บทที่ 77: การตัดสินใจและงานวันเกิด
เว่ยเสวี่ยเคยเตือนสติเธอเอาไว้ว่า คนเราเวลารู้จักประนีประนอมยอมความ มันมีแค่สองทางเลือกเท่านั้น คือไม่ยอมเลยสักครั้ง หรือไม่ก็ต้องยอมไปตลอดชีวิต ซึ่งในเวลานี้สวีหลานเข้าใจความหมายของประโยคนั้นอย่างลึกซึ้งแล้ว
ตอนที่จัวหร่านเดินเข้ามาเอ่ยปากชวนเธอไปร่วมงานวันเกิด เว่ยเสวี่ยคงจะอ่านเกมออกและมองเห็นจุดจบของเรื่องราวนี้ตั้งแต่ต้น
สวีอันเจ๋อก็ยังคงเป็นสวีอันเจ๋อคนเดิมที่เธอเคยรู้จัก ความรักความทุ่มเทที่เขาเคยมอบให้เธออย่างหมดหัวใจก่อนหน้านี้ มันเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดขึ้นเพราะไม่มีตัวแปรอย่างจัวหร่านเข้ามาเกี่ยวข้อง
ความสัมพันธ์ที่กลายเป็นความเคยชิน จะให้ตัดทิ้งฉับพลันเหมือนตัดกระดาษ มันทำได้จริงๆ หรือ
สวีหลานครุ่นคิดทบทวนกับตัวเอง เว่ยเสวี่ยพูดถูกแล้ว เธอควรจะใช้เวลาไตร่ตรองให้รอบคอบว่าจะฝืนเดินหน้าต่อในความสัมพันธ์นี้หรือไม่
ไม่อย่างนั้นแล้ว เหตุการณ์ทำนองนี้ก็จะวนเวียนกลับมาซ้ำรอยเดิมไม่รู้จักจบจักสิ้น
"หลานหลาน" น้ำเสียงของสวีอันเจ๋อเต็มไปด้วยความคาดหวังขณะมองมาที่เธอ
สวีหลานค่อยๆ ดึงมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น "ฉันรู้แล้วล่ะ เดี๋ยวตอนเย็นฉันไปพร้อมเพื่อนที่หอ นายไม่ต้องมารับหรอก"
ให้มันเป็นบทสนทนาแห่งการร่ำลาครั้งสุดท้าย
เมื่อจบงานเลี้ยงวันเกิดในค่ำคืนนี้ เธอก็จะบอกลาตัวเธอเองในอดีตที่เคยอ่อนแอด้วยเช่นกัน
หญิงสาวกระชับช่อดอกไม้ที่สวีอันเจ๋อเคยมอบให้แนบอก ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในอาคารหอพักโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับไปมองเขาอีกเลย
เมื่อกลับถึงห้องพัก สวีหลานวางช่อดอกไม้นั้นลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี ก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วประกาศก้องต่อหน้าเพื่อนร่วมห้องทั้งสามคน "ฉันตกลงว่าจะไปงานวันเกิดของจัวหร่าน"
ทุกคนในห้องไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบรับที่หวือหวาแต่อย่างใด เพราะดูเหมือนจะรู้อยู่แล้ว
แต่แล้วประโยคถัดมาของสวีหลานก็ทำเอาบรรยากาศเปลี่ยนไป "ฉันตั้งใจว่าพองานเลี้ยงเลิก ฉันจะบอกเลิกกับอาเจ๋อ"
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกจากปาก เธอก็รู้สึกเหม่อลอยไปชั่ววูบ ความเจ็บปวดสายหนึ่งแล่นปราดเข้ามาในหัวใจ วาดฝันวิมานในอากาศไว้เสียสวยหรูว่าเธอกับสวีอันเจ๋อจะประคับประคองความรักจนเรียนจบสี่ปี
ทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวในเมืองเดียวกัน แต่งงานสร้างครอบครัว แล้วครองคู่กันตราบนานเท่านาน
ทว่าวิมานเหล่านั้นยังไม่ทันจะได้ลงเสาเข็ม มันก็ต้องพังทลายลงด้วยน้ำมือของเธอเองที่เลือกจะยุติทุกอย่างลงตรงนี้
สวีหลานยังไม่ทันจะได้ดำดิ่งสู่ความโศกเศร้า ก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเจอกับคำว่า "ยินดีด้วย" ที่ดังประสานเสียงขึ้นมาพร้อมกันถึงสามคน
"ยินดีด้วยนะ" เพื่อนร่วมห้องทั้งสามคนพูดเป็นเสียงเดียวกันด้วยสีหน้าเบิกบานราวกับว่าเธอเพิ่งถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง
เจอแรงเชียร์แบบนี้เข้าไป จะให้มานั่งบีบน้ำตาฟูมฟายต่อก็คงทำไม่ลง
ช่างเถอะ สวีหลานปลงตก บางทีเฉียนเสี่ยวเหมิงอาจจะพูดถูก ในบรรดาคนนับพัน อาจจะมีสักคนที่มีใจตรงกันกับเรา ที่ผ่านมาเธออาจจะแค่โลกแคบรู้จักคนน้อยไปหน่อย
ลองเปิดใจมองให้กว้างขึ้น บนโลกใบนี้ยังมีผู้ชายอีกเป็นล้านๆ คนที่รอคิวจะมาตกหลุมรักเธอ การเสียแฟนไปแค่คนเดียว ไม่ได้หมายความว่าโลกจะแตกเสียหน่อย ยังมีว่าที่แฟนในอนาคตอีกตั้งมากมายต่อแถวรอทำความรู้จัก
พอลองปรับมุมมองแบบนี้... อนาคตข้างหน้าก็ดูน่าตื่นเต้นขึ้นมาเหมือนกัน
สวีหลานยกมือขึ้นปิดหน้า รู้สึกว่านับตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่หอพักนี้ ตรรกะความคิดของเธอก็เริ่มจะเพี้ยนตามเพื่อนๆ ไปกันใหญ่แล้ว
เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาหกโมงเย็น สวีหลานและเพื่อนร่วมห้องทั้งสี่คนก็มายืนอยู่หน้าโรงแรมเยว่หวา
บรรยากาศคึกคักไปด้วยเหล่านักศึกษาที่ได้รับเชิญมาร่วมงาน มีทั้งเด็กกิจกรรมจากสภานักศึกษา และหน้าคุ้นๆ ที่เคยเจอกันในงานรับน้อง
กลุ่มของหลิ่วมู่มู่ได้ยินเสียงคนข้างหน้ากระซิบกระซาบกับเพื่อนว่า "เขาเม้าท์กันว่าโรงแรมนี้เป็นกิจการของตระกูลจัว วันนี้ถึงขนาดยอมปิดบริการหนึ่งวันเต็มๆ เพื่อจัดงานวันเกิดให้ลูกสาวโดยเฉพาะเลยนะ"
"ลงทุนขนาดนั้นเลยเหรอ ก็แค่งานวันเกิดอายุยี่สิบ จำเป็นต้องเล่นใหญ่รัชดาลัยขนาดนี้ไหม" หญิงสาวอีกคนตั้งคำถามอย่างหมั่นไส้ปนสงสัย
"ใครจะไปรู้ใจคนรวยล่ะ"
ทันทีที่ก้าวเท้าผ่านประตูโรงแรมเข้าไป ภาพแรกที่เห็นคือจัวหร่านในชุดราตรีหรูหรา บนศีรษะประดับด้วยมงกุฎเพชรเรือนเล็กที่ส่องประกายวิบวับ
เธอยืนเคียงข้างชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง โดยมีสวีอันเจ๋อยืนสงบเสงี่ยมอยู่ไม่ไกล
เมื่อสายตาปะทะเข้ากับกลุ่มของสวีหลาน จัวหร่านก็ปั้นยิ้มการค้าเดินตรงเข้ามาต้อนรับขับสู้ด้วยตัวเอง "ขอบใจนะที่อุตส่าห์มางานวันเกิดฉัน"
พูดจบ เธอก็ผายมือแนะนำสวีหลานให้กับชายวัยกลางคนข้างกายรู้จัก "คุณอาคะ นี่คือสวีหลาน แฟนของอันเจ๋อค่ะ เธอเกิดวันเดียวเดือนเดียวกับหนูเลย บังเอิญใช่ไหมคะ"
ชายวัยกลางคนผู้นั้นเพียงแค่ส่งเสียงรับรู้ในลำคอเบาๆ พลางกวาดสายตาสำรวจสวีหลานตั้งแต่หัวจรดเท้า
สายตาคู่นั้นทำให้คนถูกมองรู้สึกหนาวสะท้านราวกับกำลังถูกงูพิษหรือสัตว์เลือดเย็นจ้องตะครุบเหยื่อ
สวีหลานรู้สึกขนลุกจนต้องขยับตัวไปหลบอยู่ข้างหลังหลิ่วมู่มู่โดยสัญชาตญาณ ชายคนนั้นถึงได้ละสายตากลับไป
"เชิญด้านในครับ" เขาผายมือเชื้อเชิญตามมารยาท ก่อนจะหันไปต้อนรับแขกคนต่อไปพร้อมกับหลานสาว
จังหวะนั้นเองสวีอันเจ๋อก็รีบปรี่เข้ามาหา "หลานหลาน เธอ..."
สวีหลานเบี่ยงตัวหลบมือที่เขายื่นหมายจะมาจับอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "มีอะไรไว้ค่อยคุยกันหลังจบงานเถอะ"
สวีอันเจ๋อสัมผัสได้ถึงรังสีความห่างเหิน จึงได้แต่กลืนคำพูดลงคอไป
ตอนแรกทุกคนต่างเกร็งกันไปหมดเพราะคิดว่างานนี้จะมีผู้ใหญ่คอยจับตามอง แต่ผิดคาด พอพิธีการเริ่มได้ไม่นาน คุณอาของจัวหร่านก็ปลีกตัวออกไป ทิ้งไว้เพียงพื้นที่แห่งความสนุกสนานของเหล่าวัยรุ่นที่ครองโถงโรงแรม
เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงจังหวะเร้าใจ มีกลุ่มคนที่ออกไปวาดลวดลายบนฟลอร์เต้นรำ บ้างก็ขึ้นไปโชว์พลังเสียงบนเวที ส่วนมุมหนึ่งก็มีการจับกลุ่มตั้งวงเล่นไพ่กันอย่างครื้นเครง
ดูเหมือนเจ้าภาพอย่างจัวหร่านจะให้ความสนใจกับวงไพ่เป็นพิเศษ นอกจากจะลงไปร่วมวงด้วยตัวเองแล้ว เธอยังสั่งให้บริกรขนกองกล่องของขวัญสุดหรูลงมาจากชั้นสอง
กล่องของขวัญนานาชนิดกองพะเนินเป็นภูเขาย่อมๆ เรียกเสียงฮือฮาจากแขกเหรื่อ เธอประกาศกติกากลางวงว่า
"ของพวกนี้เป็นของขวัญที่ญาติๆ กับเพื่อนๆ ให้ฉันมาค่ะ ข้างในมีอะไรบ้างฉันเองก็ยังไม่ได้แกะดูเหมือนกัน”
“เลยอยากเอามาเป็นเดิมพันสนุกๆ ใครแพ้เกมนี้ก็หยิบของขวัญกลับบ้านไปเลยหนึ่งชิ้น ถือซะว่าฉันแบ่งปันดวงดีๆ ของเจ้าของวันเกิดให้ทุกคนก็แล้วกัน ดีไหมคะ"
ข้อเสนอเย้ายวนใจขนาดนี้ มีหรือที่ใครจะกล้าปฏิเสธ
กติกาที่ใช้คือเกมจับคู่ไพ่ทิ้งแบบเบสิก หรือที่เรียกกันว่าไพ่อีแก่กินน้ำ ใครที่ถือไพ่ผีใบสุดท้ายไว้ในมือคือผู้แพ้
แต่ความพีคอยู่ที่จัวหร่านประกาศว่า คนที่ถือไพ่ผีตอนจบเกมคือคนที่จะได้รับของขวัญ ทุกคนในวงเลยตื่นเต้นตาลุกวาวอยากจะได้ไพ่ใบนั้นกันจนตัวสั่น
หลิ่วมู่มู่และเพื่อนๆ ยืนสังเกตการณ์อยู่วงนอก เกมดำเนินไปอย่างรวดเร็วฉับไว เพียงแค่สามตาผ่านไป ก็มีผู้โชคดี(ที่แพ้เกม)ได้ของขวัญติดมือกลับไปถึงสามคน
หนึ่งในนั้นแกะกล่องออกมาเจอเข้ากับนาฬิกาข้อมือแบรนด์หรูราคาหลายหมื่น เจ้าตัวตกใจจนทำท่าจะคืนให้ แต่จัวหร่านกลับยิ้มหวานปฏิเสธอย่างใจป้ำ
บรรยากาศแห่งการลุ้นระทึกดึงดูดให้แขกเหรื่อในงานพากันมามุงดูจนแน่นขนัด เบียดเสียดจนดันให้กลุ่มของสวีหลานมายืนประจันหน้าอยู่ขอบโต๊ะ
กล่องของขวัญปริศนาที่เหลืออยู่อีกกว่ายี่สิบกล่องยังคงวางล่อตาล่อใจ บางคนแกะได้เข็มกลัดฝังพลอยน้ำงาม บางคนได้เซตเครื่องสำอางราคาแพงระยับ
สวีหลานเพียงแค่มายืนดูความคึกคัก ไม่ได้มีความคิดอยากจะเอาตัวเข้าไปเสี่ยงดวงด้วยแม้แต่น้อย
แต่ทว่า ทันทีที่สายตาของจัวหร่านปะทะเข้ากับร่างของเธอ หญิงสาวเจ้าของงานก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ พร้อมประกาศเสียงดังฟังชัดกลางวงว่า
"ทุกคนฟังทางนี้หน่อยค่ะ วันนี้เป็นวันเกิดของฉัน แล้วบังเอิญก็เป็นวันเกิดของสวีหลานเขาด้วย ฉันเลยอยากจะขอท้าดวลระหว่างเจ้าของวันเกิดด้วยกันสักตาค่ะ"
[จบบท]