บทที่ 97: วิธีถอนกู่
“แง... ฮือ...”
พอยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ พอได้ยินคำขู่ ต่งฉีก็ยิ่งแหกปากร้องไห้หนักกว่าเดิม เสียงร้องโหยหวนดังลั่นจนน่าอาย เท่านั้นยังไม่พอ จมูกของเขายังพ่นฟองน้ำมูกลูกเบ้อเริ่มออกมาประดับบารมีอีกต่างหาก
“พวกเธอ... ทำอะไรกันอยู่เนี่ย”
ฟางชวนที่เพิ่งเดินลงมารับคนถึงกับชะงัก เขาจ้องมองสองพี่น้องด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความฉงนปนขบขัน
หลิ่วมู่มู่ยกมือกุมขมับ รู้สึกขายหน้าจนอยากจะมุดดินหนี เธอหันไปสั่งฟางชวนด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มความอาย “รีบหิ้วเขาลงมาเถอะค่ะ”
ขืนชักช้ากว่านี้ มีหวังคนได้แห่กันมามุงดูเรื่องตลกคาเฟ่นี้จนแน่นโรงพักแน่
ฟางชวนจำใจต้องรับบทเป็นคนแบกหาม เขาเข้าไปหิ้วปีกต่งฉีลงมาจากรถ สภาพทุลักทุเลพอสมควร
ต่งฉียังพยายามดีดดิ้นขัดขืนเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ แต่แรงลูกไก่ในกำมือหรือจะสู้ตำรวจหนุ่มได้ ในที่สุดก็ถูกลากถูลู่ถูกังเดินตามกันเข้าไปในสถานีตำรวจ
กว่าจะลากตัวเจ้าตัวยุ่งเข้ามานั่งสงบสติอารมณ์ในห้องทำงานได้ เล่นเอาเหงื่อตก พอถึงที่นั่ง ต่งฉีก็ยอมหยุดร้องไห้ แต่ดูเหมือนร่างกายจะยังปรับสภาพไม่ทัน จากเสียงร้องไห้เลยเปลี่ยนเป็นเสียงสะอึก ดัง “อึก... อึก...” เป็นจังหวะแทน
ฟางชวนนั่งลงฝั่งตรงข้าม มองเด็กหนุ่มที่กำลังสะอึกจนตัวโยน หลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า เจ้าเด็กนี่เป็นลูกชายแท้ๆ ของต่งเจิ้งหาวอย่างไม่ต้องสงสัย ความขี้ขลาดตาขาวนี่ถอดแบบพิมพ์เดียวกันมาเปี๊ยบ
“เอาล่ะๆ หยุดร้องได้แล้ว ที่เรียกตัวมาเนี่ยก็แค่จะสอบถามข้อมูลเฉยๆ ไม่ได้จะจับนายขังคุกขังตารางสักหน่อย”
“อึก” ต่งฉีช้อนตามองฟางชวนด้วยดวงตาที่ยังเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำ
“จะ... จริงเหรอครับ”
“จริงสิ นายโดนกู่เล่นงานไม่ใช่เหรอ พี่สาวนายเขาพามาเพื่อหาทางแก้ต่างหาก”
“จริงเหรอพี่” ต่งฉียังคงทำหน้าเคลือบแคลง สายตาที่มองไปทางหลิ่วมู่มู่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ก็พี่สาวคนนี้ดูยังไงก็เหมือนตัวร้ายในละครชัดๆ!
“ไม่ใช่นะ” หลิ่วมู่มู่ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ข้างๆ พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือน
“ฉันตั้งใจจะลากนายมาขังลืมต่างหาก พอถึงตอนนั้น สมบัติพัสถานของพ่อก็จะได้ตกเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว”
“ฮือ...”
นั่นไง เขื่อนแตกอีกรอบ
ฟางชวนถึงกับกุมขมับ เสียงร้องไห้ของต่งฉีทำเอาปวดประสาทจี๊ด เขาหันไปมองสองพี่น้องคู่นี้ด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้คำบรรยายจริงๆ
ประจวบเหมาะกับจังหวะนั้น เยียนซิวก็เดินเข้ามาจากด้านนอกพอดี ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาพร้อมกับไอเย็นจางๆ ที่ติดมาจากอากาศภายนอก
เสื้อโค้ทแคชเมียร์สีเทาเนื้อดีถูกถอดพาดไว้บนข้อพับแขน ท่วงท่าการเดินของเขายังคงความสง่างามและดูผ่อนคลายเหมือนเช่นเคย
ทว่าพอเห็นสภาพความ “ครึกครื้น” ภายในห้องทำงาน ฝีเท้าของเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร่างของหลิ่วมู่มู่ ซึ่งวันนี้สวมชุดขนเป็ดสีขาวตัวพองฟู ห่อหุ้มร่างกายจนดูกลมดิ๊กเหมือนก้อนสำลีเดินได้
“นายมาสักที” ฟางชวนทำหน้าเหมือนคนจมน้ำที่เพิ่งคว้าขอนไม้ได้เขารีบชี้ไปที่หลิ่วมู่มู่แล้วฟ้องทันที
“รบกวนช่วยทำให้น้องสาวคนนี้หยุดพูดก่อนได้ไหม”
หลิ่วมู่มู่หันไปมองเยียนซิว แล้วกะพริบตาปริบๆ ทำหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ประหนึ่งไม่รู้เรื่องราวอะไรทั้งสิ้น
“การพูดเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของทุกคน” เยียนซิวตอบกลับเสียงเรียบ
สายตาของเขาวาดผ่านต่งฉีที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายจนหน้าตาดูไม่ได้ ก่อนจะเดินผ่านหลิ่วมู่มู่แล้วทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ว่า “ตามฉันมา”
ถือว่าเห็นแก่มิตรภาพอันน้อยนิดระหว่างเพื่อนร่วมงาน เขาจึงยอมยื่นมือเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ให้ฟางชวนสักครั้ง
หลิ่วมู่มู่ได้ยินดังนั้นก็รีบผุดลุกขึ้น มุดตัวตามเข้าห้องทำงานของเยียนซิวไปทันที โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองข้างหลัง ส่วนเจ้าเครื่องมือมนุษย์ที่ยังนั่งสะอึกสะอื้นอยู่นั้น ในเมื่อหมดประโยชน์แล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ตรงนั้นแหละ
ฟางชวนมองประตูห้องทำงานที่ปิดลงแล้วได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ จากนั้นจึงหันกลับมาจ้องหน้าต่งฉี “เดี๋ยวฉันจะทำบันทึกปากคำ ถามอะไร นายก็ตอบมาตามความจริง”
พอไร้เงาของหลิ่วมู่มู่คอยข่มขวัญ ความกล้าของต่งฉีก็เริ่มไหลย้อนกลับมานิดหน่อย เขาบ่นอุบอิบเสียงเบาหวิว “ทำไมต้องทำด้วยครับ”
ฟางชวนเลิกคิ้วสูง มุมปากยกยิ้มเย็น “ถ้านายไม่ชอบทำบันทึกปากคำในห้องทำงานแอร์เย็นๆ เราไปคุยกันต่อในห้องสอบสวนมืดๆ ก็ได้นะ ไปคุยเรื่องคลาสเรียนขายตรงที่นายไปเข้าร่วมมา เอาไหม”
ความกล้าที่เพิ่งโผล่หัวมาเมื่อกี้หดกลับเข้ากระดองทันที ต่งฉีรีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน “มะ... ไม่เอาครับ”
***
หลังจากแทรกตัวเข้ามาในห้องทำงานของเยียนซิวได้สำเร็จ หลิ่วมู่มู่ก็จัดการลงกลอนประตู แล้วหมุนตัวกลับมาด้วยท่วงท่าคล่องแคล่วราวกับทำเรื่องนี้มาเป็นร้อยรอบ
เสียงล็อกประตูดัง ‘กริ๊ก’ ทำให้เยียนซิวที่กำลังวางเสื้อโค้ทต้องหันกลับมามอง เขาเห็นเธอยืนเอามือไพล่หลังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่หน้าประตู
“เนื้อหาที่เราจะคุยกัน ไม่ได้เป็นความลับระดับชาติถึงขั้นต้องลงกลอนประตู” ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่เยียนซิวก็ไม่ได้เดินไปปลดล็อก เขาเพียงแค่ดึงเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานออกมาแล้วทิ้งตัวลงนั่ง
หลิ่วมู่มู่เห็นดังนั้นก็พุ่งตัวเข้าไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามทันที เธอเท้าคางมองเขา ทำตาหวานเชื่อมพลางพูดด้วยน้ำเสียงที่ดัดให้ดูเป็นห่วงเป็นใย
“ก็แหม... เกิดตอนที่คุณกำลังสารภาพความในใจกับฉัน แล้วฟางชวนดันมาได้ยินเข้า มันจะน่าอายเอานะ”
“ฟ้ายังสว่างอยู่ อย่าเพิ่งฝันกลางวัน”
“เชอะ” หลิ่วมู่มู่เบะปาก คนอะไร ไร้อารมณ์ขันชะมัด
เยียนซิวร้านจะต่อปากต่อคำกับเธอ เขาหยิบปากกาหมึกซึมด้ามหรูบนโต๊ะขึ้นมา จรดปลายปากกาเขียนข้อความบางอย่างลงบนกระดาษด้วยท่าทางสุขุม
เพียงครู่เดียว เขาก็เลื่อนกระดาษแผ่นนั้นมาตรงหน้าหลิ่วมู่มู่ “ขั้นตอนการถอนกู่”
หลิ่วมู่มู่รีบคว้ากระดาษขึ้นมาดู ลายมือของเยียนซิวทรงพลังและพริ้วไหวราวกับลายมังกร ตัวอักษรเป็นระเบียบสวยงาม...
อืม ก็ยอมรับว่าสวยกว่าลายมือไก่เขี่ยของเธอแค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ หลังจากพินิจพิเคราะห์ลายมือจนพอใจ เธอก็เริ่มกวาดสายตาอ่านขั้นตอนสามข้อที่เขียนอยู่บนนั้น
“ข้อหนึ่ง... เที่ยงคืนตรงให้เอาคนป่วยลงไปแช่ในเหล้าดีกรีแรงที่มีความเข้มข้น 50 ดีกรีขึ้นไป เป็นเวลาสิบนาที...”
อ่านถึงตรงนี้เธอก็ร้องโวยวาย “โห! นี่มันสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว เอาแอลกอฮอล์ล้างแผลผสมน้ำแทนได้ไหมเนี่ย”
เธอทำหน้าเสียดายของสุดขีด “ถ้าต่งฉีเป็นโสมคนพันปีก็ยังพอคุ้มค่าเหล้าดองยาหน่อย ปัญหาคือหมอนั่นค่าตัวยังไม่เท่าหัวไชเท้าตามตลาดสดเลยมั้ง”
“ไม่ได้” เยียนซิวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงฟังเสียงเจื้อยแจ้วของแม่นกแก้วนกขุนทองตรงหน้า
“ก็ได้ๆ แช่เหล้าเสร็จ ให้อมก้อนเหล็กไว้ในปากครึ่งชั่วโมง พอดึงก้อนเหล็กออกให้รีบเอาไปแช่ในช่องฟรีซตู้เย็นทันที...”
หลิ่วมู่มู่ทำตาโต “จบกัน แบบนี้ต้องเสียตู้เย็นไปเครื่องหนึ่งเลยเหรอ แล้วนี่ยังต้องทำซ้ำขั้นตอนข้างบนตั้งสิบรอบ นี่คุณพูดจริงหรือเปล่าเนี่ย”
เธอกะพริบตากลมโตมองเยียนซิวอย่างขอความเห็นใจแทนตู้เย็นที่บ้าน
“อืม” คำตอบสั้นๆ แต่หนักแน่น
“ฉันรู้สึกว่าเขาอาจจะไม่มีค่าพอให้ช่วยขนาดนั้นนะ ไม่งั้นเราปล่อยเขาไปตามยถากรรมเถอะ” หลิ่วมู่มู่พับกระดาษเก็บใส่กระเป๋าเสื้ออย่างลวกๆ แล้วเสนอความคิดเห็นด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
“กู่ฝันมีอันตรายต่อร่างกายโฮสต์น้อยมาก แต่ข้อเสียคือมันแพร่กระจายง่ายมาก ถ้าเธอไม่อยู่บ้าน คนในบ้านเธอจะติดกันงอมแงมในเวลาไม่นาน”
“ชิ งั้นก็ถือว่ายกผลประโยชน์ให้จำเลยไปแล้วกัน” หลิ่วมู่มู่ถอนหายใจอย่างเสียดาย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องถามด้วยความสงสัย
“ว่าแต่ ทำไมคุณถึงรู้วิธีถอนกู่ด้วยล่ะ ไปแอบเรียนมาจากสำนักไหน หรือมีใครสอน”
“เปล่า ไปถามเพื่อนมา”
หลิ่วมู่มู่หรี่ตาลงทันที น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจับผิด “เพื่อนแบบไหน”
เยียนซิวลืมตาขึ้นมาสบตาเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบเรียบๆ “...เพื่อนผู้ชาย”
“อ้อ...” หลิ่วมู่มู่ลากเสียงยาว สีหน้าดูพอใจกับคำตอบนี้ไม่น้อย
จังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตู “ก๊อก ก๊อก ก๊อก” ก็ดังรัวๆ ขึ้นจากด้านนอก ทำลายบรรยากาศในห้องจนหมดสิ้น
เยียนซิวลืมตาขึ้นเต็มตา มองไปทางหลิ่วมู่มู่เป็นเชิงบอกให้ไปเปิด
แต่หลิ่วมู่มู่นั่งนิ่งไม่ไหวติง ทำตัวหนักเป็นหิน
“นี่สองคนข้างในน่ะ คุยความลับกันเสร็จหรือยัง ออกมาได้ไหม หรือไม่ก็เปิดประตูให้ฉันเข้าไปหน่อย” เสียงโวยวายของฟางชวนดังทะลุประตูเข้ามา
“ทำไมตอนรีโนเวทคุณถึงไม่ทำห้องเก็บเสียงให้มันดีๆ หน่อยนะ” หลิ่วมู่มู่บ่นอุบ
“เพราะฉันไม่ได้คิดจะทำเรื่องอะไรที่ไม่น่าดูในห้องนี้ไง” เยียนซิวลุกขึ้นยืน เดินไปที่ประตู
“ฮึ คุณจะต้องเสียใจทีหลัง” หลิ่วมู่มู่งึมงำไล่หลังเขาเสียงเบา
พอเสียงกลอนประตูดังคลิก ฟางชวนก็โผล่หน้าเข้ามา เห็นหลิ่วมู่มู่นั่งหน้ามุ่ยอยู่ตรงข้ามโต๊ะทำงาน เขาก็รีบหดหัวกลับไปแล้วหันมารายงานเยียนซิว
“ถามเสร็จแล้ว เป็นสองคนนั้นตามที่เราสืบมาจริงๆ แต่น่าเสียดายที่เจ้าเด็กนั่นไปแค่ครั้งเดียวเลยรู้อะไรไม่มาก ผมส่งคนไปสอบปากคำที่บ้านตากับยายของเขาแล้ว”
หลิ่วมู่มู่ลุกเดินตามมาที่หน้าประตู แล้วพูดแทรกขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ต่งฉีบอกว่าในยาที่พวกนั้นขายมีกู่อายุวัฒนะอะไรนั่นผสมอยู่ด้วย ตากับยายของเขากินยาเข้าไปแล้ว จะไม่เป็นอะไรเหรอคะ”
[จบบท]