บทที่ 61: จบการฝึก
ตลอดระยะเวลาห้าวันแห่งการรอคอยถั่ววิเศษ สวีหลานมีอาการไออย่างหนักเพียงคืนเดียวเท่านั้น หลังจากคืนที่หลิ่วมู่มู่และเพื่อนๆ ช่วยกันปลุกเธอขึ้นมา เสียงไอก็เงียบหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
ในที่สุดเมื่อถั่วหมักได้ที่ ปฏิบัติการลักลอบต้มถั่วด้วยหม้อต้มไฟฟ้าก็เริ่มต้นขึ้น พวกเธอต้องคอยหลบสายตาผู้ดูแลหอพักอย่างระมัดระวัง กลิ่นฉุนของน้ำส้มสายชูตลบอบอวลไปทั่วห้องพักจนแสบจมูก แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าทึ่ง
เพราะสวีหลานหายจากอาการไอเป็นปลิดทิ้ง
ด้วยความกังวลว่าการขับพิษเพียงสามรอบอาจจะไม่เพียงพอต่อการถอนรากถอนโคนอาการป่วย สาวๆ จึงตัดสินใจหมักถั่วเพิ่มอีกสามขวดเพื่อความมั่นใจ
เฉียนเสี่ยวเหมิงยกแขนเสื้อลายพรางของตัวเองขึ้นมาดมพลางเดินไปพลาง ก่อนจะบ่นอุบ "ฉันรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองถูกหมักจนกลิ่นเข้าเนื้อไปหมดแล้ว"
เว่ยเสวี่ยกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงวังเวง "ไม่ใช่แค่เธอหรอก จำคนบ้านเดียวกันที่เคยเอานมชานมมาให้ฉันได้ไหม วันนั้นเจอกันที่โรงอาหารแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นเขาก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย"
นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่สาวหน้าตุ๊กตาอย่างเธอถูกรังเกียจถึงเพียงนี้
หลิ่วมู่มู่จึงเอ่ยสรุปทางออกของปัญหา "งานนี้มีแต่มื้อใหญ่เท่านั้นที่จะช่วยเยียวยาจิตใจพวกเราได้"
สามสาวหันขวับไปมองสวีหลานแล้วพูดเป็นเสียงเดียวกัน "ใช่!"
สวีหลานตอบรับอย่างรวดเร็วด้วยความเต็มใจ "ไม่มีปัญหา พวกเธอเลือกร้านมาได้เลย แล้วพรุ่งนี้เย็นเราไปฉลองกัน"
เฉียนเสี่ยวเหมิงทุบโต๊ะตัดสินใจทันที "ไม่ต้องเลือกให้เสียเวลา ร้านหม้อไฟข้างมหาลัยนั่นแหละ ฉันเล็งไว้นานแล้ว"
เมื่อตกลงเมนูมื้อค่ำวันพรุ่งนี้ได้ลงตัว ทั้งสี่สาวก็มองดูเวลาแล้วรีบจ้ำอ้าวไปยังหอประชุมใหญ่
การฝึกทหารอันแสนทรหดตลอดครึ่งเดือนสิ้นสุดลงแล้วในวันนี้ และค่ำคืนนี้คืองานเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่ที่ทุกคนรอคอย
เฉียนเสี่ยวเหมิงเปรยขึ้นขณะเดิน "ไม่รู้ว่าจะมีรายการแสดงของเด็กปีหนึ่งบ้างไหมนะ"
เบื้องหน้าหอประชุมใหญ่ ป้ายผ้าต้อนรับนักศึกษาใหม่ยังคงแขวนเด่นเป็นสง่า บริเวณทางเข้ามีรุ่นพี่คอยยืนแจกแท่งไฟเรืองแสงให้กับผู้เข้าร่วมงาน
สวีหลานเอ่ยขึ้นขณะเดินหาที่นั่ง "เหมือนจะมีนะ อาเจ๋อเล่นเปียโนได้ เมื่อวันก่อนเห็นอาจารย์ที่ปรึกษาเรียกไปคุย บอกว่าอยากให้มีการแสดงเปียโนคู่กับไวโอลิน แต่เขาปฏิเสธไป สุดท้ายเลยเหลือแค่การแสดงไวโอลินเดี่ยว"
"ทำไมถึงปฏิเสธล่ะ โอกาสโชว์หล่อแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ นะ"
กลุ่มสาวๆ เดินคุยกันไปพลางสอดส่ายสายตาหาที่นั่งโซนของห้องเรียนตนเอง
สวีหลานชี้ไปยังแถวที่ห้า ซึ่งเป็นทำเลทองหน้าเวที "เขาบอกว่าฝีมือตัวเองแค่พื้นๆ ไม่อยากขึ้นไปขายหน้าคนอื่นเปล่าๆ... สองแถวหน้า ตรงนั้นใช่ไหม"
ด้วยความที่พวกเธอมาถึงก่อนเวลาพอสมควร การจองที่นั่งสี่ที่ติดกันจึงไม่ใช่เรื่องยาก
หลังจากนั่งรอจนรากงอกเกือบชั่วโมง หอประชุมที่เคยว่างเปล่าก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ในที่สุดงานเลี้ยงต้อนรับก็เปิดฉากขึ้น
พิธีกรประกาศรายการแสดงชุดแรก ซึ่งก็เป็นไปตามข้อมูลวงในของสวีหลาน มันคือการแสดงไวโอลินเดี่ยวของนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง
ผู้บรรเลงเพลงคือดาวเด่นจากภาควิชาประวัติศาสตร์ นามว่า จัวหร่าน
จัวหร่านปรากฏตัวในชุดราตรีทรงหางปลาสีน้ำเงินเข้มขับผิว เรือนผมยาวดัดลอนสลวยถูกเกล้าขึ้นเผยให้เห็นลำคอระหงดุจหงส์ ทันทีที่แสงไฟสาดส่องลงมาที่ร่างของเธอ
ทั้งหอประชุมก็ตกอยู่ในความเงียบงัน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงโห่ร้องชื่นชมกระหึ่มฮอลล์
เสียงดนตรีพลิ้วไหวเริ่มบรรเลง ผู้ชมบนอัฒจันทร์ต่างพากันกลั้นหายใจ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่กลางเวที หญิงสาวผู้กำลังเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเชื่องช้าสอดประสานไปกับท่วงทำนอง ราวกับเธอกำลังเริงระบำไปพร้อมกับไวโอลินคู่ใจ
ทุกจังหวะการก้าวเดิน พู่เพชรที่ประดับอยู่บนชายกระโปรงต่างสะท้อนแสงไฟระยิบระยับจับตา
จนกระทั่งเสียงดนตรีโน้ตตัวสุดท้ายเลือนหายไป จัวหร่านลดคันชักลง พร้อมกับย่อตัวถอนสายบัวขอบคุณผู้ชมอย่างงดงามหมดจด
เสียงปรบมือกึกก้องดังสนั่นหวั่นไหว ผสมปนเปไปกับเสียงกรี๊ดและเสียงผิวปากด้วยความประทับใจ
ทว่าเมื่อการแสดงจบลง เธอยังคงยืนนิ่งอยู่บนเวที ไม่นานนัก ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งก็เดินขึ้นมาจากบันไดข้างเวที ในมือของเขาประคองช่อกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์เอาไว้
ดวงตาของจัวหร่านฉายแววยิ้มละไม เธอรับช่อดอกไม้จากชายหนุ่มมาโอบกอดไว้แนบอก
ฝ่ายชายทำท่าจะเดินลงจากเวที แต่กลับถูกเธอรั้งตัวไว้ เนื่องจากช่างภาพแถวหน้ากำลังรัวชัตเตอร์เก็บภาพ ทั้งคู่จึงยืนเคียงข้างกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินลงจากเวทีไปพร้อมกัน
ภาพของหนุ่มหล่อสาวสวยที่ยืนเคียงคู่กันย่อมดึงดูดความสนใจได้เสมอ แต่ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่ สวีอันเจ๋อ บรรยากาศในกลุ่มเพื่อนของสวีหลานคงไม่กระอักกระอ่วนถึงเพียงนี้
เขาไม่มีการแสดงก็จริง แต่กลับได้รับมอบหมายให้เป็นคนขึ้นไปมอบดอกไม้ให้จัวหร่าน แถมดอกไม้ช่อนั้นยังเป็นกุหลาบขาวเสียด้วย
ในขณะที่คนรอบข้างของหลิ่วมู่มู่ต่างส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดด้วยความฟิน แต่แถวที่นั่งของพวกเธอกลับเงียบกริบราวกับเป่าสาก
สาวสวยที่ไม่รู้จัก กับแฟนหนุ่มของเพื่อนร่วมห้อง ฉากหวานชื่นแบบนี้ใครมันจะไปจิ้นลง
สวีหลานคงสัมผัสได้ถึงรังสีความมาคุจากเพื่อนๆ และเสียงรอบข้างก็ดังจนแทบไม่ได้ยินกัน เธอจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งลงในกลุ่มแชท
สวีหลาน: เรื่องขึ้นไปมอบดอกไม้ อาเจ๋อบอกฉันตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
เธอยังแนบหลักฐานเป็นภาพแคปหน้าจอแชทส่วนตัวระหว่างเธอกับสวีอันเจ๋อเมื่อคืนนี้ประกอบด้วย
เป็นจริงอย่างที่เธอพูด สวีอันเจ๋อรายงานภารกิจนี้อย่างละเอียดถี่ยิบ ราวกับกลัวว่าตัวเองจะตกเป็นจำเลยสังคม
สามสาวที่เหลือถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อไม่มีดราม่ารักสามเส้า ทุกอย่างก็กลับมาสดใส
บรรยากาศตึงเครียดมลายหายไป เฉียนเสี่ยวเหมิงจึงเริ่มเปิดฉากแซว
เฉียนเสี่ยวเหมิง: ขอสัมภาษณ์หน่อยค่ะ แฟนหนุ่มเนื้อหอมขนาดนี้ มีแอบหึงบ้างไหมคะ ฉันกล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่าเสียงกรี๊ดเมื่อกี้ เกินครึ่งกรี๊ดให้แฟนคุณทั้งนั้นเลยนะคะ
สวีหลาน: ชินแล้วล่ะ สมัยมัธยมหนักกว่านี้อีก ฉันเห็นมากับตา
หลิ่วมู่มู่: สรุปว่าเขาคือแฟนที่เธอต้องฝ่าฟันแย่งชิงมาจากสมรภูมินับหมื่นเลยสินะ?
สวีหลาน: อืม... ประมาณนั้นมั้ง
เมื่อหวนนึกถึงความหลังสมัยมัธยม เธอก็อดอมยิ้มไม่ได้
สวีอันเจ๋อย้ายมาจากปักกิ่งมาเรียนห้องเดียวกับเธอตอน ม.5 สมัยนั้นเธอเป็นสาวห้าวไม่เกรงกลัวใคร เจอผู้ชายถูกใจก็ต้องเดินหน้าจีบ แต่น่าเสียดายที่คู่แข่งในสนามมีมากเกินไป
โดยเฉลี่ยแล้วในหนึ่งสัปดาห์ เธอจะเห็นฉากสารภาพรักอย่างน้อยสองครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือเพื่อนรุ่นเดียวกัน ต่างพากันแวะเวียนมาส่งจดหมายรักและของขวัญให้เขาไม่ขาดสาย
ความกล้าอันน้อยนิดของเธอค่อยๆ มอดดับไปท่ามกลางมหกรรมการปฏิเสธรักแบบรัวๆ ของสวีอันเจ๋อ ถึงแม้ว่าเธอจะยังไม่ได้ลงสนามแข่งจริงเลยสักครั้งก็ตาม
จนกระทั่งปลายเทอม ม.5 จู่ๆ สวีอันเจ๋อก็เป็นฝ่ายเดินเข้ามาสารภาพรักกับเธอก่อน และมันเกิดขึ้นหลังจากที่เธอเพิ่งได้รับจดหมายรักจากหนุ่มห้องข้างๆ ได้ไม่นาน
ความรักของพวกเขาดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวเข้าหากัน แม้จะเคยผ่านเรื่องเข้าใจผิดมาบ้าง
แต่หลังจากนั้น ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ที่อาจก่อให้เกิดความระแวงแคลงใจ เขาจะรีบบอกเธอล่วงหน้าเสมอ หรือถ้าสถานการณ์บังคับให้บอกไม่ทัน เขาก็จะรีบมาอธิบายอย่างจริงจังในทันทีที่ทำได้
เขาคือคนที่มอบความมั่นคงทางใจให้เธอเกือบทั้งหมด สวีหลานจึงค่อยๆ เรียนรู้ที่จะวางใจ แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะย้ายจากบ้านเกิดมาอยู่ในเมืองใหม่ แต่ความเชื่อใจที่มีให้กันก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ทางด้านหลังเวที จัวหร่านที่เสร็จสิ้นภารกิจยังคงยืนอยู่ที่ทางออก เธอกอดช่อกุหลาบขาวแนบอก ก้มลงสูดดมความหอมสดชื่น ก่อนที่ใบหน้าสวยหวานจะเผยรอยยิ้มงดงามจับใจออกมา
[จบบท]