บทที่ 41: การเผชิญหน้า
ดังนั้นเธอจึงเปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อค้นหาวิธีการแปลงวันเดือนปีเกิดเป็นอักษรแปดตัวในเบราว์เซอร์
เธอใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะค้นพบเว็บไซต์ที่ดูน่าเชื่อถือ ทว่าพอกดเข้าไปกลับพบว่าต้องสมัครสมาชิกแบบเสียเงินก่อนจึงจะใช้งานระบบคำนวณได้ จานนีไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เธอรีบกดเติมเงินเข้าไปในระบบ ก่อนจะกรอกตัวเลขวันเดือนปีเกิดของพี่ชายที่จดไว้ลงไปในช่องว่าง หลังจากวุ่นวายอยู่ราวสิบกว่านาที ในที่สุดเธอก็ได้อักษรแปดตัวที่เป็นวันเกิดของจานหุยเทียนพี่ชายของเธอมาครอบครอง
จานนีเปลี่ยนไปหยิบกระดาษแผ่นใหม่เพื่อจดอักษรแปดตัวนั้นอย่างบรรจง และคราวนี้เธอก็ทำทุกอย่างรวดเดียวจนเสร็จสิ้น เธอหยิบแจกันใบเล็กออกจากกล่องมาวางไว้บนโต๊ะ
จากนั้นจึงเดินลงไปชั้นล่างเพื่อหยิบไฟแช็กของจานหุยเทียนที่วางอยู่บนโต๊ะกาแฟ เมื่อเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมแล้ว เธอก็กลับมาที่ห้อง ถือไฟแช็กไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็ถือกระดาษที่เขียนวันเดือนปีเกิดตัวไว้ แล้วจุดไฟเผามัน
กว่าจานนีจะสัมผัสถึงความเจ็บปวดจากความร้อนที่แผดเผา เปลวไฟก็เลียมาจนเกือบจะโดนนิ้วของเธอ เธอจึงรีบปล่อยมือให้เศษกระดาษที่กำลังจะมอดไหม้ร่วงหล่นลงไปในแจกันใบนั้น
เธอมองดูแสงไฟในแจกันที่ค่อยๆ ริบหรี่ลงจนดับสนิท ขณะเดียวกันอารมณ์ที่เคยสับสนวุ่นวายก่อนหน้านี้ก็ค่อยๆ สงบลง
ตลอดทั้งวันจานนีไม่ได้ก้าวเท้าออกจากห้องของตัวเองเลยแม้แต่ก้าวเดียว เธอไม่ได้ทำอาหารกินเลยแม้แต่มื้อเดียว เธอนั่งรอคอยบางสิ่งบางอย่างอย่างเงียบๆ อยู่บนเตียงของเธอ
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงสามทุ่มตรง สายตาของเธอก็เหลือบไปมองผ่านหน้าต่างห้องนอนออกไป เห็นรถยนต์คันหนึ่งขับเข้ามาในบริเวณบ้าน
หัวใจของจานนีกระตุกวูบ เธอรีบเปิดประตูห้องแล้ววิ่งลงไปข้างล่าง จานหุยเทียนเพิ่งจอดรถจนสนิท ก็เห็นจานนีวิ่งหน้าตั้งออกมา เขารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
“ทำไมไม่ใส่รองเท้าวิ่งออกมาล่ะ”
พอเห็นจานหุยเทียนเดินเข้ามาใกล้ ท่าทีของจานนีก็ดูไม่เป็นธรรมชาติ เธอถอยหลังไปสองก้าวโดยอัตโนมัติ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยจนแทบจะจับไม่ได้
“เมื่อกี้รีบวิ่งไปหน่อย เลยลืมน่ะค่ะ”
“กลับไปใส่รองเท้าซะ” จานหุยเทียนไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของเธอ เขาแค่พูดกับเธอเพียงประโยคเดียวแล้วก็เดินเข้าบ้านไปเลย
เขาทำงานยุ่งมาทั้งวันที่บริษัท ตอนนี้ร่างกายอ่อนล้าเต็มที ไม่มีอารมณ์จะมาสนใจจานนีนัก
ล้มเหลว จานนียืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู สองมือกำแน่น เธอหันกลับไปมองแผ่นหลังของจานหุยเทียนเขม็ง หรือว่าความคิดก่อนหน้านี้ของเธอผิดกันแน่ หรือจะมีขั้นตอนไหนที่เธอทำผิดพลาดไป
แล้วทีนี้จะทำยังไงต่อไปดีล่ะ จานหุยเทียนจะรู้ไหมว่าเธอทำอะไรลงไป เขาจะรู้หรือเปล่าว่าแจกันนั่นอยู่ที่เธอ จานนีพยายามบอกตัวเองให้ใจเย็นๆ จานหุยเทียนไม่น่าจะรู้ว่าเธอรู้จักแจกันใบนี้ ไม่น่าจะรู้ด้วยซ้ำว่ามันมีไว้ทำอะไร
ต่อให้เขามาทวงแจกันคืนก็ไม่เป็นไร ครั้งนี้พลาดไป ก็ยังมีครั้งหน้า แต่ผลปรากฏว่าจนกระทั่งถึงเวลาเข้านอน จานหุยเทียนก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องแจกันเลยแม้แต่คำเดียว เรื่องนี้ทำให้หัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำมาทั้งคืนของจานนีกลับเข้าที่เดิมได้
เขาไม่พูดถึงเลย เป็นเพราะเขาลืมไปแล้ว หรือว่าเป็นเพราะอาจารย์หนิงคนนั้นลืมบอกเขากันนะ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม นี่ก็นับว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง ทว่าเธอก็จำเป็นต้องหาวิธีใช้แจกันใบนี้ให้ถูกต้องโดยเร็วที่สุด
เช้าวันต่อมา เมื่อจานนีตื่นขึ้นมา จานหุยเทียนก็ออกจากบ้านไปทำงานแล้ว เมื่อวานนี้เธอแทบไม่ได้กินอะไรเลยทั้งวัน ทำให้ตอนนี้เธอเลยไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอาหารกินเอง จึงตั้งใจว่าจะออกไปหาอะไรกินข้างนอก
เธอเดินหาร้านอาหารบนถนนสายที่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก จนมาหยุดอยู่ที่ร้านราเม็งแห่งหนึ่ง แต่ทว่าทันทีที่เธอก้าวเข้าไปในร้าน เธอก็เห็นอาจารย์หนิงที่เพิ่งเจอกันเมื่อวาน กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง เขาใช้ตะเกียบคีบเส้นบะหมี่ขึ้นมาอย่างเนิบนาบ
เสียงต้อนรับ "ยินดีต้อนรับครับ" ของเจ้าของร้าน ทำให้อาจารย์หนิงเงยหน้าขึ้นมามองเธอ จานนียืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่แน่ใจว่าควรจะเดินเข้าไปทักทายเขาดีหรือไม่
แต่ในตอนนั้นเอง อาจารย์หนิงกลับกวักมือเรียกเธอ จานนีเลยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินเข้าไปหา
“นั่งสิ” อาจารย์หนิงชี้ไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ว่างอยู่ จานนีเพิ่งจะหย่อนก้นนั่งลง พนักงานเสิร์ฟก็นำบะหมี่เนื้อหนึ่งชามมาวางตรงหน้าเธอทันที เธอรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
“นี่ไม่ใช่ของหนูนะคะ”
“อาสั่งไว้ให้เธอล่วงหน้าแล้ว ลองชิมดูสิ รสชาติไม่เลวเลย”
“คุณอาหนิงรู้ได้ยังไงคะว่าหนูจะมาที่นี่” จานนีรู้สึกประหลาดใจ
อาจารย์หนิงวางตะเกียบในมือลง ในชามตรงหน้าเขายังมีบะหมี่เหลืออยู่เกินกว่าครึ่ง เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของจานนี
“เรื่องนี้ง่ายมาก อาเป็นหมอดูน่ะ”
เขาก็ดูดวงเป็นด้วยเหรอ จานนีคิดในใจ เธอไม่รู้ว่าระหว่างเขากับหลิ่วมู่มู่ ใครจะเก่งกาจกว่ากัน ความสามารถของหลิ่วมู่มู่นั้นเธอเคยเห็นมากับตาตัวเองแล้ว
ส่วนอาจารย์หนิงคนนี้ ถึงแม้จะดูไม่เหมือนพวกต้มตุ๋นหลอกลวง แต่ก็ยังบอกอะไรแน่ชัดไม่ได้ เมื่อเห็นความลังเลใจบนใบหน้าของเธอ อาจารย์หนิงก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย
“แม่ของเธอเคยไปนัดดูตัวครั้งหนึ่ง เธอไม่พอใจ เลยไปเจาะยางรถของอีกฝ่ายจนแตก พอแม่ของเธอรู้เรื่องเข้า ท่านก็เลยตีเธอเป็นครั้งแรก... ต้องให้อาพูดต่ออีกไหม”
“ไม่ต้องแล้วค่ะ” เธอรีบห้ามเขาไว้ เรื่องที่เขาพูดมานั้นมากพอที่จะพิสูจน์ความสามารถของเขาแล้ว บางที อาจารย์หนิงคนนี้อาจจะมีความสามารถสูงกว่าหลิ่วมู่มู่เสียอีก
“คุณอาหนิงรู้ว่าหนูจะมาทานข้าวที่นี่ แล้วยังอุตส่าห์มาที่นี่อีก... คุณอามีอะไรจะพูดกับหนูหรือเปล่าคะ” จานนีเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
อาจารย์หนิงส่ายหน้า
“อาไม่มีอะไรจะคุยกับเธอหรอก แต่เป็นเธอต่างหากที่ต้องการให้ช่วยอาไม่ใช่เหรอ”
หัวใจของจานนีสั่นสะท้าน เธอเงยหน้ามองชายตรงข้ามด้วยความระแวดระวัง เขารู้อะไรบางอย่างแล้วงั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้น่า เรื่องที่เธอรู้ความลับของแจกันใบนั้น
นอกจากหลิ่วมู่มู่แล้วก็มีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นที่รู้ และยังมีอีกหลายเรื่องที่แม้แต่หลิ่วมู่มู่เองก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ อาจารย์หนิงยังคงวางท่าทีลึกลับซับซ้อน
“ถ้าอาคิดจะทำร้ายเธอจริงๆ วันนี้คนที่นั่งอยู่ตรงนี้คงไม่ใช่เธอ แต่เป็นพี่ชายของเธอต่างหาก”
“หนูไม่รู้ว่าคุณอาหนิงกำลังพูดเรื่องอะไร” จานนีปฏิเสธทันควัน เธอผุดลุกขึ้นยืน เตรียมจะเดินออกจากร้านไป เธอไม่แน่ใจว่าอาจารย์หนิงกำลังพยายามจะสื่ออะไรเป็นนัยๆ หรือเปล่า
“เธอรู้ดีอยู่แก่ใจ”
เขาโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แล้วกระซิบเสียงเบากับจานนี “เริ่มตั้งแต่สาเหตุการตายที่น่าประหลาดของแม่เธอ แล้วตอนนี้ร่างกายของเธอเองก็เริ่มมีความผิดปกติเกิดขึ้น ใช่ไหมล่ะ”
“แถมคุณพ่อของเธออีกคนที่จู่ๆ ก็ไปตายอย่างไม่ทราบสาเหตุอยู่ข้างนอก เธอเป็นเด็กฉลาด เธอน่าจะสงสัยเรื่องพวกนี้มาโดยตลอดอยู่แล้วใช่ไหม”
จานนีลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่ถึงอย่างนั้นเส้นประสาทของเธอก็ยังคงตึงเครียดอยู่ดี อาจารย์หนิงไม่รู้ความลับของเธอ แต่เขากำลังพูดถึงความลับของแจกันใบนั้น
“เมื่อกี้อาแค่พูดลอยๆ ขึ้นมาประโยคเดียว เธอก็เชื่ออาแล้ว เห็นได้ชัดว่าจริงๆ แล้วเธอก็เชื่อมาตลอดว่าโลกนี้มีพลังที่เหนือธรรมชาติอยู่จริง”
เขาจ้องมองจานนีไม่วางตา “สัญชาตญาณของเธอเฉียบแหลมมาก”
จานนีรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย เธอยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงอีกครั้งตามคำเชื้อเชิญของอาจารย์หนิง เธอกล่าวเสียงเบา
“ตอนที่หนูอยู่ที่บ้านเกิด หนูก็เคยเจอหมอดูที่เก่งมากๆ คนหนึ่งเหมือนกันค่ะ”
คนนั้นก็คือปู่ของหลิ่วมู่มู่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นคุณครูที่โรงเรียน หรือผู้ปกครองของเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ที่ไปหาปู่หลิวเพื่อดูดวง ก็ไม่เคยมีใครสักคนที่พูดว่าเขาดูไม่แม่น
[จบบท]