บทที่ 165: ค่ำคืนแห่งตำนาน
ต้องเข้าใจก่อนว่าในยุคสมัยนี้นั้น ผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับธรรมเนียมการเคารพครูบาอาจารย์และผู้อาวุโสอย่างเคร่งครัดเป็นที่สุด เรื่องศีลธรรมจรรยาเป็นสิ่งที่สังคมยึดถือราวกับเป็นกฎเหล็กที่ใครก็ไม่อาจละเลยได้
แต่เมื่อลองพิจารณาดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ดีๆ แล้ว ก็จะพบความผิดปกติที่ชวนให้ขนลุกขนพอง ลองนึกภาพดูสิว่าภรรยาของอาจารย์เหล่านั้นอายุอานามปาเข้าไปเท่าไหร่แล้ว แล้วตัวของโจวฉวินเองเล่าอายุเท่าไหร่กัน
ช่องว่างระหว่างวัยขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาที่ใครเขาทำกัน ยิ่งไปกว่านั้น ลองทบทวนรายชื่อและคำเรียกขานที่หลุดออกมาจากปากของเขาดูสิ มีทั้งน้าซิ่งฮวา ทั้งป้าคนนั้น พี่สาวคนนี้ สารพัดชื่อที่ฟังแล้วทำเอาชาวบ้านร้านตลาดพากันใจหายวาบ รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก
จากรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสุภาพเรียบร้อย ใครจะไปคาดคิดว่าโจวฉวินจะมีรสนิยมที่โลดโผนและซับซ้อนถึงเพียงนี้ ที่สำคัญคือดูเหมือนเขาจะเจาะจงเลือกเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุมากกว่าตนเองทั้งนั้น ราวกับมีเป้าหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่อย่างชัดเจน
ซูต้าเหนียงเดินไปพลางบ่นพึมพำไปพลางด้วยสีหน้าหวาดระแวงว่า
“ฉันก็ว่าแล้วเชียว ทำไมช่วงนี้เวลาเจอหน้ากัน ไอ้หมอนั่นถึงชอบจ้องมองฉันตาเป็นมัน มองแบบไม่กระพริบตาเลย...”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น ไป๋เหล่าโถวก็ถึงกับเต้นผางด้วยความโมโห เลือดขึ้นหน้าจนตัวสั่น ตะโกนลั่นขึ้นมาทันทีว่า
“อะไรนะ! ไอ้ลูกกระต่ายตัวเหม็น บังอาจมาทำตากลิ้งกลอกใส่น้องสาวซูของฉันเรอะ ฉันจะไปฆ่ามันเดี๋ยวนี้แหละ!”
ซูต้าเหนียงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบปรี่เข้าไปห้ามปราม ยกไม้ยกมือกันท่าเอาไว้พลางกล่าวเตือนสติว่า
“ตาเฒ่า! อย่าเพิ่งวู่วามสิ หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ เขายังไม่ได้ทำอะไรฉันสักหน่อย ก็แค่สายตามันดูแปลกๆ เท่านั้นแหละ เอาเป็นว่าต่อไปนี้ฉันจะระวังตัวให้มากขึ้นก็แล้วกัน...”
ชาวบ้านที่เดินเกาะกลุ่มกันมาต่างพยักหน้าเห็นด้วยส่งเสียงสนับสนุนกันเซ็งแซ่
“ใช่ๆ ต้องระวังตัวไว้ก่อน”
“มิน่าล่ะ โจวฉวินถึงไม่มีลูกสักที...”
“แบบนี้จะไปโทษเจียงหลูฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้แล้วมั้ง”
“จะว่าไปก็จริงนะ แต่เจียงหลูก็เหลือเกินจริงๆ เป็นถึงขนาดนี้แล้วยังหน้ามืดตามัวปกป้องผัวตัวเองอยู่ได้ ไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนโง่เง่าเต่าตุ่นขนาดนี้มาก่อนเลย น่าขายหน้าชะมัด”
แม้ว่าค่านิยมเรื่องการเห็นผู้ชายเป็นใหญ่จะยังคงหลงเหลืออยู่ในสังคมปัจจุบัน แต่สโลแกนที่ว่า ‘สตรีแบกรับครึ่งฟ้า’ ก็เป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังและตะโกนก้องอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ดังนั้นการที่เจียงหลูยอมก้มหัวให้ครอบครัวตระกูลโจวโขกสับมาก่อนหน้านี้ ผู้คนในละแวกบ้านอาจจะพอมองข้ามไปได้ เพราะเข้าใจดีว่าชีวิตของลูกสะใภ้ก็มักจะต้องเจอกับแม่สามีที่เข้มงวดเป็นธรรมดา
คนเป็นแม่ผัวส่วนใหญ่มักจะเคยผ่านความลำบากในฐานะลูกสะใภ้มาก่อน พอมีอำนาจบ้างก็อดไม่ได้ที่จะระบายความแค้นกับลูกสะใภ้รุ่นต่อไป เรื่องพรรค์นี้เห็นกันจนชินตา แต่สถานการณ์ในตอนนี้มันเหมือนกันเสียที่ไหนล่ะ
นี่มันไม่ใช่เรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้ตีกันธรรมดา แต่มันเป็นเรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์ที่ชวนคลื่นเหียนอาเจียน แค่คิดภาพตามก็ขยะแขยงจนแทบกินข้าวไม่ลง
ถ้าเจียงหลูยังหลับหูหลับตาปกป้องโจวฉวินในเรื่องบัดสีแบบนี้ต่อไปได้ ชาวบ้านร้านตลาดคงหมดความนับถือ และมองว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ไร้ศักดิ์ศรีและไร้กระดูกสันหลังอย่างสิ้นเชิง
กลุ่มจีนมุงค่อยๆ ทยอยแยกย้ายกันไป แต่หวังเซียงซิ่วยังคงยืนน้ำตาซึม เธอหวาดกลัวเหลือเกินว่าจะโดนหางเลขไปด้วย จึงแสร้งบีบน้ำตาทำท่าทางน่าสงสารพลางคร่ำครวญออกมาว่า
“ทำไมเขาถึงต้องใส่ร้ายฉันด้วย ฉันไปทำอะไรให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจหรือไง ฮือๆ ฉันมันช่างน่าสงสารจริงๆ...”
ผู้คนที่รายล้อมอยู่ต่างปรายตามองหวังเซียงซิ่วด้วยสายตาว่างเปล่า ไม่มีใครปักใจเชื่อคำแก้ตัวของเธอนัก
จริงอยู่ที่รายชื่อผู้หญิงที่โจวฉวินละเมอเพ้อพกออกมานั้นล้วนแต่เป็นรุ่นป้า รุ่นน้า หรือแม้แต่รุ่นยาย แต่หวังเซียงซิ่วเองก็ไม่ใช่สาวรุ่นแรกรุ่น เธอผ่านการแต่งงานมีลูกมีเต้ามาแล้ว แถมอายุอานามก็มากกว่าโจวฉวินพอสมควร หากจะบอกว่าเธอรวมอยู่ในกลุ่มพี่สาวที่โจวฉวินชื่นชอบ ก็มีความเป็นไปได้ไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมของหวังเซียงซิ่วในโรงงานก็เป็นที่โจษจันกันไปทั่ว แม้จะไม่มีหลักฐานคาหนังคาเขา แต่สายตาของคนนับร้อยนับพันย่อมมองเห็นความผิดปกติได้ไม่ยาก
มิเช่นนั้น คราวก่อนไป๋เหล่าโถวคงไม่กล้าด่ากราดกลางวงว่าเธอเป็นรองเท้าขาดหรือหญิงแพศยาหรอก ซึ่งนั่นก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในใจของทุกคนต่างมีตราชั่งวัดความดีความชั่วอยู่
ไป๋เหล่าโถวอาจจะหลงใหลได้ปลื้มในตัวซูต้าเหนียง แต่เขากลับรังเกียจลูกสะใภ้ของซูต้าเหนียงอย่างหวังเซียงซิ่วเข้าไส้ ต่อให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขาจะชอบพอเธอแค่ไหน ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจชายชราได้
หวังเซียงซิ่วยังคงสะอึกสะอื้นพยายามแก้ต่างให้ตัวเองดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ว่าคนอื่นจะเชื่อหรือไม่ แต่ดูเหมือนจะมีอยู่คนหนึ่งที่เชื่อเธออย่างสนิทใจ นั่นก็คือไป๋เฟิ่นโต้ว
ชายหนุ่มรีบเข้าไปปลอบประโลมหญิงในดวงใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“พี่เซียงซิ่วอย่าร้องไห้เลยครับ คนเลวพวกนั้นมันจ้องจะใส่ร้ายพี่ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะไปคาดคั้นเอาความจริงจากไอ้ขี้เมานั่น...”
เขาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อนึกขึ้นได้ ก่อนจะเปลี่ยนคำพูดใหม่ว่า
“ไม่สิ พรุ่งนี้ผมจะไปคิดบัญชีกับไอ้โจวฉวินมันถึงที่! มันนั่นแหละตัวดีที่บังอาจมาใส่ร้ายพี่!”
จะให้ไปหาเรื่องคนเมาที่เพิ่งสาบานว่าเห็นผีมาหมาดๆ เขาก็ไม่กล้าเสี่ยงเหมือนกัน
ในเมื่อไอ้ขี้เมานั่นกล้าสาบานโดยอ้างสิ่งลี้ลับขนาดนั้น ไป๋เฟิ่นโต้วก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่ว่ามันคือเรื่องจริง ดังนั้นแพะรับบาปที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้ก็คือโจวฉวิน
ใช่แล้ว ไอ้โจวฉวิน ไอ้คนสารเลวนั่นแหละ ความโกรธแล่นพล่านขึ้นหน้า ไป๋เฟิ่นโต้วตะโกนก้องด้วยความเดือดดาล
“ไอ้คนพรรค์นี้มันไม่รู้จักเคารพครูบาอาจารย์ สมควรแล้วที่จะต้องถูกจับไปขังคุกขังตารางให้เข็ดหลาบ!”
ทว่าคำพูดนี้กลับไม่มีใครเออออห่อหมกด้วย เพราะทุกคนต่างกำลังตกตะลึงพรึงเพริดกับเหตุการณ์ที่เพิ่งได้รับรู้ สมองของพวกเขาประมวลผลไม่ทันจนพูดไม่ออก
ต้องยอมรับจริงๆ ว่าเรื่องราวในค่ำคืนนี้ มันทั้งสยองขวัญ ทั้งน่าสังเวช และชวนให้พูดไม่ออกบอกไม่ถูกในเวลาเดียวกัน
มันเต็มไปด้วยจุดที่น่าตำหนิและน่ารังเกียจจนนับไม่ถ้วน!
ก่อนหน้านี้ พวกเขาเคยคิดว่าเหตุการณ์คนตกลงไปในบ่อเกรอะคือเรื่องใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีของตรอกนี้แล้ว แต่ที่ไหนได้ เรื่องนี้กลับเทียบไม่ติดฝุ่นเลยแม้แต่น้อย
โบราณว่าไว้ เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือภูเขายังมีภูเขาที่สูงกว่า! และช่างบังเอิญเหลือเกินที่ตัวละครเอกในทั้งสองเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ ล้วนแต่เป็นโจวฉวินผู้ยิ่งใหญ่คนเดิม แหวะ!
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายผ่านพ้นไป ความโกลาหลระลอกใหม่ก็เกิดขึ้นเมื่อโจวหลี่ซื่อเริ่มอาละวาด เนื่องด้วยโจวฉวินและเจียงหลูยังคงนอนหมดสติไม่มีใครเหลียวแล โจวหลี่ซื่อจึงมายืนเท้าสะเอวอยู่กลางลานบ้าน แหกปากด่าทอสาปแช่งกราดไปทั่ว
“พวกแกทุกคนมันคนใจดำอำมหิต! ไอ้พวกชาติชั่ว! ไม่ยอมช่วยเหลือครอบครัวฉัน ขอให้พวกแกตายไม่ดี... อ๊ากกก!”
ซ่า!
น้ำล้างเท้ากะละมังใหญ่ถูกสาดโครมออกมาอย่างแม่นยำ จ้าวชุ่ยฮวาไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมายืนด่าหน้าบ้านง่ายๆ
คิดว่าตัวเองเป็นใคร?
เป็นแม่ฉันหรือไง?
ฝันไปเถอะ!
จ้าวชุ่ยฮวาสาดน้ำเสร็จก็ตะโกนสวนกลับไปทันควัน
“ถ้ายังไม่หุบปากเน่าๆ ของแก ฉันจะออกไปตบสั่งสอนเดี๋ยวนี้แหละ!”
ในจังหวะนั้นเอง หมิงเหม่ยก็เดินหาวหวอดๆ ออกมาสมทบ เธอกำหมัดแน่นพร้อมรบพลางถามเสียงเข้ม
“จะตบใครคะแม่? ให้หนูจัดการเอง! เรื่องใช้กำลังขอให้บอก หนูถนัดนัก!”
โจวหลี่ซื่อกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แต่ยังทำใจดีสู้เสือตะโกนข่มขู่กลับไป
“อย่าคิดว่าพวกมากแล้วฉันจะกลัวนะ!”
เธอแผดเสียงขู่ฟ่อๆ ก่อนจะหันเป้าหมายไปทางบ้านตระกูลไป๋ ตะโกนเรียกชื่อคู่ปรับเก่าทันที
“ตาเฒ่าไป๋! ไอ้ไป๋เฟิ่นโต้ว! พวกแกสองพ่อลูกตัวซวย รีบไสหัวออกมาช่วยฉันเดี๋ยวนี้ เป็นลูกผู้ชายแท้ๆ ไม่รู้จักน้ำจิตน้ำใจเพื่อนบ้านเลยหรือไง มิน่าล่ะไอ้ไป๋เฟิ่นโต้วถึงหาเมียไม่ได้สักที ก็เพราะเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาว จิตใจคับแคบแบบนี้ไง สมควรแล้วที่จะต้องขึ้นคานไปจนตาย ตาเฒ่าไป๋ แกก็เหมือนกัน รีบออกมาเดี๋ยวนี้ ไอ้แก่ตัณหา... อ๊ากกก!”
ซ่า!
คิดว่ามีแค่บ้านตระกูลจวงหรือไงที่มีน้ำ?
บ้านตระกูลไป๋เขาก็มีเหมือนกัน!
ไป๋เหล่าโถวไม่ลังเลที่จะสาดน้ำล้างเท้าของตัวเองใส่หน้าหญิงปากร้ายที่บังอาจมาด่าลูกชายเขา
ไป๋เฟิ่นโต้วกระโจนออกมาพร้อมกำปั้นที่สั่นระริกด้วยความโกรธเกรี้ยว
“แม่งเอ๊ย! ฉันอุตส่าห์ไม่ไปหาเรื่องบ้านแกแล้ว แกยังกล้ามาปากดีถึงหน้าบ้านฉันอีกเรอะ! ฉันจะบอกให้นะ ไอ้โจวฉวินลูกชายตัวดีของแกมันบังอาจมาใส่ร้ายพี่เซียงซิ่วของฉัน เรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ หรอก ถ้าพวกแกไม่เดินไปแก้ข่าวทีละบ้านให้ทั่วตรอกนี้ ฉันสาบานเลยว่าเจอหน้าลูกชายแกเมื่อไหร่ ฉันจะซ้อมมันเมื่อนั้น แล้วนังแก่หนังเหี่ยวอย่างแก บังอาจมาด่าพ่อฉันเรอะ... พลั่ก!”
กำปั้นหนักๆ กระแทกเข้าที่เบ้าตาของโจวหลี่ซื่ออย่างจังจนเกิดเสียงดังสนั่น
“โอ๊ยยย!”
โจวหลี่ซื่อล้มหงายหลังตึงลงไปกองกับพื้น สองมือกุมตาข้างที่โดนต่อยร้องโอดโอย
“ถ้ายังไม่หยุดพล่าม ฉันจะกระทืบให้ตายคาตีนเลยคอยดู!”
โจวหลี่ซื่อที่เจ็บจนน้ำตาเล็ดกรีดร้องเสียงหลงราวกับหมูถูกเชือด
“ฆ่าคนแล้ว!!! ช่วยด้วย มีคนจะฆ่าแกงกันแล้ว!!!”
ในเวลานั้นท้องฟ้าเริ่มสาง แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า ผู้คนส่วนใหญ่ตื่นกันหมดแล้ว แต่ไม่มีใครคิดจะเปิดประตูออกมาดูดำดูดีหญิงชราปากเสียผู้นี้ ต่างคิดกันในใจว่าสมควรแล้วที่โดนแบบนี้ ปล่อยให้โดนซ้อมให้ตายๆ ไปซะก็ดี จะได้หมดเวรหมดกรรมกันไป ไป๋เฟิ่นโต้วอาจจะเลือดร้อนไปหน่อย แต่ก็นับว่าเป็นการขจัดภัยสังคมทางอ้อม
โจวหลี่ซื่อแหกปากร้องโวยวายอยู่พักใหญ่ พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจ เธอก็ลุกขึ้นปัดก้น วิ่งไปทุบประตูห้องของป้าหวังเสียงดังปังๆ
“ป้าหวัง! เธอเป็นคนดูแลลานบ้านไม่ใช่เหรอ ออกมาจัดการเดี๋ยวนี้สิ ดูสิ่งที่ไอ้ไป๋เฟิ่นโต้วมันทำ มันไม่รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ เธอต้องออกมาตำหนิมัน ต้องไล่มันออกไป... อ๊ากกก!”
ซ่า!
ป้าหวังเองก็มีสกิลสาดน้ำล้างเท้าขั้นเทพไม่แพ้ใคร
เธอชี้นิ้วด่ากราดใส่หน้าโจวหลี่ซื่อทันที
“ไสหัวไปให้พ้น! ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่เกรงใจแล้วนะ อยากจะโดนชกตาเขียวอีกข้างหรือไง!”
โจวหลี่ซื่อผงะถอยหลังกรูด ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้โฮอย่างหมดสภาพ
“สวรรค์! ทำไมถึงไม่มีความยุติธรรมเหลืออยู่เลย... อ๊ากกก!”
ไม่ว่าเธอจะพูดอะไร ประโยคสุดท้ายมักจะจบลงด้วยเสียงกรีดร้อง เพราะความเจ็บปวดจากการโดนน้ำมนต์ปลุกเสกจากชาวบ้าน
เอ้อร์โก่วจื่อที่อาศัยอยู่เรือนหลังเป็นคนหงุดหงิดง่ายเวลาเพิ่งตื่นนอน เมื่อกี้เขาอุตส่าห์ไม่ออกไปมุงดูเรื่องชาวบ้าน แต่พอยัยแก่ตระกูลโจวมายืนแหกปากโวยวายรบกวนเวลานอน เขาจึงทนไม่ไหว ลุกขึ้นคว้ากะละมังน้ำล้างจานค้างคืนที่ทั้งเหม็นและมันเยิ้ม สาดโครมออกไปเต็มแรง
“ไสหัวไป!”
เสียงตะโกนดุดันของชายหนุ่มทำเอาโจวหลี่ซื่อตัวสั่นงันงก เธอทำหน้าเหมือนคนจะขาดใจตาย รีบถอยกรูดไปหลบมุมกำแพงด้วยความหวาดกลัว ถึงตอนนี้เองเธอถึงได้ตระหนักว่า ตนเองได้สร้างศัตรูไว้รอบทิศ ไม่มีใครเข้าข้างเธอเลยแม้แต่คนเดียว
ในอดีต การอาละวาดโวยวายเคยเป็นอาวุธที่ใช้ได้ผลเสมอ เธอเคยคิดว่ามันคือไม้ตายที่ใช้สยบทุกคนได้ แต่มาวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีใครยอมลงให้ความบ้าบอของเธออีกต่อไป
วันนี้คือจุดจบของความอหังการของเธออย่างแท้จริง
โจวหลี่ซื่อเดินโซซัดโซเซออกจากลานบ้านด้วยความอับอายขายขี้หน้า ทันทีที่เธอคล้อยหลังไป เสียงนินทาก็ดังกระหึ่มขึ้นทันที
“ถุย! ครอบครัวเลวทรามต่ำช้า ยังมีหน้ามาขอให้คนอื่นช่วย คนตาบอดเท่านั้นแหละที่จะยื่นมือเข้าไปช่วย”
“หน้าด้านหน้าทนจริงๆ คนแบบนี้คบไม่ได้หรอก เล่าให้ใครฟังก็ขายหน้าเขาเปล่าๆ”
“ดูปากเธอสิ ไม่รู้ไปกินอุจจาระที่ไหนมา ถึงได้พ่นคำพูดเหม็นเน่าออกมาได้ขนาดนี้”
“ต่อไปนี้พวกเราต้องอยู่ให้ห่างจากบ้านนี้ไว้ น่าขยะแขยงที่สุด”
“นั่นสิ...”
“เอ๊ะ เดี๋ยวพรรคพวก พวกนายคิดว่าโจวฉวินเขามีรสนิยมแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า...”
“ใครจะไปรู้ล่ะ แต่ฉันว่ามีมูลนะ ไม่อย่างนั้นทำไมแจ็กพ็อตถึงไปลงที่เขาคนเดียว แถมไอ้ขี้เมานั่นยังกล้าสาบานว่าเจอผีอีก คนเมามักพูดความจริงนะเว้ย”
“แม่เจ้าโว้ย ยิ่งคิดก็ยิ่งคลื่นไส้ ไอ้หมอนี่มันเลวระยำจริงๆ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง แม้แต่เมียครูบาอาจารย์ก็ยังไม่เว้น...”
“เดี๋ยวนะ! เมื่อกี้ฉันมัวแต่นึก ชื่อซิ่งฮวาเนี่ย มันคุ้นหูชอบกล พอมานึกดูดีๆ หรือว่าจะเป็นหูซิ่งฮวาที่เคยทำโรงอาหารเมื่อก่อน? คนที่ตัวสูงๆ ตาตี่ๆ ท่าทางร่านๆ ที่ชอบไปยืนคุยกับพวกหนุ่มๆ แล้วแอบหยิกก้นผู้ชายคนนั้นทีคนนี้ทีน่ะ?”
“เชี่ย! จะว่าไปก็เป็นไปได้นะ! ผัวแกคือช่างโจวที่เป็นคนคุมสอบเลื่อนระดับในโรงงานไม่ใช่เหรอ? สองผัวเมียคู่นั้นเพิ่งจะโอนงานให้ลูกชายทำแทนแล้วเกษียณไปนี่นา?”
“ถ้าดูจากอายุแล้ว ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเป็นยายคนนั้น”
“โอ้โห... นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรกันเนี่ย...”
ในยุคสมัยนั้นคำว่าสังคมรังเกียจจนไม่มีที่ยืนหรือที่คนรุ่นหลังเรียกว่าตายทั้งเป็นทางสังคมอาจจะยังไม่มีการบัญญัติขึ้นใช้ แต่บุคคลแรกของตรอกนี้ที่สมควรได้รับนิยามนี้ไปครองอย่างสมบูรณ์แบบ ก็คงหนีไม่พ้น โจวฉวิน
ต้องขอบคุณไอ้ขี้เมาคนนั้นจริงๆ ที่ช่วยขุดคุ้ยเรื่องราวโสมมของโจวฉวินออกมาแฉจนหมดเปลือก
อันที่จริง โจวฉวินไม่ได้เลือกกินเฉพาะคนแก่หรอก สาวๆ เอ๊าะๆ เขาก็ชอบ แต่ในอดีตเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เขาจำเป็นต้องเข้าหาพวกคุณนายที่มีอายุ ซึ่งส่วนใหญ่ก็รุ่นราวคราวเดียวกับแม่ของเขานั่นแหละ
ช่วยไม่ได้นี่นา เส้นทางลัดเลาะเข้าสู่ตำแหน่งใหญ่โต มันต้องผ่านทางหมอนข้างของผู้มีอำนาจ และเมียของผู้มีอำนาจในโรงงานส่วนใหญ่ก็อายุไม่น้อยกันทั้งนั้น
เขาชอบเด็กสาวก็จริง แต่เด็กสาวไม่มีอำนาจวาสนาที่จะผลักดันเขาได้
ลองมองดูพวกอาจารย์ช่างระดับสูงในโรงงาน หรือพวกหัวหน้าแผนกที่มีอำนาจตัดสินใจสิ มีใครอายุน้อยบ้าง? ดังนั้นหลังบ้านของคนเหล่านี้ย่อมไม่ใช่สาวน้อยวัยแรกแย้มแน่นอน
และนี่คือที่มาของชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ที่โจวฉวินได้รับในค่ำคืนนี้
แม้ว่าปัจจุบันโจวฉวินจะเริ่มหันไปคั่วสาวรุ่นๆ บ้างแล้ว แต่ในเมื่อสิ่งที่เขาเจอก็คือ "ผีสาว" ผีก็ต้องเป็นคนที่ตายไปแล้ว และคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ยังไม่ตาย ดังนั้นรายชื่อที่เขาพร่ำเพ้อออกมาด้วยความกลัว จึงเป็นชื่อของบรรดากิ๊กเก่ารุ่นลายครามที่เขาเคยมีความสัมพันธ์ด้วยในอดีตทั้งสิ้น
ผลลัพธ์ก็คือ ชื่อเสียงของเขาที่แย่อยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
ตายทั้งเป็น... เป็นการตายทั้งเป็นอย่างสมบูรณ์แบบ
ถ้าถามว่าใครคือคนที่มีความสุขที่สุดที่ได้เห็นโจวฉวินพังพินาศในครั้งนี้ คุณอาจจะคิดว่าเป็นคู่สามีภรรยาจวงจื้อซีกับหมิงเหม่ยใช่ไหม? ผิดถนัด! คนที่สะใจที่สุด หัวเราะดังที่สุด ต้องยกให้ ไป๋เฟิ่นโต้ว
ถึงแม้พี่สาวเซียงซิ่วสุดที่รักจะโดนพาดพิงไปนิดหน่อย แต่ความสะใจที่ได้เห็นศัตรูคู่อาฆาตล่มจมมันมีมากกว่าหลายร้อยเท่า
เขาพูดได้เลยว่า นี่คือวันที่เขามีความสุขที่สุด! ที่สุด! และที่สุด!
ตั้งแต่จำความได้ พวกเขาที่เป็นเด็กวัยไล่เลี่ยกันมักจะถูกผู้ใหญ่จับมาเปรียบเทียบกันเสมอ
ในบรรดาเด็กๆ รุ่นเดียวกัน หลี่ฟางเป็นผู้หญิง จวงจื้อหย่วนก็อายุน้อยกว่าพวกเขาตั้งสามปี
ส่วนจวงจื้อซีไม่ต้องพูดถึง รายนั้นเด็กกว่าเขาเป็นสิบปี
คนที่มักจะถูกจับคู่เปรียบเทียบกับเขามากที่สุดก็คือเจ้าลูกชายตระกูลซู และโจวฉวิน ตอนเด็กๆ เขาจะสนิทกับเจ้าซูที่สุด เหตุผลก็ง่ายๆ คือโจวฉวินมันน่ารำคาญ! มันชอบทำตัวเป็นจุดเด่น ใครๆ ก็ชอบชมว่าโจวฉวินรู้ความอย่างนั้นอย่างนี้ ได้ยินแล้วมันขัดหูขัดตาชะมัด
พอโตขึ้นมาหน่อย เข้าทำงานโรงงาน โจวฉวินก็พุ่งทะยานราวกับติดจรวด เลื่อนขั้นเอาๆ ตามอายุงานแบบไม่มีสะดุด ไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว ผิดกับเขาและเจ้าซูที่ต้วมเตี้ยมเป็นเต่าคลาน
ตอนที่ทุกคนโตเป็นหนุ่มและเริ่มวัดกันที่หน้าที่การงาน จวงจื้อหย่วนแม้จะเด็กกว่าสามปีแต่ก็ไม่ได้เข้าโรงงาน ส่วนหยางลี่ซินที่เป็นเด็กฝึกงานใหม่ก็ยังเป็นแค่ลูกมือ เจ้าซูก็ย้ายออกไปแล้ว สุดท้ายคู่แข่งที่เหลืออยู่ก็คือ เขากับโจวฉวิน
ตลอดหลายปีมานี้ แม้ปากจะบอกว่าไม่ยอมแพ้ แต่ลึกๆ แล้วไป๋เฟิ่นโต้วรู้ดีว่าตัวเองเป็นรองโจวฉวินมาตลอด แต่วันนี้... วันนี้แหละ! สวรรค์มีตา! ในที่สุดเขาก็ได้เชิดหน้าชูคอเสียที
โจวฉวิน... ในที่สุดแกก็รถคว่ำจนได้ แถมคว่ำแบบวินาศสันตะโรเสียด้วย!
ไป๋เฟิ่นโต้วหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง พลางเอ่ยขึ้นว่า
“คนชั่วย่อมได้รับผลกรรม ดูสิพ่อ เห็นไหมว่าโจวฉวินมันโดนเวรกรรมตามทันแล้ว พ่อ! เรามาดื่มฉลองกันหน่อยไหม?”
เขาอารมณ์ดีจนแทบจะบินได้ รู้สึกเหมือนวันนี้เป็นวันตรุษจีนยังไงยังงั้น
“พ่อว่า ผมไปซื้อประทัดมาจุดฉลองสักตับดีไหม?”
ไป๋เหล่าโถวปรายตามองลูกชายพลางเหน็บแนม
“แกจะเอาเงินไปเผาเล่นทำไม? เงินเหลือใช้หรือไง? เอาไปซื้อเนื้อกินไม่ดีกว่าเรอะ?”
ไป๋เฟิ่นโต้วยิ้มกว้าง “โธ่พ่อ ก็ผมเห็นไอ้โจวฉวินมันพังพินาศแล้วมันสะใจนี่นา เดินในที่มืดบ่อยๆ ในที่สุดก็เจอผีเข้าจนได้ ฮ่าๆๆๆ... เอิ๊ก!”
เสียงหัวเราะของเขาหยุดกึกกลางคัน ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นซีดเผือด แม้จะดีใจ แต่พอพูดถึงคำว่าผี ความกลัวก็แล่นปราดเข้ามาในสมองทันที เขาลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ ขยับเข้าไปใกล้พ่อแล้วถามเสียงสั่นว่า
“พ่อ... พ่อคิดว่าเรื่องนี้... มันเจอผีจริงๆ ใช่ไหม?”
[จบบท]