บทที่ 99: กู่ความฝัน
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังแทรกเข้ามาในความเงียบสงัดของพื้นที่เกิดเหตุ ดึงความสนใจของฟางชวนให้หันไปมองที่ปรึกษาหนุ่ม เยียนซิวปรายตามองหน้าจอโทรศัพท์แวบหนึ่ง ก่อนจะถือเครื่องมือสื่อสารเดินเลี่ยงออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
ถัดจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ ปลายสายอย่างหลิ่วมู่มู่ก็กดรับโทรศัพท์
คิ้วเรียวของหญิงสาวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ปกติแล้วถ้าไม่ใช่คอขาดบาดตายหรือมีธุระสำคัญจริงๆ คนอย่างเยียนซิวร้อยวันพันปีไม่เคยโทรหาใครก่อน เธอจึงกรอกเสียงถามกลับไปทันที
“ฮัลโหล มีอะไรหรือเปล่า เรื่องมันร้ายแรงมากเลยเหรอ”
“ไม่ร้ายแรง เธออยู่บ้านใช่ไหม” เยียนซิวเดินทอดน่องมาหยุดยืนอยู่กลางห้องรับแขก แสงแดดอุ่นยามบ่ายสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาอาบไล้ร่างสูงโปร่งจนดูเหมือนมีรัศมีสีทองจางๆ เคลือบอยู่
ทว่าใบหน้าด้านข้างที่งดงามราวกับรูปสลักกลับดูเย็นชาห่างเหิน ดุจเทพเซียนที่ไม่แยแสต่อความเป็นไปของโลกมนุษย์
“ใช่ วันนี้เพิ่งจะรู้เรื่องว่าเขาเอาเชื้อไปติดคนข้างบ้านเข้าให้แล้ว แถมบ้านนั้นยังมีคนท้องอยู่ด้วยอีกคน จะไม่เกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นแน่นะ” หลิ่วมู่มู่ตอบพลางนึกถึงแม่เลี้ยงของจางหยางที่กำลังอุ้มท้องแก่ อดไม่ได้ที่จะถามย้ำเพื่อความสบายใจ
“ไม่ต้องห่วงหรอก ในเมื่อราชินีกู่ถูกกำจัดไปแล้ว พวกกู่ลูกสมุนที่เหลือก็จะทยอยตายตามกันไปเอง ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ก็ได้”
“จริงแน่นะ” หลิ่วมู่มู่ยังคงถามย้ำด้วยน้ำเสียงไม่วางใจ
“ก็จริงสิ อีกอย่างกู่ความฝันมันจะเล่นงานเฉพาะคนที่มีจิตใจคิดร้ายเท่านั้น คนธรรมดาทั่วไปจะไปมีความคิดชั่วร้ายอะไรมากมายขนาดนั้นได้ยังไง อย่างมากที่สุดก็แค่ฝันบ่อยขึ้นนิดหน่อยแค่นั้นเอง”
นานทีปีหนที่เยียนซิวจะยอมเปลืองน้ำลายอธิบายอะไรยืดยาวแบบนี้ให้ใครฟัง
“ก็ได้ งั้นคุณทำงานต่อเถอะ ฉัน...”
“เดี๋ยว” หลิ่วมู่มู่ยังพูดไม่ทันจบประโยคดี เสียงทุ้มของเยียนซิวก็รั้งเธอไว้เสียก่อน
“ช่วงนี้ข้างนอกไม่ปลอดภัย อย่าเที่ยวออกไปเดินเพ่นพ่านที่ไหนบ่อยล่ะ”
“คำพูดแบบนี้ คุณควรจะเอาไปบอกพวกคนเลวที่คิดไม่ซื่อกับฉันมากกว่ามั้ง” หลิ่วมู่มู่หัวเราะคิกคัก สวนกลับไปอย่างอารมณ์ดี
เอาเข้าจริงเธอก็ไม่ได้นึกหวั่นเกรงความปลอดภัยของตัวเองสักเท่าไหร่ แต่การที่คนอย่างเยียนซิวอุตส่าห์เอ่ยปากกำชับด้วยตัวเองแบบนี้ ก็ทำให้เธอรู้สึกดีอยู่ไม่น้อย
มุมปากของเยียนซิวโค้งขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น “เชื่อฟังหน่อยน่า”
“รู้แล้วน่า สั่งเป็นคนแก่ไปได้”
หลังจากวางสาย หลิ่วมู่มู่ก็ชะโงกหน้ามองออกไปทางบ้านข้างๆ เห็นแม่เฒ่าจางกำลังด้อมๆ มองๆ รถขนของของตระกูลต่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น สายตาของเธอจับจ้องไปที่ถังเหล้าเต็มคันรถราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปข้างใน
ปากก็พยายามเลียบเคียงถามเจียงหลีไม่หยุดหย่อนว่าข้างในนั้นบรรจุอะไรมา เจียงหลีไม่มีทางเลือกจึงต้องโกหกคำโตว่าเป็นน้ำแร่จากบ่อน้ำพุร้อนที่สั่งขนมาจากต่างเมือง เอาไว้สำหรับแช่ตัวเพื่อสุขภาพ
แม่เฒ่าจางได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าด้วยความระอา “พวกคนหนุ่มสาวสมัยนี้ ไม่รู้จักเสียดายเงินทองกันบ้างเลย ถ้าแม่ผัวเธอยังอยู่ รับรองว่าคงไม่ปล่อยให้เธอผลาญเงินทำเรื่องไร้สาระแบบนี้แน่”
เจียงหลีได้ยินคำตำหนิแบบคนแก่หัวโบราณแล้วก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง แต่สีหน้ายังคงรักษาความยิ้มแย้มเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เพื่อนบ้านกันก็แบบนี้แหละ น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า เจอหน้ากันทุกวันจะให้มาผิดใจกันเพราะเรื่องขี้ประติ๋วแค่นี้ก็ใช่ที่
แม่เฒ่าจางเองก็คงไม่ได้คาดหวังคำอธิบายอะไรจากเจียงหลีอยู่แล้ว นางเพียงแค่ต้องการหาที่ระบายความหงุดหงิดในใจของตัวเองออกมาเท่านั้น
นางยังคงบ่นกระปอดกระแปดต่อไป “ดูอย่างสะใภ้บ้านฉันสิ อาศัยช่วงนี้ที่ฉันป่วยออดๆ แอดๆ แล้วก็มีไอ้มารหัวขนอยู่ในท้องมาเป็นข้ออ้าง กล้าต่อปากต่อคำกับฉันฉอดๆ ขนาดข้าวเช้ายังไม่ยอมลุกขึ้นมาทำให้กินเลย คิดดูสิว่าใช้ได้ที่ไหน”
ฟังแล้วเจียงหลีกลับรู้สึกเห็นใจหลู่เหยาขึ้นมาตงิดๆ เพราะสถานการณ์ของอีกฝ่ายช่างคล้ายคลึงกับเธอในอดีตเสียเหลือเกิน
ตอนที่เธอท้องลูกคนแรกก็เป็นลูกสาวเหมือนกัน ช่วงเวลานั้นต้องก้มหน้ารองรับอารมณ์ของคนในบ้านไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ซ้ำร้ายต่งเจิ้งหาวในตอนนั้นยังแย่ยิ่งกว่าจางซื่อจิงเสียอีก
จางซื่อจิงน่ะเพราะงานยุ่งรัดตัวเลยไม่ค่อยได้อยู่บ้าน แต่เวลาอยู่เขาก็ปฏิบัติต่อภรรยาดีใช้ได้
ผิดกับต่งเจิ้งหาวรายนั้นไม่ว่าแม่ของเขาจะพูดอะไรก็เห็นดีเห็นงามไปเสียหมดว่าเป็นคำบัญชาสวรรค์ พอนึกย้อนกลับไปตอนนี้ไฟโทสะในใจก็ยังคุกรุ่นไม่หาย
คิดได้ดังนั้นเธอจึงอดไม่ได้ที่จะพูดแก้ต่างให้หญิงสาวข้างบ้าน “เสี่ยวหลู่เธอเพิ่งจะท้องแรก อาการแพ้ท้องอาจจะรุนแรงไปบ้าง ตื่นเช้าไม่ไหวก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนท้องนะคะ”
แม่เฒ่าจางแค่นเสียง ฮึ ในลำคออย่างไม่สบอารมณ์ “สมัยพวกฉันท้องโย้ก็ยังต้องแบกจอบแบกเสียมลงนาทำงานเหมือนกัน ทำไมแม่นั่นถึงได้ทำตัวสำออยเป็นคุณนายตีนแดงนักก็ไม่รู้”
แต่สิ่งที่ทำให้นางไม่พอใจยิ่งกว่าความขี้เกียจก็คือหลู่เหยาดันอุ้มท้องลูกสาว แต่ในเมื่อนักพยากรณ์ผู้มีชื่อเสียงยืนยันหนักแน่นว่าเด็กคนนี้มีบุญวาสนามาเกิด แม่เฒ่าจางจึงจำใจต้องกลืนความผิดหวังลงคอแล้วยอมรับความจริง
ระหว่างที่กำลังยืนนินทากันอยู่นั้น ประตูบ้านตระกูลจางก็เปิดออก หลู่เหยาเดินอุ้ยอ้ายออกมา คงเป็นเพราะฮอร์โมนคนท้องทำให้เธอดูอวบอิ่มขึ้นกว่าเดิม ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล สีหน้าดูสดใสแข็งแรงดี
พอเห็นเจียงหลียืนอยู่เธอก็ยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตร ก่อนจะหันไปพูดกับแม่สามีด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “คุณแม่คะ กับข้าวเสร็จแล้วค่ะ เข้าไปทานข้าวกันเถอะ”
ทั้งแม่เฒ่าจางและจางหยางต่างปรายตามองไปที่หลู่เหยาด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์อย่างปิดไม่มิด แต่คงเพราะความหิวที่เริ่มเล่นงานกระเพาะ แม่เฒ่าจางจึงยอมให้หลานชายประคองเดินกลับเข้าบ้านไปแต่โดยดี
จังหวะที่เดินสวนกับหลู่เหยา จางหยางจงใจเบี่ยงตัวเข้าหา ไหล่ของเด็กหนุ่มกระแทกเข้ากับไหล่ของแม่เลี้ยงอย่างจังจนหลู่เหยาเซถลาเกือบจะล้ม
เจียงหลีมองภาพครอบครัวหรรษาตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ นึกขอบคุณสวรรค์ที่ตอนเธอแต่งงานเข้าบ้านตระกูลต่ง สามีของเธอไม่มีลูกติดที่โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแบบนี้
เมื่อตระเตรียมข้าวของทุกอย่างจนครบครัน พอตกดึกสมาชิกทุกคนในบ้านต่างก็มารวมตัวกันอยู่ในห้องนอนของต่งฉีเพื่อรอฤกษ์ยาม
หลิ่วมู่มู่นั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้ ศีรษะซบลงบนไหล่ของต่งเยว่สัปหงกด้วยความง่วงงุน คืนแรกของการรักษาต่งเจิ้งหาวไม่ไว้วางใจลูกชายตัวแสบ จึงไปลากตัวเธอลงมาจากเตียงอุ่นๆ ให้มาช่วยเฝ้าไข้ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนเป็นรถสปอร์ตหรูหนึ่งคัน
ถูกต้องแล้ว พ่อต่งตัดสินใจยึดรถสปอร์ตที่ควรจะเป็นของขวัญวันเกิดต่งฉี มาประเคนให้หลิ่วมู่มู่แทนหน้าตาเฉย
อันที่จริงหลิ่วมู่มู่ก็ไม่ได้พิศวาสรถราอะไรพวกนั้นนักหรอก แต่เธอไม่ใช่คนโง่ มีลาภก้อนโตหล่นทับใส่ตักขนาดนี้ เรื่องอะไรจะปฏิเสธให้โง่เล่า
ภายในห้องน้ำ กลิ่นฉุนกึกของเหล้าขาวดีกรีแรงลอยคลุ้งไปทั่ว เจียงหลีเทเหล้าลงไปครึ่งอ่างกะปริมาณให้พอดีกับที่ต่งฉีจะลงไปนอนแช่ได้ พอเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลา ต่งฉีก็ถูกผู้เป็นพ่อหิ้วปีกจับกดลงไปในอ่างอาบน้ำทันที
ตอนแรกเด็กหนุ่มคิดว่ามันก็คงเหมือนกับการแช่น้ำร้อนธรรมดา ใครจะไปรู้ว่าทันทีที่ผิวหนังสัมผัสโดนน้ำเหล้า ความรู้สึกแสบร้อนดุจไฟเผาก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง
ต่งฉีแหกปากร้องลั่นบ้าน พยายามจะดีดตัวหนีออกจากนรกขุมย่อมๆ นี้ แต่ต่งเจิ้งหาวกับเจียงหลีเตรียมรับมือไว้อยู่แล้ว ทั้งคู่ช่วยกันออกแรงกดไหล่ลูกชายไว้แน่นไม่ให้ดิ้นหลุด
“โอ๊ยยย! แสบ! พ่อ! แม่! รีบปล่อยผมออกไปเดี๋ยวนี้นะ!”
เจียงหลีเห็นลูกชายดิ้นพล่านก็ใจคอไม่ดี ทั้งสงสารทั้งเป็นห่วง ได้แต่ปลอบประโลม “ลูกอดทนหน่อยนะลูก อีกแป๊บเดียวก็ได้ขึ้นมาแล้ว”
หลิ่วมู่มู่นั่งไขว่ห้างดูละครฉากเด็ดอยู่ข้างขอบอ่าง พลางพูดจาทับถมด้วยความหมั่นไส้ “ใครใช้ให้นายอุตริไปปลอมใบเกรดล่ะ เป็นไงล่ะทีนี้ สมน้ำหน้า ตอนนี้ยังอยากได้รถสปอร์ตอยู่อีกไหมพ่อตัวดี”
“ฮือออ ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้วครับพี่” ต่งฉีเจ็บปวดทรมานจนน้ำตาแตก ร้องไห้โฮออกมาไม่อายใคร
ความเจ็บปวดที่ได้รับมันเหมือนกับเอาพริกขี้หนูบดละเอียดมาทาจนทั่วตัว แล้วกระโดดลงไปแช่ในน้ำเดือด รสชาติความทรมานมันช่างซาบซ่านถึงทรวงใน
ทุกตารางนิ้วบนร่างกายของเขา ไม่มีตรงไหนที่ไม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
“คราวหน้าคราวหลังยังจะกล้าหนีออกจากบ้านอีกไหม”
“ไม่กล้าแล้ว ฮือออ... เข็ดแล้วครับ...”
ต่งฉีร้องไห้ฟูมฟายน้ำมูกน้ำตาไหลพรากดูน่าสมเพชเวทนา หลิ่วมู่มู่รับบทเป็นผู้สอบสวน
ส่วนต่งเยว่ก็ทำหน้าที่ตากล้อง ถือโทรศัพท์ของพี่สาวถ่ายวิดีโอเก็บไว้ทุกช็อตเด็ด ทั้งสองคนรับส่งมุกกันอย่างเข้าขา มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพี่น้องคลานตามกันมา
จังหวะที่ต่งเจิ้งหาวหันขวับกลับมา เห็นลูกสาวคนเล็กมือไวรีบซ่อนโทรศัพท์มือถือไว้ด้านหลัง เขาก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ว่าลูกสาวคนเล็กผู้เรียบร้อยกำลังจะถูกพี่สาวตัวแสบพาเสียคนเข้าให้แล้ว
สิบนาทีแห่งความทรมานผ่านพ้นไป ในที่สุดต่งฉีก็ได้ตะกายขึ้นมาจากอ่างน้ำเหล้าด้วยสภาพหมดเรี่ยวแรง ทันทีที่พ้นขอบอ่าง ปากของเขาก็ถูกยัดแท่งเหล็กเย็นเฉียบเข้าไป
รอจนเวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง พอถึงกำหนดเอาแท่งเหล็กออกมา ทุกคนก็ต้องขนลุกซู่
เมื่อเห็นว่าบนแท่งเหล็กนั้นมีคราบสีแดงๆ ลักษณะเหมือนสนิมเกาะอยู่เต็มไปหมด แม้จะมองดูไม่ชัดเจนนัก แต่สิ่งที่ทำให้สยดสยองคือของพวกนั้นมันกำลังขยับยั้วเยี้ย... มันเป็นสิ่งมีชีวิต
และพวกมันทั้งหมดนั่น คือสิ่งที่ไชออกมาจากร่างกายของต่งฉี
คนในบ้านยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าใจกล้าพอจะใช้มือจับ หลิ่วมู่มู่จึงต้องรับบทหน่วยกล้าตาย ใช้คีมคีบแท่งเหล็กสยองขวัญนั้นออกมาจากปากน้องชาย แล้วเหวี่ยงมันลงไปในตู้เย็นใบเล็กที่เตรียมไว้ข้างๆ อย่างรวดเร็ว
[จบบท]