บทที่ 88: ปฏิบัติการหนีออกจากบ้าน
เสียงฝ่ามือของเจียงหลีกระทบลงบนโต๊ะรับแขกดังสนั่น ใบแสดงผลการเรียนของลูกชายถูกกระแทกลงตรงหน้าด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
“ของแบบนี้มันจะปลอมแปลงกันได้ยังไง ฉันรู้นะว่าเธอขวางหูขวางตาเสี่ยวฉี แต่ยังไงเขาก็เป็นน้องชายเธอนะ...”
หลิ่วมู่มู่ไม่ได้ตอบโต้ด้วยอารมณ์ เธอเพียงแค่เอื้อมมือไปหยิบแผ่นกระดาษเจ้าปัญหานั้นแล้วเลื่อนมันไปตรงหน้าต่งเยว่ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“เยว่เยว่ ใบคะแนนตอน ม.ต้น ของเธอหน้าตาเป็นแบบนี้หรือเปล่า”
ต่งเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง หางตาเหลือบไปเห็นต่งฉีที่นั่งอยู่ไม่ไกลกำลังส่งสายตาข่มขู่มาให้อย่างดุร้าย เด็กสาวจึงรีบหลุบตาลงมองพื้นแล้วตอบเสียงเบา
“กระดาษไม่เหมือนกัน”
“ลูกว่าอะไรนะ ของปลอมเหรอ”
ต่งเจิ้งหาวที่นั่งฟังอยู่ด้วยความอดทนลุกพรวดขึ้นทันที เขาคว้าใบแสดงผลการเรียนนั้นมาพินิจดูใกล้ๆ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเป็นปม
“ถ้าจะเช็กว่าจริงหรือปลอม ทางที่ดีโทรไปถามครูประจำชั้นเลยดีกว่าค่ะ”
หลิ่วมู่มู่เสนอทางออกที่เรียบง่ายแต่ได้ผลชะงัด
อันที่จริง เพราะภาระงานที่รัดตัว ประกอบกับประวัติวีรกรรมที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์ของต่งฉีที่โรงเรียน
ทำให้คู่สามีภรรยาบ้านต่งแทบไม่เคยติดต่อกับครูประจำชั้นโดยตรง ทางโรงเรียนเองก็รู้ธรรมเนียมปฏิบัติของบ้านนี้ดี หากมีเรื่องด่วนอะไรก็มักจะแจ้งผ่านเลขาของต่งเจิ้งหาวเสียมากกว่า
ต่งเจิ้งหาวไม่รอช้า เขาโทรหาเลขาเพื่อขอเบอร์ครูประจำชั้นของลูกชายตัวแสบ แล้วกดโทรออกทันที
สิบนาทีต่อมา เมื่อวางสายลง สีหน้าของต่งเจิ้งหาวก็มืดครึ้มดุจพายุฝน ส่วนต่งฉีนั้นอาศัยช่วงชุลมุนหายตัวไปจากห้องรับแขกเรียบร้อยแล้ว
ความจริงถูกเปิดเผย คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ที่แท้จริงคือสิบเอ็ดคะแนน ไม่ใช่ร้อยสิบกว่าคะแนนอย่างที่โอ้อวด
เชื้อไม่ทิ้งแถว สมกับเป็นลูกชายแท้ๆ ของต่งเจิ้งหาวจริงๆ เลือดพ่อมันแรงจนน่ากลัว
ในที่สุด มหกรรมการไล่ล่าก็จบลงเมื่อต่งเจิ้งหาวไปลากคอลูกชายออกมาจากห้องน้ำในห้องนอนของเจ้าตัว
ดูเหมือนว่าประสบการณ์การใช้ไม้นวดแป้งครั้งก่อนจะสร้างความประทับใจให้ต่งเจิ้งหาวไม่น้อย ครั้งนี้เขาจึงตรงดิ่งไปที่ห้องครัว คว้าอาวุธคู่กายชิ้นเดิมออกมา ก่อนจะเดินขึ้นไปจัดการชำระความ
คราวที่แล้วต่งฉียอมจำนนเพราะขายังเข้าเฝือกกระดูกร้าว แต่ตอนนี้ร่างกายเขาฟื้นฟูจนแข็งแรงดีแล้ว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดจึงสั่งให้เขาไม่อยู่เฉยๆ ให้พ่อฟาด
ภาพสองพ่อลูกวิ่งไล่กวดกันทั่วบ้านกลายเป็นฉากหรรษาประจำวัน หลิ่วมู่มู่เดินไปที่ตู้เย็น หยิบไอศกรีมถังใหญ่ออกมา แล้วหยิบช้อนส่งให้ต่งเยว่คันหนึ่ง
ต่งเยว่รับมาถือไว้อย่างกล้าๆ กลัวๆ พลางกระซิบ
“อันนี่แม่ซื้อให้ต่งฉีนะ”
มันคือรสโปรดที่ต่งฉีหวงแหนที่สุด
“คนที่สอบคณิตศาสตร์ได้สิบเอ็ดคะแนน ไม่มีสิทธิ์กินไอศกรีม”
หลิ่วมู่มู่ตักไอศกรีมเข้าปากคำโต ความเย็นและความหวานแผ่ซ่านไปทั่วปาก เธอมองดูความวุ่นวายตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ บ้านที่ครึกครื้นแบบนี้สิถึงจะน่าอยู่
ท้ายที่สุด ต่งฉีก็ยังอ่อนหัดเกินไป เขาเสียจังหวะตอนวิ่งขึ้นบันได ทำให้ผู้เป็นพ่อตะครุบตัวได้ทันทีที่ชานพักบันได จากนั้นไม้นวดแป้งก็เริ่มทำงานของมัน
เสียงร้องโหยหวนขอชีวิตดังลั่นบ้าน สลับกับคำผรุสวาทที่พ่นออกมาด่าหลิ่วมู่มู่และต่งเยว่ไม่หยุดปาก
“แกยังกล้าด่าพี่สาวแกอีก! พี่แกอย่างน้อยวิชาคณิตศาสตร์ก็สอบผ่าน แต่แกสิ ได้สิบเอ็ดคะแนน แกสอบออกมาได้ยังไงฮะ!”
ต่งเจิ้งหาวตะโกนแข่งกับเสียงร้องของลูกชาย ใบหน้าแดงก่ำ ลำคอปูดโป่งด้วยเส้นเลือด ความอับอายที่ได้รับจากโทรศัพท์เมื่อครู่มันอัดแน่นอยู่ในอก
ครูประจำชั้นรักษาน้ำใจเขาด้วยคำพูดที่สุภาพที่สุด แต่เนื้อหากลับบอกว่า ต่งฉีสอบได้ที่โหล่ของระดับชั้น
ผลการเรียนระดับนี้ ยังจะกล้ามาขอรางวัลเป็นรถสปอร์ต!
ยิ่งคิดแรงโทสะก็ยิ่งพุ่งสูง น้ำหนักมือที่ฟาดไม้นวดแป้งลงไปจึงหนักหน่วงขึ้นตามอารมณ์
“พี่รู้ได้ยังไงว่าคะแนนคณิตศาสตร์ของเขาเป็นของปลอม”
ต่งเยว่เอียงตัวมากระซิบถามหลิ่วมู่มู่ท่ามกลางเสียงเอะอะ
หลิ่วมู่มู่ละเลียดไอศกรีมอย่างใจเย็น ก่อนจะตอบกลับไป
“หน้าตาเขาไม่ได้ดูฉลาดขนาดนั้น”
นอกจากเรื่องโหงวเฮ้งที่ดูออกได้ง่ายดายแล้ว เหตุผลลึกๆ ในใจของหลิ่วมู่มู่คือทิฐิส่วนตัว เธอรับไม่ได้เด็ดขาดหากต่งฉีจะเก่งกว่าเธอ ขนาดศาสตร์การทำนายยังช่วยให้เธอเก่งเลขไม่ได้ แล้วคนอย่างต่งฉีจะมีปัญญาทำคะแนนสูงขนาดนั้นได้อย่างไร
เป็นไปได้หรือที่เธอจะหัวช้ากว่าต่งฉี ไม่มีทาง
พันธุกรรมย่อมไม่โกหกใคร พ่อลูกคู่นี้เหมือนกันราวกับแกะ
การลงทัณฑ์ด้วยท่อนไม้ของต่งเจิ้งหาวกินเวลาร่วมชั่วโมง เสียงร้องโหยหวนค่อยๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงสะอื้น
รถสปอร์ตในฝันสลายไปพร้อมกับวันหยุดปิดเทอมที่กำลังจะมาถึง ชะตากรรมต่อจากนี้ของต่งฉีคือการถูกกักบริเวณและรอต้อนรับครูสอนพิเศษที่จะมาติวเข้มวิชาคณิตศาสตร์ถึงบ้าน
ต่งฉีตกอยู่ในภาวะสติแตก อาศัยจังหวะดึกสงัดที่ทุกคนหลับใหล เขารีบเก็บข้าวของ ทั้งเครื่องเกมสุดหวงและคอมพิวเตอร์ ยัดใส่กระเป๋าแล้วตัดสินใจหนีออกจากบ้าน
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงหลีตื่นขึ้นมาพบความว่างเปล่าในห้องนอนลูกชาย ที่นอนเย็นเฉียบไร้ร่องรอยความอบอุ่น เธอตกใจสุดขีดจนรีบวิ่งไปปลุกต่งเจิ้งหาว
เสียงโวยวายของสองสามีภรรยาปลุกสมาชิกทุกคนในบ้านให้ตื่นขึ้นมารับรู้เรื่องราว
เจียงหลีร้อนรนจะไปขอดูภาพจากกล้องวงจรปิด แต่พอเปิดประตูบ้านออกมา ก็พบว่าบ้านสกุลจางข้างๆ ก็กำลังโกลาหลไม่แพ้กัน สอบถามได้ความว่า จางหยาง หลานชายหัวแก้วหัวแหวนของบ้านนั้นก็หายตัวไปเช่นกัน
หลักฐานจากกล้องวงจรปิดชัดเจน ต่งฉีและจางหยางเดินออกจากหมู่บ้านไปพร้อมกัน โดยเฉพาะต่งฉีที่ลากกระเป๋าเดินทางใบโตไปด้วย ท่าทางเหมือนวางแผนหนีออกจากบ้านมาเป็นอย่างดี
“เพราะคุณนั่นแหละ! ตีลูกทำไมก็ไม่รู้ ก็แค่สอบได้สิบเอ็ดคะแนน เรื่องเล็กแค่นี้เอง คุณทำเอาลูกโกรธจนหนีออกจากบ้านเลย เห็นไหม!”
เจียงหลีสติหลุดจนเผลอต่อว่าต่งเจิ้งหาวเสียงดัง
ต่งเจิ้งหายืนนิ่งหน้าเครียด ยังไม่ทันได้อ้าปากแก้ตัว หลิ่วมู่มู่ก็แทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“จะโทษพ่อก็ไม่ถูกนะคะ ต้นไม้ที่โตมาบิดเบี้ยว แปดส่วนเป็นเพราะไม่เคยเจอสังคมสั่งสอน ดูหนูกับเยว่เยว่สิคะ ก็ปกติดี ไม่เห็นต้องหนีไปไหน”
เจียงหลีได้แต่คิดในใจว่าลูกเลี้ยงสองคนนี้จะเอามาเปรียบกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอได้อย่างไร ส่วนต่งเจิ้งหาวกลับพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“มู่มู่พูดถูก ทั้งหมดเป็นเพราะคุณให้ท้ายลูกมากเกินไปจนเสียคน”
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเถียงเรื่องนี้นะ ตกลงเด็กๆ ไปอยู่ที่ไหนกัน”
คุณย่าของจางหยางพูดขัดจังหวะการโต้เถียงของบ้านต่งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“แม่คะ พวกเราแจ้งตำรวจก่อนดีไหม”
ลูกสะใภ้บ้านจาง หรือแม่เลี้ยงของจางหยาง เอ่ยเสนอความเห็น
ฉับพลันนั้น ฝ่ามือของหญิงชราก็ฟาดเข้าที่หน้าลูกสะใภ้ฉาดใหญ่จนหน้าหัน
“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอทำให้หยางหยางโมโห เขาจะหนีไปแบบไม่กลับมาเหรอ! ถ้าหลานชายฉันเป็นอะไรไป เธอคอยดูเถอะ!”
ความเกรี้ยวกราดไร้เหตุผลของย่าบ้านจาง ช่างเหมือนกับแม่ของต่งเจิ้งหาวในอดีตไม่มีผิดเพี้ยน
เจียงหลีทนดูภาพนั้นไม่ไหว จึงรีบดึงตัวลูกสะใภ้บ้านจางออกมา แล้วเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ย
“คุณน้าคะ ใจเย็นๆ ก่อน เด็กสองคนนั้นโตขนาดนี้แล้ว แถมมีเงินติดตัว คงไม่เกิดเรื่องใหญ่อะไรหรอกค่ะ”
เมื่อครู่เธอก็แค่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่พอตั้งสติได้ ลองคิดทบทวนดูดีๆ ลูกชายเธอก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่จะโดนใครหลอกไปขายได้ง่ายๆ
ย่าบ้านจางยังคงหายใจฮึดฮัด ถลึงตาใส่ลูกสะใภ้อย่างคาดโทษ ก่อนจะหันมาคุยกับเจียงหลีด้วยท่าทีที่อ่อนลง
“งั้นเอาตามที่เธอว่า ยังไม่ต้องเรียกตำรวจใช่ไหม”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวฉันลองโทรหาญาติๆ ดูก่อน ไม่อย่างนั้นก็รอเจ้าตัวยุ่งบ้านฉันรูดบัตรเครดิต เดี๋ยวก็รู้เองว่าอยู่ที่ไหน”
เจียงหลีมั่นใจว่าด้วยนิสัยของลูกชาย คงไปไหนได้ไม่ไกลและคงทนลำบากไม่ได้นาน
และก็เป็นไปตามคาด เส้นทางการหนีออกจากบ้านของต่งฉีนั้นช่างมีเอกลักษณ์และสะดวกสบายจนน่าหมั่นไส้
รายการใช้จ่ายจากบัตรเครดิตแจ้งเตือนเข้ามา ระบุว่าในคืนที่เขาหนีออกจากบ้าน เขาเลือกไปเช็กอินที่โรงแรมหรูระดับห้าดาวซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไปเพียงสิบนาทีด้วยการเดินเท้า ค่าห้องคืนละห้าพันหยวนถูกรูดออกไปอย่างง่ายดาย
เช้าวันต่อมา รายการใช้จ่ายยังคงหลั่งไหลเข้ามา เขาไปเดินห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ ซื้อรองเท้าใหม่สี่คู่ หมดเงินไปหนึ่งหมื่นหยวน ตามด้วยเครื่องเกมรุ่นล่าสุดอีกสามพันหยวน
ต่งเจิ้งหาวที่เดิมทีมีความรู้สึกผิดเกาะกินใจที่เผลอลงไม้ลงมือจนลูกชายต้องเตลิดหนีออกจากบ้าน ตอนนี้ความรู้สึกเหล่านั้นมลายหายไปจนสิ้น ความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาในสมองของคนเป็นพ่อคือ
ไอ้ลูกเวรนี่มันขาดไม้เรียวชัดๆ ถ้าตามตัวกลับมาได้เมื่อไหร่ สาบานได้เลยว่าต้องลากมาฟาดซ้ำอีกสักสองยกให้หลาบจำ!
[จบบท]