บทที่ 80: สอบปากคำ
สภาพของกลางห้องที่ปรากฏแก่สายตาคือตุ๊กตาฟางตัวเล็กสองตัวที่ถูกจับมัดแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเศษผ้า ทั้งตัวของมันชุ่มโชกไปด้วยของเหลวหนืดข้นสีดำอมแดง ส่งกลิ่นคาวคลุ้งชวนสะอิดสะเอียน รูปลักษณ์ของมันดูบิดเบี้ยวและน่าขนลุกพิลึก
“มันคือพิธีกรรมแลกชีวิตของสายวิชากู่ฟาง”
ยังไม่ทันที่ฟางชวนจะเอ่ยปากถาม เยียนซิวก็ชิงเฉลยคำตอบออกมาเสียก่อน
ฟางชวนขมวดคิ้ว ลำพังแค่สำนักศาสตร์เสวียนทั่วไปเขาก็แทบจะจำได้ไม่หมดอยู่แล้ว ยิ่งไอ้สายวิชากู่ฟางอะไรนี่เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้น คำว่า ‘แลกชีวิต’ ก็สื่อความหมายในตัวมันเองได้อย่างชัดเจนจนน่าตระหนก
“งั้นก็หมายความว่า...” ฟางชวนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตารังเกียจขยะแขยง
“คนที่นอนพะงาบๆ อยู่ข้างล่างนั่น... นักศึกษาหญิงที่ชื่อจัวหร่านกำลังทำพิธีกรรมแลกชีวิตคนอื่น แล้วไอ้ตุ๊กตานี่ก็คือตัวแทนของคนทำพิธีงั้นสิ? ดูหน้าตาก็ออกจะสะสวย เป็นผู้เป็นคน ไม่นึกเลยว่าจะจิตใจอำมหิตทำเรื่องชั่วช้าพรรค์นี้ได้ลงคอ”
ความสงสัยทำให้เขารีบซักไซ้ต่อ
“แล้วเหยื่อที่ถูกแลกชีวิตคือใคร ตอนนี้คนคนนั้นเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง”
เยียนซิวค่อยๆ หันมามองหน้าคู่หู ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฉันว่านายควรจะสนใจมากกว่า ว่าใครกันที่มีอิทธิฤทธิ์ขนาดทำให้พิธีกรรมแลกชีวิตพังพินาศจนเละเทะได้ขนาดนี้”
ฟางชวนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับอย่างไม่มั่นใจนัก
“พลเมืองดีที่บังเอิญผ่านมา?”
เยียนซิวได้ยินแล้วก็อยากจะหัวเราะให้กับความโลกสวยของอีกฝ่าย
ถ้าไม่ใช่ว่าจู่ๆ มีปรมาจารย์ศาสตร์เสวียนผู้เก่งกาจเหาะลงมาจากฟากฟ้าเพื่อจัดการเรื่องนี้ มันก็เหลือความเป็นไปได้อยู่อีกแค่อย่างเดียว
คนรู้จักของพวกเขาที่มีความสามารถระดับนี้ แถมยังมีนิสัยชอบ ‘บังเอิญ’ ผ่านไปผ่านมาในที่เกิดเหตุ ก็เห็นจะมีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น
ประจวบเหมาะเหลือเกินที่เมื่อตอนกลางวันเพิ่งจะได้นั่งกินข้าวด้วยกัน แถมแม่คุณยังทำหน้าจริงจังบอกว่า ‘ตกดึกมีธุระสำคัญต้องไปทำ’ เสียด้วย
เยียนซิวค่อนข้างมั่นใจว่าตอนนี้เขารู้แล้วว่า ‘ธุระสำคัญ’ ที่ว่านั่นคืออะไร
แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำลายความหวังอันริบหรี่ของฟางชวน ปล่อยให้ตำรวจหนุ่มหลอกตัวเองต่อไปอีกสักพักก็แล้วกัน
การตามหาตัวเหยื่อที่จัวหร่านต้องการแลกชีวิตไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพียงแค่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ดูว่าใครคือคนสุดท้ายที่จัวหร่านสัมผัสตัว เท่านี้ความจริงก็ปรากฏ
ทว่าหลังจากตรวจสอบกล้องวงจรปิดเสร็จ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนที่รับผิดชอบเรื่องนี้กลับเดินเข้ามารายงานฟางชวนด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“หัวหน้าฟางครับ... เอ่อ คือว่าเมื่อกี้ผมเห็นหลิ่วมู่มู่อยู่ในกล้องวงจรปิดด้วยครับ”
ฟางชวนเบิกตากว้าง เครื่องหมายคำถามผุดขึ้นเต็มหน้า
นายต้องกำลังล้อฉันเล่นแน่ๆ หลิ่วมู่มู่คือนักศึกษามหาวิทยาลัยปกตินะ เวลานี้เธอควรจะนอนกลิ้งเกลือกอยู่ในหอพัก หรือไม่ก็นั่งกดเกมอย่างสบายใจเฉิบสิ
เจ้าหน้าที่หนุ่มทำหน้าปูเลี่ยนๆ ก่อนจะรายงานต่อ
“คนที่นั่งเล่นไพ่กับจัวหร่านชื่อสวีหลานครับ เราตรวจสอบบัตรประชาชนแล้ว พบว่าเธอเกิดวันเดือนปีเดียวกับจัวหร่านเป๊ะๆ แต่คนสุดท้ายที่มีการสัมผัสตัวกับจัวหร่านกลับเป็นหลิ่วมู่มู่ครับ”
“เธอเป็นคนแย่งไพ่ใบหนึ่งมาจากมือของจัวหร่าน แล้วหลังจากนั้นจัวหร่านก็ล้มตึงลงไปเลย”
ฟางชวนยกมือกุมขมับ
ทำไมต้องเป็นหลิ่วมู่มู่อีกแล้ว! ไปที่ไหนก็เจอแต่ยัยเด็กนี่ตลอด!
“ไป... ไปพาตัวหลิ่วมู่มู่กับสวีหลานขึ้นมา” ฟางชวนสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ พยายามระงับสติอารมณ์และเติมออกซิเจนเข้าสมองกันอาการหน้ามืด
“เปิดห้องประชุมว่างๆ ไว้สองห้อง แยกกันสอบปากคำคนละห้อง”
“แล้วพวกนักศึกษาข้างล่างล่ะครับหัวหน้า ตอนนี้เริ่มโวยวายจะขอกลับบ้านกันแล้ว”
“เกณฑ์กำลังเสริมไปสักสองสามนาย ไล่สอบปากคำทำบันทึกถ้อยคำทีละคน เอาให้ละเอียด ย้ำว่าต้องละเอียดทุกคน แล้วค่อยปล่อยตัว”
“รับทราบครับ!”
คล้อยหลังลูกน้องออกไปไม่นาน สองสาวผู้ต้องสงสัยก็ถูกพาตัวขึ้นมา
วันนี้หลิ่วมู่มู่ยังคงมาในทรงผมดังโงะลูกกลมๆ เหมือนเดิม บนหนังยางรัดผมมีตุ๊กตาผ้าสักหลาดรูปกระต่ายตัวอ้วนกลมประดับอยู่ มันเด้งดึ๋งไปมาทุกครั้งที่เธอขยับตัว ดูไร้พิษสงและน่ารักน่าเอ็นดูจนไม่น่าเชื่อว่าจะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องคอขาดบาดตายได้
ฟางชวนกับเยียนซิวเลือกเดินเข้าไปในห้องที่สวีหลานนั่งรออยู่ก่อน หญิงสาวนั่งตัวลีบอยู่บนเก้าอี้ สองมือบีบเข้าหากันแน่นด้วยความหวาดวิตก
ทันทีที่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้ามา เธอก็รีบผุดลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน
“เชิญนั่งครับ คุณสวีหลาน”
ฟางชวนปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามไม่ให้อีกฝ่ายตื่นกลัว
“ไม่ต้องเกร็งนะ ผมแค่มีคำถามอยากจะถามคุณนิดหน่อย หวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือตอบตามความเป็นจริงนะครับ”
สวีหลานพยักหน้ารับหงึกๆ
“คุณกับจัวหร่านมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอะไรกันหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย...” สวีหลานรีบปฏิเสธเสียงสั่น
“จนเมื่อหมดช่วงหยุดยาววันชาติ ฉันถึงเพิ่งมารู้ว่าเธอเป็นเพื่อนสมัยเด็กของแฟนฉัน วันนั้นเธอถูกหามส่งห้องฉุกเฉิน วันต่อมาฉันเลยติดสอยห้อยตามรูมเมทไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาลแค่นั้นเองค่ะ”
ฟางชวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ความสัมพันธ์โยงใยซับซ้อนกว่าที่คิด
“แฟนของคุณชื่ออะไรครับ”
“สวีอันเจ๋อค่ะ”
นายตำรวจหนุ่มจดชื่อนั้นลงในสมุดบันทึกก่อนจะซักต่อ
“แล้วเรื่องที่คุณเกิดวันเดียวกับจัวหร่านล่ะ คุณทราบเรื่องนี้มาก่อนไหม”
“เพิ่งทราบเมื่อวานนี้เองค่ะ ตอนที่เธอเดินมาหาที่โรงอาหารเพื่อชวนไปงานวันเกิด เธอก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ก่อนหน้านั้นฉันไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ”
“แล้วคุณคิดว่าจัวหร่านรู้ข้อมูลส่วนตัวของคุณได้ยังไง”
สวีหลานหลุบตาลงต่ำ น้ำเสียงแผ่วเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
“ก็น่าจะ... แฟนฉันเป็นคนบอกเธอมั้งคะ”
ถึงแม้เธอจะยังปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่จากคำถามของตำรวจและการกระทำที่แปลกประหลาดของหลิ่วมู่มู่เมื่อครู่นี้ มันก็พอจะทำให้เธอเดาเค้าลางบางอย่างได้
เรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้ต้องเกี่ยวข้องกับวันเกิดของเธอและจัวหร่านแน่ๆ
แล้วสวีอันเจ๋อล่ะ... เขาเข้าไปมีบทบาทอะไรในเรื่องนี้ เป็นแค่คนกลาง หรือเป็นคนชักใย?
สวีหลานเริ่มรู้สึกสับสนและหวาดหวั่นขึ้นมาจับใจ
“ก่อนเกิดเรื่อง จัวหร่านชวนคนอื่นเล่นเกมจับไพ่มาตลอด ทำไมจู่ๆ คุณถึงเข้าไปร่วมวงเล่นเกมนี้ด้วยล่ะ” ฟางชวนถามเจาะประเด็นต่อ
“จัวหร่านประกาศบอกทุกคนในงานว่าเราสองคนเกิดวันเดียวกัน อยากจะขอท้าดวลระหว่างเจ้าของวันเกิดน่ะค่ะ เพื่อนๆ ก็เชียร์กันใหญ่ ฉันถูกดันหลังให้ออกไปข้างหน้าก็เลยปฏิเสธไม่ได้”
“ช่วยเล่าเหตุการณ์ตอนท้ายให้ฟังหน่อยได้ไหม ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“ตอนนั้นเราสองคนกำลังดวลเกมจับไพ่โจ๊กเกอร์กันอยู่ค่ะ จังหวะที่ฉันกำลังจะหยิบไพ่ หลิวมู่มู่ก็พุ่งเข้ามาห้ามไว้ แล้วเธอก็เป็นคนหยิบไพ่ใบนั้นแทนฉัน พอเธอได้ไพ่ไป จัวหร่านก็ล้มตึงลงไปเลยค่ะ”
สวีหลานเล่าเหตุการณ์ตามที่ตาเห็นอย่างไม่มีปิดบัง
“แล้วความสัมพันธ์ของคุณกับหลิ่วมู่มู่ล่ะ”
“เธอเป็นเพื่อนรูมเมทของฉันเองค่ะ”
ในจังหวะนั้นเอง เยียนซิวที่ยืนเงียบฟังอยู่นานก็โพล่งถามขึ้นมา
“เธอเคยดูดวงให้คุณไหม”
คำถามนั้นทำให้สวีหลานชะงักกึก ร่างกายแข็งทื่อไปชั่ววูบ เธอลอบชำเลืองมองเยียนซิวด้วยสายตาตื่นๆ ก่อนจะรีบหลบสายตาแล้วตอบเสียงอ้อมแอ้ม
“มะ... ไม่เคยค่ะ”
ชายหนุ่มทั้งสองหันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะถอนหายใจออกมาพร้อมกันเฮือกใหญ่
แม่หนูคนนี้ช่างรักเพื่อนเสียจริง อุตส่าห์ช่วยปกปิดความลับให้ แต่หารู้ไม่ว่าคำตอบปฏิเสธนั่นแหละคือพิรุธชิ้นโต
ถ้าคนปกติทั่วไปเจอเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้ แล้วเพื่อนสนิทเข้ามาช่วยไว้ ย่อมต้องสงสัยหรือหลุดปากเรื่องความสามารถพิเศษออกมาบ้าง การที่เธอรีบปฏิเสธโดยไม่แสดงความแปลกใจเลยว่าทำไมหลิ่วมู่มู่ถึงรู้อนาคตหรือดูดวงเป็น นั่นแหละคือสิ่งที่ยืนยันคำตอบได้ดีที่สุด
ฟางชวนปรับท่านั่งให้ดูจริงจังขึ้น
“คุณสวีหลานครับ คดีนี้เป็นคดีพิเศษและละเอียดอ่อนมาก ผมเป็นตำรวจหน่วยเฉพาะกิจที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง ผมหวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือและตอบความจริงทั้งหมด เพราะมันมีผลต่อรูปคดีและการค้นหาความจริง”
สวีหลานเม้มปากแน่น นั่งนิ่งไม่ยอมปริปากพูดอะไรอีก
เมื่อเห็นว่าเด็กสาวปิดปากเงียบ ฟางชวนก็รู้ว่าป่วยการที่จะคาดคั้นเอาตอนนี้ เขาจึงลุกขึ้นยืนแล้วหันไปพยักหน้าให้เยียนซิว
“ไปเถอะ ไปเจอ 'อาจารย์หลิ่ว' ของพวกเรากันดีกว่า”
น้ำเสียงที่ดูสนิทสนมและคุ้นเคยนั้น ทำให้สวีหลานอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองตามแผ่นหลังของนายตำรวจทั้งสองไปด้วยความสงสัย
ฟางชวนเดินออกจากห้องสอบสวนของสวีหลาน มุ่งหน้าไปยังห้องที่หลิ่วมู่มู่นั่งรออยู่
[จบบท]