บทที่ 57: การฝึกทหาร
หลิ่วมู่มู่ยื่นมือออกไปสัมผัสผิวกายของเพื่อนร่วมห้องอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกเพียงว่ามือของสวีหลานเย็นเฉียบประดุจน้ำแข็ง แต่ในยามนี้เมื่อลองแตะดูจึงได้ตระหนักว่า ผิวหน้าของอีกฝ่ายก็เย็นชืดไร้ความอบอุ่นไม่ต่างอะไรกับฝ่ามือเลยแม้แต่น้อย
"อาการแบบนี้ไม่น่าใช่ไข้สูงนะ" เฉียนเสี่ยวเหมิงเอ่ยขึ้นด้วยความฉงน
หลิ่วมู่มู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ริมหูของสวีหลาน แล้วส่งเสียงเรียกชื่อเพื่อนซ้ำๆ เพื่อปลุกให้ตื่นจากภวังค์
"สวีหลาน... สวีหลาน ตื่นเถอะ..."
เสียงเรียกดังอยู่ประมาณห้าหกครั้ง ในที่สุดเสียงไอที่โขลกอย่างหนักหน่วงก็สงบลง สวีหลานที่เดิมทีนอนนิ่งราวกับสูญเสียการรับรู้ไปแล้วค่อยๆ ปรือตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ
ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาเมื่อเธอลืมตาตื่น คือใบหน้าของเฉียนเสี่ยวเหมิงที่นอนคว่ำหน้าเกาะขอบเตียงอยู่ตรงหัวนอน
ข้างกายมีหลิ่วมู่มู่นั่งยองๆ เฝ้าดูอาการ ส่วนเตียงฝั่งตรงข้ามมีเว่ยเสวี่ยกำลังชูโทรศัพท์มือถือสองเครื่องส่องไฟมาที่เธอราวกับสปอร์ตไลท์ส่องผู้ต้องหา
หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก "เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ"
"นี่เธอไม่รู้ตัวเลยเหรอ" เฉียนเสี่ยวเหมิงผู้เป็นคนปากไวใจตรงโพล่งขึ้น
"เมื่อกี้เธอไอหนักมาก ไอจนตัวโยนเหมือนจะคายปอดออกมาให้ได้ เล่นเอาพวกเราตกใจแทบแย่"
"อย่างนั้นเหรอ... ฉันไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด" สวีหลานพยุงตัวลุกขึ้นนั่งโดยมีหลิ่วมู่มู่คอยช่วยประคอง จังหวะนี้เองหลิ่วมู่มู่จึงถือโอกาสจับมือเพื่อนอีกครั้ง สัมผัสได้ว่าเริ่มมีความอบอุ่นกลับคืนมาบ้างแล้ว
"ดื่มน้ำหน่อยไหม" เว่ยเสวี่ยตะโกนถามมาจากเตียงฝั่งตรงข้าม
"เอาสิ เดี๋ยวฉันจัดการให้" เฉียนเสี่ยวเหมิงกระโดดลงจากเก้าอี้อย่างคล่องแคล่ว ตรงไปหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะของสวีหลาน จากนั้นก็รินน้ำร้อนจากกระติกส่งให้ถึงมือ
"ขอบใจนะ ฉันรู้สึกดีขึ้นมากแล้วล่ะ" สวีหลานกล่าวขอบคุณเสียงแผ่วพลางประคองแก้วน้ำขึ้นจิบไปหลายอึก
เมื่อเห็นว่าเพื่อนสงบลงและไม่มีอาการไอคุกคามอีก บรรยากาศตึงเครียดในห้องก็ผ่อนคลายลง สมาชิกที่เหลือต่างพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทว่าเมื่อความกังวลจางหาย ความง่วงงุนก็เข้ามาแทนที่
หลังจากตรวจสอบจนมั่นใจแล้วว่าสวีหลานปลอดภัยดีและไม่จำเป็นต้องหามส่งโรงพยาบาลกลางดึก พวกเธอจึงพากันปิดไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือ แล้วแยกย้ายกลับไปซุกตัวนอนบนเตียงของตนเอง
ค่ำคืนนั้นผ่านพ้นไปอย่างสงบราบรื่น ช่วงครึ่งคืนหลังสวีหลานไม่ได้ลุกขึ้นมาไออีกเลย เพียงแต่เมื่อรุ่งสางมาเยือน สีหน้าของเธอกลับดูไม่สู้ดีนัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการป่วยหรือเพราะหลังจากตื่นมากลางดึกแล้วข่มตานอนต่อไม่หลับกันแน่
วันแรกของการเปิดภาคเรียนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทั้งต้องไปรับตำราเรียน ชุดนักเรียน และชุดฝึกทหาร ภารกิจจิปาถะประดังเข้ามาพร้อมกันจนแทบไม่มีเวลาหายใจ
มื้อเที่ยง สี่สาวเพื่อนร่วมห้องนัดแนะกันว่าจะไปประเดิมโรงอาหารของมหาวิทยาลัย มีคำร่ำลือกันว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำทุกแห่งมักจะมีโรงอาหารลึกลับที่ไม่อาจพรรณนาได้ซ่อนอยู่หนึ่งแห่ง
ภายในนั้นจะเสิร์ฟเมนูระดับตำนานที่ใครได้ลิ้มลองอาจรู้สึกราวกับได้บรรลุเป็นเซียน
ตัวอย่างเช่น ผัดมันฝรั่งใส่แตงโม... แค่ได้ยินชื่อเมนูก็ชวนให้ตั้งตารออย่างประหลาด
ทว่าทันทีที่พวกเธอเดินพ้นอาคารเรียนออกมา หลิ่วมู่มู่ก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มหน้าตาคุ้นเคยยืนรออยู่ด้านล่าง เขาคือสวีอันเจ๋อ แฟนหนุ่มของสวีหลานที่มาช่วยขนของส่งเธอที่หอพักเมื่อวานนั่นเอง
แม้จะได้พบหน้ากันเพียงครั้งเดียว แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาโดดเด่น จึงทำให้จดจำได้ไม่ยาก
สวีหลานเองก็มองเห็นสวีอันเจ๋อเช่นกัน แววตาของเธอฉายความประหลาดใจเล็กน้อย
เพราะชายหนุ่มไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าจะมารอรับ หญิงสาวชะลอฝีเท้าลงด้วยความเกรงใจเพื่อน ก่อนจะหันมาบอกหลิ่วมู่มู่และคนอื่นๆ เสียงเบา
"ขอโทษทีนะ แฟนฉันมารับแล้ว ฉันคง..."
"ไม่เป็นไรๆ ไว้วันหลังค่อยนัดกันใหม่ก็ได้ เธอไปกับแฟนเถอะ" เฉียนเสี่ยวเหมิงรีบโบกมือไล่อย่างรู้
ปากก็เอ่ยอนุญาต แต่สายตากลับลอบมองสำรวจแฟนหนุ่มของสวีหลานด้วยความกระตือรือร้นอยู่หลายแวบ
ภาพของสวีหลานที่วิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาสวีอันเจ๋อ ก่อนจะคล้องแขนชายหนุ่มเดินเคียงคู่จากไปอย่างสนิทสนม ทำให้เฉียนเสี่ยวเหมิงอดไม่ได้ที่จะทำหน้ามุ่ยด้วยความอิจฉา "เมื่อไหร่จะมีคนมารอยืนรอรับฉันไปกินข้าวที่ใต้ตึกแบบนี้บ้างนะ"
"พวกเรานี่ไม่ใช่คนหรือไง" เว่ยเสวี่ยย้อนถามอย่างเจ็บแสบ
"ฉันหมายถึงพี่ชายรูปหล่อต่างหากย่ะ"
หลิ่วมู่มู่ซึ่งเดินอยู่อีกด้านหนึ่งของเฉียนเสี่ยวเหมิงแค่นเสียงฮึในลำคอ "นี่กล้าดูแคลนผู้สาวแสนสวยอย่างพวกฉันเชียวเหรอ"
"โธ่! ฉันเปล่าสักหน่อย" ทั้งสามคนหัวเราะหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะพากันวิ่งไปยังเป้าหมายของวันนี้ ซึ่งก็คือโรงอาหารที่หนึ่ง
ช่างน่าเสียดายที่โรงอาหารที่หนึ่งไม่มีเมนูพิสดารในตำนานให้ลิ้มลอง มีเพียงคลื่นมหาชนเด็กปีหนึ่งที่อัดแน่นกันจนแทบไม่มีที่เดิน
นับว่าโชคดีที่พวกเธอสามคนผนึกกำลังมาด้วยกัน เฉียนเสี่ยวเหมิงผู้มีทักษะทางกายภาพและปฏิกิริยาตอบสนองเป็นเลิศยืนปักหลักอยู่กลางโรงอาหาร สายตาอันเฉียบคมดุจเหยี่ยวกวาดมองโต๊ะอาหารโดยรอบอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เห็นโต๊ะไหนทำท่าจะกินเสร็จ เธอจะพุ่งตัวเข้าไปประชิด แล้วยืนจ้องกดดันคนเหล่านั้นตาเป็นมัน
รุ่นพี่ปีสองสองคนที่กำลังนั่งทานอาหารอยู่ เมื่อถูกสายตาพิฆาตจ้องมองระยะเผาขน ก็รีบก้มหน้าก้มตายัดข้าวเข้าปากจนหมดแล้วรีบลุกหนี ยกที่นั่งให้เธอแต่โดยดี
ส่วนหลิ่วมู่มู่กับเว่ยเสวี่ยรับหน้าที่เบียดเสียดเข้าไปในฝูงชนเพื่อตักอาหาร มื้อนี้กว่าจะได้กินช่างยากลำบากราวกับผ่านสมรภูมิรบ เล่นเอาเหนื่อยหอบไปตามๆ กัน
ระหว่างทานข้าว เฉียนเสี่ยวเหมิงยังเปรยขึ้นด้วยความปลื้มปริ่ม "รุ่นพี่พวกนั้นนิสัยดีจังเลยนะ อุตส่าห์ลุกสละที่นั่งให้ฉันด้วย"
สองสาวผู้เห็นเหตุการณ์กับตาว่าเพื่อนตัวดีใช้สายตา "ข่มขู่" รุ่นพี่อย่างไร ได้แต่มองหน้ากันเงียบๆ ไม่มีใครกล้าเอ่ยขัดคอ
ช่างเถอะ ปล่อยให้แม่คุณเข้าใจว่าโลกนี้เต็มไปด้วยคนใจดีต่อไปก็แล้วกัน
หลิ่วมู่มู่ตระหนักได้ว่า แม้เธอกับเฉียนเสี่ยวเหมิงจะครองตัวเป็นโสดเหมือนกัน แต่เหตุผลนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เธอโสดเพราะโชคชะตาลิขิต แต่เฉียนเสี่ยวเหมิงโสดเพราะความรู้สึกช้าและเส้นประสาทหนาเตอะเกินเยียวยา
วันแรกของการเปิดภาคเรียนหมดไปกับการเดินสำรวจและทำความคุ้นเคยกับสถานที่ต่างๆ ในโรงเรียน
เข้าสู่วันที่สอง มหกรรมนรกที่เรียกว่าการฝึกทหารก็เริ่มต้นขึ้น ขั้นตอนการฝึกวนเวียนอยู่ไม่กี่อย่าง หลักๆ คือการเดินสวนสนามและการยืนท่าทหาร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวราวกับเตาอบ การถูกสั่งให้ยืนนิ่งๆ ในท่าทหารแทบจะพรากวิญญาณออกจากร่างไปได้ครึ่งหนึ่ง
ภายใต้เปลวแดดที่แผดเผา เม็ดเหงื่อไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้า หลิ่วมู่มู่ได้ยินเสียงใครบางคนข้างหลังบ่นพึมพำว่าครีมกันแดดเอาไม่อยู่แล้ว วินาทีนี้คงมีแต่ต้องเอาปูนซีเมนต์มาโบกหน้าเท่านั้นถึงจะกันแดดได้
เหล่านักศึกษาแถวหน้าที่แอบได้ยินประโยคนี้ต่างพากันกลั้นขำจนตัวสั่น ผลกรรมจึงตกที่พวกเขาเมื่อครูฝึกตาไวเห็นเข้า เลยโดนลงโทษให้ยืนท่าทหารเพิ่มอีกห้านาที
พอตกบ่าย เริ่มมีนักศึกษาทนสภาพอากาศไม่ไหวจนเป็นลมแดด ถูกครูฝึกหามส่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยไปตามระเบียบ
เมื่อเห็นตัวอย่าง เพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ ก็เริ่มมองเห็นลู่ทางหลบเลี่ยงการฝึก ต่างพากันพยายามแสร้งทำเป็น "ลมแดด" กันเป็นทิวแถว
ครูฝึกที่เพิ่งส่งตัวนักศึกษาออกไปสองคนกวาดสายตามองเหล่าจอมมารยาด้วยแววตาลึกล้ำ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "ใครที่เข้าโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยวันนี้ ชั่วโมงการฝึกที่ขาดไปต้องมาซ่อมชดเชยในวันพรุ่งนี้ให้ครบ"
สิ้นคำประกาศ เหล่านักศึกษาที่เดิมทีกำลังโงนเงนทำท่าจะเป็นลมล้มพับ พลันกลับมาแข็งแรงหายปวดเมื่อยเป็นปลิดทิ้ง ราวกับว่าพวกเขายังสามารถยืนต่อได้อีกครึ่งชั่วโมงสบายๆ
ถึงกระนั้นครูฝึกก็ใช่ว่าจะใจไม้ไส้ระกำจนไม่ดูสภาพร่างกายลูกศิษย์ ในช่วงที่แดดแรงที่สุด เขาจึงอนุญาตให้แถวแตกแยกย้ายไปพักดื่มน้ำสิบนาที
เหล่านักศึกษารีบกรูเข้าไปหามุมร่มรื่นใต้เงาไม้ โดยไม่สนใจว่าพื้นดินจะเปื้อนฝุ่นหรือไม่ ต่างพากันทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดสภาพ
หลิ่วมู่มู่หันไปมองสวีหลานที่นั่งอยู่ข้างกาย สังเกตเห็นว่าริมฝีปากของเพื่อนซีดเผือดไร้สีเลือด แววตาก็ดูเหม่อลอยชอบกล
"สวีหลาน เธอไหวหรือเปล่า ถ้าร่างกายไม่ไหวจริงๆ ไปขอลาพักกับครูฝึกเถอะนะ" หลิ่วมู่มู่ขยับเข้าไปใกล้ เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
สวีหลานส่ายหน้าเบาๆ "ฉันไม่เป็นไร แค่เมื่อกี้จู่ๆ ก็รู้สึกเพลียมากเฉยๆ"
หลิ่วมู่มู่วางมือทาบลงบนหน้าผากมนของเพื่อนด้วยความไม่วางใจ สัมผัสได้ชัดเจนว่าอุณหภูมิร่างกายของเธอเย็นชืดผิดปกติ ต่ำกว่าคนทั่วไปอยู่มาก
[จบบท]