บทที่ 8: คำทำนาย
“เหล่าต่ง คุณคะ คุณรีบมานี่เร็ว!” เจียงหลีที่เดิมทีตั้งใจจะวิ่งลงไป กลับชะงักไปครู่หนึ่งราวกับนึกอะไรขึ้นได้ เธอจึงเปลี่ยนท่าทีเป็นก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ เดินลงบันไดมาแทน
ต่งเจิ้งหาวรีบวิ่งสวนขึ้นไป ในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวขึ้นบันไดนั้น เขาก็ปรับเปลี่ยนย่างก้าวของตัวเองโดยไม่รู้ตัว โดยเลือกที่จะก้าวเท้าซ้ายขึ้นไปก่อน
ก่อนที่รถพยาบาลจะเคลื่อนตัวออกไป ต่งฉียังคงโอดครวญไม่หยุด เขาชี้ไปยังหลิ่วมู่มู่พร้อมกับตะโกนบอกพ่อของตน
“พ่อ! พ่อไล่ยัยนี่ออกไปเลยนะ! ยัยนี่มันเป็นคนทำขาผมหัก!!!”
เมื่อได้ยินคำพูดโวยวายนั้น เจ้าหน้าที่การแพทย์ที่มาด้วยกันก็เหลือบมองหลิ่วมู่มู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปสอบถามต่งเจิ้งหาว “อาการบาดเจ็บที่ขาของผู้ป่วยไม่ใช่อุบัติเหตุเหรอครับ ต้องการให้เราช่วยแจ้งตำรวจไหม”
ต่งเจิ้งหาวหน้าคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด “เป็นอุบัติเหตุครับ เขาล้มเอง”
ทั้งเขาและเจียงหลีต่างก็เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างชัดเจนเต็มสองตา พวกเขาเห็นลูกชายบิดขาตัวเองจนหักต่อหน้าต่อตา หลังจากที่หลิ่วมู่มู่เอ่ยปากว่าเขาจะขาหักได้ไม่ถึง 5 วินาทีด้วยซ้ำ
เมื่อลูกชายขาหัก สองสามีภรรยาต่งเจิ้งหาวจึงต้องรีบตามไปที่โรงพยาบาลด้วยกัน ปล่อยให้บ้านหลังนี้เหลือเพียงหลิ่วมู่มู่และต่งเยว่เพียงสองคน
หลังจากยืนมองรถพยาบาลขับลับสายตาไปแล้ว หลิ่วมู่มู่ก็เดินกลับเข้ามาในบ้าน เธอกลับพบว่าข้าวของที่เมื่อสักครู่ยังเก็บไม่เสร็จ ตอนนี้กลับถูกจัดเรียงใส่กระเป๋าเดินทางของเธออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้กระทั่งเสื้อผ้าก็ยังถูกพับเก็บไว้อย่างดี
เธอหันไปมองต่งเยว่ที่นั่งอยู่บนโซฟาอย่างเงียบเชียบ แทบจะกลายเป็นอากาศธาตุ ไร้ซึ่งการรับรู้ถึงตัวตน
ต่งเยว่ในปีนี้อายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ เมื่อเทียบกับน้องชายแล้ว รูปร่างของเธอดูผอมบางจนน่าเป็นห่วง หน้าตาก็ไม่ค่อยคล้ายพ่อกับแม่สักเท่าไหร่ จึงถูกจัดอยู่ในระดับธรรมดาทั่วไป
ต่งเยว่เองก็กำลังมองเธออยู่เช่นกัน หลิ่วมู่มู่จึงยิ้มกว้างจนตาหยีให้เธอ “ขอบใจนะ”
ต่งเยว่รีบก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา “ไม่เป็นไรจ้ะ”
หลิ่วมู่มู่เดินไปนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวตัวที่อยู่ข้างๆ ต่งเยว่ ริมฝีปากของต่งเยว่ขยับเล็กน้อยคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
เธออยากจะบอกอีกฝ่ายว่านั่นคือที่นั่งประจำของต่งฉี เขาไม่เคยอนุญาตให้ใครนั่งเลย แต่เธอก็ลังเลอยู่เพียงชั่วครู่ สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะไม่พูดอะไรออกไป
เสียงจากทีวีเบามาก หลิ่วมู่มู่ทนดูอยู่พักหนึ่งก็เอ่ยปากถามขึ้น “ทำไมไม่เปิดเสียงให้ดังกว่านี้ล่ะ”
“ถ้าเสียงดังเกินไปจะรบกวนคนอื่น”
“แต่ตอนนี้ก็ไม่มีใครอยู่แล้วนี่”
ต่งเยว่คิดตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมขยับตัวไปเร่งเสียงให้ดังขึ้น ทั้งสองคนนั่งดูละครทีวีด้วยกันเงียบๆ ไปสองตอนจบ หลิ่วมู่มู่ยังรู้สึกว่าไม่เต็มอิ่มเลยด้วยซ้ำ แต่กลับเห็นต่งเยว่ลุกขึ้นยืนเสียแล้ว
เมื่อเห็นสายตาของหลิ่วมู่มู่มองมา เธอก็อธิบาย “นี่ก็เที่ยงแล้ว ได้เวลาอาหารกลางวันแล้วจ้ะ”
พอถูกทักขึ้นมาแบบนั้น หลิ่วมู่มู่ก็เพิ่งจะรู้สึกหิวขึ้นมาจริงๆ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือเธอทำอาหารไม่เป็นเลยสักนิด
สมัยก่อนตอนอยู่ที่บ้าน คุณปู่ของเธอเป็นคนผูกขาดหน้าที่พ่อครัวแต่เพียงผู้เดียว หากจะอ้างอิงตามคำพูดของคุณปู่ อาหารที่เธอทำนั้น เวลากินเข้าไปแล้วจะทำให้คนกินรู้สึกโชคร้ายไปทั้งวัน
“ฉันทำอาหารไม่เป็น” ในบรรดาสมาชิกครอบครัวใหม่นี้ เธอรู้สึกดีกับน้องสาวคนนี้ที่สุด และไม่อยากให้เธอต้องมามีความรู้สึกไม่ดีต่อกันตั้งแต่วันแรกเพียงเพราะเรื่องอาหารมื้อเดียว
“ฉันทำเป็นจ้ะ พี่อยากกินอะไร เดี๋ยวฉันทำให้”
หลิ่วมู่มู่ถึงกับอ้าปากค้างไปเล็กน้อย นี่สินะ คือข้อดีของการมีน้องสาว
มื้อกลางวันในวันนั้น ทั้งสองคนได้กินกุ้งผัดซอสน้ำมัน ผักตั้งโอ๋ผัดกระเทียม ซี่โครงหมูอบ และซุปไข่ใส่มะเขือเทศ กับข้าวสามอย่างกับซุปอีกหนึ่งถ้วย นับว่าเป็นมื้อที่หรูหราอลังการไม่น้อย
ในตอนที่ต่งเจิ้งหาวกลับมาจากโรงพยาบาลด้วยความหิวโซ ลูกสาวทั้งสองของเขาก็กำลังจะวางตะเกียบกันพอดี
บรรยากาศที่ดูกลมเกลียวเข้ากันได้ดีจนเกินไประหว่างคนทั้งคู่ ทำให้ต่งเจิ้งหาวที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาจากข้างนอก รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนนอกขึ้นมาทันที
ต่งเยว่ลุกไปตักข้าวให้ต่งเจิ้งหาวหนึ่งชาม ต่งเจิ้งหาวเองก็หิวจัด เขาจึงไม่นึกรังเกียจว่าเป็นกับข้าวที่เหลือจากพวกเธอ เขานั่งลงจัดการกับข้าวที่เหลืออยู่บนโต๊ะจนเกลี้ยงทุกจาน ถึงได้ยอมวางตะเกียบ
พอกินข้าวเสร็จเรียบร้อย เขาก็บอกกับต่งเยว่ “เดี๋ยวทำกับข้าวไปส่งให้น้องชายลูกหน่อยนะ เขาไม่ชินกับอาหารที่ซื้อจากข้างนอก”
ฝีมือการทำอาหารของลูกสาวคนเล็กคนนี้ดีมาโดยตลอด มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ป้าแม่บ้านที่บ้านถูกไล่ออก แล้วยังหาคนใหม่ที่เหมาะสมไม่ได้
ทุกวันมื้อเย็นก็เป็นเธอที่ต้องเข้าครัว ตอนที่แม่ของเขายังมีชีวิตอยู่ ท่านยังเคยเอ่ยปากชมว่าต่งเยว่ทำอาหารได้อร่อย ขนาดอาหารที่เจียงหลีทำ ท่านยังไม่ยอมกินเลย แต่จะกินเฉพาะฝีมือของเธอเท่านั้น
“ทราบแล้วค่ะ” ต่งเยว่รับคำอย่างว่าง่าย
หลิ่วมู่มู่จึงพูดแทรกขึ้นมา “พอดีเลย หนูกำลังว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ขอตามไปด้วยคนแล้วกันนะคะ”
ต่งเจิ้งหาวนิ่งไปอย่างมีความนัย ตลอดเวลาที่อยู่ที่โรงพยาบาล เขาก็เอาแต่ครุ่นคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องนี้ ว่ามันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรือว่าเธอไปใช้ลูกไม้อะไรกันแน่
สุดท้าย เขาก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้ตัวเองเชื่อได้สำเร็จว่า นี่มันก็แค่เรื่องบังเอิญ! แต่ในทางกลับกัน ทั้งภรรยาและลูกชายของเขาต่างก็ปักใจเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับหลิ่วมู่มู่แน่ๆ
ก่อนที่เขาจะกลับบ้าน เจียงหลียังเพิ่งทะเลาะกับเขาไปยกหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าจะไล่หลิ่วมู่มู่ออกจากบ้านไปดีหรือไม่
ต่งเจิ้งหาวก็เหมือนกับผู้ชายคนอื่นๆ ที่มีนิสัยเสียบางอย่างคล้ายๆ กัน นั่นคือเขาจะไม่ยอมรับลูกสาวคนนี้ก็ได้ ไม่ให้เธอเข้าบ้านก็ได้ แต่คนอื่นห้ามมาบังคับเขา ลูกสาวแท้ๆ ของเขา ทำไมจะมาอาศัยอยู่ที่บ้านของเขาไม่ได้
หากเจียงหลีไม่พูดถึงเรื่องนี้ก็ยังดี แต่พอเธอพูดขึ้นมา เขาก็ยิ่งไม่มีทางยอมตกลง
เขาคิดว่ายังไงหลิ่วมู่มู่ก็คงไม่ย้ายออกไปไหนอยู่แล้ว ในอนาคตก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน จะให้บรรยากาศมันตึงเครียดกันแบบนี้ตลอดไปก็คงไม่ดี ในเมื่อเธออยากจะไป ก็ให้เธอไปสักครั้ง เพื่อเป็นการปรับความสัมพันธ์ให้มันดีขึ้นก็น่าจะดี
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังไม่วายที่จะตักเตือน “จะไปก็ได้ แต่ต้องระวังคำพูดด้วย น้าเจียงเขาก็เป็นผู้ใหญ่ของลูก อย่าทำตัวไม่มีมารยาท ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่”
“ไม่หรอกค่ะ หนูเป็นคนมีมารยาทจะตาย”
หลังจากกินข้าวเสร็จ ต่งเจิ้งหาวก็เอนตัวลงนอนพักผ่อนบนโซฟา ส่วนต่งเยว่ก็กลับเข้าไปเตรียมตัวทำอาหารอยู่ในครัวต่อ หลิ่วมู่มู่ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในท่าเดิม เธอกำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงเหรียญสามอันในมือ
เธอโยนเหรียญติดต่อกันหลายครั้ง แต่ความรู้สึกที่ได้จากผลลัพธ์มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่
พอโยนถึงครั้งที่หก ต่งเยว่ก็ถือปิ่นโตสองชั้นเดินออกมาจากในครัว หลิ่วมู่มู่จึงกวักมือเรียกเธอ
“มาช่วยฉันโยนหน่อยสิ”
ต่งเยว่วางปิ่นโตในมือลง แล้วเดินมาหาหลิ่วมู่มู่ข้างๆ อย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
เธอทำตามที่หลิ่วมู่มู่สอนอย่างว่าง่าย เขย่าเหรียญในมือก่อนจะโยนมันลงบนโต๊ะ
หลิ่วมู่มู่จัดเรียงเหรียญให้เข้าที่ แล้วจ้องมองมันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง “ออกจากบ้านแล้วจะเจอเลือด ซวยชะมัด”
“นี่พี่... กำลังดูดวงอยู่เหรอ” ต่งเยว่ถามเสียงเบา
“ใช่แล้ว” หลิ่วมู่มู่ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา
“ดูวันละครั้ง ไปไหนมาไหนจะได้ปลอดภัย”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น ต่งเจิ้งหาวก็เดินมายืนอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขายืนขมวดคิ้วฟังหลิ่วมู่มู่พูดจนจบ ก่อนจะกระแอมเสียงดังในลำคอเพื่อขัดจังหวะเด็กทั้งคู่
หลิ่วมู่มู่หันขวับไปมอง เห็นต่งเจิ้งหาวกำลังทำหน้าเคร่งขรึม “ของพวกนี้ ลูกจะเก็บไว้เป็นงานอดิเรกส่วนตัวก็ได้ แต่อย่าเอามันออกมาทำแบบนี้ให้ใครเห็น”
หลิ่วมู่มู่ไม่ได้โต้เถียงอะไร เธอยังคงยิ้มแย้มสดใส ก่อนจะถามต่งเจิ้งหาว “พ่ออยากดูลายมือสักหน่อยไหมคะ ดูให้ฟรีเลยนะ”
“ไม่ดู!” พูดจบ เขาก็เอามือไพล่หลังเดินจากไปทันที
“จึ๊ๆ ไม่รู้จักของดีเลย ไม่ดูก็ไม่ดู ยังไงซะ หน้าตาก็มีแววเสียทรัพย์อยู่แล้ว” เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ
[จบบท]