บทที่ 44: ลางร้าย
ต่งเยว่ส่งโทรศัพท์ที่ปลดล็อกหน้าจอแล้วให้กับหลิ่วมู่มู่ แม้จะยังเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ หลิ่วมู่มู่เหลือบมองเวลาที่ปรากฏบนหน้าจอแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาสนใจการสนทนากับจานนีที่อยู่อีกปลายสายต่อ
"ฉันไม่ช่วยเธอเพราะมีเหตุผลนะ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว"
ดูเหมือนว่าจานนีจะไม่สนใจฟังสิ่งที่เธอกำลังพยายามสื่อสารเลยแม้แต่น้อย เพราะอีกฝ่ายเอาแต่พูดพล่ามเรื่องของตัวเอง
"ตอนนี้ฉันไม่ต้องการให้เธอช่วยแล้ว พ่อฉันตายแล้ว พี่ชายฉันก็ตายเหมือนกัน ทุกอย่างที่พวกเขาทิ้งไว้เป็นของฉันหมด ฉันรู้ว่าเธออิจฉาฉัน"
"ใช่ ฉันอิจฉาเธออยู่แล้ว" หลิ่วมู่มู่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อเวลาผ่านไปราวหนึ่งนาที เธอจึงถามกลับไป "เธอรู้ไหมว่าทำไม"
"เพราะฉันเก่งกว่าเธอมาตลอดไงล่ะ" เสียงของจานนีแหลมปรี๊ดจนน่ารำคาญ
"ใช่ เธอเก่งมาก ตอนที่ฉันดูดวงให้เธอครั้งก่อน จริงๆ ฉันยังดูเรื่องอื่นได้อีก แต่ฉันไม่ได้บอกเธอ"
เวลามันช่างเดินช้าเสียเหลือเกิน หลิ่วมู่มู่เริ่มรู้สึกหงุดหงิด ในใจก็อยากจะปรับเวลาในโทรศัพท์ให้ข้ามไปอีกสี่นาทีข้างหน้าเสียจริง
"เธอดูเรื่องอะไรเหรอ" นั่นทำให้จานนีเริ่มแสดงความสนใจออกมาบ้าง ดูเหมือนว่าความอยากรู้อยากเห็นในเวลานี้จะเอาชนะความตั้งใจที่จะกระโดดตึกลงไปได้
"ฉันดูได้ว่าดวงการเงินของเธอพุ่งแรงมากๆ ฉันเลยไม่อยากบอกเธอ แล้วก็ยังมีอีกนะ..."
ทั้งสองคนคุยสัพเพเหระกันไปมานานถึงห้านาทีเต็ม ตลอดเวลานั้นจานนียังคงยืนอยู่ที่เดิม ความสนใจทั้งหมดของเธอถูกดึงดูดไปที่คำพูดของหลิ่วมู่มู่
เธอตั้งใจฟังเรื่องราวอนาคตอันรุ่งโรจน์ของตัวเอง และเรื่องที่ว่าหลิ่วมู่มู่ต่ำต้อยกว่าเธอแค่ไหน โดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่ามีคนกำลังแอบย่องขึ้นไปบนดาดฟ้า
‘สาม สอง หนึ่ง’ หลิ่วมู่มู่เริ่มนับถอยหลังในใจ
และทันทีที่นับจบ เสียง "ปัง" ก็ดังลั่นขึ้นจากปลายสาย ราวกับมีของหนักบางอย่างกระแทกพื้นอย่างแรง หลังจากนั้นสายก็ตัดไป
ถึงแม้จะยังไม่แน่ใจในรายละเอียดอื่น แต่ณ ตอนนี้จานนีก็น่าจะได้รับการช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว เมื่อคิดถึงสถานการณ์แบบนี้ เธอควรจะช่วยโทรแจ้งตำรวจให้ด้วยดีไหมนะ
ขณะที่โทรแจ้งตำรวจ เธอก็ถือโอกาสตรวจดวงชะตาให้ตัวเองไปด้วย แต่ทว่าผลที่ได้กลับเป็น 'ลางร้ายสุดๆ' หลิ่วมู่มู่รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก เธอก็เพิ่งทำความดีช่วยคนมาแท้ๆ
ทางด้านฟางชวน เขาได้รับข่าวของจานนีตอน 10:20 น. แต่ตัวเธอไม่ได้อยู่ที่บ้านตระกูลจาน แต่อยู่ที่โรงพยาบาล เมื่อพวกเขาไปถึงโรงพยาบาล จานนียังคงอยู่ในห้องฉุกเฉิน
บริเวณด้านนอกห้องฉุกเฉินมีคุณป้าวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังยืนสบถด่าไม่หยุด น้ำลายแตกฟองกระเด็นไปทั่ว ราวกับพยายามจะสาปแช่งจานนีที่อยู่ข้างในให้จมน้ำลายตาย คำพูดที่เธอใช้มันหยาบคายเกินทน ฟางชวนจึงต้องเดินเข้าไปขัดจังหวะ
"สวัสดีครับ ผมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ คุณคือคนที่โทรแจ้งเหตุใช่ไหมครับ"
คุณป้าหยุดปากลงในที่สุด เธอมองบัตรประจำตัวของฟางชวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ก็ยังคงไม่วางใจนัก
"คุณเป็นตำรวจจริงเหรอคะ"
"ครับ รบกวนเล่าเหตุการณ์ให้เราฟังหน่อยได้ไหมครับ"
คำถามนี้ทำให้คุณป้าตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง เธอกลับมาเปิดเครื่องด่าต่อทันที "คุณตำรวจ คุณว่ามันน่าโมโหไหมล่ะคะ”
“พวกเรากำลังนั่งล้อมวงเล่นไพ่นกกระจอกกันอยู่ดีๆ เด็กผู็หญิงคนนี้ก็โยนกระถางดอกไม้ลงมาจากดาดฟ้า ทำเอาพวกเราตกใจแทบตาย โชคดีที่ไม่มีใครเดินผ่าน ไม่งั้นคงโดนทับตายไปแล้ว" คุณป้าแสดงท่าทีตื่นกลัว
"แล้วยังไงต่อครับ"
"แล้วฉันก็เห็นว่าเธอยืนอยู่บนดาดฟ้า ไม่รู้ว่าแอบขึ้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำเอาฉันใจหายใจคว่ำ"
คุณป้าตบหน้าอกตัวเอง "ฉันรีบโทรแจ้งตำรวจ แต่ก็กังวลว่ากว่าตำรวจจะมาเธอคงกระโดดลงไปก่อน ตอนนี้ห้องเช่าก็หายากจะตาย ถ้ามีคนตาย ตึกทั้งตึกของฉันก็จะกลายเป็นตึกผีสิงไปเลยน่ะสิคะ”
“ถึงตอนนั้นราคาค่าเช่าต้องตกฮวบแน่ๆ ฉันเลยรีบวิ่งขึ้นไป อาศัยจังหวะที่เธอเผลอ ใช้ไม้สอยผ้าเกี่ยวเธอล้มลงมา"
พูดจบเธอก็ย้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจัง "คุณตำรวจคะ ตอนนั้นฉันแค่อยากจะช่วยเธอจริงๆ ใครจะไปรู้ว่าตอนที่เธอล้มลงมา หัวด้านหลังจะฟาดพื้นพอดี"
ฟางชวนนิ่งไปนาน การที่คุณป้าช่วยคนเป็นเรื่องที่ควรชื่นชมอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เหตุผลนี่มันช่าง... ทำไปก็เพื่อรักษาค่าเช่าเนี่ยนะ
โลกนี้มันอะไรกัน แม้แต่คุณป้าเจ้าของตึกยังต้องดิ้นรนเพื่อปากท้องขนาดนี้
คุณป้ามองสีหน้าเขาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะเอ่ยถาม "คุณตำรวจ ฉันจะไม่โดนข้อหาอะไรใช่ไหมคะ"
"วางใจเถอะครับ คุณทำความดีช่วยคน"
ฟางชวนปลอบใจเธอไปหนึ่งประโยคพอดีกับที่หมอเดินออกมาจากห้อง เขาจึงหันไปซักถามอาการของจานนี หมอบอกว่าไม่ได้รุนแรงอะไร
เป็นแค่อาการสมองกระทบกระเทือนทั่วไป แต่หลังจากการตรวจสอบพบว่าคลื่นสมองของเธอมีความผิดปกติ ซึ่งยังหาสาเหตุไม่พบ เกรงว่าในระยะสั้นๆ นี้เธอคงยังไม่ฟื้นขึ้นมา
จากนั้นหมอก็มอบถุงบรรจุของให้เขา ซึ่งภายในเป็นของใช้ส่วนตัวของจานนีที่ถูกเก็บรวบรวมมาตอนที่เธอถูกส่งมาโรงพยาบาล ในนั้นมีโทรศัพท์มือถือของเธออยู่ด้วย
ฟางชวนส่งของในถุงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ด้านหลัง เพื่อให้นำกลับไปตรวจสอบ จากนั้นเขาสั่งให้เจ้าหน้าที่สองนายเฝ้าอยู่หน้าห้องผู้ป่วย รอจนกว่าเธอจะฟื้นขึ้นมาเพื่อสอบปากคำ
ในเวลาเดียวกัน เวลา 11:00 น. ณ สถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองชิ่งเฉิง ผู้คนกำลังขวักไขวไปมา ที่นั่งในห้องพักผู้โดยสารถูกจับจองจนเต็ม
ในมุมหนึ่ง อาจารย์หนิงวางกระเป๋าเดินทางไว้ที่เท้า เขากำลังใช้โทรศัพท์มือถือส่งข้อความออกไป
"อาวุธไสยเวทถูกทำลายแล้ว ตระกูลจานถูกกำจัดหมดสิ้น เริ่มดำเนินการปิดตาข่ายได้"
รอเพียงสิบกว่าวินาที ข้อความก็ถูกส่งกลับมา "ทำได้ดีมาก กลับมาได้แล้ว ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ"
เมื่อเห็นข้อความ คุณหนิงก็เผยรอยยิ้มจางๆ ออกมา เขาถอดซิมการ์ดออกจากโทรศัพท์ หักมันเป็นสองท่อน แล้วโยนทิ้งลงในโถส้วมของห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆ เพียงไม่นานเสียงน้ำดังขึ้น และไม่มีใครสามารถหาเบาะแสใดๆ ได้อีก
ภารกิจสิ้นสุดลงแล้ว รถไฟขบวนที่จะพาเขาออกจากชิ่งเฉิงจะมาถึงสถานีในเวลา 12:05 น.
ตัดกลับมาที่หลังจากวางสายจากตำรวจ หลิ่วมู่มู่ก็นึกถึงผลการทำนายที่บอกว่า 'ลางร้าย' ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เพราะปกติเวลาเธอทำนายดวงชะตา
ถ้าได้ผลดีเลิศ โอกาสที่จะเกิดขึ้นจริงมีแค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ได้ผลว่าร้ายสุดๆ โอกาสที่มันจะกลายเป็นความจริงกลับมีสูงถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์
และแล้ว หนึ่งชั่วโมงต่อมา ลางสังหรณ์ไม่ดีนั้นก็กลายเป็นจริง เธอกำลังถูกรถตำรวจพาตัวจากบ้านไปยังสถานีตำรวจ
แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายที่มาจะดูไม่ได้ดุร้ายอะไร แถมยังไม่ได้แตะต้องตัวเธอ แต่ทว่าการที่พวกเขาตัวสูงใหญ่และเดินขนาบข้างเธอราวกับว่าเธอพร้อมจะหลบหนีได้ตลอดเวลานั้น มันก็ทำให้รู้สึกแปลกๆ อยู่ดี
ต่อให้เธอคิดจะหนีจริงๆ เธอก็วิ่งสู้พวกเขาไม่ได้อยู่ดี
หลิ่วมู่มู่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนเราถึงจะโชคร้ายได้ขนาดนี้ ภายในสัปดาห์เดียวต้องมาเจอกับเรื่องคดีความถึงสองครั้ง ครั้งก่อนเป็นเพราะเธอไปอยู่ในที่เกิดเหตุตอนจานหงเย่เสียชีวิตพอดี แล้วครั้งนี้มันเรื่องอะไรกันอีก
เธอถูกพาตัวมายังสถานีตำรวจและถูกส่งเข้าห้องสอบสวนโดยตรง ครั้งนี้คนที่ทำหน้าที่สอบสวนเธอยังคงเป็นฟางชวนคนเดิม
[จบบท]