บทที่ 67: ป้ายนักพยากรณ์คุ้มภัย
เดิมทีที่ปรึกษาหนุ่มตั้งใจจะกดโทรศัพท์โทรออกไป แต่ปลายนิ้วของเยียนซิวกลับชะงักค้างกลางอากาศอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนใจพิมพ์ข้อความส่งไปแทน
เยียนซิว: อีกหนึ่งชั่วโมงเจอกันที่สำนักงานตำรวจเมือง
ข้างกายชายหนุ่ม หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันที่รวบผมหางม้าไว้ด้านหลังชะโงกหน้าเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หมายมั่นปั้นมือว่าจะแอบดูข้อความบนหน้าจอโทรศัพท์ของเขาให้ได้ แต่ยังไม่ทันจะได้เห็นอะไรชัดเจน เธอก็ต้องรีบหดคอกลับแทบไม่ทันเมื่อปะทะเข้ากับสายตาเย็นชาที่ตวัดมองมา
รถยนต์ที่จอดรออยู่หน้าสนามบินรับผู้โดยสารขึ้นรถ ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังสำนักงานตำรวจเมืองทันทีโดยไม่แวะพักที่ไหน
หลิ่วมู่มู่เดินทางมาถึงหลังจากกลุ่มของเยียนซิวมาถึงแล้วประมาณครึ่งชั่วโมง ในมือเรียวเล็กของเด็กสาวหิ้วถุงพลาสติกใบเขื่องมาด้วยถึงสองใบ
ฟางชวนที่เพิ่งเดินก้าวเท้าออกมาจากห้องทำงาน สายตาก็เหลือบไปเห็นหลิ่วมู่มู่หิ้วของพะรุงพะรังเดินเข้ามาพอดี เขาจึงรีบปรี่เข้าไปช่วยรับของในมือเธอพร้อมกับเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
“โธ่ มาตัวเปล่าก็ได้นี่นา ทำไมต้องลำบากหิ้วของมาด้วย ทางเรามีนโยบายไม่รับสินบนจากประชาชนแม้แต่แดงเดียวเลยนะจะบอกให้”
หลิ่วมู่มู่ทำหน้าตายใส่เขาทันที
“อ๋อ... ถุงนั้นน่ะน้องสาวฉันทำฟรุตสลัดมาฝากเพื่อนที่หอพักน่ะค่ะ”
และเพื่อรักษาความสดใหม่ของผลไม้ ด้านในถุงจึงอัดแน่นไปด้วยถุงน้ำแข็งถึงสองถุง
มือของฟางชวนที่ยื่นออกไปชะงักค้างกลางอากาศ รอยยิ้มบนหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย
หลิ่วมู่มู่เดินผ่านร่างของนายตำรวจหนุ่มเข้าไปในห้องทำงานหน้าตาเฉย ก่อนจะหันมาบอกเหมือนเพิ่งนึกได้
“อีกถุงนั่นแหละค่ะที่เอามาฝากพวกคุณ”
ช่วงนี้ที่บ้านมีผลไม้เยอะจนกินไม่ทัน พอดีกับที่เธอมีเรื่องจะมาไหว้วานให้เยียนซิวช่วย ก็เลยถือโอกาสเอามาฝากเป็นสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ
สภาพภายในห้องทำงานของเยียนซิวดูแปลกตาไปถนัดใจ มันได้รับการปรับปรุงใหม่จนสวยเช้ง ร่องรอยความเสียหายยับเยินจากการต่อสู้คราวก่อนอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น
หลิ่วมู่มู่กวาดตามองไปรอบๆ พลางคิดในใจว่า นี่สินะที่เขาเรียกว่าอานุภาพของเงินตรา โดยเฉพาะของตั้งโชว์บนโต๊ะชิ้นนั้น ดูแวบเดียวก็รู้ว่าแพงระยับจนทำเอามือไม้สั่น อยากจะเผลอหยิบติดมือกลับบ้านเสียจริงๆ
เยียนซิวที่กำลังง่วนอยู่กับการก้มหน้าอ่านเอกสารปึกใหญ่ไม่ได้สังเกตเลยว่าเธอเดินเข้ามาแล้ว หลิ่วมู่มู่กำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตูตามมารยาท แต่จู่ๆ สายตาก็ปะทะเข้ากับร่างของใครอีกคนในห้อง เป็นหญิงสาวอายุน้อยหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง
ดูเหมือนคนคนนั้นกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างกับเยียนซิว แต่พอหันมาเห็นหลิ่วมู่มู่ เธอก็ชะงักกึก
“เธอ... มีธุระอะไรหรือเปล่า”
น้ำเสียงของหญิงสาวแปลกหน้าเจือไปด้วยความสงสัย
ดวงตาคู่สวยของหลิ่วมู่มู่หรี่ลงเล็กน้อย สายตาที่มองตอบกลับไปเริ่มฉายแววไม่เป็นมิตรขึ้นมาทันที
เยียนซิวเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เมื่อเห็นหลิ่วมู่มู่ยืนอยู่ที่หน้าประตู เขาก็วางเอกสารในมือลงด้วยท่าทีสงบนิ่งเหมือนปกติ
“มีธุระอะไร”
ที่ด้านหลังของหลิ่วมู่มู่ ฟางชวนเพิ่งจะจัดการแจกจ่ายฟรุตสลัดที่เธอเอามาฝากให้กับลูกน้องไป
ส่วนตัวเขาเองก็คว้ามากล่องหนึ่งแล้วยืนกินอย่างเอร็ดอร่อย เดิมทีเขาตั้งใจจะหยิบมาเผื่อเยียนซิวสักกล่อง แต่พอดูทิศทางลมและสถานการณ์ตึงเครียดตรงหน้าแล้ว เขาคิดว่าตัวเองอย่ายื่นหน้าเข้าไปแส่จะดีกว่า
“พี่สาวคนนี้คือใครเหรอคะ”
หลิ่วมู่มู่เมินคำถามของชายหนุ่ม แต่กลับยิงคำถามสวนกลับไปด้วยท่าทางเอาเรื่อง
คำถามนี้เข้าท่าแฮะ ฟางชวนหยิบองุ่นเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ พลางคิดในใจว่าเขาเองก็อยากรู้เหมือนกัน
รู้แค่ว่าแม่สาวคนนี้เป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนที่ถูกส่งตัวมาจากสำนักงานใหญ่ที่ปักกิ่ง แต่ดูท่าทางฝ่ายหญิงจะสนิทสนมกลมเกลียวกับที่ปรึกษาเยียนจนน่าสงสัย
“...ลูกพี่ลูกน้องฉันเอง”
หลังจากเงียบไปอึดใจหนึ่ง ในที่สุดเยียนซิวก็ยอมไขข้อข้องใจ
“ทำไมหน้าตาไม่เห็นเหมือนกันสักนิด”
หลิ่วมู่มู่จ้องหน้าเขาเขม็ง ในดวงตากลมโตคู่นั้นเขียนคำว่า 'ฉันไม่เชื่อ' แปะหราอยู่ตัวเบ้อเริ่ม
เยียนซิวยกแขนขึ้นกอดอก ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบหน้าตาย
“สงสัยยีนฉันจะดีกว่ามั้ง”
ช่างเป็นคำพูดที่ไร้ซึ่งเยื่อใยความเป็นพี่น้องโดยสิ้นเชิง
เยียนหลิงที่ยืนอยู่ตรงนั้นทำหน้าเอ๋อรับประทาน ทำไมอยู่ดีๆ ไฟถึงลามมาที่เธอได้ล่ะ แล้วเด็กสาวคนนี้ตกลงเป็นใครกันแน่ เจ้านายของพี่ชายเธอหรือยังไง
หลิ่วมู่มู่เดินอาดๆ เข้าไปในห้องอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เธอมองเยียนหลิงสลับกับมองเยียนซิวไปมา ไม่เหมือนกันเลยจริงๆ นั่นแหละ
“ต้องให้ลงไปขอใบรับรองแพทย์ข้างล่างเพื่อพิสูจน์ดีเอ็นเอไหม”
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยจนแยกไม่ออกว่าพูดจริงหรือประชดประชัน
หลิ่วมู่มู่รีบทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานทันที วางมือทั้งสองข้างประสานกันไว้บนตักอย่างเรียบร้อย
“ความจริงฉันก็ไม่ได้อยากรู้อะไรขนาดนั้นหรอกน่า”
ดวงตาสีนิลลึกล้ำของเยียนซิวละสายตาจากใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กสาว
“สรุปแล้วมีเรื่องอะไร”
เธอยื่นนิ้วมือข้างหนึ่งส่งให้เขาดู
“คุณดูสิ มันแดงไปหมดแล้วเนี่ย”
ปลายนิ้วที่เผลอไปแตะโดนยันต์ในวันนั้น แม้จะผ่านไปหลายวันแล้วแต่รอยแดงก็ยังไม่จางหายไป
ถึงจะไม่ได้รู้สึกเจ็บหรือคัน แต่มันก็ดูผิดปกติจนน่าใจหาย
“ไปแตะโดนอะไรมา”
คิ้วเข้มของเยียนซิวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาเอื้อมมือมาจับปลายนิ้วของเธอแล้วบีบเบาๆ เพื่อตรวจดู
“เจ็บไหม”
“ไม่เจ็บ ไม่รู้สึกอะไรเลย”
พูดจบ เธอยังแกล้งงอนิ้วสะกิดฝ่ามือของเยียนซิวที่ยังไม่ทันจะชักกลับไปอีกด้วย
เยียนหลิงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างถึงกับตาโต : มีคนกำลังลวนลามพี่ชายฉันต่อหน้าต่อตา แถมยังไม่ถูกจับโยนออกไปฆ่าหมกป่าอีกต่างหาก คุณพระช่วย เรื่องนี้มันชักจะตื่นเต้นเกินไปแล้ว!
“ฉันแค่ไปแตะโดนยันต์คุ้มกันภัยที่เพื่อนถืออยู่ แล้วมือก็กลายเป็นแบบนี้ ส่วนยันต์ใบนั้นก็สลายกลายเป็นขี้เถ้าไปเลย”
หลิ่วมู่มู่ทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เยียนซิวชักมือกลับมาวางบนโต๊ะ
“แค่ผลกระทบสะท้อนกลับเล็กน้อย ยันต์คุ้มกันภัยทั่วไปทำอันตรายเธอไม่ได้หรอก”
รอยแดงจางๆ แค่นี้อาจจะไม่นับว่าเป็นบาดแผลฉกรรจ์ แต่การที่มันสามารถทิ้งร่องรอยเอาไว้บนตัวเธอได้ แสดงว่าแรงสะท้อนกลับนั้นต้องไม่ธรรมดา
บนตัวของหลิ่วมู่มู่มีป้ายนักพยากรณ์ติดตัวอยู่เสมอ นั่นเป็นของวิเศษที่นักพยากรณ์มีไว้ใช้รักษาชีวิต การที่พลังงานบางอย่างสามารถเจาะทะลุการป้องกันของมันเข้ามาได้ ถือว่าเป็นยันต์ที่ร้ายกาจมากทีเดียว
หลิ่วมู่มู่ก้มมองรอยแดงบนปลายนิ้วอย่างใช้ความคิด
“งั้นแสดงว่า... นั่นไม่ใช่ยันต์คุ้มกันภัยเหรอ”
เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเยียนซิว
“ระบุได้ไหมว่าเป็นยันต์ประเภทไหน แล้วมันมีผลดีหรือผลร้ายกับคน”
“ถ้าตอนที่เกิดเรื่องขึ้น เธอไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดีกับเจ้าของยันต์ ถ้าอย่างนั้นก็มีโอกาสถึงแปดส่วนที่ยันต์ใบนั้นจะค่อนข้างอันตราย”
หลิ่วมู่มู่กระพริบตาปริบๆ ยกแขนขึ้นมาเท้าคางกับโต๊ะ แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยอย่างกระตือรือร้น
“นั่นเป็นยันต์ที่แฟนของเพื่อนฉันให้มา ถ้าตอนนี้ฉันจะแจ้งความ พวกคุณจะไปลากคอเขามาเข้าคุกได้ไหม”
“หลักฐานล่ะ”
“ก็ยันต์ใบนั้นไง...”
หลิ่วมู่มู่ชะงักแล้วหุบปากฉับ ยันต์เจ้าปัญหานั่นมันสลายหายไปแล้วนี่นา
แต่เธอก็ยังไม่ยอมถอดใจง่ายๆ
“แต่เรื่องนี้มันมีพิรุธชัดๆ เลยนะ ฉันรู้สึกได้เลยว่าพอยันต์ใบนั้นหายไป ร่างกายของเพื่อนฉันก็ดูดีขึ้นทันตาเห็น พวกคุณช่วยตรวจสอบหน่อยไม่ได้เหรอ”
เยียนซิวเงียบกริบ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
ในจังหวะนั้นเอง ฟางชวนจึงเดินเข้ามาใกล้อีกนิด แล้วตบไหล่เธอเบาๆ อย่างปลอบใจ
“ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่อยากตรวจสอบนะ แต่คำพูดของเธอเมื่อกี้มันแทบจะเท่ากับเธอบอกว่าเจอแฟนของเพื่อนส่งปืนให้เพื่อนกระบอกหนึ่ง แล้วปืนกระบอกนั้นก็ถูกเธอทำหายไป ตอนนี้เธอเลยสงสัยว่าไอ้หมอนั่นกะจะฆ่าเพื่อนเธอ”
“ถ้ามันเป็นปืนจริงๆ ต่อให้เป็นแค่ข้อสงสัยตำรวจเราก็ต้องตรวจสอบ แต่ของสิ่งนั้นดันเป็นยันต์ที่ไม่รู้วัตถุประสงค์ มันพิสูจน์ไม่ได้ชัดเจนว่าเอาไว้ใช้ทำร้ายคน เขาอาจจะแค่ซื้อยันต์มาผิดแบบ หรืออาจจะเป็นสาเหตุอื่นๆ ก็ได้”
“ฉันสามารถพาคนมาสอบปากคำได้ก็จริง แต่ถ้าไม่มีหลักฐานอะไรมัดตัว ยี่สิบสี่ชั่วโมงให้หลังก็ต้องปล่อยคนกลับบ้านอยู่ดี”
ต่อให้พวกเขาส่วนตัวจะเชื่อสัญชาตญาณของหลิ่วมู่มู่แค่ไหน แต่ในทางปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเปิดการสืบสวนคดีที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ไม่มีผู้เสียหาย และไม่มีหลักฐานหลงเหลืออยู่
หลิ่วมู่มู่เม้มริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจ
“แต่ฉันยังเชื่อในการตัดสินใจของตัวเองค่ะ”
ฟางชวนได้แต่มองไปทางเยียนซิวอย่างขอความเห็น หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเยียนซิวก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
“ฉันเขียนยันต์คุ้มกันภัยให้เธอใบหนึ่งได้ ให้เพื่อนเธอพกติดตัวไว้ตลอดเวลา ถ้าเกิดอันตรายขึ้นมาจริงๆ มันจะช่วยรักษาชีวิตเพื่อนเธอได้”
[จบบท]