เหลียงเหม่ยเฟินจ้องมองปลาตัวอ้วนพีที่ดิ้นขลุกขลักอยู่ในตะกร้าตาเป็นมัน เสียงกลืนน้ำลายดัง ‘เอือก’ ลอดผ่านลำคอออกมาอย่างชัดเจนในความเงียบ ปลาพวกนี้ตัวใหญ่ยักษ์จนน่าตกใจจริงๆ ให้ตายสิ
ปลาเยอะขนาดนี้ สมาชิกในบ้านตระกูลจวงจะกินกันหมดได้อย่างไร ถ้ากินไม่หมดแบบนี้ เธอก็สามารถแบ่งส่วนหนึ่งส่งกลับไปให้พ่อแม่ที่บ้านเดิมได้ใช่ไหม? ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัวของสะใภ้ใหญ่ทันที
สายตาของเหลียงเหม่ยเฟินเลื่อนกลับไปมองที่บ่อน้ำแข็งอีกครั้งพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ อย่างใช้ความคิด บ่อน้ำแข็งแห่งนี้... ถ้าเธอแอบคาบข่าวไปบอกคนที่บ้านเดิมให้มาจับบ้างจะเป็นอะไรไหมนะ
จ้าวชุ่ยฮวากำลังยิ้มกริ่มด้วยความภาคภูมิใจในผลงานของตัวเอง แต่พอหันกลับมาเห็นสายตาเจ้าเล่ห์ที่แฝงเจตนาไม่ซื่อของลูกสะใภ้คนโตเข้า แม่สามีอย่างเธอก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที สัญชาตญาณบอกว่าต้องจัดการขั้นเด็ดขาด เธอจึงตวาดเสียงเขียวใส่ทันควัน
“นี่คือสถานที่ที่ฉันเป็นคนหาเจอ ถ้าเธอคาบข่าวไปบอกบ้านเดิมของเธอเดี๋ยวนี้ ก็ไสหัวกลับบ้านไปเลยไม่ต้องกลับมาเหยียบที่นี่อีก หย่าเท่านั้น! ฉันจะให้เจ้าใหญ่หย่ากับเธอแน่”
เหลียงเหม่ยเฟินได้ยินคำขาดนั้นก็สะดุ้งโหยงจนตัวสั่น รีบละล่ำละลักปฏิเสธเสียงหลง
“แม่คะ! ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นนะคะ”
“ถุย! ฉันไม่สนหรอกว่าเธอจะคิดหรือไม่ได้คิด แต่ถ้าฉันรู้ว่าเธอทำเรื่องพรรค์นั้นจริงๆ ก็เตรียมตัวเก็บข้าวของกลับไปอยู่บ้านเดิมถาวรได้เลย กลับไปเป็นคนรับใช้ให้น้องชายของเธอไปจนตายเถอะ อย่าหาว่าฉันไม่ไว้หน้า วันนี้ฉันจะเป็นแม่ผัวใจร้ายให้ดู”
จ้าวชุ่ยฮวาใช้คำพูดที่รุนแรงและฟังดูระคายหู แต่เธอรู้ดีว่ากับคนประเภทนี้ต้องใช้ไม้แข็งเท่านั้นถึงจะเอาอยู่ เธอรู้จักนิสัยของลูกสะใภ้คนโตอย่างเหลียงเหม่ยเฟินดียิ่งกว่าใคร ถ้าพูดจาภาษาดอกไม้ด้วยเหตุผลหรือแสดงความจริงใจห่วงใย
เหลียงเหม่ยเฟินกลับจะไม่เห็นค่าและไม่เก็บเอาไปใส่ใจ หนำซ้ำยังจะมองว่าเธอเป็นคนหัวอ่อนรังแกง่าย เอะอะก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าถูกกระทำ ดูอย่างชาติที่แล้วสิ เธอทำดีกับบ้านลูกชายคนโตสารพัด
แต่ในใจของเหลียงเหม่ยเฟินกลับมองว่าเธอเป็นแม่ผัวใจยักษ์มารร้ายที่ไม่เคยดีพอ ช่วงหลังจ้าวชุ่ยฮวาเลยเปลี่ยนวิธี เลิกทำตัวแสนดีแล้วหันมาดุเข้าใส่ หน้าตึงไม่รับแขก ไม่ด่าไม่พูดด้วย ไม่ดุไม่เปิดปาก ผลปรากฏว่าเหลียงเหม่ยเฟินกลับมองว่าแม่สามีเป็นคนตรงไปตรงมาเสียอย่างนั้น
จ้าวชุ่ยฮวานึกแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความอ่อนใจ คนบางคนก็แปลกพิลึก ชอบให้ด่าถึงจะรู้เรื่อง ดังนั้นเธอจึงไม่คิดจะเกรงใจ ใส่ความเกรี้ยวกราดลงไปเต็มสูบ แล้วก็ได้ผลชะงัด คำพูดเจ็บแสบของเธอทำให้เหลียงเหม่ยเฟินหุบปากฉับ ทำหน้าตาเจี๋ยมเจี้ยมเหมือนสำนึกผิด ดูท่าทางคำขู่เรื่องหย่าจะซึมเข้าสมองไปเรียบร้อยแล้ว
จ้าวชุ่ยฮวาเห็นอีกฝ่ายสงบลงก็ปรับอารมณ์เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยสั่งงาน
“พักเหนื่อยสักหน่อย แล้วพวกเราค่อยกลับกัน” เหลียงเหม่ยเฟินยังคงมีความเสียดาย เธอถามเสียงอ่อยอย่างลังเล
“ปลายังจับได้อีกเยอะเลยนะคะแม่ เราไม่จับเพิ่มอีกสักหน่อยเหรอคะ”
ใจจริงจ้าวชุ่ยฮวาก็ไม่อยากกลับตอนนี้เหมือนกัน แต่ความกังวลเรื่องความปลอดภัยและการขนย้ายก็มีมากกว่า ถ้าขนปลาไปเยอะเกินไปจะตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนระหว่างทางได้ง่าย อีกอย่างระยะทางจากตรงนี้กลับไปถึงบ้านก็ไม่ใช่ใกล้ๆ แถมเมื่อกี้ผิวน้ำแข็งเริ่มมีรอยร้าวให้เห็นแล้ว คิดแล้วก็ยังเสียวสันหลังวาบ
“เอาไว้รอบหน้าเถอะ เดี๋ยวรอบหน้าค่อยเกณฑ์พวกผู้ชายในบ้านมาช่วยกัน ฉันมาครั้งนี้ก็แค่อยากจะมาดูลาดเลาให้แน่ใจเฉยๆ คราวหน้าต้องเตรียมเชือกมาผูกเอวกันไว้ด้วยเพื่อความปลอดภัย ฉันดูทรงแล้วน้ำแข็งตรงนี้มันไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่” ถึงจะตะกละอยากกินปลาแค่ไหน แต่ชีวิตคนก็สำคัญกว่า
“อีกอย่าง ตอนนี้ที่บ้านมีแค่เด็กสองคนอยู่กันตามลำพัง มื้อเที่ยงพวกนั้นยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย”
จ้าวชุ่ยฮวาตัดสินใจเด็ดขาด เธอลุกขึ้นจัดการจัดเรียงปลาในตะกร้าสะพายหลังให้เรียบร้อย ใบหน้าของเธอเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข แค่คิดถึงรสชาติของเนื้อปลาก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจอย่างบอกไม่ถูก เธอกำชับลูกสะใภ้อีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ขากลับพวกเราต้องระวังตัวให้ดี อย่าให้ใครจับสังเกตได้เด็ดขาด” เหลียงเหม่ยเฟินพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วยรัวๆ
“แม่ เรื่องนี้ฉันรู้ดีค่ะ”
อยู่บ้านพักรวมมาหลายปี มีหรือจะไม่รู้นิสัยใจคอของคนในละแวกนั้น ถ้าขืนให้คนในลานบ้านรู้ว่าพวกเธอเจอแหล่งขุมทรัพย์เข้า รับรองได้เลยว่าแค่พริบตาเดียวปลาในบ่อนี้คงไม่เหลือแม้แต่ลูกปลาตัวจิ๋ว
พอจินตนาการภาพฝูงชนแห่กันมาแย่งปลา ทั้งแม่ผัวลูกสะใภ้ต่างก็พร้อมใจกันห่อไหล่ด้วยความสยอง จ้าวชุ่ยฮวาคิดคำนวณในใจแล้วก็วางแผนทันที
“ไม่ได้การ ของดีแบบนี้ช้าไม่ได้ เราต้องรีบกลับก่อน เที่ยงนี้ฉันจะแวะไปหาตาเฒ่าที่โรงงาน ส่วนเธอก็ไปหาเจ้าใหญ่ บอกให้พวกผู้ชายลางานช่วงบ่าย แล้วเราค่อยกลับมาลุยกันใหม่” เธอนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริมแผนการให้รัดกุมขึ้น
“ฉันจะไปหาหมิงเหม่ยเพื่อยืมจักรยาน ช่วงบ่ายเราจะไม่นั่งรถเมล์มากันแล้ว ขี่จักรยานมาจะดีกว่า ไม่เป็นจุดสนใจด้วย”
“ตกลงตามนั้นค่ะ”
สองแม่ผัวลูกสะใภ้ตกลงกันเป็นมั่นเหมาะ ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินกลับลงมาจากเนินเขา ต้องเดินเท้าต่อไปอีกระยะหนึ่งกว่าจะถึงป้ายรถเมล์ ทั้งคู่เดินจ้ำอ้าวด้วยความกระตือรือร้น ท่าทางองอาจผ่าเผยราวกับทหารกล้าที่เพิ่งชนะศึก เรื่องโชคดีแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ
ในขณะที่จ้าวชุ่ยฮวากอบโกยผลประโยชน์เต็มกระบุง ทางด้านหมิงเหม่ยเองก็ยุ่งจนหัวหมุนมาตลอดทั้งเช้าเหมือนกัน อีกแค่ครึ่งเดือนก็จะถึงวันตรุษจีน ผู้คนต่างพากันออกมาจับจ่ายใช้สอยและเดินทางกันขวักไขว่ หมิงเหม่ยตะโกนเรียกผู้โดยสารจนคอแทบแตก น้ำที่เตรียมมาหนึ่งกระบอกก็ดื่มจนเกลี้ยง พอถึงช่วงพักเที่ยง หมิงเหม่ยจึงรีบสับเปลี่ยนกะเพื่อไปหาข้าวกิน ทันใดนั้นเสียงเรียกจากป้อมยามก็ดังขึ้น
“เสี่ยวหมิง เสี่ยวหมิง มีคนมาหาแน่ะ” หมิงเหม่ยรีบลุกขึ้นขานรับเสียงใส
“มาแล้วจ้า” หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราอย่างเธอ กลับมีฉายาในวงการที่ใครๆ ก็เรียกว่า 'เสี่ยวหมิง' ดูเหมือนนามสกุลจะเป็นเหตุให้เสียของจริงๆ
หมิงเหม่ยเดินเร็วๆ ไปที่หน้าประตู ก็เห็นแม่สามีร่างเล็กยืนเดินวนไปวนมาอยู่ที่หน้าสถานีขนส่งผู้โดยสาร เธอรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา ก่อนจะตบไหล่จ้าวชุ่ยฮวาเบาๆ แล้วคล้องแขนแม่สามีอย่างสนิทสนมพร้อมรอยยิ้มหวานหยด
“แม่ มาทำอะไรที่นี่คะ รีบเข้ามานั่งข้างในก่อนเร็ว” ลุงยามที่ป้อมแอบเอาหนังสือพิมพ์บังหน้า แต่สายตาก็ยังคอยชำเลืองมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น จ้าวชุ่ยฮวาดึงแขนลูกสะใภ้คนเล็กให้ขยับออกมาห่างจากผู้คนเล็กน้อย แล้วกระซิบกระซาบ
“ฉันขอยืมจักรยานของเธอหน่อย มีเรื่องดีๆ รออยู่” หมิงเหม่ยทำหน้ามุ่ยเล็กน้อยด้วยความหวงของ
“ยืมเยิมอะไรกันคะ คนกันเองจะใช้ก็เอาไปใช้สิคะ” ปากบอกว่าไม่เป็นไร แต่ในใจก็อดหวงไม่ได้ ทว่าพอได้ยินคำว่า 'เรื่องดีๆ' เธอก็พร้อมจะเชื่อใจแม่สามีทันที
จ้าวชุ่ยฮวาเห็นสีหน้าของลูกสะใภ้ที่คิ้วขมวดมุ่นด้วยความเสียดายแต่ปากยังแสร้งทำเป็นใจกว้าง ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ
“วางใจเถอะน่า รับรองว่าจะไม่ให้มีรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว เดี๋ยวตอนเย็นเธอกลับไปถึงบ้านก็จะรู้เอง อ้อ แล้วเลิกงานก็รีบกลับบ้านเลยนะ ไปช่วยดูความเรียบร้อยที่บ้านหน่อย วันนี้พวกเราทุกคนจะกลับช้านิดนึง” พอแม่สามีเกริ่นมาแบบนี้ คนหัวไวอย่างหมิงเหม่ยมีหรือจะไม่เข้าใจ ดวงตาของเธอเป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที เธอพยักหน้าหงึกหงักอย่างกระตือรือร้น
“วางใจได้เลยค่ะแม่ ยกหน้าที่นี้ให้ฉันจัดการเอง ไม่มีปัญหาแน่นอน”
“อย่าเที่ยวออกไปซนที่ไหนล่ะ” จ้าวชุ่ยฮวาดักคอ หมิงเหม่ยพยักหน้า
“อย่าพาหลานทั้งสองคนไปก่อเรื่องเชียว” จ้าวชุ่ยฮวาย้ำอีก หมิงเหม่ยพยักหน้าอีกรอบ
“มื้อเย็นก็ทำอะไรกินกันง่ายๆ ไปก่อน...” หมิงเหม่ยเท้าเอวทำท่าขึงขัง
“แม่คะ นี่แม่ไม่ไว้ใจฝีมือหนูเหรอคะ บอกแล้วไงว่าไม่มีปัญหาจริงๆ”
“เออๆ เอาเถอะ ตามใจ”
จ้าวชุ่ยฮวารับกุญแจรถมาแล้วก็รีบปั่นออกไป ทิ้งให้หมิงเหม่ยกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ บรรยากาศบนรถโดยสารประจำทางแออัดยัดเยียดจนแทบจะไม่มีที่ยืน หมิงเหม่ยในบทบาทพนักงานขายตั๋วตะโกนเสียงดังลั่นแข่งกับเสียงเครื่องยนต์
“คนข้างหน้าช่วยเดินขยับเข้าไปข้างในหน่อยค่ะ ด้านหลังยังมีที่ว่างอีกเยอะ เดินเข้าไปเลยค่ะ เดินเข้าไป”
“คนที่กำลังจะขึ้นใจเย็นๆ นะคะ นี่เป็นรถเที่ยวสุดท้ายแล้ว ช่วยๆ กันขยับหน่อยค่ะ แบ่งที่ให้คนอื่นด้วย”
“ขึ้นประตูหน้า ลงประตูหลัง ขึ้นแล้วซื้อตั๋วด้วยนะคะ” หมิงเหม่ยมองเห็นสภาพคนในรถที่เบียดเสียดกันจนแทบจะเป็นปลากระป๋องอัดแน่น แล้วก็ตะโกนสั่งการต่อไปไม่หยุด
“ด้านหลังยังว่างอยู่นะคะ ขยับเข้าไปอีกนิดค่ะ...”
ผู้คนที่ยังเบียดเสียดกันอยู่ตรงป้ายรถเมล์ต่างพากันชะเง้อคอมองลอดหน้าต่างรถเข้ามา สายตาจับจ้องไปที่ฝูงชนอันอัดแน่นยัดทะนานอยู่ด้านใน พลางนึกค่อนขอดในใจว่าพนักงานขายตั๋วหน้าตาจิ้มลิ้มคนนี้ช่างโกหกหน้าตายเสียจริงๆ
ปากบอกว่าข้างในยังว่าง แต่สภาพที่เห็นนี่มันปลากระป๋องชัดๆ จะเอาพื้นที่ตรงไหนไปว่าง ไม่เห็นหรือไงว่าคนยืนเบียดกันจนแทบจะรวมร่างกันได้อยู่แล้ว ถึงแม้ในใจจะบ่นอุบอิบและก่นด่าไปสารพัด แต่ขาทั้งสองข้างกลับขยับก้าวขึ้นบันไดรถอย่างไม่ลังเล พร้อมกับพยายามแทรกตัวดันคนข้างหน้าเข้าไปอย่างสุดความสามารถ
ถ้าไม่ยอมเบียดเข้าไปตอนนี้ แล้วคนข้างล่างที่รออยู่จะขึ้นมาได้อย่างไร อีกอย่างนี่มันรถเที่ยวสุดท้ายแล้ว ถ้าพลาดคันนี้ไปคงต้องเดินขากลากกลับบ้านแน่ ต้องยอมรับว่าในยุคสมัยนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงมีความซื่อใสและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันอยู่มาก
ต่อให้บ่นแต่ก็ยังยอมขยับให้กัน หมิงเหม่ยเห็นคนเริ่มขยับ นางเอกประจำรถเมล์อย่างเธอก็รีบตะโกนกระตุ้นยอดขายที่ว่างทันที
“ขยับเข้าไปอีกนิด ขยับเข้าไปอีกหน่อยจ้า...”
หลังจากตะโกนจนสุดเสียง เธอก็ยกกระติกน้ำประจำกายขึ้นมาเขย่าเบาๆ น้ำร้อนที่เติมมาตั้งแต่ตอนเที่ยงพร่องไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงน้ำก้นกระติกที่มีพังทะลายลอยเท้งเต้งอยู่ เธอหมุนฝาปิดกระติกให้แน่น พลางสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกพลังเฮือกสุดท้าย นี่คือรถเที่ยวสุดท้ายแล้ว ส่งผู้โดยสารรอบนี้เสร็จ เธอก็จะได้เลิกงานกลับบ้านไปนอนตีพุงเสียที หมิงเหม่ยรวบรวมลมปราณแล้วตะโกนออกไปอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหวานใสแต่ดังกังวาน
“พี่น้องทุกคนคะ ช่วยเห็นอกเห็นใจกันหน่อยแบ่งที่ยืนให้คนอื่นด้วยนะคะ!” ในที่สุดความพยายามของเธอก็สัมฤทธิผล เมื่อผู้โดยสารคนสุดท้ายสามารถแทรกตัวขึ้นมาบนรถได้สำเร็จ หมิงเหม่ยชูมือขึ้นสูงส่งสัญญาณให้คนขับทราบ เสียงประตูปิดดังเอี๊ยด ตามด้วยแรงกระชากเบาๆ
เมื่อรถประจำทางคันใหญ่เริ่มเคลื่อนตัวออกไปข้างหน้า เส้นทางที่หมิงเหม่ยรับผิดชอบวิ่งผ่านย่านสำคัญอย่างหวังฝูจิ่ง ซึ่งปกติคนก็เยอะอยู่แล้ว แต่ยิ่งใกล้ช่วงเทศกาลตรุษจีนแบบนี้ จำนวนผู้คนยิ่งทวีคูณมหาศาลราวกับฝูงมดแตกรัง มองไปทางไหนก็เห็นแต่หัวคนดำพรึ่บไปหมด
รถประจำทางจอดเทียบท่ารับส่งผู้โดยสารป้ายแล้วป้ายเล่า จำนวนคนที่อัดแน่นเริ่มทยอยลงไปทีละน้อย พื้นที่ว่างในรถเริ่มปรากฏให้เห็น หมิงเหม่ยลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ภารกิจอันหนักหน่วงของวันนี้กำลังจะจบลงเสียที
ฤดูหนาวพระอาทิตย์มักจะขี้เกียจทำงาน มันรีบมุดลงดินหนีไปนอนตั้งแต่หัวค่ำ แถมวันนี้หมิงเหม่ยยังเลิกงานช้ากว่าปกติเล็กน้อย ทำให้ตอนที่เธอเดินกลับเข้าซอยท้องฟ้าก็มืดสนิทไปเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่ก้าวขาเข้าสู่ลานบ้าน
กลิ่นหอมของอาหารนานาชนิดก็ลอยมาเตะจมูก บ้านนั้นผัดผัก บ้านนี้ต้มแกง แต่ทว่าคืนนี้กลับไม่มีกลิ่นหอมยั่วน้ำลายของปลาเหมือนเมื่อคืนวาน ที่หน้าประตูบ้านตระกูลจวง มีร่างเล็กๆ สองร่างกำลังนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย ท่ามกลางลมหนาวที่พัดโชยมา หู่โถวและเสี่ยวเยี่ยนจื่อ เด็กน้อยทั้งสองต่างชะเง้อคอยมองไปทางปากทางเข้า พอเห็นเงาตะคุ่มๆ ที่คุ้นตาเดินเข้ามา ทั้งคู่ก็ร้องตะโกนขึ้นพร้อมกันด้วยความดีใจ “อาเล็กกลับมาแล้ว!”
ถึงแม้ว่าเด็กทั้งสองจะยังไม่ค่อยสนิทสนมกับหมิงเหม่ยมากนัก เพราะเพิ่งจะมาเป็นอาสะใภ้ได้ไม่นาน ความรู้สึกยังมีความห่างเหินและเกรงใจอยู่บ้าง แต่ในความรู้สึกของเด็กน้อย อย่างไรเสียอาสะใภ้คนนี้ก็คือคนในครอบครัว ย่อมแตกต่างจากเพื่อนบ้านคนอื่น เมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา
พวกเขาจึงรู้สึกตื่นเต้นและดีใจเป็นพิเศษ ราวกับเห็นแสงสว่างในความมืดมิด หู่โถวแม้จะมีอายุ 6 ขวบแล้ว แต่เขาก็ยังเป็นเพียงเด็กชายตัวน้อยๆ คนหนึ่ง การที่ต้องอยู่บ้านกันตามลำพังโดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย แถมข้าวมื้อเย็นก็ยังไม่ตกถึงท้อง
ในขณะที่เพื่อนๆ วัยเดียวกันต่างถูกพ่อแม่เรียกกลับไปกินข้าวกันหมดแล้ว ความรู้สึกว้าเหว่และน้อยใจจึงเริ่มก่อตัวขึ้นในอก พอเห็นหมิงเหม่ยปรากฏตัวขึ้น เขาจึงรีบวิ่งถลาเข้าไปหาเธอทันทีเหมือนลูกนกเจอแม่
หมิงเหม่ยรีบสาวเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหา แก้มเนียนใสของเธอแดงระเรื่อเพราะความหนาวและเหนื่อยจากการทำงาน เธอรีบเอ่ยถามเด็กทั้งสองด้วยความเป็นห่วง
“ทำไมไม่เข้าไปรอในบ้าน มานั่งตากลมอยู่ตรงนี้ทำไม เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก รีบเข้าบ้านเร็ว” พูดจบเธอก็พาทั้งสองคนเดินเข้าบ้านไป ก่อนจะเอื้อมมือไปกระตุกเชือกเพื่อเปิดไฟ แสงไฟสีส้มนวลตาจากหลอดไฟสว่างวาบขึ้น ขับไล่ความมืดมิดภายในห้องออกไปจนหมดสิ้น ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้นมาทันตา
หมิงเหม่ยหันไปถามหลานทั้งสอง
“หิวกันแย่แล้วใช่ไหม” หู่โถวพยักหน้าหงึกหงักอย่างเขินอายเล็กน้อย ส่วนเสี่ยวเยี่ยนจื่อที่ยังเด็กและไร้เดียงสากว่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงอู้อี้และน่าเอ็นดู
“เสี่ยวเยี่ยนจื่อหิวแล้ว ที่บ้านไม่มีใครอยู่เลย ข้าวก็ไม่มีกิน”
ได้ยินเสียงเล็กๆ บ่นหิว หมิงเหม่ยก็รีบวางสัมภาระลงแล้วถลกแขนเสื้อขึ้นทันที
“โอเค งั้นเดี๋ยวอาเล็กจะโชว์ฝีมือทำกับข้าวให้กินเอง” เธอเดินไปเปิดตู้กับข้าวดูวัตถุดิบที่เหลืออยู่ พลางใช้ความคิดครู่หนึ่ง
“ทำอะไรกินดีนะ... ขออาดูหน่อย... งั้นทำซุปแป้งแผ่นก็แล้วกันพวกเธอว่าดีไหม” หมิงเหม่ยคิดว่าอากาศหนาวเหน็บแบบนี้ ถ้าทุกคนกลับมาถึงบ้านแล้วได้ซดน้ำซุปร้อนๆ คล่องคอคงจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นได้มาก จึงตัดสินใจเลือกเมนูนี้ หู่โถวและเสี่ยวเยี่ยนจื่อหันมามองหน้ากันด้วยความแปลกใจ
นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้ใหญ่มาขอความเห็นจากพวกเขา ทั้งสองทำหน้าเคร่งขรึมก่อนจะพยักหน้าพร้อมกันอย่างหนักแน่น
“ดีครับ/ดีค่ะ” หมิงเหม่ยยิ้มกว้าง
“ตกลงตามนั้น มื้อนี้กินซุปแป้งแผ่น ใส่ผักลงไปหน่อยจะได้อร่อย ว่าแต่พวกเธอรู้ไหมว่าผักเก็บไว้ตรงไหน” หู่โถวรีบยกมือตอบอย่างกระตือรือร้น
“ผมรู้ครับ ในห้องใต้ดินมีอยู่”
“งั้นใส่ผักกาดขาวลงไปด้วยแล้วกัน”
หมิงเหม่ยกวาดสายตาสำรวจเสบียงในครัวอีกครั้ง ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นไข่ไก่ที่วางเรียงรายอยู่ เธอหันกลับมามองเด็กทั้งสองด้วยแววตาเจ้าเล่ห์นิดๆ
“นี่พวกเธอ... ถ้าอาจะแอบใส่ไข่ไก่ลงไปในซุปแป้งแผ่นสักฟอง คุณย่าจะด่าอาไหมนะ” หู่โถวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“!!!” เสี่ยวเยี่ยนจื่อ
“อึก...” เสียงกลืนน้ำลายลงคอดังลั่น หมิงเหม่ยกะพริบตาปริบๆ มองเด็กน้อยทั้งสองแล้วถามย้ำ
“คิดว่าใส่ได้ไหม”
หู่โถวพยายามกลั้นใจ แต่ความอยากกินมันห้ามไม่ไหวจริงๆ เขาเองก็หิวจนท้องร้องโครกคราก และอยากกินไข่ไก่มากๆ แต่ทว่า... เขาเงยหน้ามองอาสะใภ้คนสวย อาอุตส่าห์ให้เกียรติถามความเห็นเขา เขาจะโกหกไม่ได้ เด็กดีต้องไม่โกหก เขาตอบเสียงอ่อย
“โดนแน่ครับ” หมิงเหม่ยเลิกคิ้ว
“หา?”
“ย่าต้องด่าเปิงแน่ๆ” หู่โถวยืนยันความจริงอันโหดร้าย ไข่ไก่ในฝันของเขา... บินหนีหายไปต่อหน้าต่อตา หมิงเหม่ยคอตกทันที แม้แต่หางเปียที่ถักไว้อย่างสวยงามยังดูเหี่ยวเฉาลงไปถนัดตา เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เฮ้อ...” หู่โถวเห็นอาสะใภ้เศร้า เขาก็พลอยเศร้าไปด้วย
“เฮ้อ...” เสี่ยวเยี่ยนจื่อที่ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์นัก แต่เห็นคนโตถอนหายใจ ก็เลยเอามือทาบอกแล้วถอนหายใจตามบ้างด้วยเสียงเล็กๆ “เฮ้อ...”
บรรยากาศในห้องครัวดูหดหู่ลงถนัดตา แต่แล้วหมิงเหม่ยก็เงยหน้าขึ้นมา มองซ้ายทีขวาที ก่อนจะเริ่มเปิดวาทศิลป์เกลี้ยกล่อมเด็กน้อย
“แต่วันนี้ทุกคนในบ้านออกไปทำธุระสำคัญกันหมดเลยนะ” หู่โถวเงยหน้าขึ้นมองตาม
“อากาศข้างนอกก็หนาวขนาดนี้ แถมยังออกไปทำงานหนักกันอีก กว่าจะกลับมาถึงบ้านคงหนาวจนตัวแข็งไปหมดแล้ว ในเมื่อหนาวสั่นกันขนาดนั้น ก็สมควรที่จะได้กินของดีๆ เพื่อบำรุงร่างกายสักหน่อยไม่ใช่เหรอ ถ้าได้รับสารอาหารครบถ้วน ร่างกายจะได้แข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วยเพราะตากลมหนาวไงล่ะ” หู่โถวเริ่มคล้อยตาม
“เอ๊ะ???” เสี่ยวเยี่ยนจื่อ
“...” ฟังไม่รู้เรื่อง แต่พยักหน้าไว้ก่อน หมิงเหม่ยชูนิ้วชี้ขึ้นมา 1 นิ้ว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับกำลังแถลงนโยบายระดับชาติ
“เราจะใส่แค่ฟองเดียวเท่านั้น เพื่อเสริมสร้างโภชนาการ นี่เป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างยิ่ง ไม่ใช่การสิ้นเปลืองแต่อย่างใด พวกเธอว่าจริงไหม”
หู่โถวและเสี่ยวเยี่ยนจื่อพยักหน้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ใช่แล้ว มันคือโภชนาการ! หมิงเหม่ยรุกฆาตต่อทันที
“ถ้าเกิดคุณย่าด่าขึ้นมา พวกเธอจะช่วยแก้ตัวให้อาได้ไหม” หู่โถวพยักหน้ารัวๆ จนคอแทบหลุด “ได้ครับ!!!” เขาตบหน้าอกตัวเองดังปึ้กเพื่อยืนยันความลูกผู้ชาย
“ผมเป็นลูกผู้ชายอกสามศอก รับรองจะปกป้องอาเอง!” หมิงเหม่ยหลุดขำพรืด
“พรูด!” เสี่ยวเยี่ยนจื่อเห็นพี่ชายทำท่าเท่ๆ ก็เอามือตบหน้าอกตัวเองบ้าง
“ได้ค่ะ!” หมิงเหม่ยยิ้มกว้างจนตาหยี
“เยี่ยมมาก อาเชื่อใจพวกเธอนะ”
ภารกิจลับเสร็จสมบูรณ์ เธอหยิบแป้งข้าวโพดออกมา ตามด้วยไข่ไก่ 1 ฟองถ้วน จากนั้นก็หันไปสั่งการผู้ช่วยตัวน้อย
“หู่โถว ไปอุ้มผักกาดขาวจากห้องใต้ดินมาให้อาสักหัวซิ”
“รับทราบครับผม!” หู่โถวรับคำสั่งแล้วพุ่งตัวออกไปราวกับติดจรวด หมิงเหม่ยไม่รอช้า รีบลงมือปรุงอาหารทันที ความจริงแล้ว การใส่ไข่ไก่แค่ฟองเดียวลงในหม้อซุปสำหรับสมาชิกในครอบครัว 8 ชีวิต
มันแทบจะไม่ได้เนื้อได้หนังอะไรเลย เป็นเพียงวิญญาณไข่ที่ช่วยชูรสชาติให้น้ำซุปกลมกล่อมขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าใส่เยอะกว่านี้ หมิงเหม่ยกลัวว่าแม่สามีจะบ้านแตกเสียก่อน ในยุคสมัยนี้ ไข่ไก่ถือเป็นของล้ำค่าสำหรับชาวบ้านทั่วไป แม้แต่บ้านเดิมของหมิงเหม่ยที่มีฐานะดีกว่าหน่อย ก็ยังเห็นไข่ไก่เป็นของหายาก
ของบางอย่างต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่ายๆ หมิงเหม่ยลงมือทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว ผู้หญิงยุคนี้แทบทุกคนทำอาหารเป็นกันทั้งนั้น อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลย ผู้ชายส่วนใหญ่ก็ยังเข้าครัวเป็น แต่ถ้าจะให้ทำอาหารเหลาหรูหราอลังการ
หมิงเหม่ยขอยกธงขาว แต่ถ้าเป็นเมนูพื้นบ้านง่ายๆ อย่างซุปแป้งแผ่นแบบนี้ สบายมาก ซุปแป้งแผ่นเป็นเมนูที่ทำง่ายและสุกไว เพียงไม่นานกลิ่นหอมกรุ่นก็ลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัว
สมาชิกผู้เฝ้าบ้านทั้งสามคน หนึ่งผู้ใหญ่ สองเด็กน้อย ต่างคนต่างประคองถ้วยซุปร้อนๆ ขึ้นมาซดเสียงดัง ‘ซู้ดซ้าด’ อย่างมีความสุข หู่โถวมองเห็นเศษไข่ที่ลอยละล่องอยู่ในชามซุปของตัวเองด้วยแววตาเป็นประกาย ความสุขเปี่ยมล้นจนแทบอยากจะกระดิกหางเหมือนลูกสุนัขที่ได้ของรางวัล นี่แหละคือรสชาติของชัยชนะ!
[จบบท]