บทที่ 155: ห้าวินาทีในตำนาน
อันที่จริงจะเหมาว่าเพื่อนบ้านทุกคนเห็นแก่ตัวก็คงไม่ถูกนัก แต่ละคนต่างก็มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับครอบครัวของหวังเซียงซิ่วที่ตั้งข้อสงสัยว่า ไป๋เฟิ่นโต้วที่เป็นชายโสดตัวคนเดียว ไม่ได้มีภรรยาหรือคู่รักที่ไหน มีความจำเป็นอะไรต้องโด๊ปยาบำรุงกำลังวังชาขนาดนั้น
คนในลานบ้านต่างพากันก่นด่าไป๋เฟิ่นโต้วลับหลังอย่างเผ็ดร้อน เพราะเมื่อวานนี้ทุกคนต่างก็ได้ลิ้มรสแล้วว่ากลิ่นมันเลวร้ายขนาดไหน แต่วันนี้เขาก็ยังดันทุรังจะทำเมนูเดิมอีก ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง
การกระทำแบบนี้มันส่อเจตนาชัดเจนว่าจงใจแกล้งกันนี่นา เหมือนตั้งใจจะทำให้เพื่อนบ้านอยู่กันอย่างไม่เป็นสุข เป็นคนขาดคุณธรรมศีลธรรมสิ้นดี
ในสายตาของเพื่อนบ้าน การกระทำของไป๋เฟิ่นโต้วดูเหมือนจงใจยั่วยุประสาทสัมผัสของคนอื่นมากกว่าจะทำเพื่อบำรุงร่างกายจริงๆ นั่นเลยทำให้กระแสความไม่พอใจพุ่งสูงขึ้น
ทว่าทางฝั่งของหลี่ต้าซานหรือพ่อครัวหลี่และป้าหวังกลับมีความโกรธแค้นในอีกรูปแบบหนึ่ง หลี่ต้าซานบ่นกระปอดกระแปดด้วยความหงุดหงิด
“ไอ้เจ้านั่นมันเป็นแค่คนจนๆ เงินเดือนแต่ละเดือนก็เอาไปประเคนให้บ้านหวังเซียงซิ่วจนหมดตัว พอผ่านกลางเดือนไปก็แทบจะไม่มีข้าวกินต้องอยู่อย่างอดๆ อยากๆ ตามหลักแล้วตอนนี้มันไม่น่าจะมีเงินเหลือติดตัวด้วยซ้ำ แล้วมันเอาเงินที่ไหนไปซื้อของพวกนี้มา ถึงไอ้เครื่องในพวกนี้จะไม่ต้องใช้ตั๋วปันส่วนซื้อก็เถอะ แต่มันก็ต้องใช้เงินสดซื้ออยู่ดี
ฉันว่านะ มันต้องแอบยักยอกเงินของพวกเราไปแน่ๆ ขโมยเงินพวกเราไปซื้อของกินดีๆ เข้าปากตัวเอง ตอนนี้ยังจะมาทำอวดร่ำอวดรวยต่อหน้าพวกเราอีก คิดแล้วมันน่าโมโหจริงๆ ให้ตายเถอะ ฉันโกรธจนควันออกหูแล้วเนี่ย”
หยางลี่ซินรีบสนับสนุนพ่อตาด้วยน้ำเสียงขึงขังทันที
“ถ้ามันโผล่หัวมากินข้าวที่โรงอาหารเมื่อไหร่ ผมจะแกล้งเคาะตะหลิวตักกับข้าวให้น้อยๆ เลยคอยดู”
หลี่ต้าซานพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง
“ต้องจัดให้หนัก!”
ถึงปากจะพูดระบายอารมณ์ออกไปแบบนั้น แต่ลึกๆ แล้วหลี่ต้าซานก็ยังรู้สึกเจ็บใจเรื่องเงินอยู่ดี เขาขมวดคิ้วแน่นพลางบ่นพึมพำต่อ
“ไม่รู้ว่าไอ้เด็กนั่นมันยักยอกเงินพวกเราไปเท่าไหร่แล้ว ดูสิ ตอนนี้ใช้จ่ายมือเติบชะมัด น่าโมโหจริงๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ... เรื่องนี้ฉันจะไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ แน่ ฉันต้องหาทางจัดการมันให้ได้!”
หยางลี่ซินพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับพ่อตา เขาเหลือบมองซ้ายมองขวาก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิม
“พ่อครับ ในเมื่อโจวฉวินกับหวังเซียงซิ่วแอบกินกันลับหลังแบบนี้ เราควรจะเอาเรื่องนี้ไปเป่าหูไป๋เฟิ่นโต้วให้มันเจ็บใจเล่นดีไหมครับ ให้มันรู้ซะบ้างว่าผู้หญิงที่มันทุ่มเทให้ลับหลังทำอะไรไว้บ้าง”
หลี่ต้าซานชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะทำท่าครุ่นคิด
“เรื่องนี้ขอฉันคิดดูก่อน”
ป้าหวังที่นั่งฟังอยู่นานยังคงมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ เธอถามย้ำลูกเขยอีกครั้งด้วยความสงสัย
“เรื่องที่ว่านั่นมันเรื่องจริงแน่เหรอพ่อหยาง เธอไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม?”
ถึงแม้ป้าหวังจะรู้ดีว่าหวังเซียงซิ่วเป็นคนประเภทที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว และมักจะหลอกใช้ไป๋เฟิ่นโต้วอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่ผ่านมาเธอก็สังเกตเห็นว่าหวังเซียงซิ่ววางตัวดีมาตลอด
ไม่เคยปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ผู้ชายคนไหนล่วงเกินง่ายๆ เรียกได้ว่าเป็นคนที่รักนวลสงวนตัวในระดับหนึ่ง แถมตอนนี้สถานะของทั้งคู่ก็ยังเป็นโสดทั้งชายและหญิง ฝ่ายไป๋เฟิ่นโต้วเองก็แสดงออกชัดเจนว่ามีใจ ส่วนหวังเซียงซิ่วก็ดูเหมือนจะวางตัวเหมาะสม
แต่สิ่งที่ลูกเขยเล่ามามันช่างเหลือเชื่อ ป้าหวังเอานิ้วแคะหูเพื่อความแน่ใจ พลางส่ายหน้าด้วยความมึนงง
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่าโจวฉวินกับหวังเซียงซิ่วจะ... ปกติเห็นอยู่ในลานบ้านแทบจะไม่เคยคุยกันด้วยซ้ำ”
หยางลี่ซินรีบอธิบายเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง
“ก็เพราะแบบนั้นมันถึงได้น่าสงสัยไงครับแม่ คนอยู่ลานบ้านเดียวกันแท้ๆ แต่ทำตัวห่างเหินกันซะขนาดนั้น แถมผมกล้ารับประกันด้วยเกียรติของผมเลยว่า ผมเห็นกับตาตัวเองจริงๆ ถ้าผมตาฝาดหรือโกหกนะ ขอให้ฟ้าผ่าตายเลยเอ้า!”
หยางลี่ซินยืนยันหนักแน่นว่าสิ่งที่เขาเห็นคือเรื่องจริงร้อยเปอร์เซ็นต์
แม้เรื่องความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างหวังเซียงซิ่วกับโจวฉวินจะเป็นเรื่องที่ทำใจเชื่อได้ยาก แต่หลักฐานพยานปากเอกอย่างหยางลี่ซินก็ยืนยันเสียงแข็งขนาดนี้คงจะปฏิเสธความจริงไม่ได้แล้ว
หลี่ฟางรีบตบปากสามีเบาๆ เป็นเชิงปราม
“ถุยๆๆ จะมาสาบานแช่งตัวเองทำไมกัน ฉันเชื่อคุณอยู่แล้ว แม่เองก็เชื่อเหมือนกัน แม่แกแค่ตกใจเฉยๆ ที่ได้ยินข่าวแบบนี้”
หยางลี่ซินเมื่อได้รับแรงสนับสนุนจากภรรยาก็เล่าต่อด้วยความออกรส
“พวกนั้นแอบไปเจอกันที่โกดังเก็บของในโรงงานน่ะ แต่เชื่อมั้ยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันเกิดขึ้นเร็วมาก ตั้งแต่เริ่มจนจบกินเวลาไม่ถึงห้าวินาทีด้วยซ้ำ ตอนนั้นผมเกือบจะโดนจับได้แล้ว ดีนะที่ไหวตัวทันรีบวิ่งหนีออกมาได้ก่อน...”
“เอ่อ...”
ผู้เฒ่าทั้งสองคนถึงกับนิ่งอึ้งไป บรรยากาศในวงสนทนาพลันเงียบกริบลงถนัดตา การที่ต้องมานั่งถกเถียงเรื่องใต้สะดือแบบนี้กับลูกเขย มันช่างเป็นสถานการณ์ที่ชวนให้กระอักกระอ่วนใจพิลึก
แต่ว่า... ห้าวินาทีเนี่ยนะ?
หลี่ต้าซานเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ หลุดปากถามออกมาจนได้
“ห้าวินาทีจริงดิ?”
หยางลี่ซินส่ายหน้าดิก ทำเอาหลี่ต้าซานเกือบจะอ้าปากถามต่อ แต่ลูกเขยตัวดีก็รีบชิงพูดขยายความขึ้นมาก่อน
“ไม่ถึงครับ พ่อรับประกันได้เลยว่าไม่ถึงห้าวินาทีแน่นอน เร็วกว่านั้นอีก”
ป้าหวังพึมพำออกมาอย่างเลื่อนลอย
“...ถ้าอย่างนั้น ที่บ้านนั้นไม่มีลูก สงสัยคงไม่ใช่ความผิดของเจียงหลูแล้วมั้ง...”
สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบๆ โดยมิได้นัดหมาย
“ดูไม่ออกเลยจริงๆ นะเนี่ยว่าโจวฉวินจะเป็นคนเจ้าชู้ประตูดินแบบนี้ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ”
“แต่พ่อก็ดูไม่ออกเหมือนกันใช่ไหมล่ะว่ามันจะเสร็จกิจภายในห้าวินาที!”
“เอ่อ...”
บทสนทนาเริ่มจะออกทะเลไปไกล หลี่ต้าซานจึงรีบดึงกลับมาเข้าเรื่องเดิม
“เอาเถอะ เรื่องของโจวฉวินจะเป็นยังไงฉันไม่สน แต่เรื่องที่ไอ้ไป๋เฟิ่นโต้วมันโกงเงินฉันไป เรื่องนี้ฉันยอมไม่ได้เด็ดขาด พวกแกปล่อยให้ฉันคิดแผนการสักหน่อย เรื่องนี้มันต้องไม่จบง่ายๆ แน่!”
หยางลี่ซินพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน
ป้าหวังได้แต่อ้าปากค้างเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอคิดไปคิดมา เธอก็รู้สึกว่าที่ตาแก่ของเธอพูดมาก็มีเหตุผล ถ้าไป๋เฟิ่นโต้วขโมยเงินของพวกเขาไปจริงๆ มันก็น่าโมโหอยู่หรอกที่จะปล่อยให้ลอยนวล
ในขณะที่ครอบครัวตระกูลหลี่กำลังสุมหัวนินทากันอย่างออกรส ทางด้านไป๋เฟิ่นโต้วก็เริ่มปฏิบัติการสะเทือนเลื่อนลั่น เขาจัดการโยนวัตถุดิบลงหม้อทันที และเป็นไปตามคาด กลิ่นประหลาดที่คุ้นเคยเริ่มโชยออกมาเตะจมูกชาวบ้านอีกครั้ง แต่คราวนี้กลิ่นมันรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าตัวจนยากจะหาคำมาบรรยายสรรพคุณความเหม็นได้
โจวหลี่ซื่อเป็นคนแรกที่ทนไม่ไหว เธอกระโดดออกมาจากบ้านแล้วยืนเท้าเอวด่ากราดอยู่กลางลานบ้าน
“ไอ้พวกเวรตะไลที่ไหนมันทำอะไรวะเนี่ย! คนเขาจะหลับจะนอนจะกินข้าวปลา ดันมาต้มขี้ในบ้านรึไงฮะ! จิตใจทำด้วยอะไรถึงได้ชั่วช้าสารเลวขนาดนี้ ไม่เกรงใจชาวบ้านชาวช่องเขาบ้างเลยรึไง!”
เธอตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง ขุดเอาบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของไป๋เฟิ่นโต้วขึ้นมาด่าจนหมดสิ้น
ดูเหมือนเธอจะลืมไปเสียสนิทว่าเมื่อวานนี้เธอเองก็เพิ่งจะทำวีรกรรมแบบเดียวกันนี้ไปหมาดๆ แถมตอนนั้นยังทำหน้าตาขึงขังเถียงชาวบ้านฉอดๆ ว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลแท้ๆ
ช่างเป็นตรรกะที่ย้อนแย้งสิ้นดี ตัวเองทำได้ไม่ผิด แต่คนอื่นทำกลับกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
ไป๋เฟิ่นโต้วเองก็ใช่ว่าจะยอมคนง่ายๆ เมื่อได้ยินเสียงด่าลอยลมมา เขาก็พุ่งตัวออกมาเปิดศึกทันที ทั้งคนแก่และคนหนุ่มต่างยืนประจันหน้าสาดคำด่าใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร งัดเอาอวัยวะร่างกายทุกส่วนมาด่ากันอย่างดุเดือดเผ็ดมัน เสียงทะเลาะเบาะแว้งดังลั่นไปทั่วลานบ้าน
แปลกที่วันนี้บรรยากาศรอบข้างกลับเงียบผิดปกติ ปกติแล้วถ้ามีเรื่องมีราวแบบนี้ ชาวบ้านร้านตลาดคงแห่กันออกมามุงดูจนแน่นขนัด แต่วันนี้กลับไม่มีใครโผล่หน้าออกมาเลยสักคน
ทุกคนต่างพร้อมใจกันมุดหัวอยู่ในบ้าน ยอมทนอุดอู้อยู่แต่ในห้องดีกว่าต้องออกมาสูดดมกลิ่นมรณะข้างนอก ต่อให้หูผึ่งอยากรู้อยากเห็นแค่ไหน ก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเปิดประตูออกมาท้าทายมลพิษทางกลิ่นนี้
ขืนดมเข้าไปอีกสักทีสองที มีหวังระบบการรับกลิ่นคงพังพินาศกู่ไม่กลับแน่ กลิ่นบัดซบนี่มันช่างรุนแรงเหลือเกิน ใครมันจะไปทนไหว แล้วไอ้คนทำมันทนนั่งกินของพรรค์นี้ลงไปได้ยังไงกันนะ?
พวกผู้ชายในลานบ้านต่างพากันครุ่นคิดด้วยความสงสัย...
ในขณะที่คนอื่นๆ ทำได้แค่แอบฟังอยู่เงียบๆ แต่สำหรับบ้านตระกูลจวงที่อยู่เรือนหน้าซึ่งถือเป็นคู่กรณีโดยตรง ตำแหน่งบ้านของพวกเขาอยู่ตรงข้ามกับบ้านไป๋เฟิ่นโต้วพอดี ทำให้มองเห็นเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านข้างเคียงอย่างตระกูลซูที่เกาะติดสถานการณ์อยู่ไม่ห่าง
จวงจื้อซีกับหมิงเหม่ยพากันทำตัวลีบติดผนัง เกาะขอบหน้าต่างชะเง้อคมองดูเหตุการณ์ภายนอกราวกับจิ้งจกสองตัว หมิงเหม่ยถอนหายใจออกมาด้วยความทึ่ง
“ไป๋เฟิ่นโต้วนี่เป็นยอดคนจริงๆ นะคุณ กล้าต่อปากต่อคำกับหญิงแก่ปากจัดได้สูสีขนาดนี้ คนธรรมดาทำไม่ได้นะเนี่ย”
ต้องยอมรับเลยว่าสกิลฝีปากของโจวหลี่ซื่อนั้นรุนแรงและมีอานุภาพทำลายล้างสูงมาก เปรียบได้กับบ่อเกรอะที่ระเบิดออกมา...
อ๊ะ! ถุยๆๆ!
หมิงเหม่ยรีบบ้วนน้ำลายล้างปากในความคิด วันนี้เธอเป็นอะไรไปนะ ทำไมถึงวนเวียนอยู่แต่เรื่องบ่อเกรอะเรื่องส้วมไม่เลิกรา
เธอคิดว่าตัวเองควรจะเลิกเปรียบเปรยอะไรที่เกี่ยวกับของเสียพวกนี้ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นคำเปรียบเปรยมันจะเริ่มส่งกลิ่นออกมาจนพาลจะทำให้อาเจียนเอาได้
อย่าหาทำเรื่องที่ทำให้ตัวเองคลื่นไส้จะดีกว่า
หมิงเหม่ยสะบัดหัวไล่ความคิดบ้าๆ ออกไป แล้วหันกลับไปเกาะขอบหน้าต่างจ้องมองการปะทะฝีปากด้านนอกต่อ ก่อนจะหันมาถามสามี
“คุณว่าพวกเขาจะลงไม้ลงมือกันไหม?”
จวงจื้อซียักไหล่อย่างจนปัญญา
“คุณยังจะกล้าถามผมอีกเหรอ? ก็รู้อยู่ว่าผมเดาอะไรไม่ค่อยถูก ทายสิบครั้งผิดไปซะแปดครั้ง”
หมิงเหม่ยหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“คุณก็รู้ตัวเหมือนกันนี่นา? งั้นคุณคิดว่าไงล่ะรอบนี้?”
จวงจื้อซีส่ายหน้าพลางวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเป็นตุเป็นตะ
“ผมว่าไม่น่าหรอก พวกเขาเข้าโรงพยาบาลเพราะเรื่องพวกนี้มาตั้งกี่รอบแล้ว เสียเงินเสียทองไปตั้งเท่าไหร่ คนเรามันต้องเข็ดหลาบบ้างสิ คงไม่หุนหันพลันแล่นขนาดนั้นมั้ง? เจ็บตัวมาขนาดนี้ ก็น่าจะรู้จักยับยั้งชั่งใจกันบ้างแหละ... เชี่ย!”
จวงจื้อซียังพูดไม่ทันขาดคำ ฝ่ามือพิฆาตของโจวหลี่ซื่อก็ฟาดเปรี้ยงเข้าให้
เสียงตบฉาดใหญ่นั้นไม่ได้ฟาดลงบนหน้าไป๋เฟิ่นโต้วเพียงอย่างเดียว แต่มันเหมือนตบหน้าจวงจื้อซีจนชาไปทั้งแถบ เพราะสิ่งที่เขาเพิ่งวิเคราะห์ไปหยกๆ ผิดพลาดอย่างมหันต์
หมิงเหม่ยหลุดขำพรืดออกมา ก่อนจะหัวเราะลั่นอย่างกลั้นไม่อยู่ เธอหันไปมองสามีด้วยสายตาล้อเลียนระคนขบขัน
“คุณนี่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ดูท่าคุณจะไม่รู้จักเพื่อนบ้านเก่าแก่พวกนี้ดีพอซะแล้ว คนพวกนี้เขาสนเรื่องยับยั้งชั่งใจที่ไหนกัน บทจะใส่ก็ใส่เลยยับ ไม่มีลังเลหรอกค่ะ”
จวงจื้อซีทำท่าปาดเหงื่อทิพย์บนหน้าผากแก้เก้อ ก่อนจะแถไถลไปเรื่อยเปื่อย
“แต่จะว่าไป การได้มาอยู่ที่นี่ก็ถือว่าเปิดหูเปิดตาดีนะ ต่อไปไม่ว่าจะเจอเรื่องบ้าบออะไรข้างนอก ก็คงกลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปเลย เพราะภูมิคุ้มกันเราแกร่งกล้าแล้ว เจออะไรก็ไม่หวั่น เรียกว่าจิตใจมั่นคงดั่งหินผา”
หมิงเหม่ยหัวเราะร่าอีกครั้งจนตัวงอ จวงจื้อซีเห็นภรรยาขำจนหน้าแดงก็นึกมันเขี้ยว ฉวยจังหวะโน้มตัวเข้าไปจุ๊บปากเธอฟอดใหญ่
“อื้อ!”
หมิงเหม่ยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ จวงจื้อซีไม่ปล่อยให้เธอตั้งตัว เขารวบตัวภรรยาเข้ามากอดพลางกระซิบข้างหู
“เลิกดูพวกนั้นเถอะ เรามาตั้งใจทำเรื่องการงานของเราดีกว่า”
แก้มของหมิงเหม่ยแดงระเรื่อขึ้นมาทันที เธอทุบไหล่เขาเบาๆ
“คุณทำแบบนี้ทุกวันไม่เหนื่อยบ้างหรือไงคะ?”
ถึงจะแต่งงานกันมาหลายเดือนแล้ว แต่หมิงเหม่ยก็ยังอดเขินอายไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนขี้อายอะไรขนาดนั้น แต่มันเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ ใจบอกว่าอย่าหน้าแดง แต่เลือดลมมันสูบฉีดไปเอง
เธอเอานิ้วจิ้มอกจวงจื้อซีอย่างหมั่นไส้
“คนอื่นเขายังต้องหาของดีมาบำรุง แล้วคุณใช้งานหนักทุกวันแบบนี้ ไม่คิดจะหาอะไรมาโด๊ปบ้างเหรอคะ?”
จวงจื้อซีลูบคางทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“ผมก็ว่าต้องบำรุงหน่อยแล้วแหละ ไม่งั้นเดี๋ยวภรรยาจะไม่ประทับใจ”
พูดจบเขาก็โดนกำปั้นน้อยๆ ทุบเข้าให้อีกหลายที จวงจื้อซีหัวเราะร่าพลางทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียง
“โอ๊ย ผมบาดเจ็บแล้วเนี่ย”
“ไม่ต้องมาสำออยเลย ฉันไม่ได้ออกแรงสักหน่อย”
จวงจื้อซีเท้าคางมองภรรยาด้วยสายตาหวานเชื่อม
“งั้นพักสักวันไหมคะ?”
“แต่ผมไม่อยากพักนี่นา”
หมิงเหม่ยเกาหัวแก้เขิน พลางพูดเสียงอ้อมแอ้ม
“ฉันได้ยินเขาคุยกันว่า... ถ้าทำบ่อยๆ แบบนี้ มันจะไม่ดีนะ”
ที่ทำงานของเธอมักจะมีพวกพี่ป้าน้าอาจับกลุ่มคุยเรื่องในมุ้งกันอยู่บ่อยๆ แม้หมิงเหม่ยจะทำหน้าไม่ถูกทุกครั้งที่ได้ยิน แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะแอบเงี่ยหูฟังเพื่อประดับความรู้
“ถ้าคุณไม่พัก ร่างกายจะทรุดเอานะคะ”
“ก็เมื่อกี้เธอยังบอกจะให้ผมบำรุงอยู่เลยนี่”
จวงจื้อซีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทำสีหน้าขึงขังจริงจัง
“แต่บำรุงก็ส่วนบำรุงนะ ให้ตายผมก็ไม่กินไอ้ของพรรค์นั้นเด็ดขาด”
หมิงเหม่ยที่กำลังเขินๆ อยู่ พอเห็นสีหน้าสยองขวัญของสามีเมื่อพูดถึงเมนูสยองโลกนั่น เธอก็หลุดขำออกมา
“แต่เห็นเขากินกันเยอะขนาดนั้น มันน่าจะได้ผลดีนะคะคุณ?”
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ พวกนั้นมันระดับผู้กล้าเดนตาย ผมมันคนธรรมดา กินแค่กุยช่ายผัดตับก็พอแล้ว”
เขาเข็ดขยาดกับกลิ่นนรกแตกนั่นจริงๆ แค่ได้กลิ่นยังแทบอาเจียน จะให้เอาเข้าปากคงต้องข้ามศพเขาไปก่อน
รอยยิ้มของหมิงเหม่ยกว้างขึ้น จวงจื้อซีเห็นดังนั้นก็พลิกตัวกดเธอไว้กับที่นอน
“อ๋อ รู้แล้ว เธอจงใจแกล้งผมใช่ไหม? ยัยตัวแสบ...”
หมิงเหม่ยหัวเราะร่าพยายามเบี่ยงตัวหลบ
“เปล่านะ ฉันเปล่า”
“ยังจะปฏิเสธอีก!”
ทั้งสองคนฟัดเหวี่ยงหยอกล้อกันนัวเนีย อุณหภูมิในห้องเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเรื่องข้างนอกที่กำลังทะเลาะตบตีกันจะเป็นตายร้ายดียังไง ก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจของพวกเขาอีกต่อไป
เสียงเตียงเริ่มดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะ...
คนหนุ่มสาวก็แบบนี้แหละ แรงดีไม่มีตก วันเดียวก็ไม่อยากจะพัก คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันถอนตัวจากสมรภูมิการมุงไปเรียบร้อยแล้ว แต่จ้าวชุ่ยฮวายังคงเกาะติดสถานการณ์อยู่ที่หน้าต่างบ้านตนเอง
เวลานี้โจวหลี่ซื่อกับไป๋เฟิ่นโต้วกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันชุลมุน โดยมีเจียงหลูคอยช่วยแม่สามีรุมสกัมไป๋เฟิ่นโต้วอยู่ห่างๆ ส่วนตัวต้นเรื่องอย่างโจวฉวินนั้น... ยังคงเก็บตัวเงียบกริบไม่โผล่หัวออกมาแม้แต่เงา
คนพรรค์นี้ก็เป็นเสียแบบนี้ พอเป็นเรื่องเสียหน้าหรือต้องออกแรงปะทะ มักจะมุดหัวหายเข้ากลีบเมฆทุกที
และเนื่องจากไม่มีใครคิดจะเข้าไปห้ามทัพ การต่อสู้ครั้งนี้จึงดูไม่ค่อยดุเดือดเลือดพล่านเท่าที่ควร ทั้งสองฝ่ายต่างก็หมดแรงและแยกย้ายกันไปเองในเวลาอันรวดเร็ว
ธรรมชาติของคนตีกันก็แบบนี้แหละ ยิ่งมีคนห้ามก็ยิ่งฮึกเหิมเหมือนอยากจะฆ่ากันให้ตายเพื่อโชว์พาวเวอร์ แต่พอไม่มีใครสนใจ แป๊บเดียวก็เลิกรากันไปเอง จะตบตีกันไปทำไมในเมื่อไม่มีคนดู
อีกอย่าง จะให้ชาวบ้านทนดมกลิ่นนรกแตกนั่นเพื่อเข้าไปห้ามทัพน่ะเหรอ?
ฝันไปเถอะ!
ไม่มีใครยอมเอาปอดตัวเองไปเสี่ยงหรอก!
จ้าวชุ่ยฮวามองดูเหตุการณ์สงบลงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ดูท่าลานบ้านเราคงหนีไม่พ้นต้องดมกลิ่นประหลาดนี่แบบวันเว้นวันแน่ๆ”
เฒ่าจวงถามอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไมล่ะ? พวกนั้นจะกินกันทุกวันเลยรึไง? ถึงจะกินไหว แต่เงินในกระเป๋าจะไหวเหรอ?”
ของพวกนั้นมันเป็นเนื้อสัตว์ ราคาไม่ใช่ถูกๆ ปกติชาวบ้านจะซื้อหมูทีก็แค่ขีดสองขีด ใครจะไปเชื่อว่ามีปัญญาซื้อมากินได้ทุกวี่ทุกวัน
จ้าวชุ่ยฮวาปรายตามองคู่ชีวิตก่อนจะอธิบาย
“ฉันไม่ได้หมายถึงไป๋เฟิ่นโต้วคนเดียว หรือบ้านโจวฉวินจะซื้อกินทุกวัน แต่ฉันหมายถึงคนอื่นๆ... แกก็เห็นว่าพอมีข่าวลือว่าไอ้นั่นมันเป็นยาวิเศษบำรุงผู้ชาย ใครๆก็ตาโตอยากลองกันทั้งนั้น... วันนี้บ้านนี้ทำ พรุ่งนี้บ้านนู้นทำ ผลัดกันทำคนละมื้อ ลานบ้านเราก็ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นขี้หมูไม่เว้นวันแล้ว”
เธอถอนหายใจยาวเหยียด แค่คิดว่าจะต้องตื่นมาดมกลิ่นนี้ทุกเช้าก็แทบจะหมดอาลัยตายอยาก
เฒ่าจวงเริ่มมองเห็นภาพหายนะที่ภรรยาวาดให้ดู เขาก็ถอนหายใจตามออกมาอย่างกลัดกลุ้ม
“เฮ้อ... ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็แย่เลยนะ”
จ้าวชุ่ยฮวาเสนอความคิด
“ฉันหวังจากใจจริงเลยว่า พวกนั้นจะรู้จักไปขอคำแนะนำจากพ่อครัวหลี่นะ ว่าทำยังไงถึงจะจัดการกับกลิ่นบ้าๆ นี่ได้ ถ้าขืนยังทำกันแบบตามมีตามเกิดแบบนี้ ลานบ้านเราคงได้กลายสภาพเป็นส้วมสาธารณะเข้าสักวัน”
จ้าวชุ่ยฮวายังคงเชื่อมือในฝีมือการทำอาหารของหลี่ต้าซาน เธอเชื่อว่าระดับพ่อครัวใหญ่อย่างเขาต้องมีเคล็ดลับจัดการกลิ่นคาวพวกนี้ได้แน่นอน เฒ่าจวงพยักหน้าเห็นด้วย
“งั้นเดี๋ยวฉันไปคุยกับพี่ใหญ่หลี่ให้ เขาคงยอมสอนวิธีดับกลิ่นให้พวกนั้นแหละ ไม่งั้นบ้านแกเองก็คงทนไม่ไหวเหมือนกัน ดมทุกวันมีหวังจมูกพัง”
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้ารับรู้
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย!
น่าเอือมระอาสิ้นดี!
ถึงแม้จ้าวชุ่ยฮวาจะเป็นคนที่กลับชาติมาเกิดใหม่ และพอจะมีชื่อเสียงในยุทธภพของการใช้ชีวิตอยู่บ้าง แต่ถ้าต้องมาวัดกันที่ฝีปากและวีรกรรมความแสบสันต์กับบรรดาป้าๆ ในลานบ้านแล้วล่ะก็ เธอยังถือว่าเป็นรองอยู่หลายขุม
เพราะในลานบ้านแห่งนี้ ตำแหน่งยืนหนึ่งเรื่องความโด่งดังและปากจัดที่สุด ตลอดกาลต้องยกให้โจวหลี่ซื่อแต่เพียงผู้เดียว...
[จบบท]