บทที่ 85: ความลับที่ระเหยหาย
จัวหย่งฉีตวัดสายตากลับมามองเจ้าหน้าที่หนุ่ม ใบหน้าที่เคยสุขุมฉายแววเคร่งเครียดขึ้นมาหลายส่วน
“คุณตำรวจครับ ถึงลูกสาวผมจะทำผิดจริง ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการกฎหมาย แต่การที่เธอไม่ยอมฟื้นสักทีแบบนี้ มันผิดปกติ ทางตำรวจช่วยอธิบายให้พวกเราพ่อแม่หายข้องใจหน่อยเถอะครับ”
ฟางชวนตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ “เป็นข้อมูลในรูปคดี ไม่สะดวกเปิดเผยครับ”
จัวหย่งฉีขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน แต่จำต้องข่มอารมณ์ไว้เพราะทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ในเวลานี้
ฟางชวนกล่าวต่อโดยไม่เว้นจังหวะ “อีกสักครู่เชิญพวกคุณสองคนไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจด้วยครับ เรื่องที่จัวหร่านทำพิธีแลกชีวิตนั้นกินเวลามานานเป็นปี และเมื่อปีก่อนเธอก็ยังอยู่ที่ปักกิ่ง”
ความนัยที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้นชัดเจนเสียจนคนฟังหน้าชา เรื่องใหญ่ขนาดนี้ พวกคุณสองคนจะบอกว่าไม่มีส่วนรู้เห็นคงฟังไม่ขึ้น
จัวหย่งฉีสูดหายใจเข้าลึก ปรับสีหน้าให้กลับมาเยือกเย็น “แน่นอนครับ พวกเรายินดีให้ความร่วมมือตามหน้าที่พลเมืองดี แต่คุณตำรวจครับ หากคิดจะตั้งข้อหาพวกเรา ก็ช่วยกรุณาเอาหลักฐานออกมาแสดงก่อน”
ฟางชวนประสานสายตากับชายวัยกลางคนตรงหน้า ภายในใจอดชื่นชมแกมระอาไม่ได้ว่าตาแก่นี่เขี้ยวลากดินและนิ่งเงียบใช้ได้สมกับเป็นนักธุรกิจ
“แน่นอนครับ” เขากระตุกมุมปากเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
ความจริงแล้ว ในห้องผู้ป่วยที่เงียบสงัด จัวหร่านรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาสักพักแล้ว แต่ร่างกายของเธอหนักอึ้งและเจ็บปวดรวดร้าวไปทุกอณู จนแม้แต่เรี่ยวแรงจะเปิดเปลือกตาก็ยังไม่มี
ร่างผอมบางนอนนิ่งอยู่บนเตียง หูแว่วเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของแม่ สลับกับเสียงโต้เถียงอันตึงเครียดระหว่างพ่อกับตำรวจ
พิธีกรรมแลกชีวิตของเธอล้มเหลว...
ความทรงจำค่อยๆ ไหลย้อนกลับมา จัวหร่านจำทุกอย่างได้แล้ว
วินาทีที่เธอพยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเพื่ออ้าปากเรียกแม่ พลันหูของเธอก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวแผ่วเบาดัง กุกกัก มาจากใต้เตียง
เสียงนั้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมประหลาด... เป็นกลิ่นหอมจางๆ ที่ทำให้จิตใจสงบลงอย่างน่าประหลาด เธอสัมผัสได้ว่า กู่ที่เคยดิ้นพล่านอยู่ในร่างกายจนเจ็บปวดเจียนตาย จู่ๆ ก็สงบนิ่งลงท่ามกลางกลิ่นหอมนี้
ความรู้สึกนี้ช่างคุ้นเคย... เหมือนกับตอนเด็กๆ ทุกครั้งที่เธอทรมานจากการถูกกู่กัดกิน แล้วสวีอันเจ๋อปรากฏตัวขึ้น ความเจ็บปวดเหล่านั้นก็จะทุเลาลง กู่พวกนั้นจะสงบลงราวกับต้องมนตร์
สวีอันเจ๋อมาช่วยเธอเหรอ?
สติของจัวหร่านค่อยๆ จมดิ่งลงสู่ความมืดมิดอีกครั้ง ท่ามกลางกลิ่นหอมรัญจวนใจ กู่ปรสิตที่ฝังรากลึกอยู่ในร่างกายเธอมานานนับสิบปีได้ค่อยๆ คืบคลานผละออกจากร่างไป โดยที่เจ้าของร่างไม่รับรู้ถึงการจากไปของพวกมันเลย
ของเหลวใสลักษณะหนืดข้นไหลซึมออกมาทางจมูกและปากของจัวหร่านอย่างเงียบเชียบ มันเคลื่อนที่ไปตามสัญชาตญาณ มุ่งหน้าสู่ต้นตอของกลิ่นหอม ก่อนจะลอดผ่านรอยแยกเล็กๆ ของหน้าต่างห้องผู้ป่วยออกไปสู่โลกภายนอก
หากมองจากที่ไกลๆ มันดูเหมือนเพียงคราบน้ำที่ไหลหยดลงมา ไม่เป็นที่สังเกตของใครแม้แต่น้อย
เบื้องล่างตึกผู้ป่วยใน ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ ชายคนหนึ่งสวมหมวกแก๊ปสีดำกดปีกหมวกลงต่ำยืนปะปนอยู่กับฝูงชน ข้างกายมีถุงผลไม้วางอยู่สองถุง ดูภายนอกเหมือนญาติคนไข้ที่มารอเวลาเยี่ยม
ทว่าหากมีใครสังเกตให้ดีจะพบว่า เขายืนปักหลักอยู่ที่เดิมมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วโดยไม่ขยับเขยื้อน
ฉับพลันนั้น ชายสวมหมวกดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่รอคอย ดวงตาภายใต้เงามืดของปีกหมวกวาวโรจน์ขึ้นมา เขาวางถุงผลไม้ลงบนพื้นอย่างใจเย็น แล้วล้วงเอากระถางธูปโบราณขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
ฝากระถางธูปถูกเปิดออก เป็นจังหวะเดียวกับที่ของเหลวใสนั้นหยดลงมาพอดิบพอดี ราวกับถูกจับวางให้ตกลงไปในภาชนะนั้น
“ตระกูลจัวเลี้ยงของกึ่งสำเร็จรูปชิ้นนี้ได้ดีจริงๆ” ชายคนนั้นรีบปิดฝากระถางธูปอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากขยับพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
ภารกิจเสร็จสิ้น เขาหิ้วถุงผลไม้ขึ้นมา แล้วหมุนตัวเดินจากไป กลืนหายไปกับฝูงชนอย่างรวดเร็ว
บนระเบียงทางเดินหน้าห้องผู้ป่วย บรรยากาศยังคงตึงเครียด ฟางชวนหันมาพูดกับสองสามีภรรยาตระกูลจัวด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวขึ้น
“ทั้งสองท่าน ในเมื่อได้ดูอาการลูกสาวแล้ว ตอนนี้เชิญไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจเถอะครับ อย่าให้ต้องใช้กำลังเชิญตัวเลย”
หลินชิวส่ายหน้า ยืนกรานเสียงแข็ง “ไม่! ลูกสาวฉันยังไม่ฟื้น ฉันจะอยู่เฝ้าลูกที่นี่ ใครจะทำไม”
ฟางชวนตอบกลับด้วยมาดตำรวจมืออาชีพ “คงไม่ได้ครับ ตามระเบียบปฏิบัติ พวกคุณห้ามติดต่อกับผู้ต้องสงสัยเป็นเวลานานเพื่อป้องกันการเตี๊ยมพยาน”
คำว่า 'ผู้ต้องสงสัย' เหมือนน้ำมันราดบนกองเพลิง หลินชิวกรีดร้องโวยวาย “ผู้ต้องสงสัยบ้าบออะไรกัน! คุณพูดจาให้มันดีๆ นะ ลูกสาวฉันไปทำความผิดอะไร เธอก็แค่เด็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์เท่านั้นเอง”
ฟางชวนมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบ “วางใจเถอะครับ ในสำนวนฟ้องที่ผมจะส่งให้อัยการ ผมจะระบุเจตนาและคำพูดของคุณให้ศาลรับทราบอย่างครบถ้วนทุกตัวอักษร”
คดีของจัวหร่านนั้นหลักฐานมัดตัวแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด พฤติการณ์แห่งคดีก็นับว่าเลวร้ายและมีการไตร่ตรองไว้ก่อนอย่างชัดเจน ต่อให้การกระทำยังไม่บรรลุผล แต่ตามประสบการณ์ของฟางชวน โทษทัณฑ์ที่จะได้รับน่าจะอยู่ในขั้นสูงสุด
ยิ่งบวกกับท่าทางวางก้ามของคนตระกูลจัวที่แสดงออกมา แม้ตอนนี้จะยังจับไม่ได้คาหนังคาเขา แต่พฤติกรรมเหล่านี้ย่อมสร้างความประทับใจที่ไม่ดีให้กับเบื้องบนอย่างแน่นอน
จัวหย่งฉีคาดไม่ถึงว่านายตำรวจยศเล็กๆ ผู้นี้จะกล้าแข็งข้อกับเขาขนาดนี้ แม้ในใจจะเดือดดาลเพียงใด แต่เขาก็รู้ดีว่าการปะทะคารมกับเจ้าหน้าที่ในถิ่นที่ไม่คุ้นเคยมีแต่จะเสียเปรียบ
เขารีบแทรกขึ้นเพื่อไกล่เกลี่ย “คุณตำรวจครับ ภรรยาผมไม่ได้มีเจตนาจะขัดขวางหรอกครับ เธอแค่หัวใจสลายที่เห็นลูกเจ็บ เลยพูดจาไม่ยั้งคิดไปบ้าง”
ฟางชวนเพียงแค่ยิ้มมุมปาก แต่ไม่กล่าวตอบ
เขาเป็นตำรวจสืบสวนมานาน แยกแยะออกว่าอะไรคือคำพูดพลั้งปาก และอะไรคือธาตุแท้ที่หลุดออกมาจากความในใจ
จัวหย่งฉีปรายตามองไปทางประตูห้องผู้ป่วยแวบหนึ่ง ก่อนจะตบไหล่ภรรยาเบาๆ เป็นเชิงเตือนสติ “ไปกันเถอะคุณ”
หลินชิวเดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็ยังหันกลับมามองประตูห้องลูกสาวอย่างอาลัยอาวรณ์ น้ำตาคลอเบ้า “คุณคะ... แต่ว่าลูกเรายังอาการหนักขนาดนั้น ให้คนพวกนี้ดูแลจะไว้ใจได้เหรอคะ”
สองสามีภรรยาเดินตามหลังฟางชวนโดยทิ้งระยะห่างพอสมควร จัวหย่งฉีอาศัยจังหวะนี้โน้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูภรรยาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น
“คุณใจเย็นๆ ก่อน ยอมให้ลูกลำบากไปก่อนสักพัก พวกตำรวจจ้องจับผิดเราตลอดไปไม่ได้หรอก เรื่องพิธีเปลี่ยนดวงชะตา เดี๋ยวเราค่อยหาทางจัดการทีหลัง ยังมีหนทางอยู่”
สำหรับจัวหย่งฉี ต่อให้ลูกสาวต้องติดคุกก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ขอเพียงแค่ส่งตัวเธอกลับไปดำเนินคดีที่ปักกิ่งได้ เขาก็มีเส้นสายและวิธีการมากมายที่จะช่วยให้เธออกมาใช้ชีวิตปกติได้ในเวลาอันสั้น
เขาไม่เชื่อน้ำหน้าตำรวจบ้านนอกเมืองชิ่งเฉิงพวกนี้หรอก ว่าจะมีปัญญาตามไปวุ่นวายเรื่องของลูกสาวเขาถึงถิ่นปักกิ่งได้
ทว่าในขณะที่สองสามีภรรยากำลังวางแผนกันอยู่นั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยจากเครื่องติดตามสัญญาณชีพในห้องของจัวหร่านก็ดังลั่นขึ้น ตัดบทสนทนาของพวกเขาทันที
เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เฝ้าหน้าประตูสีหน้าตื่นตระหนก รีบวิ่งไปตามหมอ ไม่ถึงนาทีต่อมา ทีมแพทย์และพยาบาลก็เข็นรถอุปกรณ์ฉุกเฉินกรูเข้าไปในห้อง จัวหย่งฉีที่ถูกกันตัวอยู่ด้านนอกได้ยินเสียงตะโกนสั่งการลอดออกมาว่า
“คนไข้หัวใจหยุดเต้น! เตรียมเครื่องกระตุกหัวใจ...”
ความโกลาหลเกิดขึ้นในทันที ทีมแพทย์กำลังยื้อชีวิตจัวหร่านที่เกิดอาการวิกฤตกระทันหัน พอหลินชิวตั้งสติได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอก็กรีดร้องจะพุ่งตัวฝ่าวงล้อมเข้าไปในห้องผู้ป่วย
ฟางชวนขมวดคิ้วมุ่น รีบเข้าขวางและล็อกตัวเธอไว้ สายตาคมกริบมองเข้าไปในห้องผู้ป่วยด้วยความเคลือบแคลงใจ เขาผลักหลินชิวไปทางจัวหย่งฉี แล้วคว้าวิทยุสื่อสารเรียกเยียนซิวให้พาทีมมาสมทบทันที
เมื่อครู่อาการของจัวหร่านยังทรงตัวอยู่แท้ๆ เหตุใดพอพ่อแม่มาเยี่ยมแค่หน้าประตูถึงเกิดเรื่องวิกฤตขึ้นมาได้ แม้สองสามีภรรยาจะแสดงออกว่ารักลูกปานดวงใจ แต่สัญชาตญาณตำรวจของฟางชวนกลับร้องเตือนว่า นี่อาจไม่ใช่เหตุบังเอิญ
ตอนที่เยียนซิวมาถึง ทีมแพทย์ยังคงปั๊มหัวใจอย่างขะมักเขม้น บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความกดดัน
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง ซึ่งยาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์สำหรับคนรอ สุดท้ายกราฟหัวใจก็ราบเรียบเป็นเส้นตรง แพทย์เดินออกมาส่ายหน้าและประกาศเวลาเสียชีวิตของจัวหร่าน
สิ้นเสียงประกาศ หลินชิวทรุดฮวบลงกับพื้น หมดสติไปทันที ส่วนจัวหย่งฉียืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
ดวงตาเบิกโพลงด้วยความช็อก จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นฟางชวนกับเยียนซิวที่กำลังจะเดินเข้าไปตรวจสอบศพ เขาก็เหมือนฟางเส้นสุดท้ายขาดผึง พุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อฟางชวนอย่างบ้าคลั่ง ตวาดลั่นโรงพยาบาล
“เป็นฝีมือพวกแกใช่ไหม! พวกแกทำอะไรลูกสาวฉัน!”
[จบบท]