บทที่ 148: ปริศนาชามลายมงคล
เฒ่าจวงไม่ได้แยแสเรื่องราวบัดซบพรรค์นั้นของไป๋เฟิ่นโต้วกับหยางลี่ซินเลยสักนิด เรื่องความขัดแย้งชิงดีชิงเด่นของคนอื่นจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ช่างหัวมัน แต่สิ่งที่เขากังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับจริงๆ ก็คือความปลอดภัยของคู่ชีวิตตัวเองนี่แหละ
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ
"ฉันรู้น่า ช่วงนี้ฉันก็ไม่ได้คิดจะไปที่นั่นอีกหรอก... อย่าว่าแต่เร็วๆ นี้เลย ปีนี้ทั้งปีฉันก็คงไม่ไปเหยียบที่นั่นอีกแล้ว ใครจะไปรู้ล่ะว่าสถานการณ์ทางนั้นมันจะเป็นยังไงบ้าง ป้าเหลียนแกเป็นประเภทหนังหนาต้มเปื่อยยาก ต่อให้โดนจับเข้าไปเหยียบจักรเย็บผ้าในคุกแกก็คงไม่สะทกสะท้าน แต่ฉันไม่ได้ไง ฉันยังรักตัวกลัวตายอยู่ ขืนโดนจับไปมีหวังอกแตกตายพอดี"
แต่ความกังวลก็อยู่ได้ไม่นาน อารมณ์ของจ้าวชุ่ยฮวาก็พลิกกลับมาเบิกบานสำราญใจได้อย่างรวดเร็วเมื่อนึกถึงผลลัพธ์ของค่ำคืนนี้ เธอขยับตัวด้วยความตื่นเต้นพลางเล่าต่อ
"ถึงเมื่อคืนจะเสี่ยงตายจนใจหายใจคว่ำ แต่ของที่ได้มาวันนี้มันคุ้มค่าคุ้มราคาจริงๆ นะ ทางนั้นมันเล่นตุกติกฮั้วกันเองระหว่างคนในกับคนนอก สุดท้ายเลยกลายเป็นลาภลอยของพวกเราเฉยเลย... แต่ไอ้เด็กเวรพวกนั้นสิ...
แม่เถอะ อย่าให้ฉันเจอหน้าพวกมันอีกเชียวนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะหาทางเล่นงานให้หนักเลยคอยดู กล้าดีมารังแกกันซึ่งหน้าแบบนี้ คิดจะปล้นโจรด้วยกันเอง มันช่างเลวทรามต่ำช้าจริงๆ ขาดคุณธรรมสิ้นดี"
เฒ่าจวงเอื้อมมือไปตบหลังมือภรรยาเบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลม
"คุณก็อย่าเก็บเอามาใส่ใจให้รกสมองเลย คนพรรค์นั้นต่อให้เราไม่ลงมือจัดการ สักวันเวรกรรมก็ตามทันเองนั่นแหละ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้อย่างนั้น"
จ้าวชุ่ยฮวาสวนกลับทันควันตามประสาคนปากไว
"ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกนะคุณ โบราณเขาว่าคนดีมักอายุสั้น แต่คนชั่วดันตายยากอยู่ยงคงกระพันเป็นพันปีนี่สิ"
เฒ่าจวงเถียงสู้เมียรักไม่ได้ ก็ได้แต่ยิ้มอ่อนใจพลางส่ายหัวเบาๆ
"คุณนี่นะ... เอาเถอะๆ"
จ้าวชุ่ยฮวาเองก็ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดในเรื่องชวนหงุดหงิด จึงตัดบทขึ้นมา
"นอนเถอะคุณ รีบพักผ่อนกันดีกว่า พรุ่งนี้คุณยังต้องตื่นไปทำงานแต่เช้าอีก"
เธอไม่ได้รีบร้อนที่จะลุกขึ้นมาจัดข้าวของในกระสอบป่าน ทั้งสองคนล้มตัวลงนอนบนเตียงเตา จ้าวชุ่ยฮวาเหนื่อยจนแม้แต่หน้าก็ยังไม่ได้ล้าง ร่างกายเมื่อล้มลงสัมผัสพื้นเตียงนุ่มๆ ก็แทบจะขยับไม่ไหว ส่วนเฒ่าจวงนั้นกลับตายังไม่ปิดสนิทดี ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว เขาจึงเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว
"คุณ... คุณว่าจานที่เจ้าไป๋เฟิ่นโต้วกับหยางลี่ซินพูดถึง มันใช่ชามใบนั้นของบ้านเราหรือเปล่า"
กว่าเฒ่าจวงจะฉุกคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็ปาเข้าไปตอนจะหลับ จ้าวชุ่ยฮวาเม้มปากแน่นใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
"น่าจะใช่แหละคุณ ในเมื่อพวกเขาเอ่ยถึงตระกูลซูด้วย ถ้าอย่างนั้นก็คงหนีไม่พ้นเรื่องนั้นแน่ๆ แปดเก้าส่วนต้องเป็นชามชุดนั้นชัวร์"
เรื่องที่พวกเขากำลังพูดถึงนี้ ต้องย้อนความหลังกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน โน่นแน่ะ... ไม่ใช่แค่สิบปีสิ น่าจะสมัยที่พวกไป๋เฟิ่นโต้วยังเป็นวัยรุ่นอายุสิบสี่สิบห้าปี รวมๆ แล้วก็น่าจะสักสิบห้าสิบหกปีได้แล้วกระมัง
ในยุคนั้นมีการบุกเข้าไปจัดการบ้านที่ดินหวางเพื่อวิพากษ์วิจารณ์เจ้าของที่ดิน ชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันไปมุงดูความสนุกสนาน การวิพากษ์วิจารณ์คนในสมัยนั้นต่างจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิง
เดี๋ยวนี้คือการทุบทำลายล้างผลาญทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อกำจัดความคิดเก่าคร่ำครึ แต่สมัยนั้นไม่ใช่แบบนั้น สมัยนั้นทุกคนต่างจ้องจะฉกฉวยผลประโยชน์ อะไรหยิบฉวยได้ก็ไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือ
พวกข้าวของเครื่องใช้ หม้อ ไห จาน ชาม หรือแม้แต่ของจุกจิกสากกะเบือยันเรือรบ ต่างก็ถูกยื้อแย่งกันอุตลุด ของพวกนี้ล้วนใช้เงินซื้อมาทั้งนั้น ใครบ้างจะไม่อยากได้ของฟรีไปใช้ในบ้าน ไม่มีการทุบทำลายทิ้งขว้างเหมือนเดี๋ยวนี้หรอก
แน่นอนว่าพวกทองหยองของมีค่าหายาก พวกชาวบ้านตาดำๆ อย่าได้หวังว่าจะตกถึงมือ ของพรรค์นั้นต้องถูกยึดเข้าหลวงไปตามระเบียบ แต่พวกของใช้ที่ดูเหมือนจะไม่มีราคาค่างวดอะไรมากนัก ก็ยังพอจะหยิบติดไม้ติดมือกลับมาได้
ตอนนั้นพวกเด็กวัยรุ่นห้าคนต่างก็ได้ส่วนแบ่งเป็นชามกระเบื้องเคลือบสีขาวเนื้อดีที่ดูสวยงามสะดุดตา ปากชามกว้างขวาง จะเรียกว่าจานก็พอได้ จะเรียกว่าชามก็ไม่ผิด ตอนนั้นเด็กหนุ่มห้าคนแบ่งสมบัติกันไปคนละชิ้น มันคือชุดชามกระเบื้องเคลือบที่เขียนลวดลายมงคล 'ฮก ลก ซิ่ว ฮี่ ไช้' (โชคลาภ, ยศถาบรรดาศักดิ์, อายุยืน, ความสุข, ทรัพย์สิน) ซึ่งเป็นชุดเดียวกัน บนชามแต่ละใบจะมีตัวอักษรมงคลหนึ่งตัวประดับอยู่
ชามใบที่ตกมาอยู่ที่บ้านเฒ่าจวงนั้น เขียนตัวอักษรว่า 'โซ่ว' ที่แปลว่าอายุยืน
กลุ่มเด็กวัยรุ่นในตอนนั้นประกอบไปด้วย ไป๋เฟิ่นโต้ว, หยางลี่ซินที่อาศัยอยู่บ้านพ่อครัวหลี่เพื่อเรียนรู้วิชาทำอาหาร, แล้วก็มีเจ้าลูกชายบ้านซู, โจวฉวิน, และจวงจื้อหย่วนลูกชายของเธอเอง ไอ้เด็กโข่งกลุ่มนี้มักจะไปไหนมาไหนด้วยกัน และในเหตุการณ์นั้นต่างคนต่างก็ได้ชามกลับบ้านไปคนละใบ
ต่อมา... ชามใบแรกที่แตกไปก่อนเพื่อนคือของบ้านโจวฉวิน มีปีหนึ่งในช่วงตรุษจีน หญิงม่ายโจวหลี่ซื่อทะเลาะตบตีกับชาวบ้าน แล้วพลาดไปปัดชามตกแตกจนต้องเสียเงินชดใช้ค่าเสียหายให้คู่กรณีอีกต่างหาก ถัดมาก็เป็นของบ้านตระกูลซู ชามใบนั้นตระกูลซูใช้กินข้าวกันมาหลายปีดีดัก แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เจ้าหลานชายตัวดีอย่างซูจินไหลซุกซนจนทำแตกไปอีกใบ
ที่เหลือรอดมาได้ก็มีแค่สามบ้าน คือบ้านไป๋ บ้านหยาง และบ้านจวง ชามของบ้านจ้าวชุ่ยฮวามีตัวอักษร 'โซ่ว' ประทับอยู่ ที่จริงมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้สถานการณ์บ้านเมืองตึงเครียด จ้าวชุ่ยฮวากลัวว่าไอ้ตัวหนังสือมงคลบนชามจะกลายเป็นหลักฐานมัดตัวข้อหางมงายไร้สาระ หรือโดนข้อหาบูชาสิ่งงมงาย
ด้วยความรอบคอบ เธอเลยกุเรื่องบอกคนอื่นไปว่าชามแตกไปแล้ว แล้วแอบเอาผ้าห่อเก็บไว้อย่างดี ยัดใส่ไว้ในตู้กับข้าวช่องเล็กที่เอาไว้ซ่อนเนื้อสัตว์ในห้องครัว แน่นอนว่าที่เธอเก็บซ่อนไว้นั้น ไม่ใช่เพราะรู้ว่ามันมีราคาค่างวดอะไรหรอก
เหตุผลเดียวคือเสียดายของดีๆ จะทิ้งก็เสียของเปล่าๆ ชามเนื้อดีขนาดนี้ ผิวสัมผัสเรียบลื่นกว่าชามราคาถูกที่ซื้อตามร้านสหกรณ์ตั้งเยอะ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของดีมีสกุล แถมบนชามยังมีตัวอักษร 'อายุยืน' อยู่ด้วย
คนแก่คนเฒ่าอย่างเธอก็ย่อมมีความเชื่อเรื่องโชคลาภเป็นธรรมดา ขืนทำชามแตกหรือเอาไปทิ้ง ก็เหมือนกับการทิ้งอายุขัยของตัวเองไม่ใช่หรือ? แค่คิดก็อัปมงคลแล้ว จ้าวชุ่ยฮวาจึงตัดสินใจเก็บรักษามันไว้อย่างดี พอมาคิดดูตอนนี้ สิ่งที่พวกไป๋เฟิ่นโต้วคุยกัน ก็น่าจะหมายถึงชามชุดนี้นี่แหละ
พอพูดถึงเรื่องนี้ จ้าวชุ่ยฮวาก็อดนึกย้อนไปถึงเรื่องราวในชาติที่แล้วไม่ได้
ในชาติก่อน ชามใบนี้ของเธอหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
ตลอดเวลาหลายปี เธอทิ้งมันไว้ในตู้ใบนั้น เก็บไว้อย่างดีจนลืมไปเลยว่ามีอยู่ น่าจะช่วงปีเจ็ดแปดหรือเจ็ดเก้าเนี่ยแหละ ตอนที่เธอกำลังรื้อหาของก็บังเอิญไปเจอชามใบนี้เข้า พอเห็นว่าบ้านเมืองเริ่มผ่อนคลาย นโยบายต่างๆ เริ่มไม่เข้มงวดเหมือนก่อน จ้าวชุ่ยฮวาเลยงัดเอาชามใบนั้นออกมาใช้งานตามปกติ
เพราะในตอนนั้นเธอไม่รู้เลยว่าของสิ่งนี้จะมีค่ามีราคา คิดแค่ว่าเป็นชามข้าวธรรมดาใบหนึ่งเท่านั้น
ทว่า... หลังจากนำออกมาใช้ได้เพียงสองสามเดือน ชามใบนั้นกลับอันตรธานหายไปเฉยๆ เหมือนมีปีกบินหนีได้
ตอนนั้นจ้าวชุ่ยฮวาโกรธจนควันออกหู เธอยืนเท้าสะเอวด่ากราดอยู่กลางลานบ้านแบบสาดเสียเทเสียด่ากระทบคนโน้นคนนี้อยู่ตั้งนานสองนาน ในใจตอนนั้นเธอปักใจเชื่อเต็มประดาว่าเป็นฝีมือของซูจินไหล เพราะในระแวกนี้จะมีใครมือไวเท่ากับหัวขโมยประจำซอยอย่างมันอีก
เจ้าเด็กนั่นมีนิสัยลักเล็กขโมยน้อยมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ตอนนั้นอายุสิบเจ็ดสิบแปดกำลังอยู่ในวัยคะนอง มือไม้อยู่ไม่สุข จ้าวชุ่ยฮวาไม่ได้โกรธเพราะเสียดายชาม (เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ราคา) แต่เธอโกรธที่มันเจาะจงขโมยแค่ชาม
นี่มันจงใจกวนประสาทชัดๆ!
ดังนั้นเธอจึงปักธงในใจว่าเป็นฝีมือของซูจินไหลแน่ๆ
แต่สุดท้ายแล้วจะเป็นฝีมือซูจินไหลจริงหรือไม่ เธอก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะเธอคงไม่บ้าพอจะไปแจ้งความกับตำรวจเพื่อตามหาชามเก่าๆ ใบเดียว ส่วนข้าวของมีค่าอื่นๆ ในบ้านก็อยู่ครบไม่มีอะไรสูญหาย
ความจริงแล้วในตอนนั้น เพื่อนบ้านบางคนก็สงสัยว่าเธออาจจะจำผิดหรือหลงลืมไปเองหรือเปล่า ก็ใครมันจะบ้าลงทุนงัดบ้านเพื่อขโมยชามใบเดียวที่ดูไม่มีราคาค่างวดอะไรเลยล่ะ?
แต่มาตอนนี้ความจริงกระจ่างแล้ว ชามใบนั้นไม่ใช่แค่ถ้วยชามธรรมดา แต่มันคือของมีค่าราคาแพงระยับ
จากบทสนทนาที่แอบได้ยินมา จ้าวชุ่ยฮวาฟันธงได้ทันทีว่า ไป๋เฟิ่นโต้วน่าจะเอาชามใบที่ไม่มีรอยร้าวของเขาไปปล่อยขายในตลาดมืด และผลตอบแทนที่ได้มาคงเป็นตั๋วจักรยานหรือไม่ก็เงินก้อนโตพอที่จะซื้อจักรยานได้คันหนึ่ง หรือไม่แน่... เขาอาจจะแลกมาเป็นจักรยานทั้งคันเลยก็ได้
มิน่าล่ะ ถึงไม่ต้องควักเนื้อตัวเองซื้อสักแดงเดียว!
ในสถานการณ์ที่เข้มงวดแบบนี้ คนรับซื้อยังกล้าที่จะรับของไป คงไม่ใช่แค่ของธรรมดาแน่ คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจ แต่สำหรับจ้าวชุ่ยฮวาที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เธอมองปราดเดียวก็เดาได้ทันทีว่าของชิ้นนี้น่าจะมีมูลค่าสูงกว่าที่คิด อาจจะไม่ถึงขั้นสมบัติล้ำค่าระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
แต่ก็ต้องมีราคาสูงแน่นอน ส่วนเรื่องชามที่มีรอยร้าวของหยางลี่ซินที่แลกได้แค่ตั๋วจักรยานใบเดียวนั้น จ้าวชุ่ยฮวาก็ไม่กล้าฟันธงว่าไป๋เฟิ่นโต้วแอบหักค่านายหน้าเข้ากระเป๋าตัวเองไปเท่าไหร่
แต่เรื่องพวกนั้นมันไม่ใช่ประเด็นหลักหรอก ประเด็นสำคัญคือ... บัดซบเอ๊ย! ตกลงมันเป็นไอ้ลูกหมาตัวไหนกันแน่ที่กล้าเข้ามาขโมยของในบ้านเธอ ชัดเจนแล้วว่าคนร้ายต้องรู้มูลค่าของชามใบนั้น คนที่รู้เรื่องนี้... ก็มีแค่ไป๋เฟิ่นโต้ว, หยางลี่ซิน แล้วก็พวกตระกูลซู
ในเมื่อไป๋เฟิ่นโต้วรู้ ตระกูลซูก็ไม่มีทางที่จะไม่รู้
แต่ปัญหาก็คือ... แล้วมันเป็นไอ้ชาติชั่วคนไหนกันล่ะ?
ถ้าดูจากรายได้และฐานะการเงิน ก็ดูไม่ออกเลยจริงๆ อย่างบ้านซูจินไหล พวกนั้นลักเล็กขโมยน้อยจนเป็นนิสัย วันไหนได้ของมาเยอะก็กินหรู วันไหนไม่มีก็อดอยาก รายได้ไม่แน่นอนเอาแน่เอานอนไม่ได้ ส่วนไป๋เฟิ่นโต้วกับหยางลี่ซินต่างก็มีงานมีการทำเป็นหลักแหล่ง ดูไม่ออกเลยว่าใครมีเงินถุงเงินถังขึ้นมาแบบผิดสังเกตบ้าง
จ้าวชุ่ยฮวานอนคิดทบทวนไปมา แต่ในใจก็ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า เรื่องชามมีราคานี้ เธอจะเก็บไว้เป็นความลับสุดยอด ไม่ยอมบอกใครเด็ดขาด และจะไม่ทำพลาดเหมือนชาติที่แล้ว ที่เอาออกมาใช้แบบไม่รู้เรื่องรู้ราว จนปล่อยให้คนอื่นมาชุบมือเปิบไปได้ง่ายๆ
ขณะที่จ้าวชุ่ยฮวากำลังสะลึมสะลือคิดอะไรเพลินๆ เฒ่าจวงก็เอ่ยขึ้น
"ของบ้านเราคุณเก็บไปแล้วใช่ไหม?"
"เก็บแล้วสิ" จ้าวชุ่ยฮวาตอบ
"วันหลังอย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกนะ เดี๋ยวจะไปเรียกโจรเข้าบ้าน มูลค่าขนาดแลกจักรยานได้คันหนึ่ง ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลยนะ"
นั่นมันจักรยานเชียวนะ! จักรยานที่เป็นสุดยอดปรารถนาของทุกคน!
ถ้ารวมค่าตัวรถกับค่าตั๋วเข้าด้วยกัน ชามใบเดียวนี้มีค่าเท่ากับเงินเดือนคนงานทั่วไปทั้งปีเลยทีเดียว เผลอๆ มูลค่าจริงอาจจะสูงกว่านั้นอีก เพราะคนรับซื้อเขาก็ต้องเอากำไร
เฒ่าจวงพยักหน้า "ฉันรู้แล้วน่า"
ปกติเขาก็ไม่ใช่คนปากโป้งอยู่แล้ว เขาเพียงแต่รำพึงออกมา "มิน่าล่ะ พวกเจ้าที่ดินถึงได้ร่ำรวยกันนัก ดูสิ แค่ชามข้าวธรรมดาๆ ใบเดียวยังมีค่าขนาดนี้"
"ก็ใช่น่ะสิ" จ้าวชุ่ยฮวาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่าง
"เอ้า... แล้วทำไมคุณยังไม่นอนอีก รีบนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นไปทำงานนะ ฉันน่ะนอนชดเชยตอนกลางวันได้ แต่คุณทำไม่ได้นะ"
เฒ่าจวงยิ้มบางๆ "แล้วพรุ่งนี้จะไปเก็บเห็ดอีกไหม?"
จ้าวชุ่ยฮวาลั่งเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ "ไปสิ!"
เธอไม่อยากพลาดโอกาสทำเงิน "เดี๋ยวตอนเช้าฉันจะนอนพักเอาแรงก่อน ส่วนตอนบ่ายคงไม่ขึ้นเขาแล้วล่ะ จะไปเก็บแถวๆ ที่ใกล้ๆ กับพวกป้าหวังแทน"
"พักผ่อนบ้างก็ดี"
"พ่อนอนไปเถอะน่า ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน"
หลังจากผ่านค่ำคืนอันยาวนาน ทั้งต้องวิ่งหนีทั้งต้องหลบซ่อน จ้าวชุ่ยฮวาเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด พอเช้าวันรุ่งขึ้นเธอก็เลยตื่นไม่ไหว หน้าที่ทำอาหารเช้าจึงตกเป็นของเหลียงเหม่ยเฟิน ส่วนเฒ่าจวงเองก็ดูเพลียๆ แต่ก็ต้องฝืนสังขารไปทำงาน
"แม่แกเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ สายๆ คงจะนอนต่อ ไม่ต้องไปปลุกแกล่ะ" เฒ่าจวงกำชับลูกสะใภ้
เหลียงเหม่ยเฟินพยักหน้ารับคำ ในใจแอบค่อนขอดว่า 'ใครจะไปอยากปลุกกันล่ะ? ฉันไม่ใช่คนว่างงานที่ชอบไปหาเรื่องโดนด่าแต่เช้านะ'
จวงจื้อซีสังเกตสีหน้าพ่อเงียบๆ เขาเลือกที่จะสงบปากสงบคำไม่ถามอะไรซอกแซก 'ไม่ควรถามอย่าถาม ไม่สอดรู้สอดเห็น' คือคติประจำใจในการรับมือกับแม่บังเกิดเกล้า ขืนปากมากไปมีหวังโดนด่าเปิงแน่ แม่เขาดุยิ่งกว่าเสือเสียอีก!
ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปทำงาน พอเดินออกจากประตูบ้าน จวงจื้อซีก็บังเอิญเจอกับเพื่อนบ้านคนอื่นๆ แปลกมาก... วันนี้ทุกคนพร้อมใจกันออกจากบ้านเวลาเดียวกันเป๊ะ ปกติต่างคนต่างเดิน แต่วันนี้กลับเดินเกาะกลุ่มกันมา แต่ที่น่าสังเกตกว่านั้นคือนอกจากจวงจื้อซีแล้ว สีหน้าของคนอื่นดูไม่จืดเลยสักคน
ไป๋เฟิ่นโต้วกับหยางลี่ซินหน้าตาบอกบุญไม่รับ พอมองหน้ากันเองก็ดูอึดอัดชอบกล ส่วนโจวฉวินก็หน้าดำคร่ำเครียด บรรยากาศรอบตัวอึมครึมสุดๆ
จวงจื้อซี "..."
สภาพแต่ละคน... ถ้าไม่บอกคงนึกว่าเพิ่งตกลงไปในส้วมหลุมมาหมาดๆ
ดีนะที่จวงจื้อซีแค่คิดในใจ ขืนพูดออกไปมีหวังโดนไป๋เฟิ่นโต้วกับโจวฉวินรุมกินโต๊ะแน่ เพราะเรื่องส้วมหลุมถือเป็นประวัติศาสตร์อันดำมืดที่ห้ามใครพูดถึงเด็ดขาด ใครพูดถึงมีเรื่องแน่! จวงจื้อซีเลยได้แต่เดินตามหลังพวกพี่ๆไปเงียบๆ
เขาหันกลับไปมองด้านหลัง ก็เห็นกลุ่มลุงๆ เดินเคียงกันมาด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก พ่อของเขาหน้าตาดูอ่อนเพลีย ลุงไป๋เองก็สภาพไม่ต่างกัน
ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ พ่อครัวหลี่ที่ปกติต้องตื่นแต่เช้าไปเตรียมอาหาร วันนี้กลับออกสาย แถมหน้าตาดำทะมึนราวกับก้นหม้อ
เอาเถอะ... เขาเองก็ไม่เข้าใจคนพวกนี้เหมือนกัน
ตลอดทางไม่มีใครปริปากพูดอะไร ทุกคนต่างทยอยเดินเข้าโรงงานไปพร้อมกับฝูงชน ทันทีที่มาถึงประตูโรงงาน จางซาน ยามประจำแผนกรักษาความปลอดภัยที่เข้าเวรเช้านี้ก็รีบกวักมือเรียกจวงจื้อซีทันที
"เสี่ยวจวง มานี่หน่อยสิ"
จวงจื้อซีเลิกคิ้ว "อ้าว วันนี้เป็นคุณอีกแล้วเหรอ?"
"ผมขอมาเองแหละ ผมชอบเฝ้าประตู ได้เห็นคนเดินเข้าออก คึกคักดีออก เดินลาดตระเวนน่าเบื่อจะตาย" จางซานตอบยิ้มๆ
"แล้วเรียกผมทำไม?"
จางซานชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ที่บ้านพักพวกนายมีเรื่องอะไรกันอีกแล้วใช่ไหม? ทำไมวันนี้แต่ละคนหน้าตาดูไม่ได้เลย? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?"
น้ำเสียงของหมอนี่ตื่นเต้นเหมือนกำลังจะได้ฉลองตรุษจีนยังไงยังงั้น
คนสมัยนี้คงจะเหงากันมากสินะ...
จวงจื้อซี "..."
เขานิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแกล้งทำท่าอึกอัก "คนอื่นผมไม่รู้หรอก แต่ว่า..."
"แต่ว่าอะไร? เล่ามาเร็วๆ สิ"
"บ้านโจวในลานบ้านเราน่ะสิ... เฮ้อ ช่างเถอะๆ อยู่บ้านเดียวกัน เอาเรื่องเขามานินทามันไม่ดี คุณไปถามคนอื่นเถอะ"
จางซานรีบคว้าแขนจวงจื้อซีไว้แน่น "โธ่! อย่าเพิ่งไปสิ เล่ามาก่อน!"
"มันพูดลำบากจริงๆ นะ" จวงจื้อซีทำท่าลำบากใจสุดขีด
ยิ่งเห็นเขาอึกอัก จางซานก็ยิ่งอยากรู้จนเนื้อเต้น "บอกมาเถอะน่า ผมไม่ไปบอกใครหรอก คุณเล่นอมพะนำแบบนี้ผมอึดอัดจะตายอยู่แล้ว เห็นแก่ความเป็นเพื่อนฝูงเถอะ เล่ามานะ นะๆๆ?"
"ไม่ได้จะกั๊กหรอก แต่มันพูดลำบากใจจริงๆ"
"เอาน่า เล่ามาเถอะ เดี๋ยวกลางวันนี้ผมเลี้ยงข้าว แถมเนื้อตุ๋นให้ด้วยจานหนึ่งเลยเอ้า!"
จวงจื้อซีหลุดขำออกมาทันที "แหม... จะดีเหรอ เกรงใจแย่เลย!"
[จบบท]