บทที่ 76: งานเลี้ยงวันเกิด
หลิ่วมู่มู่มองเว่ยเสวี่ยที่กำลังนั่งหวีผมอยู่หน้ากระจกด้วยความสงสัย พลางเอ่ยถามถึงเพื่อนร่วมห้องอีกคนที่หายตัวไป "แล้วหลานหลานล่ะ ไม่เห็นอยู่ห้องเลย"
เว่ยเสวี่ยตอบโดยไม่ได้หันมามอง มือยังคงสางผมยาวสลวยของตัวเองต่อไป "เมื่อกี้สวีอันเจ๋อมารับที่ข้างล่าง ก็เลยออกไปข้างนอกด้วยกันแล้ว"
เธอวางหวีลงก่อนจะหันกลับมามองหลิ่วมู่มู่ "แล้วเธอล่ะ เดี๋ยวมีธุระที่ไหนหรือเปล่า"
"มีสิ ฉันมีนัดเดต" หลิ่วมู่มู่ตอบเสียงใส ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างปิดไม่มิด
ถึงแม้เจ้ามือที่จะเลี้ยงข้าววันนี้จะเป็นฟางชวน แต่คนที่โทรมานัดแนะคือเยียนซิว ดังนั้นเธอจึงขอเหมาเอาเองฝ่ายเดียวอย่างหน้าไม่อายว่า นี่คือการเดตครั้งแรกระหว่างเธอกับที่ปรึกษาเยียนสุดหล่อ
เมื่อเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาสิบโมงครึ่ง รถยนต์คุ้นตาก็แล่นมาจอดเทียบท่า เยียนซิวผู้ถูกมัดมือชกให้มารับส่งหญิงสาวขับรถมาตามนัดอย่างตรงเวลา
หลิ่วมู่มู่รีบวิ่งถลาเข้าไปหาด้วยความกระตือรือร้น มือบางเปิดประตูรถแล้วกระโดดขึ้นไปนั่งที่เบาะหน้าข้างคนขับทันที
ทว่าภาพฝันหวานแหววก็ต้องสะดุดลง เมื่อเธอมองผ่านกระจกหลังแล้วพบว่า ที่เบาะหลังมีฟางชวนและเยียนหลิงนั่งเรียงกันหน้าสลอน หญิงสาวค่อยๆ หันกลับมามองผู้โดยสารส่วนเกินทั้งสองคนด้วยสายตาว่างเปล่า
ช่างเป็นก้างขวางคอชิ้นโตที่ส่องสว่างแสบตาเสียเหลือเกิน
"นี่ ทำสายตารังเกียจขนาดนั้นมันเสียมารยาทนะ วันนี้ฉันเป็นเจ้ามือนนะจะบอกให้" ฟางชวนที่อ่านสายตานั้นออกรีบท้วงขึ้นมาทันที
หลิ่วมู่มู่ปรับสีหน้าเป็นยิ้มเจ้าเล่ห์ "พูดแบบนี้กำลังบอกใบ้ให้ฉันสั่งล็อบสเตอร์มาฉีกกินเล่นสักสองตัวใช่ไหมคะ"
"ไม่มีทาง อย่าแม้แต่จะคิดเชียวนะ อย่าทำฉันหมดตัว เงินเดือนตำรวจน้อยนิดกว่าจะหามาได้เลือดตาแทบกระเด็น"
"งั้นให้ปรมาจารย์หลิ่วดูดวงเรื่องโชคลาภให้เป็นการตอบแทนเอาไหมล่ะคะ"
"ไม่ล่ะ ขอบใจ ขอให้ฉันจนต่อไปเถอะ" ฟางชวนรีบปฏิเสธอย่างซาบซึ้งจนแทบยกมือไหว้
เขากลัวเหลือเกินว่าวินาทีแรกเธอดูดูงเรื่องโชคลาภให้ วินาทีถัดไปเธอจะพาเขาไปสู่จุดจบพร้อมกัน หมอดูที่ดูดวงแล้วแถมความซวยถึงตายมาด้วยแบบนี้ใครจะกล้าจ้าง
เมื่อไปถึงร้านอาหารถึงได้รู้ว่า วันนี้เป็นการกินข้าวแบบกันเองจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นฟางชวนก็ยังรู้จักจองห้องส่วนตัวเอาไว้ ก็ถือว่าให้เกียรติแขกอยู่ไม่น้อย
ระหว่างมื้ออาหาร บทสนทนาของพวกเขาทำให้หลิ่วมู่มู่ได้รับรู้ความคืบหน้าของคดี นักพยากรณ์หนิงหรือหนิงหย่วน คนที่ทำคุณไสยใส่ตระกูลจานจนเกือบสิ้นเนื้อประดาตัว เกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลันระหว่างถูกส่งตัวเข้าปักกิ่ง และเสียชีวิตลงในที่สุด
แม้ตอนท้ายจะมีเหตุขลุกขลักไปบ้าง แต่อย่างน้อยฟางชวนก็สามารถปิดคดีจับกุมคนร้ายได้ และยังได้รับคำชมเชยจากสำนักงานใหญ่ นี่จึงเป็นที่มาของการเลี้ยงข้าวในมื้อนี้ เพื่อตอบแทนหลิ่วมู่มู่ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยไขปริศนาสำคัญ
"แล้วคนบงการที่อยู่เบื้องหลังหนิงหย่วนล่ะ ไม่มีเหรอ" หลิ่วมู่มู่วางตะเกียบลงแล้วถามด้วยความสนใจ
"จะไม่มีได้ยังไง แต่เสียดายที่ข้อมูลที่เราเค้นมาได้มันมีจำกัด หมอนั่นตายไปก่อนที่จะยอมคายความลับสำคัญออกมา" ฟางชวนถอนหายใจด้วยความเสียดาย
ดูเหมือนหนิงหย่วนจะคาดหวังให้เจ้านายเบื้องหลังมาช่วย แต่ใครจะคิดว่าคนพวกนั้นจะเลือกตัดตอนฆ่าปิดปากลูกน้องตัวเองเพื่อความปลอดภัย
เยียนหลิงที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ เอ่ยแทรกขึ้นมาบ้าง "แต่การสืบคดีนี้ได้ ก็ถือว่าช่วยคนไว้ได้ตั้งเยอะนะคะ”
“คนแบบหนิงหย่วนไม่ได้มีแค่คนเดียว ทางสำนักงานใหญ่กำลังจับตามองพวกบริษัทที่อ้างตัวว่าเป็นกองทุนจากต่างประเทศ พอแกะรอยตามเส้นทางพวกมันไป ก็เจออีกหลายบริษัทที่ถูกวางกับดักแบบเดียวกัน"
หลิ่วมู่มู่ฟังแล้วก็รู้สึกขนลุกซู่ "เหมือนกับที่ตระกูลจานโดนงั้นเหรอ มีมากกว่าหนึ่งรายอีกเหรอคะเนี่ย"
"ก็ใช่น่ะสิ โชคดีที่พวกเราตรวจเจอทันเวลา"
หลิ่วมู่มู่นั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง พลางคิดในใจว่า การที่เธอทะเล่อทะล่าเข้าไปยุ่งกับคดีอันตรายนี้ ผลลัพธ์สุดท้ายก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่กังวล
เมื่อมองข้ามตัวเหตุการณ์และความวุ่นวายไป ก็มีผู้บริสุทธิ์อีกมากมายที่รอดพ้นจากหายนะเพราะเรื่องนี้ ดูเหมือนว่าสิ่งที่เธอทำลงไปจะมีค่าและน่าภูมิใจอยู่ไม่น้อย
"เอาล่ะๆ เลิกคุยเรื่องเครียด ดื่มฉลองให้กับความสำเร็จในคดีของพวกเราทุกคนดีกว่า" ฟางชวนชูแก้วน้ำเปล่าขึ้นสูง
หลิ่วมู่มู่ยิ้มมุมปากก่อนจะยกแก้วขึ้นชนกับเขาโดยไม่แสดงท่าทีริดรอนน้ำใจ ซึ่งถือเป็นภาพที่หาดูได้ยากสำหรับคู่กัดคู่นี้
หลังมื้ออาหารจบลง หลิ่วมู่มู่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ฟางชวนเดินออกไปจัดการเรื่องบิลค่าอาหาร ในห้องส่วนตัวจึงเหลือเพียงสองพี่น้องตระกูลเยียน
เยียนหลิงขยับตัวเข้าไปกระซิบถามพี่ชายด้วยความสงสัย "พี่คะ ทำไมต้องเล่ารายละเอียดพวกนี้ให้หลิ่วมู่มู่ฟังด้วยล่ะ มันเป็นข้อมูลภายในไม่ใช่เหรอคะ"
เยียนซิวปรายตามองน้องสาวแวบหนึ่งก่อนตอบเสียงเรียบ "เธอเป็นคนลงแรงช่วย ให้เธอได้รับรู้ผลกระทบดีๆ ที่ตามมาจากการกระทำของตัวเอง มันก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้วไม่ใช่เหรอ"
"แต่ฉันรู้สึกว่า..." เยียนหลิงกำลังจะแย้ง แต่พอสบเข้ากับสายตาคมกริบเย็นชาของลูกพี่ลูกน้อง เธอก็รีบกลับลำทันที
"ฉันรู้สึกว่าที่พี่พูดมาถูกต้องที่สุดเลยค่ะ"
ถ้าไม่นับเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว แค่คิดว่ามีคนที่นั่งเฉยๆ อยู่ในสถานีตำรวจแต่สามารถคำนวณพิกัดของคนร้ายได้อย่างแม่นยำ ก็เป็นเรื่องที่น่าขนลุกพออยู่แล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะมีพี่ชายเธอนั่งคุมอยู่ตรงนี้ เธอคงลังเลว่าจะหลอกล่อหลิ่วมู่มู่ให้ไปเข้าสังกัดสำนักงานใหญ่ดีหรือไม่
เมื่อภารกิจมื้อเที่ยงเสร็จสิ้น หลิ่วมู่มู่ก็กลับมาถึงมหาวิทยาลัยด้วยอารมณ์เบิกบานใจ
ภายในห้องพัก เว่ยเสวี่ยและเฉียนเสี่ยวเหมิงต่างทำกิจกรรมส่วนตัวกันอยู่ แต่กลับไร้เงาของสวีหลาน
ความจริงแล้ว หลังจากที่สวีหลานและสวีอันเจ๋อกินข้าวกลางวันเสร็จ ทั้งคู่ตั้งใจว่าจะรีบกลับมาที่หอพัก เพื่อเตรียมตัวเลี้ยงข้าวฉลองวันเกิดร่วมกับหลิ่วมู่มู่และเพื่อนๆ ในตอนเย็น
เดิมทีทุกอย่างถูกวางแผนไว้เป็นอย่างดี แต่เมื่อมาถึงใต้หอพัก ทั้งสองคนกลับมีความเห็นไม่ตรงกันจนเกิดเป็นปากเสียง
สวีอันเจ๋อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงวิงวอน "หลานหลาน ฉันหวังว่าคืนนี้เธอจะไปงานเลี้ยงวันเกิดของจัวหร่านกับฉันนะ"
ในอ้อมแขนของสวีหลานยังคงกอดช่อกุหลาบแดงสดที่ชายหนุ่มมอบให้ แต่ในเวลานี้ เธอกลับรู้สึกว่ากลิ่นหอมหวานของมันเริ่มฉุนจัดจนชวนคลื่นไส้
หญิงสาวเงยหน้ามองคนรัก "ทำไมฉันต้องไปด้วย"
เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้พวงแก้มใสของเธอแดงระเรื่อ ผิวขาวจัดของเธอเมื่อต้องแดดยิ่งดูขับให้ใบหน้าดูโดดเด่นและมีชีวิตชีวา เหมือนกับครั้งแรกที่พวกเขาได้เจอกัน หญิงสาวผู้ร่าเริงสดใสที่มีดวงตาเป็นประกายเหมือนพูดได้
แต่ทว่าในตอนนี้ ดวงตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความเย็นชาและการปฏิเสธ
สวีอันเจ๋อพยายามมองข้ามความอึดอัดนั้นแล้วอธิบายเหตุผล "อาของจัวหร่านบินตรงมาจากปักกิ่งเพื่อร่วมงานวันเกิดเธอโดยเฉพาะ พอเขาได้ยินว่าเธอเกิดวันเดียวกับจัวหร่าน ก็ยืนกรานกำชับมาว่าต้องเชิญเธอไปร่วมงานด้วยให้ได้"
สวีหลานแค่นหัวเราะออกมา "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย"
นี่เธอต้องมาคอยแคร์ความรู้สึกของอาคนอื่นด้วยหรือไง ว่าเขาจะพอใจหรือไม่พอใจ
สวีอันเจ๋อหลุบตาลงต่ำ หลบสายตาคาดคั้นของแฟนสาวแล้วพูดเสียงเบา "ฉันรับปากทางนั้นแทนเธอไปแล้ว"
ความอดทนของสวีหลานขาดผึง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกโกรธเขามากขนาดนี้ "สวีอันเจ๋อ ทำไมนายถึงคิดเองเออเองว่าฉันอยากจะไปงานวันเกิดของจัวหร่านกับนาย นายก็รู้อยู่เต็มอกว่าฉันเกลียดเธอขี้หน้าแค่ไหน ทำไมต้องมาตัดสินใจชีวิตแทนฉันด้วย"
ชายหนุ่มรีบคว้ามือบางมากุมไว้แน่น "หลานหลาน ฟังฉันก่อน ฉันปฏิเสธผู้ใหญ่ของทางนั้นไม่ได้จริงๆ"
สวีหลานโกรธจนตัวสั่น มือที่ถูกกุมไว้เย็นเฉียบ "นายติดหนี้บุญคุณบ้านตระกูลจัว ในฐานะแฟนของนาย ฉันเลยต้องยอมก้มหัวรับกรรมไปกับนายด้วยใช่ไหม แต่ฉันไม่ได้ติดค้างอะไรพวกเขานี่"
เธอไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมสวีอันเจ๋อคนที่เธอเคยรู้จักถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
"หลานหลาน ขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว พ้นวันเกิดอายุครบยี่สิบปีของจัวหร่านไปแล้ว บุญคุณความแค้นระหว่างฉันกับตระกูลจัวถือว่าจบกัน”
“ฉันไม่จำเป็นต้องฟังคำสั่งจัวหร่านอีกแล้ว ฉันรู้ว่าเธอไม่พอใจ สัญญาว่าปีหน้าและปีต่อๆ ไป ฉันจะจัดงานวันเกิดให้เธอเอง จะไม่มีคนอื่นเข้ามาเกี่ยวอีกแล้ว โอเคไหม"
สวีหลานเม้มริมฝีปากแน่น ขอบตาร้อนผ่าวจนภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว
แค่ครั้งเดียว...
คำคำนี้มันสูบพลังงานชีวิตเธอไปจนหมด ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าเธอไม่ชอบ ทำไมถึงยังรับปาก เพียงเพื่อให้จัวหร่านกับญาติผู้ใหญ่ของเธอพอใจอย่างนั้นเหรอ
วันเกิดของเธอ หนึ่งปีก็มีแค่หนเดียวแท้ๆ ทำไมเธอต้องเอาช่วงเวลาสำคัญไปทิ้งให้กับคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันด้วย
[จบบท]