บทที่ 71: เพื่อนสมัยเด็กที่ไม่ธรรมดา
เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์ดังรัวขึ้นเป็นระยะ แต่ดูเหมือนเจ้าของมือถือชั่วคราวคนนั้นจะไม่ได้ใส่ใจ และไม่มีทีท่าว่าจะส่งคืนให้แก่เจ้าของตัวจริงอย่างสวีอันเจ๋อเลยแม้แต่น้อย
สวีหลานและกลุ่มเพื่อนเดินมาหยุดอยู่ห่างจากประตูห้องพักฟื้นเพียงไม่กี่ก้าว เสียงบทสนทนาจากด้านในเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน จนเท้าที่กำลังจะก้าวต่อไปต้องชะงัก
เสียงใสของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น
“อันเจ๋อ ฉันอยากกินองุ่น”
สวีหลานยืนนิ่งอยู่กับที่ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของแฟนหนุ่มเธอ และไม่ใช่เสียงของใครที่เธอคุ้นเคย
ยังไม่ทันที่ความสงสัยจะกระจ่าง เสียงเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงออดอ้อนแกมสั่ง
“มือฉันไม่ว่างดูคลิปอยู่ นายป้อนฉันหน่อยสิ”
น้ำเสียงนั้นช่างดูเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าการกระทำเช่นนี้คือกิจวัตรปกติที่พึงกระทำ
วินาทีนี้เอง สวีหลานเริ่มตระหนักถึงสถานการณ์บางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น เธอหันกลับมามองเพื่อนสนิททั้งสามคนที่มาเป็นเพื่อนด้วยแววตาว่างเปล่าและสับสน ไม่รู้ว่าควรจะรวบรวมความกล้าเดินหน้าต่อ หรือควรจะหันหลังกลับแล้วหนีไปจากตรงนี้ให้พ้นๆ
แต่เฉียนเสี่ยวเหมิงไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมถอย เพื่อนคนนี้เก็บความแค้นมาจากครั้งที่แล้วที่ถูกกันท่าไม่ให้เข้าเยี่ยม ครั้งนี้เธอจึงไม่รีรอ คว้าข้อมือของสวีหลานแล้วลากเดินดุ่มๆ ตรงไปยังห้องผู้ป่วยด้วยท่าทางขึงขัง
เสี้ยววินาทีที่เฉียนเสี่ยวเหมิงผลักประตูเข้าไป องุ่นลูกกลมที่อยู่ในมือของสวีอันเจ๋อยังคงจ่ออยู่ที่ริมฝีปากของจัวหร่าน
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทุกคนคือห้องพักฟื้นที่มีแสงแดดอบอุ่นสาดส่อง หญิงสาวหน้าตาสะสวยนอนพิงหมอนด้วยรอยยิ้มแช่มชื่น
ดวงตาเป็นประกาย และข้างกายเธอคือชายหนุ่มรูปงามที่กำลังบรรจงป้อนผลไม้ให้อย่างเอาใจใส่ ช่างเป็นภาพที่ดูงดงามและเหมาะสมกันราวกับคู่รักในนิยาย
“หลานหลาน! มาได้ยังไง...”
สวีอันเจ๋อสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นผู้มาเยือน เขารีบชักมือกลับราวกับต้องของร้อน แล้วดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตกใจ
หลิ่วมู่มู่ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างจึงเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นายเล่นไม่ตอบข้อความเลย หลานหลานเขาเป็นห่วงก็เลยวานคนให้ช่วยเช็คดู พอรู้ข่าวว่านายมาเฝ้าไข้เพื่อนที่โรงพยาบาล พวกเราก็เลยชวนกันมาเยี่ยม”
จัวหร่านถูกสายตาหลายคู่จ้องมองราวกับจะจับผิด แต่เธอกลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้านหรือรู้สึกผิดแม้แต่น้อย เธอยังคงรักษาท่วงท่าเดิมไว้ เพียงแค่เอียงคอเล็กน้อยแล้วถามขึ้น
“พวกเธอคือ?”
เฉียนเสี่ยวเหมิงไม่ปล่อยให้จังหวะขาดช่วง เธอสวนกลับทันควัน
“คนนี้คือแฟนของสวีอันเจ๋อ ส่วนพวกเราเป็นรูมเมทของเธอ”
สิ้นเสียงแนะนำตัวที่ประกาศสถานะอย่างชัดเจน เฉียนเสี่ยวเหมิงก็จ้องเขม็งไปที่จัวหร่าน หวังจะเห็นปฏิกิริยาบางอย่าง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำว่า “อ้อ” คำเดียวที่แสนจะเรียบเฉย
สายตาของจัวหร่านกวาดมองผู้มาเยือนเพียงแวบเดียว ก่อนจะหันกลับไปพูดกับสวีอันเจ๋อโดยไม่สนใจความรู้สึกของใคร
“ในเมื่อเขามาหานาย งั้นพวกเธอก็ออกไปคุยข้างนอกเถอะ... อ้อ ก่อนออกไปช่วยหยิบเสื้อในตู้มาให้ฉันหน่อย”
เธอเชิดคางขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณสั่งให้สวีอันเจ๋อไปจัดการธุระให้เธอ
และสิ่งที่ทำให้สวีหลานเจ็บปวดที่สุด คือการที่สวีอันเจ๋อทำตามคำสั่งนั้นอย่างว่าง่าย เขาเดินไปหยิบเสื้อมาให้จัวหร่านโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
เสื้อตัวนั้นถูกวางพาดไว้ที่พนักเก้าอี้ สวีอันเจ๋อเหลือบมองจัวหร่านด้วยสายตาที่อ่านยาก แต่หญิงสาวบนเตียงกลับไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือ
สวีหลานจำได้แม่นยำ นั่นคือโทรศัพท์ของสวีอันเจ๋อ และเคสโทรศัพท์ลายนั้น... เธอก็เป็นคนเลือกให้เขาเองกับมือ
สวีหลานหมุนตัวเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ตลอดทางที่นั่งรถมา เธอเตรียมคำพูดมากมายที่จะบอกเขา อยากเล่าให้ฟังว่าอาการป่วยของเธอดีขึ้นแล้ว อยากบอกว่าตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ไม่ได้เจอกัน เธอคิดถึงเขามากแค่ไหน
แต่พอได้มาเห็นภาพตรงหน้า คำพูดทั้งหมดกลับจุกอยู่ที่คอ สวีหลานไม่อยากพูดอะไรกับเขาอีกแล้ว
ที่หน้าห้องผู้ป่วย สวีอันเจ๋อเดินตามออกมา เขาก้มหน้ามองสวีหลานที่ยืนเงียบงัน ก่อนจะหันไปขอร้องเพื่อนๆ ของเธอ
“ขอผมคุยกับหลานหลานส่วนตัวหน่อยได้ไหม”
เฉียนเสี่ยวเหมิงทำหน้าบอกบุญไม่รับ แสดงความรังเกียจออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน
“เชิญ! ตามสบายเลย”
เว่ยเสวี่ยและหลิ่วมู่มู่ต้องรีบเข้ามาล็อกแขนคนละข้าง แล้วลากตัวเฉียนเสี่ยวเหมิงออกไปก่อนที่เธอจะอาละวาด
เว่ยเสวี่ยเป็นคนช่างสังเกตและมีความรู้สึกไวต่อสถานการณ์ ฉากเมื่อครู่ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ทั้งสวีอันเจ๋อและจัวหร่านดูนิ่งเกินไป นิ่งจนน่าขนลุก
เมื่อเดินออกมาได้ระยะหนึ่ง เธอก็กระซิบถามหลิ่วมู่มู่
“พวกเธอรู้ตั้งนานแล้วใช่ไหมว่าคู่นี้มีปัญหา”
หลิ่วมู่มู่ยักไหล่เบาๆ
“ก็เห็นตั้งแต่วันที่ไปส่งเธอนั่นแหละ สองคนนั้นขึ้นเครื่องบินลำเดียวกับเธอตามหลังไปติดๆ เลย”
เว่ยเสวี่ยขมวดคิ้วมองกลับไปทางสวีอันเจ๋อด้วยแววตาครุ่นคิด
เฉียนเสี่ยวเหมิงยังคงบ่นกระปอดกระแปด
“แล้วทำไมต้องยอมให้พวกเขาคุยกันตามลำพังด้วย ถ้าเกิดหลานหลานใจอ่อนขึ้นมา แล้วเชื่อคำโกหกว่าสองคนนั้นเป็นแค่เพื่อนกันจริงๆ จะทำยังไง”
เว่ยเสวี่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาและวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา
“ข้ออ้างก็คงหนีไม่พ้นคำว่าคนคุ้นเคย ญาติ หรือคนรู้จัก ถ้าเป็นญาติกันจริงๆ ก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่ใช่... นั่นก็คือ ‘เพื่อนสมัยเด็ก’ ตำแหน่งที่อันตรายที่สุด”
“ทำไมล่ะ” เฉียนเสี่ยวเหมิงยังไม่เข้าใจความลึกซึ้งนี้
“เพราะแฟนคนปัจจุบันหน้าไหน ก็สู้เพื่อนสมัยเด็กที่โตมาด้วยกันไม่ได้หรอก โดยเฉพาะถ้าฝ่ายชายเป็นคนประเภทไม่รู้จักเว้นระยะห่าง และฝ่ายหญิงก็จ้องจะแทรกกลางเข้ามาแบบนี้”
ผู้หญิงที่ชื่อจัวหร่านคนนั้น แสดงออกชัดเจนว่าไม่แคร์สถานะแฟนของสวีหลานเลยสักนิด เธอกล้าที่จะชี้นิ้วสั่งแฟนชาวบ้านต่อหน้าต่อตา ใครๆ ก็มองออก และสวีหลานเองก็ไม่ใช่คนโง่
“ความสัมพันธ์ของสองคนนี้มันไม่ปกติ แค่ใช้ตามองก็รู้ ต่อให้หลานหลานไม่เชื่อ พวกเราก็ต้องหาทางทำให้เธอตาสว่างให้ได้”
“งานถนัดของฉันเลยล่ะ พวกเราอยู่กับหลานหลานทุกวัน แค่เกลี้ยกล่อมให้เลิกกับผู้ชายห่วยๆ แบบนี้มันจะยากตรงไหน เธออย่าลืมสิว่าฉันเป็นใคร ดีกรีแชมป์โต้วาทีระดับเมืองเชียวนะ”
สมัยเรียน เว่ยเสวี่ยเคยเป็นหัวหน้าห้องจอมเฮี้ยบที่คอยจัดการพวกมีความรักในวัยเรียน เธอมีสถิติการกล่อมให้คู่รักนักเรียนเลิกกันมาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่เคยมีคู่ไหนรอดพ้นฝีปากเธอไปได้
พอได้ยินประวัติอันโชกโชน ภาพลักษณ์ของเว่ยเสวี่ยในสายตาของหลิ่วมู่มู่และเฉียนเสี่ยวเหมิงก็ดูสูงส่งและน่าเกรงขามขึ้นมาทันที
ช่างเป็นเพื่อนที่พึ่งพาได้จริงๆ!
ตัดภาพมาที่อีกฝั่ง สวีหลานยังคงยืนนิ่ง ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมา
ความเงียบของเธอเปรียบเสมือนแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้สวีอันเจ๋อเริ่มร้อนรนจนต้องรีบอธิบาย
“หลานหลาน ฟังฉันนะ ฉันกับจัวหร่านเราโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก สุขภาพเธอไม่ค่อยดีมาตลอด พอฉันย้ายโรงเรียนเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย”
“จนครั้งนี้บังเอิญได้กลับมาพร้อมกัน แล้วเธอเกิดอุบัติเหตุเข้าโรงพยาบาล ฉันจะทิ้งเพื่อนที่กำลังลำบากไว้คนเดียวได้ยังไง”
สวีหลานถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แล้วตอนงานรับน้อง ทำไมนายไม่เคยบอกฉันเลยว่านายรู้จักเธอ”
“ฉัน... ฉันไม่อยากให้เธอเข้าใจผิดเรื่องความสัมพันธ์ของเรานะหลานหลาน ฉันก็เลยเลือกที่จะไม่บอก”
“เมื่อคืนฉันส่งข้อความหานายทั้งคืน วันนี้ก็โทรหาตั้งหลายสาย ทำไมนายไม่รับ”
สวีอันเจ๋อหลบสายตา ตอบเสียงเบา
“โทรศัพท์ฉัน... อยู่ที่จัวหร่าน”
หลักฐานมันชัดเจนจนเขาโกหกไม่ได้ เพราะตอนที่พวกเธอเดินเข้าไป โทรศัพท์เครื่องนั้นก็ยังคาอยู่ในมือของจัวหร่าน
แถมเคสโทรศัพท์นั่น... สวีหลานก็เป็นคนตั้งใจเลือกให้เขาเองกับมือ
“หลานหลาน เชื่อฉันเถอะนะ ฉันกับจัวหร่านไม่ได้มีอะไรเกินเลยจริงๆ จัวหร่านแค่ถูกตามใจจนนิสัยเสีย ชอบใช้คนอื่นมาตั้งแต่เด็กแล้ว”
สวีหลานสวนกลับทันที
“และนายเองก็ดูจะเคยชินกับการถูกเธอใช้เหมือนกันสินะ”
สวีหลานจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกว่างเปล่า จู่ๆ เขาก็ดูเหมือนคนแปลกหน้าสำหรับเธอ
เธอเคยหลงคิดว่าสวีอันเจ๋อที่แสนดีคนนี้จะมีแค่เธอคนเดียว แต่สวีอันเจ๋อในเวอร์ชันที่อยู่กับจัวหร่าน กลับเป็นผู้ชายอีกคนที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน
ปากบอกว่าไม่มีอะไร แต่กลับป้อนองุ่นให้ถึงปาก
ไม่ตอบข้อความแฟนตัวเอง แต่กลับยื่นโทรศัพท์ให้ผู้หญิงคนอื่นเล่นฆ่าเวลา
ต่อหน้าแฟนตัวเองแท้ๆ ผู้หญิงคนนั้นสั่งให้ไปหยิบเสื้อ เขาก็รู้ทั้งรู้ว่าเธอต้องไม่พอใจ แต่เขาก็ยังเลือกที่จะทำตามคำสั่งนั้น
พวกเขาสองคนเห็นเธอเป็นตัวอะไรกันแน่
สวีหลานพูดทิ้งท้าย
“ถ้านายคิดว่าฉันไม่เชื่อ งั้นนายไปเรียกจัวหร่านมาพูดกับฉันเองเลยไหมล่ะ”
สวีหลานเป็นคนแบบนี้เสมอ รักก็บอกว่ารัก หึงก็บอกว่าหึง เธอไม่เคยเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว
[จบบท]