บทที่ 131: คำขาดของสามีผู้แสนดี
ภายในห้องนอนสี่เหลี่ยมที่บรรยากาศอึมครึม จวงจื้อหย่วนผู้เป็นสามีนอนเอนหลังอยู่บนเตียงด้วยท่าทีเกียจคร้าน เขาปรายตามองภรรยาที่นั่งอยู่ข้างเตียงก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความรำคาญเล็กน้อย
"คุณฝันกลางวันอยู่หรือเปล่า คิดอะไรเพ้อเจ้อเกินจริงไปได้" จวงจื้อหย่วนสวนกลับทันทีเมื่อได้ยินคำขอที่ฟังดูไม่เข้าท่า
เหลียงเหม่ยเฟินรีบโต้แย้งทันควัน สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
"แต่เมื่อก่อนคุณก็ยังเคยให้ฉันได้นี่คะ ทำไมตอนนี้ถึงจะให้ไม่ได้ล่ะ" เธอพยายามยกเอาความดีความชอบในอดีตมาเป็นข้อต่อรอง หวังจะให้สามีใจอ่อนเหมือนทุกครั้ง
จวงจื้อหย่วนถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองภรรยาด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าเหลืออด "เมื่อก่อนคุณก็ไม่ได้ยกงานประจำของตัวเองไปประเคนให้น้องชายคุณนี่ บริบทมันต่างกันขนาดนี้ คุณยังจะเอามาเทียบกันได้อีกเหรอ"
คำพูดแทงใจดำทำเอาเหลียงเหม่ยเฟินถึงกับสะอึก เธอนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ริมฝีปากสั่นระริกก่อนที่น้ำตาเม็ดโตจะร่วงเผาะลงมา เธอสูดหายใจลึกรวบรวมความกล้าเฮือกสุดท้าย "งั้น... คุณเอาเงินให้ฉันสักยี่สิบหยวนเถอะนะ"
จวงจื้อหย่วนที่กำลังจะล้มตัวลงนอนเพื่อหนีปัญหาถึงกับดีดตัวลุกขึ้นนั่งราวกับติดสปริง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ "คุณว่าอะไรนะ! คุณจะเอาเท่าไหร่"
เหลียงเหม่ยเฟินก้มหน้าหลบสายตา มือบิดชายเสื้อด้วยความประหม่า "ฉันไม่ได้กลับบ้านเดิมตั้งนานแล้ว จะกลับไปมือเปล่าก็น่าเกลียด ต้องเตรียมของขวัญติดไม้ติดมือไปให้มันดูสมฐานะหน่อย ไม่อย่างนั้นพ่อกับแม่จะคิดยังไงกับฉัน แล้วจะมองคุณที่เป็นลูกเขยยังไง เงินยี่สิบหยวนนี่ถือว่าเป็นค่ารักษาหน้าตาของพวกเรานะคะ"
คนซื่อที่ความอดทนขาดผึงอย่างจวงจื้อหย่วนตวาดลั่นห้องด้วยความโมโห
"หน้าตา? คุณยังมีหน้ามีตาอะไรให้รักษาอีก! หน้าตาของคุณมันมีค่าเท่ากับเงินเดือนครึ่งเดือนของคนทำงานเลยรึไง! พ่อแม่คุณเคยเห็นคุณเป็นลูกเป็นหลานจริง ๆ บ้างไหม งานการดี ๆ ก็ยกให้น้องชายไปแล้ว คุณยังจะเอาอะไรไปให้พวกเขาอีก"
"แต่ยังไงพวกท่านก็เลี้ยงฉันมาจนโต..." เหลียงเหม่ยเฟินพยายามยกบุญคุณมาอ้าง
"น้องชายคุณไม่ได้เลี้ยงคุณมา!" จวงจื้อหย่วนสวนกลับเสียงแข็ง
"ตลอดหลายปีมานี้ คุณขนของจากบ้านเราไปให้บ้านนั้นตั้งเท่าไหร่ ตัวคุณเองรู้อยู่แก่ใจดี อย่ามาทำเป็นเห็นคนอื่นโง่นะเหลียงเหม่ยเฟิน ถ้าคุณไม่อยากอยู่ที่นี่ก็เชิญกลับบ้านเดิมไปเลย ผมรับรองว่าจะไม่รั้งคุณไว้แม้แต่คำเดียว!"
พูดจบเขาก็คว้าผ้าห่มผืนหนามาคลุมโปง พลิกตัวหันหลังให้เป็นการตัดบทสนทนาอย่างสิ้นเชิง ไม่สนใจแม้แต่จะลุกไปล้างหน้าแปรงฟันด้วยซ้ำ
เหลียงเหม่ยเฟินยืนตะลึงงัน น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม เธอสะอึกสะอื้นเสียงดัง แต่เมื่อเห็นแผ่นหลังของสามีที่นิ่งเฉย ความน้อยเนื้อต่ำใจก็ถาโถมเข้ามา ชีวิตนี้เธอทำเพื่อครอบครัวมาตลอด ทำไมถึงไม่มีใครเข้าใจความลำบากใจของเธอบ้างเลย
"ถ้าจะร้องก็ออกไปร้องข้างนอก หนวกหูคนจะนอน" เสียงอู้อี้ดังลอดออกมาจากใต้ผ้าห่ม
เหลียงเหม่ยเฟินทำท่าจะลุกเดินหนีออกไปจริง ๆ ด้วยความน้อยใจ แต่พอเห็นสามีไม่แม้แต่จะหันมามอง ความหวาดกลัวลึก ๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ เธอรู้ดีว่าสถานะของตัวเองตอนนี้ไม่มั่นคงเหมือนเก่า เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจนั่งลงที่เดิมแล้วเอ่ยเสียงสั่นเครือ "จื้อหย่วน... ฉันรู้ ฉันรู้ว่าคุณโกรธฉัน..."
จวงจื้อหย่วนลุกพรวดขึ้นมานั่งอีกครั้ง จ้องมองภรรยาด้วยแววตาจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ใช่ ผมโกรธ โกรธที่คุณไม่เคยคิดถึงลูกเต้า ไม่รู้จักประมาณตน พ่อแม่คุณเคยทำดีกับคุณตอนไหนบ้าง นอกจากแบมือขอเงินขอของแล้วพวกเขาเคยให้อะไรคุณบ้าง คุณยังจะโหยหาความอบอุ่นจอมปลอมพวกนั้นอยู่อีกเหรอ
สรุปแล้วคุณจะแต่งงานกับพ่อแม่คุณ หรือจะใช้ชีวิตกับผมและลูก คุณรู้ตัวบ้างไหมว่าทำอะไรลงไป ตอนนี้คุณไม่มีงานทำ เรายังมีลูกต้องเลี้ยงอีกสองคน คุณยังมีหน้ามาขอเงินยี่สิบหยวนได้ยังไง"
"แต่... แต่พ่อกับแม่เขามีเงินใช้ไม่หมด น้องสามกับเมียเขาก็มีเงินเหลือเฟือ..." เหลียงเหม่ยเฟินยังคงแย้งข้าง ๆ คู ๆ ด้วยตรรกะที่บิดเบี้ยว
จวงจื้อหย่วนหมดความอดทนจนแทบอยากจะทุบอกตัวเอง "เงินของคนอื่นจะใช้ไม่หมดมันก็ไม่ใช่สมบัติของคุณ! หัดมียางอายบ้างเถอะ!" เขาเป็นลูกผู้ชายที่รักศักดิ์ศรี พอได้ยินเมียพูดจาเห็นแก่ได้แบบนี้ก็รู้สึกอับอายขายขี้หน้าจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
"เหลียงเหม่ยเฟิน ถ้าผมได้ยินคุณพูดจาแบบนี้อีกครั้งเดียว คุณไสหัวออกไปจากบ้านนี้ได้เลย!"
"คุณ!"
"ผมพูดจริงทำจริง ถ้าไม่พูดให้เด็ดขาดคุณก็คงไม่จบไม่สิ้น โลกนี้ไม่ได้มีคุณฉลาดอยู่คนเดียว ถ้ายังคิดจะเบียดเบียนครอบครัวเราไปจุนเจือบ้านเดิมอีก เราก็หย่ากัน! แล้วเชิญออกไปได้เลย!"
สิ้นเสียงคำขาด จวงจื้อหย่วนก็ทิ้งตัวลงนอนคลุมโปงทันที ทิ้งให้เหลียงเหม่ยเฟินนั่งตัวสั่นงันงกด้วยความตกใจ เธอไม่เคยเห็นสามีผู้แสนดีระเบิดอารมณ์รุนแรงขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ทำเอาเธอพูดไม่ออก ได้แต่นั่งน้ำตาไหลพรากอย่างเงียบงันในความมืดสลัวของห้องนอน
เสียงทะเลาะเบาะแว้งดังลอดกำแพงกั้นห้องไปถึงเรือนข้าง ๆ จวงจื้อซีที่กำลังนอนเล่นอยู่บนเตียงกระซิบกับภรรยา "พี่สะใภ้ใหญ่ก่อเรื่องวุ่นวายอีกแล้ว"
"ก็ปล่อยเขาทำไปสิคะ" หมิงเหม่ยตอบอย่างไม่ยี่หระ ขณะกำลังง่วนอยู่กับการจัดของ "เรื่องแบบนี้เธอเลือกเองทั้งนั้น"
สำหรับหมิงเหม่ยแล้ว เรื่องดราม่าของบ้านพี่ชายคนโตไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจเท่ากับแผนการหาเงิน เธอหันไปชวนสามีด้วยดวงตาเป็นประกาย "คุณคะ วันหยุดคราวหน้าเราขึ้นเขากันอีกดีไหม ถ้าโชคดีเก็บของป่าได้เยอะ คลังสมบัติส่วนตัวของเราจะได้เพิ่มพูนขึ้นอีก"
พอพูดถึงเรื่องทรัพย์สิน หมิงเหม่ยก็เริ่มมีสีหน้ากังวลขึ้นมานิดหน่อย เธอขมวดคิ้วมุ่น "คุณว่าเงินที่ฉันซ่อนไว้ใต้เตียงจะปลอดภัยจริงเหรอคะ"
แม้เธอจะใส่กล่องล็อคกุญแจและยัดไว้ใต้แผ่นไม้รองเตียงอย่างดิบดี แต่เธอก็ยังอดห่วงไม่ได้ เพราะในเรือนสี่ประสานแห่งนี้ไม่ได้มีแต่คนซื่อสัตย์ ถ้ามีขโมยงัดเข้ามาแล้วใช้เลื่อยตัดโซ่ เงินเก็บที่เธออุตส่าห์สะสมมาคงสูญสลายไปในพริบตา
"คุณว่าเราควรจะหาที่ซ่อนใหม่ไหมคะ" หมิงเหม่ยเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง
จวงจื้อซีหัวเราะเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูในความงกของภรรยา แต่เขาก็พร้อมจะสนับสนุนทุกความต้องการของเธอ "เอางี้ไหม เราเอาไปซ่อนบนคานบ้าน"
เขาชี้มือขึ้นไปที่โครงหลังคามืดทึบ
"กล่องใบนั้นขนาดพอ ๆ กับก้อนอิฐ สีก็คล้ายกัน ถ้าเราเอาไปวางแทรกไว้ข้างบน ในมุมมืด ๆ ใครมองผ่าน ๆ ก็คงนึกว่าเป็นก้อนอิฐธรรมดา ไม่มีทางดูออกแน่นอน อีกอย่างพวกขโมยคงไม่คิดจะปีนไปขโมยอิฐบนคานบ้านหรอก มันถือเป็นเรื่องอัปมงคล"
หมิงเหม่ยตาเป็นประกายวาววับ "ไอเดียเลิศมากค่ะคุณ!" เธอตัดสินใจทันที
"งั้นเราปีนขึ้นไปซ่อนกันเดี๋ยวนี้เลย นี่มันสมบัติทั้งชีวิตของฉันเชียวนะคะ"
"จัดไปครับ!" จวงจื้อซีรับคำอย่างกระตือรือร้น
สองสามีภรรยาช่วยกันปีนป่ายนำกล่องสมบัติไปซ่อนบนขื่อคานอย่างทุลักทุเลแต่เต็มไปด้วยความสุขตามประสาคนมีเงินเก็บและมีความลับร่วมกัน
วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงเทศกาลเช็งเม้ง สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ท้องฟ้าฉ่ำไปด้วยละอองน้ำ ดูเหมือนว่าทุกปีพอถึงเทศกาลนี้ ฟ้าฝนจะต้องตกลงมาสร้างบรรยากาศหม่นหมองเสมอ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หมิงเหม่ยในชุดเสื้อกันฝนตัวเก่งกำลังเตรียมตัวออกไปทำงาน เธอบ่นพึมพำงึมงำตลอดทางด้วยความหงุดหงิด
จริง ๆ แล้วเธอเป็นคนชอบบรรยากาศเวลาฝนตก แต่สิ่งที่เธอเกลียดที่สุดคือการต้องฝ่าฝนเฉอะแฉะออกไปทำงานนี่แหละ มันทำให้วันดี ๆ กลายเป็นวันที่น่ารำคาญใจขึ้นมาทันที
สายฝนเม็ดเล็ก ๆ โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าที่มืดครึ้มราวกับม่านหมอกสีเทาที่ปกคลุมเมืองทั้งเมือง อากาศยามเช้าชื้นแฉะและเย็นเยียบจนน่าขนลุก หมิงเหม่ยกระชับเสื้อกันฝนเข้าหาตัวพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างเหนื่อยหน่าย
"เฮ้อ... อากาศแบบนี้มันน่าหงุดหงิดชะมัด จะไปไหนมาไหนก็ลำบาก เฉอะแฉะไปหมด" เธอถอนหายใจยาวเหยียด ใบหน้าที่มักจะยิ้มแย้มบัดนี้ยับย่นด้วยความไม่สบอารมณ์
จวงจื้อซีเห็นภรรยาสุดที่รักทำหน้ามุ่ย จึงรีบขยับเข้าไปใกล้ ใช้ไหล่เบียดเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจ "เอาน่า... เดี๋ยวตอนเย็นเลิกงาน ผมปั่นจักรยานไปรับเธอดีไหม จะได้นั่งซ้อนท้ายกลับสบาย ๆ ไม่ต้องเดินลุยฝน"
หมิงเหม่ยรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "ไม่ต้องหรอก คุณเลิกงานก็รีบกลับบ้านเถอะ ฝนตกหนักขนาดนี้ขี่จักรยานไปรับไปส่งมันอันตราย พื้นถนนลื่นจะตาย แถมยังเสียเวลาคุณอีก ฉันเดินกลับเองได้ สบายมาก" เธอปฏิเสธด้วยความเกรงใจ เพราะรู้ดีว่าการปั่นจักรยานฝ่าฝนไม่ใช่เรื่องสนุก
เมื่อสองสามีภรรยาเดินกางร่มเคียงคู่กันออกมาถึงปากซอย ก็บังเอิญเจอกับร่างคุ้นตาของชายชราท่าทางแข็งแรงกำลังเข็นจักรยานสวนมา "ตาเฒ่าหลาน" หรือคุณตาของหมิงเหม่ยนั่นเอง
หมิงเหม่ยตาโตขึ้นทันทีที่เห็นหน้าคุณตา เธอส่งสายตาออดอ้อนเป็นประกายวิบวับราวกับเด็กน้อยที่รอคอยขนม ชายชรารู้ทันหลานสาวตัวดี
เขาแสร้งทำหน้านิ่งก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบลูกอมนมตรากระต่ายขาวเม็ดโตออกมา แล้วยัดใส่มือหลานสาว
"อะ เอาไป"
ในสายตาของตาเฒ่าหลาน หมิงเหม่ยไม่ว่าจะโตแค่ไหนก็ยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ต้องคอยมีลูกอมติดกระเป๋าไว้ให้เสมอ
หมิงเหม่ยรับลูกอมมาแกะเปลือกเข้าปากอย่างรวดเร็ว รสหวานหอมของนมแผ่ซ่านไปทั่วปาก เธอฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี "คุณตาคะ วันนี้ฝนตกถนนลื่น ขี่จักรยานต้องระวังให้มากๆนะคะ อย่าซิ่งนักล่ะ"
ตาเฒ่าหลานปรายตามองหลานสาวผ่านแว่นสายตา แล้วแค่นเสียงในลำคอ "ฮึ! ฉันดูเป็นคนซุ่มซ่ามสะเพร่าขนาดนั้นเลยรึไง"
หมิงเหม่ยหัวเราะคิกคัก "แหม... ก็กันไว้ดีกว่าแก้นี่นา อีกอย่างคุณตาก็อายุไม่ใช่น้อยๆแล้วนะคะ เป็นห่วงหรอกถึงได้เตือน"
คำว่า "อายุไม่ใช่น้อย" จี้ใจดำคนแก่หัวใจวัยรุ่นอย่างตาเฒ่าหลานเข้าอย่างจัง เขาถลึงตาใส่หลานสาวด้วยความหมั่นไส้ หมิงเหม่ยเห็นท่าไม่ดีจึงรีบชิงปั่นจักรยานหนีไปก่อน ทิ้งให้จวงจื้อซียืนยิ้มแหย ๆ อยู่ข้างหลัง
จวงจื้อซีเห็นบรรยากาศผ่อนคลายจึงลองหยอกเย้าบ้าง "คุณตาครับ ซ้อนท้ายพาผมไปส่งที่โรงงานหน่อยสิครับ"
"ระยะทางแค่นี้เอง เดินไปสิโว้ย!" ตาเฒ่าหลานตอกกลับเสียงห้วน ก่อนจะกระโดดขึ้นคร่อมจักรยานแล้วถีบพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้หลานเขายืนเกาหัวแกรก ๆ มองตามหลังไว ๆ
ไม่นานนักเฒ่าจวง ผู้เป็นพ่อก็เดินยิ้มแย้มออกมาจากบ้าน แม้จะทำงานโรงงานเดียวกัน แต่ปกติแล้วพ่อลูกคู่นี้ไม่ค่อยได้เดินไปทำงานพร้อมกัน เพราะจวงจื้อซีมีภารกิจหัวใจ ต้องเดินไปส่งภรรยาก่อนเสมอ
แต่วันนี้บรรยากาศการเดินไปทำงานแปลกไปกว่าทุกวัน เพราะมีจวงจื้อหย่วน พี่ชายคนโตเดินร่วมทางมาด้วย ทว่าสีหน้าของพี่ใหญ่นั้นดูไม่จืดเลย ขอบตาดำคล้ำราวกับหมีแพนด้า ไหล่ห่อเหี่ยว สีหน้าอมทุกข์อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเสียงทะเลาะกับภรรยาเมื่อคืนดังสนั่นหวั่นไหวจนได้ยินกันทั้งบ้าน
เฒ่าจวงฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยปากถามเรื่องส่วนตัวให้ลูกชายช้ำใจ เขาเลือกที่จะชวนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศเพื่อทำลายความเงียบ
"ฝนตกแบบนี้ อีกเดี๋ยวเห็ดคงขึ้นเต็มป่า สมัยก่อนตอนที่ยังมีตลาดมืดขายของป่า พอหลังฝนตกทีไร พวกชาวบ้านจะหาบเห็ดป่าเข้ามาขายแลกเงินกันคึกคัก พ่อยังเคยพาแม่พวกแกขึ้นเขาไปเก็บเห็ดบ่อย ๆ"
ถึงจะเป็นคนเมือง แต่เรื่องปากท้องและความปลอดภัย เฒ่าจวงก็มีความรู้รอบตัวไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องเห็ดที่ต้องดูให้เป็น เพราะถ้าพลาดกินเห็ดพิษเข้าไป มีหวังได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงแน่ ๆ
"เฮ้อ... เสียดายจังที่พรุ่งนี้ไม่ใช่เสาร์อาทิตย์" จวงจื้อซีบ่นอุบ "ไม่งั้นผมคงชวนหมิงเหม่ยขึ้นเขาไปเก็บเห็ดมาทำกินบ้าง"
"นั่นสิ" เฒ่าจวงพยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อเดินมาถึงทางแยก พวกเขาเห็นกองขี้เถ้าและรอยไหม้ของกระดาษเงินกระดาษทองที่ยังเปียกชื้นอยู่ริมทาง แม้ทางการจะเข้มงวดเรื่องความเชื่องมงาย แต่ในวันเช็งเม้งแบบนี้ ก็ยังมีคนแอบมาไหว้บรรพบุรุษตามธรรมเนียมอยู่ดี
"คนพวกนี้ใจกล้าจริง ๆ" เฒ่าจวงเปรยเบา ๆ
"ถ้าไม่มีใครเห็นก็รอดตัวไปครับ" จวงจื้อซียิ้มมุมปาก
จวงจื้อหย่วนที่เงียบเป็นเป่าสากมาตลอดทางเอ่ยขึ้นสั้น ๆ "ผมแยกไปทางนี้นะ" พูดจบเขาก็เดินแยกตัวออกไปทันที ท่าทางเหมือนคนแบกโลกไว้ทั้งใบ
เฒ่าจวงมองตามแผ่นหลังที่ลู่ลงของลูกชายคนโตแล้วถอนหายใจยาว
"ชีวิตผัวเมีย สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการทะเลาะกันนี่แหละ มันบั่นทอนจิตใจเปล่า ๆ ดูอย่างพ่อกับแม่สิ ไม่เคยทะเลาะกันรุนแรงเลยสักครั้ง เป็นผู้ชาย... ยอมได้ก็ยอม ๆ เมียไปเถอะ"
"พ่อครับ ถ้าพี่ใหญ่ยอม พี่สะใภ้คงขนของในบ้านไปจนเกลี้ยงแน่" จวงจื้อซีสวนกลับตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อม
เฒ่าจวงถึงกับสะอึก พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
จวงจื้อซีไม่อยากให้บรรยากาศเสียไปมากกว่านี้ จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง "พ่อครับ ในเมืองพอจะมีที่เก็บเห็ดใกล้ ๆ บ้างไหมครับ"
"มีก็มีอยู่หรอก แต่มันน้อย แถมคนก็คงแย่งกันเก็บจนหมด พรุ่งนี้แกก็ไม่ได้หยุดงานไม่ใช่รึไง"
"งั้นผมไปเก็บตอนเย็นหลังเลิกงานไม่ได้เหรอครับ" จวงจื้อซีทำหน้าละห้อย "ผมอยากกินไก่ตุ๋นเห็ดจะแย่อยู่แล้ว"
ภาพไก่บ้านเนื้อแน่นตุ๋นกับเห็ดป่าหอม ๆ น้ำซุปร้อน ๆ รสชาติกลมกล่อมลอยเข้ามาในหัว จวงจื้อซีกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ เขาเป็นคนคลั่งไคล้เห็ดมาก ยิ่งช่วงนี้ที่บ้านกินดีอยู่ดี ลิ้นของเขาก็ยิ่งเรื่องมากและตะกละขึ้นกว่าเดิม
"ฝันกลางวันไปเถอะ" เฒ่าจวงดับฝันลูกชายทันที
"อ้าว ก็บ้านเรายังมีไก่ป่ารมควันเหลืออยู่อีกตัวไม่ใช่เหรอพ่อ" จวงจื้อซียังไม่ยอมแพ้
"เลิกคิดไปได้เลย" เฒ่าจวงตอบเสียงเรียบแต่เฉียบขาด
"เพิ่งจะกินซุปปลาตะพาบไปเมื่อสองวันก่อน แกอย่าหวังว่าแม่แกจะยอมทำเมนูเนื้อสัตว์ชุดใหญ่ให้กินติด ๆ กันแบบนี้ บ้านเราไม่ได้ผลิตเงินใช้เองนะ จะได้กินเนื้อทุกวัน"
จวงจื้อซีหน้ามุ่ย ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
ขณะที่สองพ่อลูกเดินคุยกันอยู่นั้น เสียงกระดิ่งจักรยาน กริ๊ง ๆ ก็ดังไล่หลังมา ไป๋เฟิ่นโต้วขี่จักรยานแซงขึ้นมาด้วยความเร็ว เขาหันมาตะโกนเย้ยหยัน
"พวกนายทำไมไม่ขี่จักรยานกันล่ะ! ฝนตกแบบนี้มีรถมันเร็วกว่าตั้งเยอะนะโว้ย!" พูดจบก็ปั่นฉิวหนีไปอย่างผู้ชนะ
ไม่ทันไร โจวฉวินก็ปั่นจักรยานซ้อนท้ายภรรยาแซงไปอีกคัน ใบหน้าเชิดขึ้นด้วยความภูมิใจในยานพาหนะของตัวเอง
จวงจื้อซีมองตามด้วยความหมั่นไส้จนคิ้วกระตุก
"ดูพวกมันสิพ่อ จะมาอวดเบ่งอะไรกันนักหนา ทำอย่างกับคนอื่นไม่มีปัญญาซื้อจักรยานอย่างนั้นแหละ ที่เราไม่ขี่มาเพราะวันนี้พี่สะใภ้ใหญ่จะเอารถกลับบ้านเดิมต่างหาก เราถึงต้องเสียสละเดิน"
เขาเบะปากพลางบ่นกระปอดกระแปด "บ้านเราไม่ใช่ไม่มีสักหน่อย มีตั้งสองคันเชียวนะ! ฮึ!"
"แกจะไปถือสาหาความทำไม เขาจะอวดก็เรื่องของเขา เราก็เดินของเราไปแบบนี้แหละ" เฒ่าจวงปรามลูกชายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เฒ่าจวงเป็นคนประเภทน้ำนิ่งไหลลึก ไม่ชอบแก่งแย่งชิงดีกับใครถ้าไม่จำเป็น สมกับฉายาจวงจอมเฉื่อย แต่ลูกชายคนเล็กของเขานี่สิ เป็นพวกลูกอีช่างจ้อ ปากอยู่ไม่สุข บ่นงึมงำไปได้ตลอดทางจนคนเป็นพ่อได้แต่ส่ายหน้าในใจ
ทั้งสองเดินมาจนถึงหน้าประตูโรงงานเครื่องจักร ก็เจอกับ จางซานที่กำลังยืนเข้าเวรยามอยู่พอดี จวงจื้อซีปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทันทีที่เห็นคนรู้จัก "อ้าว วันนี้ถึงคิวคุณจางเข้าเวรอีกแล้วเหรอครับเนี่ย ขยันจริง ๆ!"
[จบบท]