บทที่ 79: ผลสะท้อนกลับ
บรรยากาศที่ชั้นล่างของโรงแรมตึงเครียดขึ้นทันตาเห็น เมื่อไพ่ใบสำคัญตกไปอยู่ในมือของหลิ่วมู่มู่ สีหน้าของจัวหร่านก็บิดเบี้ยวจนดูอัปลักษณ์ไปถนัดตา
มือเรียวที่กำไพ่สามใบสุดท้ายสั่นระริกด้วยแรงโทสะที่พยายามกดข่มไว้อย่างสุดความสามารถ เธอสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น
"นี่เป็นเกมระหว่างฉันกับสวีหลาน เธออย่ามายุ่ง"
หลิ่วมู่มู่เพียงแค่หมุนไพ่โจ๊กเกอร์เล่นไปมาราวกับไม่ยี่หระต่อคำขู่นั้น ผิวสัมผัสของไพ่ใบนี้มีความพิเศษแตกต่างจากไพ่ทั่วไป นิ้วเรียวไล้ไปตามขอบไพ่ขณะที่ดวงตากลมโตใสกระจ่างดุจลูกแก้วทอประกายเจ้าเล่ห์ซุกซน
"ฉันตอบแทนสวีหลานให้เลยว่า เธอไม่ตกลง"
ใบหน้าของจัวหร่านแข็งค้างไปในพริบตา ราวกับถูกแช่แข็งด้วยวาจานั้น
ยังไม่ทันที่จัวหร่านจะได้ตั้งสติ หลิ่วมู่มู่ก็เอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ
"ก็แค่แลกชีวิตไม่ใช่เหรอ ไม่เอาของเพื่อนฉัน จะเอาของฉันไปแทนก็ได้นะ ฉันยอมให้แลก"
ถ้อยคำของหญิงสาวทำให้ฝูงชนรอบข้างต่างพากันงุนงง ไม่มีใครเข้าใจความหมายที่แท้จริงในสิ่งที่หลิ่วมู่มู่พูดออกมา
มีเพียงจัวหร่านคนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจความนัยนี้ดี ความหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่าง หญิงสาวผุดลุกขึ้นหมายจะเดินหนีไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด
ทว่าทันทีที่สิ้นเสียงของหลิ่วมู่มู่ ร่างกายของจัวหร่านกลับรู้สึกหนาวสะท้านราวกับร่วงหล่นลงสู่บ่อน้ำแข็งพันปี
ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นริ้วขึ้นสู่สมอง ศีรษะปวดหนึบจนแทบระเบิด เสียงวิ้งๆ แหลมสูงดังอื้ออึงก้องอยู่ในหู ของเหลวอุ่นๆ ไหลทะลักออกจากโพรงจมูกและหางตาทั้งสองข้าง หยดเลือดสีคล้ำร่วงหล่นลงบนพื้นพรม
มือที่เคยกำไพ่แน่นพลันไร้เรี่ยวแรง ไพ่ทั้งสามใบเลื่อนหลุดจากมือร่วงกราวลงสู่พื้น ในบรรดาไพ่เหล่านั้นกลับปรากฏไพ่โจ๊กเกอร์ถึงสองใบ ไม่รู้ว่าถูกสลับเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่
ร่างของจัวหร่านทรุดฮวบลงกระแทกกับโต๊ะไพ่อย่างหมดสภาพ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของแขกเหรื่อในงาน
"แกรก..."
เสียงวัตถุบางอย่างหักดังขึ้น หลิ่วมู่มู่หักไพ่ในมือจนแตกออกเป็นสองท่อน
เธอโยนซากไพ่โจ๊กเกอร์ทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี ก่อนจะปัดไม้ปัดมือราวกับเพิ่งไปจับของสกปรกโสโครกมา
"มีฝีมือแค่นี้ ยังคิดจะมาแลกชีวิต ฝันกลางวันอยู่หรือไง"
สวีหลานที่นั่งตัวแข็งทื่อค่อยๆ หันคอมามองเพื่อนสาวคนสนิทด้วยแววตาสับสน
"มู่... มู่มู่ แล้วจะทำยังไงต่อ"
ในหัวของสวีหลานตอนนี้เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างลางๆ แต่ก็จับต้นชนปลายไม่ถูก เพื่อนร่วมห้องอีกสองคนต่างก็รีบเบียดเข้ามายืนรวมกลุ่มข้างหลิ่วมู่มู่ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เธอเป็นจุดเดียวเพื่อรอคำตอบ
"เวลานี้ก็ต้องพึ่งตำรวจสิ"
หลิ่วมู่มู่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหมายเลขฉุกเฉินด้วยท่าทีผ่อนคลาย ในเมื่อเธอก่อเรื่องวุ่นวายไปแล้ว ก็สมควรเรียกคุณอาตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มาช่วยล้างเช็ดจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย
เข็มนาฬิกาบอกเวลาสองทุ่มตรง ฟางชวนที่กำลังเอนกายพักผ่อนดื่มด่ำกับช่วงเวลาวันหยุดสุดสัปดาห์อันแสนสงบสุขจำต้องเด้งตัวขึ้นมารับสายด่วนจากเบื้องบน
ปลายสายแจ้งว่ามีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นที่โรงแรมเยว่หวา และเขาก็ได้รับคำสั่งให้รีบบึ่งไปที่เกิดเหตุทันทีโดยไม่มีข้อแม้
เมื่อทีมสืบสวนคดีพิเศษและที่ปรึกษาเยียนซิวเดินทางมาถึงหน้าโรงแรม พื้นที่เกิดเหตุได้ถูกเจ้าหน้าที่ท้องที่ปิดล้อมไว้เรียบร้อยแล้ว แสงไฟวูบวาบจากรถตำรวจสาดส่องไปทั่วบริเวณ
รถพยาบาลคันหนึ่งจอดรอสแตนด์บายอยู่หน้าประตูทางเข้า เครื่องยนต์ยังคงติดอยู่พร้อมออกตัวได้ทุกเมื่อ
ฟางชวนชูตราประจำตัวขึ้นแสดงต่อเจ้าหน้าที่หน้างาน ก่อนจะพาคณะเดินฝ่าวงล้อมเข้าไปด้านใน
โถงล็อบบี้ของโรงแรมคลาคล่ำไปด้วยผู้คนนับสิบ ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวที่ยังคงอยู่ในอาการตื่นตระหนก
หลังจากผ่านพ้นช่วงโกลาหลมาได้ ความอยากรู้อยากเห็นก็เริ่มเข้ามาแทนที่ความกลัว หลายคนพยายามเขย่งเท้าชะเง้อมองไปยังทิศทางของโต๊ะไพ่เจ้าปัญหา ที่ซึ่งมีตำรวจสองนายยืนรักษาการณ์กั้นพื้นที่ไว้อย่างเคร่งครัด
กลุ่มแพทย์และพยาบาลในชุดป้องกันเชื้อโรคครบชุดกำลังสาละวนอยู่กับการปฐมพยาบาลร่างที่นอนแน่นิ่งของจัวหร่าน
"คนเจ็บล่ะ"
ฟางชวนเอ่ยถามเสียงต่ำกับตำรวจนายหนึ่งที่รับผิดชอบพื้นที่
"ยังอยู่บนโต๊ะครับ รถพยาบาลมาถึงสักพักแล้วแต่อาการดูแปลกพิกล ทีมแพทย์เลยยังไม่กล้าเคลื่อนย้าย"
"คนเจ็บเป็นใคร"
หัวหน้าทีมสืบสวนพิเศษถามพลางก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ
"ชื่อจัวหร่านครับ นักศึกษาปีหนึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชิ่งเฉิง วันนี้เธอมาจัดงานวันเกิดที่นี่ พยานในเหตุการณ์ให้การว่า ระหว่างที่เล่นไพ่อยู่ดีๆ เธอก็มีเลือดไหลออกทวารทั้งเจ็ดแล้วก็วูบหมดสติไปเลยครับ"
"จัวหร่านงั้นเหรอ? ทำไมช่วงนี้มีแต่คนแซ่จัวเต็มไปหมด"
ฟางชวนบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างหัวเสีย
เมื่อเดินเข้าไปใกล้จนเห็นสภาพของคนเจ็บชัดๆ ฟางชวนก็เข้าใจทันทีว่าทำไมทีมแพทย์ถึงต้องสวมชุดป้องกันแน่นหนาขนาดนั้น
ภาพเบื้องหน้าชวนให้รู้สึกขนลุกพองสยองเกล้า เลือดของมนุษย์ปกติย่อมต้องเป็นสีแดงฉาน ทว่าเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากร่างกายของหญิงสาวผู้นี้กลับมีสีดำคล้ำข้นคลั่กปะปนออกมาด้วย ดูผิดปกติวิสัยมนุษย์มนา
นอกจากอาการเลือดไหลออกทวารทั้งเจ็ดแล้ว สัญญาณชีพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการหายใจ หรือความดันโลหิต กลับปกติทุกอย่าง
ดูราวกับว่าเธอเพียงแค่ผล็อยหลับไปเท่านั้น
ฟางชวนกระซิบสั่งการบางอย่างกับลูกน้องข้างกาย อีกฝ่ายพยักหน้ารับทราบก่อนจะเดินเข้าไปเจรจากับทีมแพทย์ ไม่นานนักกลุ่มคนชุดขาวก็ยอมถอยห่างออกมาเปิดทางให้
เยียนซิวเดินเข้าไปหยุดยืนห่างจากร่างของจัวหร่านเพียงไม่กี่ก้าว สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ
บนพื้นพรมมีกองเลือดกองใหญ่ที่ไหลหยดลงมาจากบนโต๊ะ
ในกองเลือดสีคล้ำนั้นมีเส้นสายสีดำสนิทเส้นหนึ่งปะปนอยู่ หากไม่สังเกตให้ดีคงมองไม่เห็น แต่ฟางชวนมั่นใจว่าเขาตาไม่ฝาด เส้นสีดำนั้นมันกำลังขยับตัวยุกยิก
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน"
ฟางชวนขยับเข้าไปกระซิบถามด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน
"โดนกู่"
คำตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความจากปากของที่ปรึกษาหนุ่ม
"หมายความว่ามีคนแอบวางยากู่ใส่เธอในงานนี้งั้นเหรอ"
"ไม่ใช่ เธอโดนมานานแล้ว โดยธรรมชาติกู่จะปรับสภาพเข้ากับร่างกายของโฮสต์และจะไม่เคลื่อนไหวเพ่นพ่าน แต่ดูจากสภาพตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าเกิดอุบัติเหตุบางอย่างขึ้น ทำให้กู่ตื่นตระหนกจนวิ่งพล่านไปทั่วร่างแบบคุมไม่อยู่"
เยียนซิวสวมถุงมือยางอย่างคล่องแคล่ว เขาเดินเข้าไปใกล้ร่างไร้สติแล้วเอื้อมมือไปจับศีรษะของหญิงสาวให้เงยขึ้นเพื่อตรวจสอบใบหน้า
นิ้วยาวดึงเปลือกตาล่างของเธอลง เผยให้เห็นเส้นสีดำเล็กละเอียดหลายเส้นที่ฝังตัวอยู่ ยืนยันข้อสันนิษฐานว่าเธอโดนของสิ่งนี้มานานแล้ว และดูเหมือนจะไม่ใช่กู่ชนิดที่เอาไว้ทำร้ายใคร
"ขี้ผึ้งปรากฏเงาที่เยียนหลิงให้มาอยู่ไหน"
ฟางชวนล้วงกระปุกใบจิ๋วออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ใช้สำลีก้านแตะเนื้อครีมเล็กน้อยแล้วส่งต่อให้เยียนซิว
ชายหนุ่มรับไปแล้วป้ายลงบนหน้าผากมนของจัวหร่าน เพียงชั่วอึดใจ ผิวเนื้อบริเวณนั้นก็ปรากฏรอยปื้นสีดำคล้ำขึ้นมาอย่างชัดเจน
"ผลสะท้อนกลับจากพิธีกรรมที่ล้มเหลว"
เยียนซิวสรุปสาเหตุด้วยน้ำเสียงเรียบ
ในจังหวะนั้นเอง ตำรวจนายหนึ่งจากหน่วยสืบสวนพิเศษก็เดินจ้ำอ้าวเข้ามาหาฟางชวน สีหน้าเคร่งเครียด
"หัวหน้าครับ เราเจอห้องประชุมต้องสงสัยที่ชั้นสอง ข้างในถูกจัดฉากคล้ายสถานที่ทำพิธีกรรม แต่ดูเหมือนจะเกิดความผิดพลาดบางอย่าง มีผู้ชายวัยกลางคนนอนสลบเหมือดอยู่ข้างในครับ"
"ใส่กุญแจมือให้เรียบร้อย แล้วตามหมอขึ้นไปดูอาการเขาด้วย"
ลูกน้องรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งกลับไปปฏิบัติหน้าที่
เมื่อเห็นว่าเยียนซิวตรวจสอบทางนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ฟางชวนจึงเอ่ยชวน
"เราขึ้นไปดูกันหน่อยไหม ข้างบนเจอสถานที่ทำพิธีกรรม"
เยียนซิวพยักหน้า ทั้งสองเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง ภายในห้องประชุมที่ถูกดัดแปลง ชายวัยกลางคนที่หมดสติถูกเจ้าหน้าที่ใส่กุญแจมือแบบพิเศษและหามไปวางไว้ที่มุมห้อง
ดูเหมือนเขาจะกระอักเลือดจนหมดสติไปจากแรงกระแทกที่มองไม่เห็น ตามร่างกายมีบาดแผลฉีกขาดขนาดเล็กแต่ลึกจำนวนมาก ในปากแผลมีเศษวัสดุบางอย่างฝังอยู่ ทีมแพทย์กำลังเร่งปฐมพยาบาลเบื้องต้น
ฟางชวนใช้สำลีก้านด้านที่เหลือป้ายขี้ผึ้งลงบนหน้าผากของชายคนนั้น ผลปรากฏออกมาเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน รอยปื้นสีดำปรากฏขึ้นทันตาเห็น
เยียนซิวไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่เดินไปหยุดยืนอยู่กลางห้องประชุม ฝ่าเท้าเหยียบย่ำลงบนลวดลายอักขระประหลาดบนพื้น สายตาคมกวาดมองสำรวจไปทั่วบริเวณ ก่อนจะหยุดลงที่กองข้าวของระเกะระกะตรงหน้า
โต๊ะบูชาหักสะบั้นเป็นสองท่อน ข้าวของเครื่องใช้กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น แต่เพียงแค่กวาดตามองผ่านๆ เขาก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้เกือบสมบูรณ์แล้ว
[จบบท]