอ ต่งเจิ้งหาวไม่เคยลืมเลือน
ต่อให้ไม่ต้องรอผลตรวจ DNA เขาก็มั่นใจว่าเด็กสาวคนนี้คือลูกสาวของเขาอย่างแน่นอน
"เอ่อ"
ต่งเจิ้งหาวขานรับออกไปโดยสัญชาตญาณ
ตลอดช่วงเช้าของวันนั้น ด้วยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งสองคนจึงเดินทางไปทำเรื่องตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ลูกที่ศูนย์รับรองจนเสร็จสิ้น โดยจะสามารถมารับผลการตรวจได้ในวันรุ่งขึ้น
หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนายกลับไปแล้ว ภายในห้องจึงเหลือเพียงต่งเจิ้งหาวกับหลิ่วมู่มู่ตามลำพัง
ต่งเจิ้งหาวมองเด็กสาวที่กำลังกวาดสายตาสำรวจไปรอบห้องอย่างสนอกสนใจ ก่อนจะกระแอมในคอแล้วเอ่ยถาม
"มีที่พักหรือยัง"
"ยังไม่มีค่ะ"
หลิ่วมู่มู่ตอบกลับอย่างชัดเจน
"งั้นก็ไปพักที่โรงแรมก่อนแล้วกัน ไว้รอผลตรวจออก... ค่อยว่ากันอีกที"
เดิมทีเขาตั้งใจจะเอ่ยว่า 'รอผลออกแล้วจะรับกลับบ้าน' แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก เขาก็เลือกที่จะกลืนมันกลับลงไป
"ก็ได้ค่ะ"
หลังจากจัดการเรื่องที่พักให้หลิ่วมู่มู่เรียบร้อย ต่งเจิ้งหาวก็ไม่ได้รีบกลับไปยังโรงพยาบาลในทันที เขากลับขึ้นรถแล้วต่อสายตรงถึงเลขานุการของตัวเอง ซึ่งปลายสายอย่างเลขานุการหวังก็รับสายอย่างรวดเร็ว
"ครับบอส?"
"ไปสืบประวัติคนคนหนึ่งให้ฉันที ทั้งภูมิหลัง ครอบครัว แล้วก็ไปสือมาด้วยว่าช่วงนี้เธอไปยุ่งกับใครมาบ้าง เอาให้เครียร์นะ"
บ่ายสองโมงครึ่งของวันต่อมา ต่งเจิ้งหาวเดินทางมายังศูนย์รับรองอีกครั้ง ผลการตรวจพิสูจน์ที่ออกมานั้นตรงตามที่เขาคาดการณ์ไว้ หลิ่วมู่มู่คือลูกสาวของเขาที่ถูกลักพาตัวไปเมื่อหลายปีก่อนจริงๆ
การที่จู่ๆ ก็มีลูกสาวที่โตจนป่านนี้โผล่มาอีกคน ต่งเจิ้งหาวยังคงคิดไม่ตกว่าควรจะจัดการกับเธออย่างไร
เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยกับหลิ่วมู่มู่
"ช่วงนี้คุณย่าของลูกกำลังป่วย ที่บ้านก็เลยวุ่นวายหน่อย ลูกไปพักที่โรงแรมก่อนก็แล้วกันนะ"
หลิ่วมู่มู่กะพริบตาปริบๆ ขนตายาวงอนของเธอขยับไหวราวกับพัดขนาดเล็ก
"หนูไปเยี่ยมคุณย่าได้ไหมคะ"
"ลูกยังจำคุณย่าได้ด้วยเหรอ"
"แน่นอนค่ะ"
หลิ่วมู่มู่ยิ้มกว้าง เผยให้เห็นลักยิ้มบุ๋มที่แก้มขวา
"หนูจำได้ชัดเจนมากเลยค่ะ"
"ก็ได้"
เมื่อนึกถึงคำพูดของแพทย์ผู้ดูแลเมื่อสองสามวันก่อน ต่งเจิ้งหาวก็ไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอของเธอ
อาการของมารดาเขาไม่สู้ดีนัก เกรงว่าจะทนได้ไม่ถึงสิ้นเดือนนี้ หญิงชราเอาแต่พร่ำคิดถึงเสี่ยวหมู่โถวอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อตอนนี้ได้ให้ท่านเห็นหน้าหลานสาวสักครั้ง ก็ถือว่าช่วยเติมเต็มความปรารถนาสุดท้ายของท่านแล้ว
ส่วนเจียงหลีจะแสดงปฏิกิริยาเช่นไรเมื่อได้พบกับเสี่ยวหมู่โถว ต่งเจิ้งหาวพอจะคาดเดาได้อยู่บ้าง แต่เขาก็มั่นใจว่าเธอจะไม่มีทางก่อเรื่องต่อหน้าคนอื่นเป็นอันขาด
ทั้งสองคนขึ้นรถ จากนั้นคนขับก็มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลชิ่งเฉิงแห่งที่ 2
ต่งเจิ้งหาวเอนหลังพิงเบาะแล้วหลับตาลงตลอดทาง ทำทีเหมือนกำลังพักผ่อน ทว่าในความเป็นจริง เขาแอบลอบชำเลืองมองหลิ่วมู่มู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ เป็นระยะ
เธอคงไม่เคยมีประสบการณ์ได้นั่งรถยนต์ที่มีคนขับส่วนตัวมาก่อน ถึงได้เอาแต่ลอบมองคนขับรถอยู่บ่อยครั้ง
ต่งเจิ้งหาวอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบเธอกับต่งเยว่ ลูกสาวคนเล็กของเขา ก่อนจะลงความเห็นว่าลูกสาวคนโตคนนี้ดูมีกิริยาที่ยังไม่ได้รับการขัดเกลาอยู่บ้าง
ดูท่าว่าช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก ลูกคงไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดีเท่าใดนัก เมื่อเทียบกันแล้ว ในแง่ของการเลี้ยงดูลูก เจียงหลียังนับว่าทำหน้าที่ได้ดีกว่า
[จบบท]