บทที่ 53: คำทำนายที่ผิดพลาด
บางครั้งหลิ่วมู่มู่ก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ ในเมื่อพื้นดวงชะตาของเธอเลวร้ายถึงเพียงนี้ การที่เธอไปเที่ยวทำนายทายทักให้ผู้อื่น
แท้จริงแล้วมันจะไม่ยิ่งไปซ้ำเติมให้คนเหล่านั้นต้องพบเจอกับคราวเคราะห์ที่หนักหนายิ่งกว่าเดิมหรือ
แม้คุณปู่หลิ่วจะเคยยืนยันหนักแน่นว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่บทสรุปชีวิตของจานนีกลับสั่นคลอนความมั่นใจของเธอจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
“ถ้าแม้แต่ตัวเธอเองยังไม่คิดจะเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วเธอจะคาดหวังให้ใครหน้าไหนมาเชื่อถือเธอ” วาจาของเยียนซิวช่างราบเรียบและเย็นชาจนบาดลึก
“ศาสตร์การทำนายก็เป็นเพียงธุรกรรมรูปแบบหนึ่ง คนคนหนึ่งยอมจ่ายสิ่งแลกเปลี่ยนเพื่อปรารถนาจะลอบมองชะตาชีวิตของตัวเอง”
“สุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ย่อมเป็นสิ่งที่เจ้าชะตาต้องแบกรับไว้เอง หน้าที่ของเธอมีเพียงรับเงินและทำหน้าที่ของตัวเองให้จบสิ้นกระบวนความ”
“คนไร้หัวใจ” หลิ่วมู่มู่พึมพำเสียงอุบอิบประท้วงคนตัวโต
น่าเสียดายที่ต่อให้เสียงของเธอจะเบาหวิวเพียงใด ก็ไม่อาจรอดพ้นโสตประสาทของเยียนซิวไปได้ เขาเอ่ยสวนกลับมาทันควัน
“หากเธอไม่มานั่งคร่ำครวญโศกเศร้าเอาป่านนี้ ฉันก็คงไม่ต้องทำตัวไร้หัวใจหรอก”
“ก็ได้ค่ะๆ”
“อีกอย่าง นับตั้งแต่พิธีกรรมสังเวยครั้งแรกเริ่มต้นขึ้น ชะตาของจานนีก็ถูกลิขิตให้ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาวุธไสยเวทชิ้นนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้”
“ยิ่งอาวุธไสยเวทแปดเปื้อนชีวิตมนุษย์มากเท่าไร แรงสะท้อนกลับที่เธอได้รับก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ” น้ำเสียงของเยียนซิวหนักแน่นจริงจัง ราวกับต้องการตอกย้ำความจริงข้อนี้ลงในใจของเด็กสาว
“ฉันเข้าใจแล้ว” หลิ่วมู่มู่เหลือบตามองนาฬิกา ก่อนจะดีดตัวลงจากเตียง
“อีกสิบนาทีฉันจะไปหาคุณนะ”
หญิงสาวมัวแต่โอ้เอ้จนกระทั่งเหลือเวลาเพียงห้านาทีสุดท้ายถึงได้พาตัวเองมายืนอยู่หน้าห้องพักของที่ปรึกษาหนุ่ม บานประตูห้องของเขาเปิดแง้มไว้เล็กน้อย ราวกับจงใจเปิดรอการมาถึงของเธอ
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปภายในห้อง หลิ่วมู่มู่ก็พบเจ้าของห้องในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา เขานั่งเอนกายด้วยท่วงท่าผ่อนคลายอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ เบื้องหน้ามีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเปิดทิ้งไว้ และมีโทรศัพท์มือถือวางอยู่ใกล้มือขวา
บนสันจมูกโด่งได้รูปนั้นมีแว่นตากรอบทองประดับอยู่ กรอบแว่นสีทองช่วยขับเน้นให้ใบหน้าของเขาดูละมุนตาและอ่อนโยนลงกว่าปกติหลายส่วน ช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์อันเย็นชาห่างเหินที่เธอเห็นในเวลากลางวันอย่างสิ้นเชิง
ทันทีที่เห็นว่าผู้มาเยือนเดินเข้ามาแล้ว เยียนซิวก็ขยับลุกขึ้นเดินไปยังอีกมุมหนึ่งของห้องเพื่อลงมือวาดมันตรายันต์ให้เธอ
หลิ่วมู่มู่ลากเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางจดจ้องมองปลายพู่กันที่ตวัดวาดลวดลายของเขาอย่างเพลิดเพลิน
“พวกนักพรตเสวียนวาดมันตรายันต์เป็นกันทุกคนเลยหรือเปล่าคะ”
“ไม่ แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน”
“แล้วคุณเรียนมานานแค่ไหนคะ”
เยียนซิวส่งกระดาษยันต์ที่หมึกเพิ่งแห้งหมาดๆ ให้เธอ พร้อมกับตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเป็นธรรมชาติ “สองปี”
เมื่อลองเปรียบเทียบกับระดับความสามารถในการผูกดวงและทำนายทายทักของตัวเองที่ร่ำเรียนมาตั้งหลายปีแต่ฝีมือยังคงย่ำแย่ไม่เอาไหน หลิ่วมู่มู่ก็ได้แต่ลอบอิจฉาความสามารถของเขาอยู่ในใจเงียบๆ
ไม่ได้การละ เธอรู้สึกว่าจำเป็นต้องแสดงฝีมือให้เยียนซิวได้ประจักษ์เสียบ้าง เพื่อประกาศให้เขารู้ว่าแท้จริงแล้วเธอก็เป็นผู้มีวิชาความรู้ในสายเทคนิคนี้เหมือนกัน
มือเล็กล้วงหยิบเหรียญประจำกายออกมาวางลงบนโต๊ะ ก่อนจะดันมันเลื่อนไปทางเยียนซิว “คุณมีเรื่องอะไรที่อยากรู้ไหม ฉันจะเสี่ยงทายให้คุณสักตา”
มุมปากของเยียนซิวดูคล้ายจะยกยิ้มขบขัน เขาเดาไม่ออกเลยว่าในสมองน้อยๆ ของเธอกำลังคิดแผนการอะไรอยู่ “เธอทำนายดวงฉันไม่ได้หรอก”
“ฉันไม่เชื่อหรอกค่ะ!” คำสบประมาทนั้นทำให้หลิ่วมู่มู่หน้ามุ่ยด้วยความไม่พอใจ ปกติแล้วเธอก็ทำนายแม่นยำใช้ได้เลยนะ
ความจริงแล้ว เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ทุกครั้งที่เธอทำการเสี่ยงทายมักจะเกิดสัมผัสพิเศษบางอย่างขึ้นในใจ สัมผัสนั้นเปรียบเสมือนเข็มทิศที่ช่วยให้เธอตัดสินได้ว่าคำทำนายในครั้งนั้นมีความแม่นยำมากน้อยเพียงใด
สมัยก่อนคุณปู่หลิ่วมักเคี่ยวเข็ญให้เธอฝึกเสี่ยงทายทุกวัน ท่านพร่ำบอกเสมอว่าความชำนาญเกิดจากการฝึกฝน
ตอนนั้นเธอยังคิดว่าปู่แค่พูดปลอบใจหลานสาวหัวทึบ แต่พอนานวันเข้าเธอก็ค้นพบว่ามันคือเรื่องจริง ในฐานะนักพยากรณ์คนหนึ่งเธอรู้สึกว่าเรื่องนี้มันช่างน่าอัศจรรย์เหลือเชื่อ
และในบางครั้งที่สภาวะอารมณ์เกิดความหวั่นไหว เธอยังสามารถมองเห็นภาพนิมิตบางอย่างผุดขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องตั้งจิตเพ่งมอง โดยเฉพาะในช่วงหนึ่งปีมานี้ ความถี่ในการมองเห็นสิ่งเร้นลับเหล่านั้นก็เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เธอจึงมั่นใจว่าระดับฝีมือของตัวเองในตอนนี้ ก็พอจะถูไถเรียกตัวเองว่าเป็นปรมาจารย์น้อยได้บ้างเหมือนกัน
เยียนซิวคร้านจะต่อปากต่อคำกับเด็กดื้อ เขาจึงหยิบเหรียญบนโต๊ะขึ้นมา “ถ้างั้นก็ลองดูโชคลาภของฉันในวันพรุ่งนี้ให้หน่อยก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มโยนเหรียญลงบนพื้นโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจนัก หลิ่วมู่มู่รีบชะโงกหน้าเข้าไปจ้องมองเหรียญเหล่านั้นอยู่นานสองนาน แต่ทว่า... เธอกลับมองไม่เห็นอะไรเลย
“รอบนี้ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ เลยค่ะ เอาใหม่”
ดังนั้นเยียนซิวจึงยอมเสี่ยงทายให้อีกครั้ง
ผลลัพธ์ยังคงว่างเปล่าเหมือนเดิม
“ห้าตาชนะสาม ขอเสี่ยงทายอีกสามครั้งค่ะ” หลิ่วมู่มู่รู้สึกเหมือนศักดิ์ศรีความเป็นนักพยากรณ์ของตัวเองกำลังถูกเหยียบย่ำ
เยียนซิวได้แต่ถอนหายใจ นี่เธอเห็นเขาเป็นคู่แข่งในลานประลองหรืออย่างไร
เขายอมโยนเหรียญให้อีกสามครั้ง จนกระทั่งแม่หมอน้อยเริ่มมีอาการซึมเศร้า
มันว่างเปล่าอย่างแท้จริง ไม่ปรากฏภาพนิมิต และสัมผัสถึงพลังงานใดๆ ไม่ได้เลย สิ่งที่คำนวณออกมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องโชคลาภเลยสักนิด รูปแบบของกว้าที่ปรากฏนั้นสับสนวุ่นวายจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
เยียนซิวค่อยๆ เก็บเหรียญมาวางซ้อนกันทีละเหรียญ แล้วใช้นิ้วเรียวยาวเขี่ยกองเหรียญนั้นส่งคืนไปตรงหน้าหลิ่วมู่มู่เบาๆ “ไม่มีใครบอกเธอเหรอ ว่าชะตาของนักพรตเสวียนนั้นถูกปกปิดไว้ ไม่สามารถทำนายออกมาได้ง่ายๆ ขนาดนั้นหรอก”
“แต่ก่อนหน้านี้ฉันยังเคยทำนายเรื่องของคุณได้เลยนะคะ” หลิ่วมู่มู่ยังคงดื้อดึงไม่ยอมรับความจริง
“เธอไม่สงสัยบ้างเหรอ ว่าตัวเองอาจจะทำนายผิดคน อย่างเช่น…”
ภายใต้สายตาที่เริ่มลุกโชนด้วยความเกรี้ยวกราดของหลิ่วมู่มู่ เยียนซิวตัดสินใจกลืนชื่อของฟางชวนลงคอไปเงียบๆ ...ช่างเถอะ พูดไปก็เปลืองตัวเปล่าๆ
“ฉันไม่สนค่ะ ยังไงก็ต้องเป็นคุณนั่นแหละ!” หลิ่วมู่มู่สะบัดหน้าเดินกระฟัดกระเฟียดออกจากห้องไปทันที
เมื่อมองบานประตูที่ถูกปิดลง เยียนซิวก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาเพิ่งได้รู้ว่า เรื่องการดูดวงหาเนื้อคู่นั้น สามารถยัดเยียดแบบมัดมือชก บังคับซื้อขายกันได้ด้วย
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาแปดโมงครึ่ง หลิ่วมู่มู่เดินลงมาทานมื้อเช้าที่ห้องอาหารบุฟเฟต์ชั้นล่างด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
ถึงแม้ว่าเมื่อคืนจะต้องคอยตื่นทุกสองชั่วโมงตามเงื่อนไขของยันต์ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าอภิรมย์นัก แต่โดยรวมแล้วเธอก็ได้นอนเต็มอิ่มไปอย่างน้อยเจ็ดชั่วโมง
หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่กลับขึ้นมาถึงชั้นสิบสอง เธอก็เห็นฟางชวนกำลังพาใครคนหนึ่งมายืนเคาะประตูเรียกอยู่ที่หน้าห้องพักของเธอ
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ถึงได้เห็นชัดถนัดตา... นั่นพ่อของเธอไม่ใช่หรือ
เมื่อคืนนี้การเจรจาธุรกิจของต่งเจิ้งหาวราบรื่นดีเกินคาด แต่พอโทรศัพท์กลับไปที่บ้านแล้วทราบว่าหลิ่วมู่มู่ไม่ได้ติดต่อกลับไปรายงานตัว
คนเป็นพ่อก็เริ่มนั่งไม่ติด คิดทบทวนไปมาด้วยความเป็นห่วง สุดท้ายก็ตัดสินใจบึ่งรถกลับมาก่อนกำหนด แล้วขับตรงดิ่งมาที่สถานีตำรวจเพื่อสอบถามสถานการณ์
โชคดีที่เจอกับฟางชวนพอดี จึงถูกนายตำรวจหนุ่มพามาที่โรงแรมแห่งนี้
ตอนแรกที่ได้ยินว่าหลิ่วมู่มู่พักอยู่ห้องติดกับเพื่อนร่วมงานชายของฟางชวน ต่งเจิ้งหาวก็หน้าตึงด้วยความไม่พอใจ
แต่เขาก็ยังไว้ท่าไม่ได้โวยวายออกมา ทว่าพอเจอหน้าลูกสาวตัวดี เขาก็รีบดึงตัวเธอไปหลบมุม แล้วกระซิบดุเสียงเครียด “ลูกเป็นผู้หญิงนะ จะมานอนโรงแรมกับผู้ชายตามใจชอบแบบนี้ได้ยังไง”
“เราไม่ได้นอนห้องเดียวกันสักหน่อยนะคะ” ถึงใจจริงหนูจะอยากทำแบบนั้นก็เถอะ
“แบบนั้นก็ไม่ได้เหมือนกัน เกิดเขาอาศัยความสนิทสนมมาเอาเปรียบลูกจะทำยังไง”
ต่งเจิ้งหาวยังคงบ่นกระปอดกระแปดไม่เลิก จังหวะนั้นเองประตูห้องฝั่งตรงข้ามก็เปิดออก
เยียนซิวเดินก้าวออกมา สายตาอันเฉยชาทว่าทรงเสน่ห์ของชายหนุ่มกวาดมองมาทางนี้ ภาพลักษณ์ของเขาช่างอธิบายคำว่าหล่อเหลาสง่างามและสูงส่งได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ไอ้หนุ่มหน้าขาวนี่ดันหล่อกว่าฉันสมัยหนุ่มๆ เสียอีก
วินาทีที่เห็นหน้าเยียนซิว ต่งเจิ้งหาวก็อดรู้สึกหมั่นไส้ปนอิจฉาในใจลึกๆ ไม่ได้
เยียนซิวปรายตามองกลุ่มคนที่ยืนออกันอยู่ตรงทางเดินเพียงครู่ สุดท้ายก็หยุดสายตาแล้วผงกศีรษะทักทายต่งเจิ้งหาวเล็กน้อยตามมารยาท
ต่งเจิ้งหาวรีบปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้มตอบกลับทันควัน “ลูกสาวผมไม่ค่อยรู้ความ ต้องรบกวนคุณช่วยดูแลแล้วครับ”
“คุณเกรงใจเกินไปแล้วครับ”
ในเมื่อต่งเจิ้งหาวมารับแล้ว หลิ่วมู่มู่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยันต์คุ้มกันภัยอีก
หลังจากอธิบายเหตุผลให้เยียนซิวฟัง เขาก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ เพียงแค่มอบมันตรายันต์ใบใหม่ที่เพิ่งวาดเสร็จให้เธอพกติดตัวไว้เพื่อความไม่ประมาท จากนั้นเขาก็ลงไปเช็กเอาต์พร้อมกับฟางชวน
[จบบท]