บทที่ 126: ละครฉากใหญ่และการพบพานในห้องดับจิต
ท่ามกลางความวุ่นวาย โจวฉวินรวบร่างของเจียงหลูภรรยาสาวเข้ามาไว้ในอ้อมกอดแน่นหนา ราวกับจะใช้ร่างกายของเขาเป็นเกราะป้องกันเธอจากถ้อยคำเชือดเฉือนของผู้คน
เขาประคองใบหน้าเธอให้ซบลงกับอก ลูบศีรษะเธออย่างทะนุถนอมพร้อมกับเอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน แต่ก็แฝงความหนักแน่นของผู้เป็นสามี
"เมียจ๋า... เมียจ๋า อย่าไปถือสาหาความกับคนพาลแบบเขาเลยนะ ฟังผมนะ... ผมรู้ดีที่สุดว่าคุณเป็นคนจิตใจดีแค่ไหน คุณประเสริฐแค่ไหนผมย่อมรู้ดีกว่าใครทั้งหมด เราไม่จำเป็นต้องเอาคำพูดสกปรกของคนนอกมาใส่ใจให้ตัวเองต้องเจ็บช้ำน้ำใจหรอก ที่มันพ่นน้ำลายเน่าๆ ออกมาแบบนั้น ก็เพราะมันอิจฉาตาร้อนที่เห็นผมโชคดีได้เมียดีอย่างคุณมาครอง
มันเลยจงใจยุแยงตะแคงรั่วหวังให้บ้านเราแตกแยก ผมไม่มีทางหลงกลอุบายตื้นๆ ของคนพาลแบบนี้หรอก จำไว้นะ... ไม่ว่าคุณจะเป็นยังไง จะมีลูกให้ผมได้หรือไม่ นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ สำหรับผมแล้ว คุณคือภรรยาที่ดีที่สุดในชีวิต ผมเห็นความดีที่คุณปฏิบัติต่อผม เห็นความกตัญญูที่คุณมีต่อแม่ของผม
ความดีงามของคุณประจักษ์แก่สายตาพวกเราทุกคน แล้วทำไมเราต้องไปลดตัวลงไปโกรธเคืองกับคำพูดของไอ้คนปากเน่าปากหนอนพรรค์นั้นด้วยล่ะ คุณลองมองดูสิ สายตามันฟ้องชัดๆ ว่ามันอิจฉา อิจฉาจนแทบคลั่งถึงได้พยายามใส่ร้ายป้ายสีคุณขนาดนี้ แต่สำหรับผมแล้ว ขอให้คุณรู้ไว้เถอะว่า ในโลกใบนี้ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่จะดีและรักผมมากไปกว่าคุณอีกแล้ว"
โจวฉวินยังคงกอดรัดเจียงหลูไว้แน่น มือหนาตบหลังตบไหล่เธอเบาๆ เป็นจังหวะเพื่อเรียกสติและปลอบขวัญ
ไม่ว่าคำพูดเหล่านั้นจะกลั่นกรองออกมาจากใจจริง หรือเป็นเพียงบทละครที่ถูกเขียนขึ้นสดๆ ร้อนๆ แต่มันก็ได้ผลชะงัดดุจเวทมนตร์ บรรดาเพื่อนบ้านที่เป็นหญิงสาวและแม่บ้านที่มุงดูเหตุการณ์ต่างพากันมองโจวฉวินด้วยสายตาที่แปรเปลี่ยนไป
จากความอยากรู้อยากเห็นกลายเป็นความชื่นชมระคนซาบซึ้งใจ ทุกคนต่างมีความคิดตรงกันว่าผู้ชายคนนี้ช่างเป็นยอดบุรุษโดยแท้ ในยุคสมัยนี้หากบ้านไหนภรรยามีบุตรยาก มักจะจบลงด้วยการทะเลาะเบาะแว้งหรือการกดขี่ข่มเหงจากครอบครัวสามี แต่ดูผู้ชายคนนี้สิ... เขาช่างปกป้องและให้เกียรติภรรยาได้อย่างน่าสรรเสริญ
เจียงหลูเองที่กำลังขวัญเสีย เมื่อได้รับไออุ่นและคำหวานจากสามี เธอก็รู้สึกเหมือนหัวใจได้รับการเยียวยา เธอซุกหน้าลงกับแผ่นอกของเขาแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจอัดอั้นไว้ได้อีกต่อไป
"คุณคะ... ฮือ... ฉันรู้... ฉันรู้ว่าคุณดีกับฉันที่สุดในโลกเลย"
โจวฉวินยังคงทำหน้าที่สามีผู้แสนดีต่อไป เขาตบหลังภรรยาเบาๆ พลางเอ่ยย้ำให้ทุกคนได้ยิน
"อย่าไปลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับคนต่ำต้อยแบบนั้นเลย ก็แค่กองขี้หมากองหนึ่งที่วางอยู่ข้างทางเท่านั้นแหละ"
ไป๋เฟิ่นโต้วที่ยืนหน้าดำหน้าแดงอยู่อีกฝั่ง เมื่อได้ยินคำเปรียบเปรยว่าเป็นกองขี้หมา เขาก็ของขึ้นจนเส้นเลือดปูดโปน
"ไอ้ลูกหมา! แกว่าใครวะ..."
โจวฉวินตอกกลับทันทีด้วยน้ำเสียงเย็นชาแต่เฉียบขาด
"ใครปากหมาก็ว่าคนนั้นแหละ ไป๋เฟิ่นโต้ว นายจะด่าว่าฉันยังไงฉันไม่เคยถือสาหาความ แต่ฉันไม่มีวันยอมให้นายมาดูถูกเหยียบย่ำเมียของฉันแบบนี้เด็ดขาด ขนาดฉันเป็นผัวยังไม่เคยว่าเธอแม้แต่คำเดียว แล้วนายเป็นใครมาจากไหน นายมีสิทธิ์อะไรมาวิพากษ์วิจารณ์เธอ!"
"แก!"
ไป๋เฟิ่นโต้วชี้หน้าโจวฉวินด้วยความโกรธจัดจนพูดไม่ออก ร่างกายสั่นเทิ้มไปด้วยแรงโทสะ
ในขณะที่สงครามน้ำลายกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด เหล่าจีนมุงต่างก็พากันพยักหน้าหงึกหงักเห็นพ้องต้องกันกับคำพูดของโจวฉวิน เสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ไปทั่ว
"ไอ้หนุ่มนี่มันลูกผู้ชายตัวจริงเสียงจริงเลยว่ะ"
"นั่นน่ะสิ จะไปหาผู้ชายแบบนี้ได้จากที่ไหนอีกในชาตินี้ เจียงหลูโชคดีจริงๆ ที่ได้แต่งงานกับเขา ดูสิ พอถึงเวลาคับขันเขากางปีกปกป้องเมียสุดชีวิตเลย"
"จริงด้วย ถ้าผัวฉันเป็นแบบนี้นะ ฉันคงซึ้งใจจนยอมตายแทนได้เลยล่ะ"
จวงจื้อซีที่ยืนกอดอกสังเกตการณ์อยู่วงนอก กวาดสายตามองปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้างแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจอย่างปลงตก ในใจอดไม่ได้ที่จะต้องยกนิ้วให้กับฝีมือการแสดงระดับรางวัลตุ๊กตาทองของโจวฉวิน หมอนี่มันร้ายจริงๆ มันเอาหน้าไปได้อีกแล้ว
ต้องยอมรับเลยว่าโจวฉวินคนนี้ช่างเชี่ยวชาญศาสตร์แห่งการเสแสร้งแกล้งทำเหลือเกิน มิน่าล่ะปกติถึงได้รับคำชมว่าเป็นคนดีมีน้ำใจจากคนรอบข้างอยู่เสมอ ยิ่งในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่ต้องชิงไหวชิงพริบแบบนี้ เขายิ่งรู้จักเลือกใช้ถ้อยคำที่บาดลึกและกินใจคนฟังเสียเหลือเกิน ดูเจียงหลูสิ ร้องไห้ตัวสั่นเทิ้มขนาดนั้น คงไม่ใช่เพราะเสียใจกับคำด่าของไป๋เฟิ่นโต้วอย่างเดียวหรอก แต่น่าจะเพราะซาบซึ้งในรักลวงโลกของสามีเสียมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น พอโจวฉวินร่ายยาวจบประโยค กระแสสังคมก็ตีกลับทันที ทุกคนหันไปรุมประณามไป๋เฟิ่นโต้วกันเป็นแถว
ไป๋เฟิ่นโต้วพยายามจะแก้ต่างให้ตัวเองอย่างตะกุกตะกัก "ฉัน... ฉันไม่ผิดนะเว้ย! ยัยแก่นั่นมันลงมือตีคนก่อนต่างหาก!"
เขาพยายามอธิบายต่อด้วยความอัดอั้นตันใจ หวังจะดึงความชอบธรรมกลับมา
"พวกคุณลองคิดดูสิ หลานชายบ้านมันฉวยโอกาสตอนที่บ้านฉันไม่มีคนอยู่แอบงัดแงะเข้าไปขโมยของ แบบนี้มันถูกเหรอ ทุกครั้งพวกคุณก็เอาแต่ไกล่เกลี่ยขอไปที ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ต้องยอมความ แม่ฉันก็สุดจะทนแล้วเหมือนกัน พวกคุณลองตรองดูสิ สมัยนี้ข้าวยากหมากแพง ใครบ้างที่หากินง่ายๆ บ้านนั้นมันซ่องโจรชัดๆ เลี้ยงโจรไว้ในบ้าน พวกเราโมโหแล้วมันผิดตรงไหน!"
คำพูดของไป๋เฟิ่นโต้วเริ่มทำให้ชาวบ้านบางคนลังเลและเริ่มคล้อยตาม
"ก็จริงของเขานะ การขโมยเล็กขโมยน้อยมันก็ไม่ถูกต้องจริงๆ นั่นแหละ"
"นั่นสิ เรื่องนี้มันก็พูดยาก ฝ่ายเสียหายเขาก็มีสิทธิ์โกรธ"
"ถ้ามีคนมาขโมยของบ้านฉัน ฉันก็คงตีขาหักเหมือนกันแหละ ใครจะไปยอม"
เมื่อเห็นว่ากระแสสังคมเริ่มจะแกว่งและทำท่าจะตีกลับ ซูต้าเหนียงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ก็รีบงัดไม้ตายออกมาใช้ทันที เธอยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น
"ขอโทษ... ฮือๆ... ฉันขอโทษจริงๆ..."
ภาพที่ทุกคนเห็นคือหญิงชราที่น่าสงสารจู่ๆ ก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจตาย
"เป็นเพราะฉันเอง... เป็นเพราะบ้านฉันสั่งสอนหลานไม่ดีเอง พวกคุณจะด่าจะว่าฉันก็สมควรแล้ว ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันคนเดียว แต่เด็กมันยังเล็กนัก พวกแกแค่หิวจนหน้ามืดตามัว เด็กพวกนี้เนื้อแท้ไม่ได้มีจิตใจเลวร้ายอะไรหรอก เพียงแต่รสชาติของความหิวโหยมันทรมานเหลือเกิน ผัวฉันก็ตายจากไป ลูกชายก็ทิ้งไป
ทิ้งให้หญิงม่ายแก่ๆ อย่างฉันต้องเลี้ยงหลานชายวัยกำลังกินกำลังนอนตั้งสามคน ชีวิตมันยากลำบากจริงๆ นะพวกคุณ แต่พวกคุณวางใจเถอะ วางใจได้เลย ฉันสาบานว่าจะอบรมสั่งสอนหลานๆ ให้ดี ต่อไปจะไม่ให้เกิดเรื่องบัดสีแบบนี้ขึ้นอีก ขอโทษจริงๆ ฉันขอกราบขอโทษพวกคุณทุกคนตรงนี้เลย..."
การยอมทิ้งศักดิ์ศรีและแสดงบทบาทผู้ถูกกระทำที่น่าสงสารของซูต้าเหนียง พลิกสถานการณ์กลับมาได้ในพริบตาเดียว
ธรรมชาติของมนุษย์มักจะใจอ่อนให้กับน้ำตาและคนที่ดูอ่อนแอกว่าเสมอ เมื่อเห็นภาพหญิงชราคุกเข่าร้องไห้ จวงจื้อซีก็เบะปากออกมาเล็กน้อยอย่างรู้ทันความตอแหลนี้
ก่อนจะส่ายหน้าแล้วหันหลังเดินออกมาจากวงล้อม ไม่ต้องเดาตอนจบก็รู้ว่าคงไม่มีมวยคู่เอกให้ดูแล้ว บทสรุปก็คงจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยแบบขอไปทีเหมือนละครน้ำเน่าที่ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังจากนี้ก็คงเป็นขั้นตอนของการเรียกร้องค่าเสียหายกันไปตามระเบียบ ฝ่ายนั้นบาดเจ็บไม่หนัก คงไม่ถึงขั้นต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาล อีกไม่นานลานบ้านอันแสนสงบสุข(ปลอมๆ) ของพวกเขาก็คงกลับมาครึกครื้นวุ่นวายด้วยเสียงด่าทอเหมือนเดิม
ดูท่าทริปแฟนตาซีสามวันสองคืนที่ห้องขังของสถานีตำรวจ จะไม่ได้ช่วยขัดเกลาจิตใจของป้าโจวให้สูงขึ้น หรือเปลี่ยนนิสัยถาวรของนางได้เลยแม้แต่น้อย นางยังคงจิตใจดำมืดและชอบก่อเรื่องเหมือนเดิม ต้องนับถือในความหน้าหนาและจิตแข็งของนางจริงๆ ที่สามารถกลับมาเชิดหน้าใช้ชีวิตแบบเดิมได้ทันที
จวงจื้อซีเดินลงบันไดไปเพื่อจัดการธุระของตัวเองที่โรงพยาบาล ขณะที่เขากำลังก้มหน้าก้มตานับจำนวนผ้าก๊อซในมืออยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกชื่อเขาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
"จวงจื้อซี?"
จวงจื้อซีชะงักกึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนดีใจ
"อาจารย์เซี่ยง?"
ชายตรงหน้าคืออาจารย์เซี่ยง ครูประจำชั้นสมัยมัธยมปลายผู้เป็นที่เคารพรักของจวงจื้อซี เมื่อก่อนท่านสอนวิชาคณิตศาสตร์และสนิทสนมกับจวงจื้อซีมากเหมือนพ่อลูก
แต่เมื่อสามปีก่อน มรสุมชีวิตลูกใหญ่พัดผ่าน อาจารย์เซี่ยงต้องถูกสั่งหยุดสอนเพราะปัญหาเรื่องประวัติภูมิหลังทางการเมือง และขาดการติดต่อกับเพื่อนร่วมงานรวมถึงลูกศิษย์ทุกคนไปอย่างสิ้นเชิง
จวงจื้อซีและเพื่อนร่วมชั้นเคยพยายามออกตามหาอาจารย์เซี่ยงอยู่หลายครั้งด้วยความเป็นห่วง แต่ท่านก็พยายามหลบหน้าและหนีหายไปตลอด
อันที่จริงพวกจวงจื้อซีรู้ดีอยู่เต็มอกว่า ที่อาจารย์เซี่ยงไม่อยากเจอพวกเขา ไม่ใช่เพราะอับอายที่ฐานะทางสังคมตกต่ำลงจนไม่กล้าสู้หน้า แต่เป็นเพราะไม่อยากให้ลูกศิษย์ต้องมาพลอยเดือดร้อนไปด้วยต่างหาก
นึกไม่ถึงเลยว่าโชคชะตาจะนำพาให้พวกเขาได้มาเจอกันที่นี่ จวงจื้อซีประหลาดใจมากจึงรีบเอ่ยถามออกไปเสียงสั่น
"อาจารย์เซี่ยง อาจารย์มาทำอะไรที่นี่ครับ"
เมื่อสายตาของเขาปรับโฟกัสและมองดูเครื่องแต่งกายของอาจารย์เซี่ยงอย่างละเอียด เขาก็เห็นว่าอีกฝ่ายสวมชุดพนักงานทำความสะอาดของโรงพยาบาลที่ดูเก่าคร่ำคร่า
อาจารย์เซี่ยงยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แววตาดูสงบนิ่งอย่างประหลาด แล้วตอบกลับมาว่า "ครูทำงานอยู่ที่ห้องเก็บศพน่ะ"
จวงจื้อซีถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก "..."
เหมือนมีก้อนแข็งๆ มาจุกอยู่ที่คอหอย เขาพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
อาจารย์เซี่ยงหัวเราะเบาๆ อย่างไม่ถือสาในความตกใจของลูกศิษย์ "ทำงานแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ สงบดี ไม่ต้องวุ่นวายกับคนเป็น"
จวงจื้อซีเม้มปากแน่น ในใจรู้สึกจุกจนน้ำตาพาลจะไหล เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดใจให้ใครง่ายๆ แต่กับอาจารย์เซี่ยงนั้นเขานับถือหมดหัวใจ เขาจึงรีบถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วงอย่างสุดซึ้ง
"อาจารย์มาทำอยู่ที่นี่นานหรือยังครับ แล้วพักอยู่ที่ไหน หรือว่า... ลำบากมากไหมครับ"
เขามีคำถามมากมายที่อัดอั้นตันใจอยากจะถาม แต่อาจารย์เซี่ยงยกมือขึ้นโบกห้ามไว้ ท่านหันมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นว่าปลอดคนจึงก้มลงกระซิบเสียงเบา
"อีกสิบนาที นายลงไปหาครูที่ชั้นใต้ดินชั้นสองนะ"
พูดจบอาจารย์เซี่ยงก็เดินนำออกไปก่อนโดยไม่รอคำตอบ จวงจื้อซีไม่รอช้า เขารีบก้าวเท้าเดินตามหลังอาจารย์ไปทันที... ชั้นใต้ดินชั้นสอง... นั่นมันห้องดับจิตไม่ใช่เหรอ?
แค่คิดขนแขนเขาก็ลุกซู่ ขาที่เคยมั่นคงเริ่มสั่นเทา จวงจื้อซีเดินลงบันไดไปทีละขั้น ยิ่งเดินลึกลงไป อากาศก็ยิ่งเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับกลิ่นอับชื้นบางอย่างลอยมาแตะจมูก เขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความกล้าให้ตัวเอง
"จวงจื้อซี แกเป็นลูกผู้ชายอกสามศอกนะเว้ย จะมาปอดแหกกลัวผีอะไรตอนนี้ ไม่ได้นะเว้ย อาจารย์รออยู่"
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะเย็นเยียบแหลมสูงก็ดังแว่วสะท้อนมาจากทางเดินมืดสลัวด้านหน้า
จวงจื้อซีสะดุ้งโหยง สบถออกมาเสียงหลงด้วยความตกใจสุดขีด "เชี่ย!"
ความมืดสลัวปกคลุมทางเดินที่เงียบสงัด อาจารย์เซี่ยงเดินตรงเข้ามาหาจวงจื้อซี รอยยิ้มบนใบหน้าของชายวัยกลางคนดูบิดเบี้ยวคล้ายคนจะร้องไห้แต่ก็เหมือนจะหัวเราะไปพร้อมกัน เขาส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยทักทายลูกศิษย์เก่าด้วยน้ำเสียงขบขัน
"เธอจะทำท่ากลัวอะไรขนาดนั้น"
จวงจื้อซีไม่ตอบในทันที สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง บรรยากาศที่นี่ชวนให้ขนลุกพิกล เขาหันกลับมามองอดีตครูของตนแล้วถามด้วยความสงสัย
"นี่คือสถานที่ทำงานของอาจารย์จริงๆ หรือครับ"
อาจารย์เซี่ยงพยักหน้ารับอย่างไม่ปิดบัง
"ใช่แล้วล่ะ ปีนั้นฉันลาออก แล้วก็ต้องวิ่งเต้นใช้เส้นสายพอสมควรกว่าจะได้งานนี้มา"
พูดจบเขาก็ทิ้งตัวลงนั่งบนขั้นบันไดปูนเย็นเฉียบอย่างไม่ถือตัว แล้วตบที่ว่างข้างๆ เป็นเชิงชวน
"มาสิ นั่งลงคุยกันก่อน"
เมื่อทั้งสองนั่งลงเคียงข้างกันในความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงลมหายใจ อาจารย์เซี่ยงก็เริ่มเปิดใจเล่าถึงชะตาชีวิตที่พลิกผัน
"พี่สาวคนโตของภรรยาฉันแต่งงานไปอยู่ฮ่องกง บวกกับประวัติครอบครัวเราก็จัดว่าพื้นๆ ฉันรู้ชะตากรรมตัวเองดีว่าขืนดันทุรังทำงานที่โรงเรียนต่อไป คงไม่แคล้วต้องเจอเรื่องเดือดร้อนเข้าสักวัน แทนที่จะรอให้คนอื่นมาบีบคั้นหรือหาเรื่อง ฉันเลยคิดว่าต้องรีบหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเองก่อน เพื่อนคนหนึ่งแนะนำหนทางรอดให้
เขาบอกว่าที่แบบนี้แหละ ยิ่งดูอัปมงคลน่ากลัวจนคนไม่อยากเข้าใกล้ จริงๆ แล้วมันคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด ฉันเลยไหว้วานคนรู้จักให้ช่วยฝากงานนี้ จะว่าไปแล้ว แม้ที่นี่จะดูมืดมนและเย็นยะเยือกชวนหดหู่ไปบ้าง แต่มันกลับเป็นหลุมหลบภัยชั้นดี หลายปีมานี้ฉันใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้อย่างสงบสุข ไม่มีใครมายุ่งวุ่นวาย"
จวงจื้อซีเงยหน้ามองเพดานสลัวที่มีหลอดไฟเก่าๆ ส่องแสงริบหรี่เพียงดวงเดียว ความรู้สึกหดหู่แล่นเข้ามาในอก เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความเห็นใจ
"ถ้าอาจารย์สบายดี ไม่เจ็บไม่ไข้ก็ดีแล้วครับ ช่วงไม่กี่ปีมานี้ข้างนอกวุ่นวายเหลือเกิน มีเรื่องราวแปลกประหลาดเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน"
"นั่นสินะ ใครจะไปคิดล่ะ" อาจารย์เซี่ยงถอนหายใจยาว ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้สดใสขึ้น
"แต่สำหรับฉัน ฉันว่าชีวิตตอนนี้ก็ไม่ได้แย่อะไร งานการก็ไม่หนัก เรื่องปากท้องก็ไม่ต้องกังวล ถึงจะต้องใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนหนูในรูไปบ้าง แต่ฉันก็มีความสุขตามอัตภาพ แอบซ่อนตัวอ่านหนังสือเงียบๆ ที่นี่ได้ ถ้าขืนออกไปข้างนอกตอนนี้ ใครจะกล้าหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านกัน มีหวังโดนเพ่งเล็งตายพอดี"
"แล้วภรรยาของอาจารย์ล่ะครับ เธอเป็นยังไงบ้าง" จวงจื้อซีอดถามถึงไม่ได้
อาจารย์เซี่ยงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ร่องรอยความเจ็บปวด
"ฉันหย่าขาดกับเธอแล้ว ตอนนี้เธอพาลูกกลับไปอยู่บ้านแม่ของเธอ"
จวงจื้อซีนิ่งอึ้งไป คำพูดนั้นเหมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงในน้ำนิ่ง เขาจำได้ดีว่าสมัยก่อนอาจารย์เซี่ยงกับภรรยารักใคร่กลมเกลียวกันมากเพียงใด ตอนที่เขากับเพื่อนๆ หน้าด้านไปขอฝากท้องกินข้าวเย็นที่บ้านอาจารย์
ภรรยาของอาจารย์ก็ต้อนรับขับสู้ด้วยรอยยิ้มเสมอ นึกไม่ถึงว่าคู่รักที่ดูสมบูรณ์แบบจะลงเอยด้วยการหย่าร้าง เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของลูกศิษย์ อาจารย์เซี่ยงจึงรีบอธิบาย
"ทำหน้าเหมือนเห็นผีไปได้ พวกเรายังรักกันดี ไม่ใช่ว่าเธอทิ้งฉันไปเพราะรังเกียจหรอกนะ แต่ฉันเป็นคนเสนอให้หย่าเอง ถ้าขืนยังจดทะเบียนกันอยู่ ฉันกลัวว่าประวัติของฉันจะพลอยดึงพวกเธอลงเหวไปด้วย ฉันเลยวางแผนขึ้นมา แม่ยายของฉันท่านเสียใจเรื่องที่พ่อตาจากไปกะทันหันจนสติแตก ชอบอาละวาดคว้ามีดไล่ฟันคนเวลาโมโห ฉันเลยเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง
บอกว่าทนความบ้าคลั่งของแม่ยายไม่ไหวแล้ว เราแกล้งทะเลาะกันใหญ่โตอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ไปจดทะเบียนหย่า เธอพาลูกกับคนทางบ้านกลับไปอยู่ที่บ้านเก่า มีแม่ยายที่พร้อมจะควงมีดไล่ฟันคนอยู่ด้วย แถมยังมีพี่สาวคนโตกับน้องชายของภรรยาช่วยกันดูแล ฉันเลยไม่ต้องห่วงว่าสองแม่ลูกจะโดนใครมารังแก ส่วนฉันก็ออกจากบ้านมาตัวเปล่า มาซุกหัวนอนอยู่ที่นี่แหละ"
จวงจื้อซีฟังจบก็พูดไม่ออกไปครู่ใหญ่ เขาขมวดคิ้วมองสภาพแวดล้อมรอบตัว
"แล้วที่นี่มันจะไปน่าอยู่ได้ยังไงครับอาจารย์ มืดก็มืด เย็นก็เย็น"
"ทำไมจะอยู่ไม่ได้ ก็อยู่ได้สบายดีออก" อาจารย์เซี่ยงหัวเราะในลำคอ แววตามองลูกศิษย์อย่างเอ็นดู
"ทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นคนขี้บ่นจุกจิกไปได้ มีลูกศิษย์แบบนี้ขายหน้าแย่ ฉันว่าเจ้าเด็กอย่างนายเริ่มจะฟุ้งซ่านไปกันใหญ่แล้วนะ"
จวงจื้อซีหัวเราะแห้งๆ "เมื่อก่อนอาจารย์เองก็ฟุ้งซ่านพอกันไม่ใช่เหรอครับ ชอบทำอะไรแผลงๆ ตลอด"
ภาพจำของอาจารย์เซี่ยงในอดีตคือชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยพลังและอุดมการณ์ เข้ากับนักเรียนได้ราวกับเพื่อนรุ่นพี่ นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะต้องมาใช้ชีวิตหลบซ่อนในมุมมืดของสังคม จวงจื้อซีถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกสงสารจับใจแล่นพล่านไปทั่วอก อาจารย์เซี่ยงตบไหล่เขาเบาๆ ราวกับจะถ่ายทอดความเข้มแข็ง
"เฮ้ยๆ ถอนหายใจเหมือนคนแก่ทำไม อายุยังน้อยแท้ๆ เป็นคนเราต้องรู้จักปล่อยวาง ลืมวิชาที่ฉันเคยสอนไปหมดแล้วหรือไง การใช้ชีวิตให้มีความสุขคือต้องรู้จักปล่อยวาง อย่ายึดติด คิดมากไปก็หาความสุขไม่เจอหรอก"
จวงจื้อซีแค่นหัวเราะ "หึ" ก่อนจะจ้องหน้าอาจารย์แล้วถามอย่างรู้ทัน
"แล้วอาจารย์ล่ะครับ ที่จู่ๆ ก็เรียกผมไว้แบบนี้ คงไม่ได้แค่กะจะมารำลึกความหลังประสาครูศิษย์ใช่ไหมครับ ปกติอาจารย์กลัวจะทำคนอื่นเดือดร้อนจะตายไป"
อาจารย์เซี่ยงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มกว้างออกมา "นายนี่หัวไวเป็นกรดจริงๆ สมแล้วที่ฉันสอนมา"
จวงจื้อซียักไหล่ "เมื่อก่อนอาจารย์ก็ชอบค่อนขอดว่าผมเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบายไม่ใช่เหรอ"
อาจารย์เซี่ยงหัวเราะร่า ก่อนจะปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น แววตาเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่นบางอย่าง
"ความจริงมันเป็นอย่างนี้ น้องชายภรรยาของฉันเพิ่งจะเข้าโรงพยาบาลเมื่อไม่นานมานี้ บังเอิญว่าได้เตียงพักอยู่ห้องเดียวกับหลานชายของเธอพอดี เขาจำเธอได้ แล้วยังแอบได้ยินป้าซูกับป้าโจวซุบซิบนินทาเรื่องในครอบครัวเธอด้วย"
"โอ้โห ข่าวนี่ไวยิ่งกว่าจรวด" จวงจื้อซีอุทาน
อาจารย์เซี่ยงขยับตัวเข้ามาใกล้ พลางกระซิบด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับกำลังวางแผนลับ
"ฉันได้ยินมาว่า ตาของภรรยานาย หลานซื่อไห่คนนั้นน่ะ อยากจะหาคู่ครองใหม่ใช่ไหม นายลองพิจารณาดูหน่อยไหมว่า พี่สาวคนโตของภรรยาฉันเป็นยังไงบ้าง สนใจจะลองจับคู่ดูไหม"
"พรืด!"
จวงจื้อซีสำลักน้ำลายตัวเองอย่างรุนแรงจนหน้าแดงก่ำ เขาตกใจจนเกือบจะกลิ้งตกบันได ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองอาจารย์เซี่ยงราวกับเห็นมนุษย์ต่างดาว สมองของเขาประมวลผลไม่ทันจนเกิดอาการช็อตไปชั่วขณะ
"อะ...อาจารย์...อาจารย์จะมาจับคู่มั่วซั่วแบบนี้ไม่ได้นะครับ!" เขาโพล่งออกมาเสียงหลง "นี่อาจารย์อยู่ในที่มืดนานเกินไปจนเพี้ยนไปแล้วหรือเปล่าครับ หรือว่าเป็นไข้จนสมองกลับ"
เขาเอื้อมมือไปแตะหน้าผากอาจารย์อย่างถือวิสาสะ
"ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา"
อาจารย์เซี่ยงปัดมือลูกศิษย์ออกอย่างไม่ถือสา "ไปๆๆ เพี้ยนเพิ้นอะไรกัน ฉันพูดจริงๆ นะเว้ย ไม่ได้ล้อเล่น"
จวงจื้อซีมองหน้าอาจารย์ด้วยสายตาว่างเปล่า เหมือนกำลังมองคนที่พูดภาษาต่างดาว
"อาจารย์รู้ไหมครับว่าตาของหมิงเหม่ยอายุเท่าไหร่แล้ว แกน่าจะเจ็ดสิบเข้าไปแล้วนะครับ ถึงผมจะไม่รู้อายุที่แน่นอนเป๊ะๆ แต่ถ้าไม่ถึงเจ็ดสิบก็คงเฉียดฉิวเต็มที อาจารย์ลองตรองดูสิครับ หลานสะใภ้คนเล็กของแกอย่างหมิงเหม่ยยังแต่งงานมีครอบครัวแล้ว คิดง่ายๆ ก็รู้ว่ารุ่นปู่จะแก่ขนาดไหน แล้วพี่สาวภรรยาของอาจารย์..."
จวงจื้อซียกมือขึ้นขยี้หัวตัวเองจนผมเผ้ายุ่งเหยิง ในที่สุดเขาก็เข้าใจอารมณ์ของหมิงเหม่ยเวลาที่ชอบทึ้งผมตัวเองตอนหงุดหงิด มันเป็นความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจจนอยากจะกรีดร้องออกมาจริงๆ
"อายุห่างกันขนาดนี้ มันจะเป็นไปได้ยังไงครับ ไม่ไหวหรอก"
อาจารย์เซี่ยงรีบยกมือห้ามทัพ
"นายก็อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธหัวชนฝาสิ ฟังฉันเล่าที่มาที่ไปให้จบก่อน แล้วค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย"
จวงจื้อซีถอนหายใจยาวเหยียด ยอมจำนนต่อความดื้อรั้นของอาจารย์
"ก็ได้ครับ ไหนลองว่ามาสิครับ ผมจะตั้งใจฟัง"
อาจารย์เซี่ยงกระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง
"พี่สาวภรรยาของฉันปีนี้อายุห้าสิบเอ็ด เธอครองตัวเป็นโสดมาตลอด ไม่เคยแต่งงานมาก่อน แต่เคยมีการหมั้นหมายไว้แล้วเมื่อนานมาแล้ว ตอนที่เธออายุยังไม่ถึงยี่สิบปี เกิดอุบัติเหตุพลัดตกน้ำ ความจริงในตอนนั้นเธอตั้งท้องกับคู่หมั้นแล้ว แต่เพราะเหตุการณ์ตกน้ำครั้งนั้นทำให้เธอแท้งลูก เธออย่าเพิ่งมองว่าเธอเป็นผู้หญิงใจง่ายนะ
จริงๆ แล้วเธอเป็นคนจิตใจดีมากและรักเดียวใจเดียว สาเหตุที่ต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งก่อนแต่งเพราะคู่หมั้นของเธอต้องไปออกรบในสงคราม ทั้งสองคนกลัวว่าจะไม่ได้เจอกันอีก แต่ใครจะคิดว่าจะเกิดเรื่องร้ายแบบนี้ หมอวินิจฉัยว่าร่างกายเธอบอบช้ำภายในอย่างหนักจนไม่สามารถมีลูกได้อีก"
อาจารย์เซี่ยงหยุดพักครู่หนึ่ง เพื่อให้จวงจื้อซีได้ซึมซับข้อมูล ก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความโกรธแค้นจางๆ
"ลำพังแค่เรื่องแท้งลูกก็หนักหนาสาหัสสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งพอแล้ว นึกไม่ถึงว่าทางฝ่ายชายที่ตกลงปลงใจจะแต่งงานกันดิบดีกลับฉวยโอกาสนี้ถอนหมั้นกะทันหัน ผู้ชายคนนั้นมันขี้ขลาด ขัดคำสั่งทางบ้านไม่ได้ สุดท้ายก็ทิ้งพี่สาวไปอย่างไม่ไยดี ทำให้เธอเสียใจจนแทบเสียผู้เสียคน เรื่องที่เธอตกน้ำแล้วถูกหามส่งโรงพยาบาลมีชาวบ้านเห็นกันทั่ว
เรื่องเลยแพร่สะพัดออกไปปากต่อปาก แทบไม่มีคนดีๆ มาสู่ขอเธอเลย ตอนนั้นบ้านเมืองยังไม่ได้รับการปลดปล่อย พวกแม่สื่อที่มาติดต่อ ถ้าไม่ให้ไปเป็นเมียน้อยเศรษฐี ก็ให้ไปเป็นเมียเก็บของตาแก่ตัณหากลับ มีแต่คนพรรค์นั้นเข้ามา พี่สาวโมโหมากเลยประกาศลั่นว่าจะไม่แต่งงานมันแล้ว แล้วก็ก้มหน้าก้มตาดูแลงานบ้านงานเรือนเลี้ยงดูน้องๆ มาตลอด"
"ต่อมาพอพ่อตาฉันเสีย ตอนนั้นที่บ้านเหลือแต่ผู้หญิงสามคน น้องเมียฉันยังเป็นแค่เด็กวัยรุ่น แม่ยายฉันท่านเป็นยอดหญิง ท่านมองสถานการณ์ออกว่าขืนอยู่กันแบบนี้ต้องถูกคนอื่นรังแกแน่ เลยแกล้งทำเป็นคนบ้า ใครพูดไม่เข้าหูก็คว้ามีดมาไล่ฟัน
ความจริงท่านสติดีไม่ได้ป่วยหรอก เรื่องนี้พวกเธอสบายใจได้เลย แม่ยายฉันแค่แกล้งทำเพื่อปกป้องลูกสาวเท่านั้น ดังนั้นไม่มีทางเป็นโรคทางพันธุกรรมแน่นอน พี่สาวสุขภาพกายสุขภาพจิตแข็งแรงดีมาก"
"พอฉันแต่งงานกับภรรยา ชีวิตความเป็นอยู่ของทางบ้านก็ดีขึ้น ทางบ้านเคยคิดจะกล่อมให้พี่สาวแต่งงานอีกครั้ง แต่เธอก็ยืนกรานปฏิเสธ เพราะตอนนั้นเธอเพิ่งมารู้ความจริงอันน่ารังเกียจว่า ที่เธอตกน้ำในตอนนั้น ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นแผนการสกปรกของทางบ้านคู่หมั้นที่ไม่ต้องการลูกสะใภ้พื้นเพธรรมดาอย่างเธอ
แต่เพราะเป็นการหมั้นหมายที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายที่ล่วงลับไปแล้วตกลงกันไว้ พวกเขาทำอะไรไม่ได้เลยจงใจวางแผนผลักเธอตกน้ำ กะจะให้เธอเปียกปอนให้อับอายชาวบ้าน แล้วเอาเรื่องความไม่รักนวลสงวนตัวมาเป็นข้ออ้างถอนหมั้น แต่ไม่นึกว่าหมอจะดันตรวจเจอเรื่องตั้งท้องแล้วแท้งจนมีลูกไม่ได้ พวกนั้นเลยได้ทีขี่แพะไล่ ฉวยโอกาสใช้เรื่องนี้มาอ้างเพื่อถอนหมั้น
คู่หมั้นของเธอรู้ทั้งรู้ว่าที่บ้านทำเรื่องเลวระยำไว้แต่ก็ไม่ยอมปริปากพูดความจริงเพื่อปกป้องเธอ แต่ก็นะ กฎแห่งกรรมมันมีจริง บ้านนั้นเป็นพวกเจ้าที่ดินเก่า พอหลังปลดปล่อยก็เลยมีจุดจบไม่สวย อดีตคู่หมั้นของพี่สาวสารภาพความจริงออกมาตอนใกล้ตาย พอพี่สาวรู้เรื่องทั้งหมดก็หมดศรัทธาในตัวผู้ชาย ขยะแขยงการแต่งงาน เรื่องราวมันก็เลยคาราคาซังลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้"
[จบบท]