บทที่ 169 : ความวุ่นวายในแผนกประชาสัมพันธ์
ยังไม่ทันที่จวงจื้อซีจะได้เอ่ยปากตอบรับหรือปฏิเสธความเห็นของใคร เพื่อนร่วมงานอย่างเสี่ยวหลี่ก็รีบพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นทันที
"ใช่ๆๆ ผมเห็นด้วยเลยนะ ผมว่างานนี้เสี่ยวจวงทำได้แน่นอน เหมาะสมที่สุดแล้ว"
เสี่ยวหวังที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าสนับสนุนอย่างแข็งขันไม่แพ้กัน ราวกับนัดแนะกันมาเป็นอย่างดี
"ถูกต้องเลยครับ หน้าที่หลักของเสี่ยวจวงคือการเป็นพิธีกรและนำร้องเพลงประสานเสียง ซึ่งงานพวกนี้แทบไม่ต้องเสียเวลาท่องจำบทอะไรมากมายเลย เพราะฉะนั้นให้เขาไปช่วยงานฝ่ายศิลป์น่ะเหมาะสมที่สุดแล้วครับ"
"ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน"
"ผมก็ว่าดีนะครับ"
บรรยากาศในห้องทำงานกลายเป็นเอกฉันท์อย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างมีความเห็นตรงกันโดยมิได้นัดหมายว่าจวงจื้อซีควรจะเป็นคนที่ต้องรับหน้าที่นี้ไป
ความจริงเบื้องหลังความสามัคคีนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ว่าใครว่างหรือไม่ว่าง แต่ประเด็นสำคัญคือขอแค่ไม่ใช่ตัวเองที่ต้องไปจับคู่ทำงานกับเหล่าฮวง ชายแก่จอมขวางโลกประจำแผนก จะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้นที่ต้องรับกรรมนี้ไป
เชิญตามสบายเลย!
ในเมื่อทุกคนพร้อมใจกันโยนงานมาขนาดนี้ จวงจื้อซีเองก็ไม่ใช่คนเรื่องมาก เขาจึงไม่ได้คิดจะบ่ายเบี่ยงหรือปฏิเสธน้ำใจอัน(ไม่)หวังดีของเพื่อนร่วมงาน เขาเพียงแค่ยิ้มรับแล้วพูดขึ้นด้วยท่าทีสบายๆ
"ผมทำได้ครับ ไม่มีปัญหา ผมเป็นเหมือนก้อนอิฐของการปฏิวัติอยู่แล้ว จะย้ายไปก่อตรงไหนก็สุดแท้แต่ความต้องการขององค์กรเลยครับ เพียงแต่ว่าผมไม่มีประสบการณ์ด้านวาดภาพแบบมืออาชีพมาก่อนนะ เคยแต่เขียนกระดานข่าวสมัยเรียน แบบนี้จะไหวหรือเปล่าครับ"
หัวหน้าซ่งรีบพูดสวนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพื่อปิดจบคดี
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แค่นั้นก็นับว่ามีความรู้พื้นฐานมากพอแล้ว หลายคนในนี้กระทั่งกระดานข่าวยังไม่เคยแตะต้องด้วยซ้ำ เทียบกับนายแล้วยังห่างชั้นกันเยอะ เอาเป็นว่าตกลงตามนี้ งานนี้มอบหมายให้นายรับผิดชอบก็แล้วกัน"
จวงจื้อซียิ้มรับอย่างว่าง่าย ก่อนจะหันไปหาชายสูงวัยที่ยืนทำหน้านิ่งอยู่ข้างๆ
"ในเมื่อหัวหน้ามอบหมายงานมาแล้ว ผมก็ยินดีครับ งั้นผมขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับลุงฮวง มีอะไรจะใช้งานก็สั่งมาได้เลย ขอแค่ลุงไม่รังเกียจว่าผมมือไม้แข็งทำอะไรไม่คล่อง ผมยินดีเป็นลูกมือให้ลุงเต็มที่ครับ"
เหล่าฮวงปรายตามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาคนฟังถึงกับไปไม่เป็น
"ขอแค่เป็นคนก็ใช้ได้แล้ว"
จวงจื้อซีได้แต่นิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะหัวเราะแห้งๆ ออกมาเพื่อแก้เก้อ
ความเป็นจริงแล้วตัวเขาเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญงานศิลปะอะไรมากมายนัก แต่สมัยเป็นนักเรียนก็เคยผ่านงานเขียนกระดานดำและตกแต่งบอร์ดมาบ้าง ก็เลยพอจะมีความรู้ติดตัวอยู่เล็กน้อย แม้จะเป็นกำลังหลักไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็พอจะเป็นลูกมือช่วยหยิบจับนั่นนี่ได้อยู่
ต้องเข้าใจก่อนว่าเหล่าฮวงคนนี้แกเป็นคนเดียวในแผนกประชาสัมพันธ์ที่มีฝีมือด้านการวาดภาพและการทำอุปกรณ์ประกอบฉาก ดังนั้นการที่จวงจื้อซีได้มาเป็นลูกมือของแก ก็นับว่าเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้งาน
เหล่าฮวงถือเป็นกำลังหลักของงานนี้ แกเป็นชายวัยใกล้ห้าสิบที่บุคลิกแข็งกระด้าง พูดจาขวานผ่าซาก แกพูดห้วนๆ ขึ้นมาว่า
"เอาล่ะ ตามฉันมา เราต้องไปหาพื้นที่กว้างๆ ทำงานกัน"
"ได้เลยครับ"
จวงจื้อซีรับคำอย่างกระตือรือร้น แล้วเดินตามหลังเหล่าฮวงต้อยๆ ประหนึ่งขันทีน้อยคอยตามรับใช้นายใหญ่ในวังหลวงก็ไม่ปาน
"ลุงฮวงครับ ลุงดูหน่อยไหมว่าเรายังขาดเหลืออุปกรณ์อะไรบ้าง ผมจะได้รีบไปจัดเตรียมมาให้พร้อม"
ในจุดนี้จวงจื้อซีมีความชัดเจนในสถานะของตัวเองมาก เขาตระหนักดีว่าตัวเองมาในฐานะผู้ช่วยชั่วคราว ไม่ใช่พนักงานประจำของฝ่ายศิลป์ ดังนั้นเขาจะไม่ทำอะไรเกินหน้าเกินตา หน้าที่ของเขาคือฟังให้มาก ดูให้เยอะ เรียนรู้ให้ไว และลงมือทำให้หนัก ส่วนความคิดเห็นนั้นเก็บไว้ก่อนดีที่สุด
ยุคสมัยนี้ไม่ใช่เวลาที่ใครจะมาแสดงความคิดเห็นสุ่มสี่สุ่มห้าได้
อีกอย่างหนึ่ง การที่มีโอกาสได้เรียนรู้วิชาจากคนเก่งๆ อย่างเหล่าฮวงแบบตัวต่อตัวขนาดนี้ จวงจื้อซีรู้สึกยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าคนอื่นจะมองว่างานศิลปะพวกนี้เป็นเรื่องไร้สาระและไม่คุ้มค่าที่จะมาเสียเวลาเป็นลูกมือให้คนแก่อารมณ์ร้าย แต่จวงจื้อซีกลับคิดต่าง
มุมมองของเขาคือ การได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ย่อมดีกว่าอยู่เฉยๆ ความรู้ประดับกาย สักวันหนึ่งอาจจะได้หยิบออกมาใช้ประโยชน์ก็ได้ ใครจะไปรู้
สรุปสั้นๆ คือเรียนรู้ไว้ไม่เสียหาย ไม่ขาดทุนแน่นอน
เขาเดินตามหลังเหล่าฮวงไปด้วยท่าทางร่าเริงมีความสุข จนเหล่าฮวงที่หันมาเห็นต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ สมัยนี้งานขีดๆ เขียนๆ วาดๆ ไม่ค่อยจะได้รับการยอมรับนัก พวกปัญญาชนก็ถูกมองข้าม แต่ไอ้หนุ่มจวงคนนี้กลับยังรักษาทัศนคติเชิงบวกแบบนี้ไว้ได้ นับว่าหาได้ยากจริงๆ
ตอนแรกเหล่าฮวงนึกว่าไอ้หนุ่มนี่จะเป็นพวกกะล่อนลื่นไหลไปวันๆ แต่พอเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น แกก็เปลี่ยนความคิดใหม่ บางทีอาจจะเป็นแค่ความห้าวหาญตามประสาคนหนุ่มไฟแรง ไม่ใช่เล่ห์เหลี่ยมของคนแก่แดด ถ้ามันกะล่อนจริง คงไม่ยิ้มระรื่นเดินตามหลังแกมาทำงานที่ไม่มีใครอยากทำแบบนี้หรอก
ทั้งสองคนเดินมาถึงโกดังว่างเปล่าที่จะใช้เป็นสถานที่ทำฉากหลัง เหล่าฮวงปรายตามองเด็กหนุ่มอีกครั้งแล้วพูดเหน็บเบาๆ
"คนอื่นเขาหนีกันหมด มีแต่นายนี่แหละที่โง่ตามมา"
ความจริงแล้วครั้งนี้มีคนถูกเกณฑ์มาช่วยงานไม่ใช่แค่จวงจื้อซีคนเดียว แต่คนอื่นๆ ต่างพากันหลบสายตา ทำตัวลีบเล็กแทรกไปกับผนังห้อง มีแต่จวงจื้อซีที่ตัวสูงโย่งยืนเด่นเป็นสง่า แถมยังไม่ปฏิเสธงานอีกต่างหาก
จวงจื้อซียิ้มกว้างพลางตอบกลับอย่างอารมณ์ดี
"โธ่ลุงครับ ผมมาช่วยงาน จะให้ทำอะไรก็เหมือนกันนั่นแหละ อีกอย่างนะ แทนที่จะต้องไปยืนแหกปากซ้อมร้องเพลงประสานเสียงกับพวกนั้น ผมว่ามาเป็นลูกมือช่วยลุงที่นี่สนุกกว่าตั้งเยอะ แถมยังได้วิชาครูพักลักจำจากลุงด้วย ในโรงงานนี้ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าลุงฮวงวาดรูปเก่งระดับเทพ"
คำพูดนี้ไม่ได้เกินจริงเลย เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา งานบอร์ดประชาสัมพันธ์ทั้งหมดของโรงงานล้วนผ่านฝีมือของเหล่าฮวงแทบทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นลายเส้นหรือตัวอักษร ฝีมือของแกจัดว่าอยู่ในระดับยอดเยี่ยม
จวงจื้อซีอาจจะไม่รู้ลึกซึ้งถึงขั้นวิจารณ์ได้ว่าเป็นงานระดับปรมาจารย์หรือไม่ แต่สำหรับสายตาชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป แค่มองแล้วรู้สึกว่าภาพมันเหมือนจริงก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว ซึ่งจะมีสักกี่คนที่ทำได้ขนาดนี้
จวงจื้อซียื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ แล้วพูดอย่างเอาใจ
"ลุงมีอะไรจะสั่งก็บัญชามาได้เลยครับ ผมพร้อมรับใช้เต็มที่ อยากจะเห็นฝีมือลุงเป็นบุญตาด้วย"
เหล่าฮวงพยักหน้ารับ "เออ ได้ งั้นพวกเราเริ่มจากทำหน้าต่างก่อน"
"หืม? หน้าต่างเหรอครับ"
"ใช่ บ้านของหยางไป๋เหลาจะต้องมีหน้าต่างสักบาน มันถึงจะดูสมจริง แล้วก็ต้องมีหิมะเกาะอยู่ข้างนอกด้วย"
จวงจื้อซีจินตนาการตามไม่ค่อยถูกว่าจะทำออกมายังไง แต่เขาก็ผายมือออกทั้งสองข้างพร้อมกับยักไหล่
"ผมเชื่อมือลุงครับ ลุงสั่งมาได้เลย ผมทำตามทุกอย่าง"
เหล่าฮวงเหลือบมองจวงจื้อซีแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพอใจ
"ได้ งั้นตามมา เดี๋ยวฉันจะอธิบายให้ฟัง"
คนอย่างจวงจื้อซีเนี่ย ต่อให้ในกลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกันอาจจะไม่ใช่คนที่มีเพื่อนฝูงล้อมหน้าล้อมหลังมากที่สุด แต่สำหรับพวกผู้หลักผู้ใหญ่หรือครูบาอาจารย์แล้ว เขาเป็นประเภทลูกศิษย์คนโปรดเลยทีเดียว เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะความใฝ่รู้ ความจริงใจ และความนอบน้อมที่เขามี ถ้าไม่เข้าใจก็ถามตรงๆ ไม่แสร้งทำเป็นรู้
คุณสมบัติเหล่านี้แหละที่มักจะชนะใจคนเป็นครูได้เสมอ
สมัยเรียนจวงจื้อซีก็เป็นที่รักของบรรดาอาจารย์ และตอนนี้เขาก็เข้ากันได้ดีกับเหล่าฮวงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คนอื่นมองว่าเหล่าฮวงเป็นคนแก่หัวโบราณ ปากจัด พูดจาไม่รักษาน้ำใจคนและไม่น่าคบหา แต่จวงจื้อซีกลับไม่รู้สึกกลัวแกเลย ทั้งคู่พูดคุยโต้ตอบกันไปมาอย่างถูกคอ
เหล่าฮวงตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ แล้วชมเชย
"ไอ้หนุ่ม นายนี่ใช้ได้นะ หัวไว เรียนรู้อะไรเร็วดี"
จวงจื้อซียิ้มจนตาหยี "ก็เพราะมีครูดีอย่างลุงสอนไงครับ"
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังง่วนอยู่กับการทำงาน ทางด้านแผนกประชาสัมพันธ์เองก็วุ่นวายไม่แพ้กัน หัวหน้าซ่งกำลังเดินไปเดินมาพร้อมกับบ่นกระปอดกระแปดด้วยความหงุดหงิด
"ไอ้ตาเฒ่าไป๋นี่มันยังไงกันแน่ รับบทเป็นหยางไป๋เหลาแท้ๆ ทำไมป่านนี้ยังไม่โผล่หัวมาซ้อมอีก กล้าดียังไงถึงขาดซ้อม"
"ผมไปสืบมาแล้วครับหัวหน้า แกไม่ได้ลางานด้วย แต่เห็นว่าวันนี้คนในบ้านพักลานเดียวกันกับแกหายหัวไปหลายคนเลย"
ทันใดนั้น หัวหน้าซ่งก็นึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นร้อน
อ้อ... เรื่องผีหลอกวิญญาณหลอนนั่นเอง!
เขาพึมพำกับตัวเอง "อะไรมันจะประจวบเหมาะกันขนาดนี้ เอาเถอะ พวกนายซ้อมกันไปก่อน เดี๋ยวฉันจะแวะไปดูที่แผนกรักษาความปลอดภัยหน่อย"
นั่นปะไร
แท้จริงแล้วหัวหน้าซ่งเองก็เป็นคนขี้สงสัยและอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านไม่แพ้ใครเหมือนกัน
เขารีบก้าวเท้าลงบันไดอย่างรวดเร็ว จนเสี่ยววังหวังตะโกนไล่หลังมาอย่างรู้ทัน
"หัวหน้าครับ! ถ้าได้ข่าววงในเด็ดๆ มา อย่าลืมรีบกลับมาเล่าให้พวกเราฟังด้วยนะครับ!"
หัวหน้าซ่งตีหน้าขรึมทันทีที่ได้ยินลูกน้องแซว
"ข่าววงในอะไรกัน! ฉันจะไปตามตัวตาเฒ่าไป๋ต่างหากว่าทำไมถึงขาดงานโดยไม่บอกกล่าว ไม่ได้จะไปยุ่งเรื่องไร้สาระพรรค์นั้นสักหน่อย พวกนายนั่นแหละตั้งใจซ้อมกันให้ดี อย่ามัวแต่เล่นหัวเราะร่ากันอยู่ ต้องมีความจริงจังขึงขังหน่อยสิ"
"รับทราบครับผม"
แม้ปากจะรับคำ แต่ทุกคนก็ยังคงยิ้มกริ่มอย่างรู้ทัน หัวหน้าซ่งรีบเดินจ้ำอ้าวลงไปชั้นล่าง
และก็เป็นไปตามคาด พอไปถึงแผนกรักษาความปลอดภัย เขาพบว่าเจ้าหน้าที่หายไปเกินครึ่ง เหลืออยู่ไม่กี่คน เขาแกล้งกระแอมไอเรียกความสนใจ
"หัวหน้าแผนกของพวกนายไปไหนซะล่ะ"
หวังเอ้อร์ล่ายจื่อรีบกุลีกุจอเข้ามารายงานทันที
"เรียนหัวหน้าซ่งครับ หัวหน้าแผนกของเรานำกำลังออกไปปฏิบัติภารกิจครับ เห็นว่าพนักงานโรงงานเราบางส่วนไปพัวพันกับเรื่องงมงายล้าหลัง แผนกรักษาความปลอดภัยของเราย่อมต้องเข้าไปจัดการอย่างเร่งด่วน ถือเป็นหน้าที่ที่ไม่อาจละเลยได้ครับ"
หัวหน้าซ่งพยักหน้าทำท่าทางเข้าใจสถานการณ์
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง ฉันแค่จะมาถามธุระกับหัวหน้านายนิดหน่อย งั้น... เอาเถอะ นายบอกพิกัดมาแล้วกันว่าเขาไปที่ไหน เดี๋ยวฉันตามไปคุยที่นั่นเลยก็ได้"
หวังเอ้อร์ล่ายจื่อ "..."
อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะว่าหัวหน้าแค่อยากไปมุงดูเรื่องชาวบ้านน่ะ
แต่เขาก็รีบบอกพิกัดไปตามหน้าที่ "อยู่ที่ซอยซิ่งฮวาหลี่ครับ บ้านเลขที่ 44 ไปที่นั่นได้เลยครับ เจอตัวแน่นอน"
"ดีมาก"
หัวหน้าซ่งรีบเดินออกจากห้องแล้วพุ่งตรงไปยังเป้าหมายทันที
หวังเอ้อร์ล่ายจื่อมองตามหลังไปด้วยความอิจฉาตาร้อน "เฮ้อ ได้ไปดูเรื่องสนุกอีกคนแล้ว ส่วนเรายังต้องมานั่งเฝ้าโยง แหง่วอยู่ตรงนี้ เซ็งชะมัด"
หัวหน้าซ่งเดินแกมวิ่งด้วยความเร่งรีบ พอพ้นประตูโรงงานออกมาก็บังเอิญเจอกับรองผู้จัดการโรงงานจางที่กำลังปั่นจักรยานออกมาพอดี
รองผู้จัดการโรงงานจางร้องทัก "อ้าว เหล่าซ่ง คุณกำลังจะไปไหนน่ะ"
หัวหน้าซ่งกระแอมเบาๆ ปรับสีหน้าให้ดูเคร่งเครียดและเปี่ยมไปด้วยความชอบธรรม
"ช่วงนี้แผนกประชาสัมพันธ์ของเรายุ่งมากกับการเตรียมงานวันแรงงานครับท่าน ผมอุตส่าห์ขอยืมตัวพนักงานมาช่วยงาน แต่ปรากฏว่าคนที่ต้องเล่นเป็นหยางไป๋เหลาดันไม่มาทำงาน แถมไม่ลาด้วย ผมเลยต้องออกไปดูให้เห็นกับตาว่าเป็นตายร้ายดียังไง งานละครสาวผมขาวของผมจะสะดุดไม่ได้เด็ดขาดครับ"
มุมปากของรองผู้จัดการโรงงานจางกระตุกยิกๆ ในใจคิดว่า 'จะไปเผือกก็บอกมาตรงๆ เถอะ พ่อคุณ อ้างนู่นอ้างนี่อยู่นั่นแหละ ไม่เนียนเลยจริงๆ'
แต่ในเมื่อเป็นถึงระดับผู้บริหาร ทักษะการพูดจาสร้างภาพย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว เขาจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เป็นการเป็นงานไม่แพ้กัน
"เห็นไหมล่ะ พวกเราต่างก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อโรงงานกันทั้งนั้น ผมเองก็ได้ยินมาว่าวันนี้พนักงานหลายคนขาดงานโดยไม่มีสาเหตุ แถมยังมีข่าวลือเรื่องความขัดแย้งวุ่นวาย แผนกรักษาความปลอดภัยก็ยกโขยงกันไปหมดแล้ว ในฐานะรองผู้จัดการที่ดูแลเรื่องนี้
ผมจะปล่อยผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้หรอกครับ ขืนท่านผู้จัดการโรงงานหรือผู้ใหญ่คนอื่นถามขึ้นมาแล้วผมตอบไม่ได้ มันจะเสียการปกครอง อีกอย่างผมกลัวที่สุดคือพวกข่าวลือปากต่อปากนี่แหละ เรื่องมดกัดนิดเดียวพอเล่าลือกันไปกลายเป็นช้างเหยียบไปซะได้"
"ใช่ครับๆ ท่านพูดถูกที่สุด"
ทั้งสองสบตากันอย่างรู้ใจ ต่างฝ่ายต่างรู้ไส้รู้พุงกันดีว่าแท้จริงแล้วจุดประสงค์คืออะไร
แล้วทั้งคู่ก็ปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปยังบ้านพักรวมอย่างพร้อมเพรียง
ในขณะเดียวกัน ที่บ้านเลขที่ 44 ในซอยซิ่งฮวาหลี่ หรือก็คือลานบ้านที่ตระกูลจวงอาศัยอยู่นั้น สภาพความเป็นจริงคือพนักงานหลายคนไม่ได้ไปทำงาน ไม่ใช่เพราะจงใจโดดงาน แต่เป็นเพราะเมื่อคืนแทบไม่ได้หลับได้นอน ทำให้ตื่นสายกันเป็นแถว
ถ้าหากรีบตาลีตาเหลือกวิ่งไปตอนนี้ ก็อาจจะพอทันเวลาเข้างานแบบเฉียดฉิว
แต่ทว่า ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะไปทำงานกันแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าหน้าที่จากแผนกรักษาความปลอดภัยดันยกขบวนมาถึงที่
ใช่แล้ว แผนกรักษาความปลอดภัยบุกมาถึงบ้าน
ไหนๆ ก็มากันแล้ว ก็ถือโอกาสให้ทุกคนอยู่รอก่อน เรื่องราวความวุ่นวายมันต้องมีการสอบสวนสืบสวนให้กระจ่าง
ต้องยอมรับเลยว่า โจวฉวินและไป๋เฟิ่นโต้วคู่นี้ คือยอดนักรบผู้กล้าหาญชาญชัยแห่งยุคจริงๆ ทั้งสองคนซัดกันนัวเนีย ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ลากยาวมาจนกระทั่งเจ้าหน้าที่มาถึงก็ยังไม่ยอมเลิกรา ทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างได้รับบาดเจ็บสาหัส
สภาพของโจวฉวินดูไม่ได้เลย ใบหน้าปูดบวมเขียวช้ำไปทั่ว แถมตามตัวยังมีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยโชยออกมาจางๆ
ส่วนทางด้านไป๋เฟิ่นโต้ว ในแง่ของพละกำลังและการต่อสู้ตัวต่อตัว เขาคือผู้ชนะที่ยืนหนึ่งอย่างแท้จริง แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าโจวฉวินดันมีกองหนุนสุดแกร่งถึงสองคน นั่นคือหญิงชราหนึ่งและหญิงสาวอีกหนึ่ง
ทั้งคู่ประสานพลังใช้วิชากรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิมที่สาบสูญไปนาน ระดมข่วนจนไป๋เฟิ่นโต้วมีสภาพไม่ต่างกับมันฝรั่งซอยเส้น เลือดซิบไปทั้งตัว
หัวหน้าแผนกหลิวแห่งแผนกรักษาความปลอดภัยเห็นสภาพแล้วต้องรีบสั่งการเสียงดัง
"แยก! รีบแยกพวกเขาออกจากกันเดี๋ยวนี้! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ผู้ชายอกสามศอกสองคนมากัดกันเหมือนหมาแบบนี้ไม่อายชาวบ้านเขาหรือไง!"
พอเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาถึง พูดตามตรงว่าแม้แต่คนห้าวๆ อย่างโจวฉวินก็เริ่มหน้าถอดสี แต่คนที่อาการหนักกว่าคือแม่ของเขา โจวหลี่ซื่อ
โจวหลี่ซื่อมีความหลังฝังใจที่ไม่ค่อยดีนักกับแผนกรักษาความปลอดภัย
เจ้าหน้าที่ยังไม่ทันจะอ้าปากถามไถ่อะไร ยายเฒ่าก็ทิ้งตัวลงนั่งแปะกับพื้น ทำหน้าตาเหมือนคนใกล้ตาย ราวกับญาติเสียเสียอย่างนั้น
แต่มองในแง่หนึ่ง ด้วยอายุอานามขนาดนี้ จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ในทางกลับกัน ไป๋เฟิ่นโต้วกลับดูฮึกเหิมลำพองใจขึ้นมาทันที เหตุผลน่ะเหรอ? ก็เพราะเขาทำงานอยู่แผนกรักษาความปลอดภัยไงล่ะ!
เขารู้นิสัยหัวหน้าหลิวดี ถึงหน้าตาจะดุดันเหมือนยมทูต แต่จริงๆ แล้วเป็นคนรักลูกน้องมาก ยังไงเสียคนกันเองก็ต้องช่วยคนกันเองวันยังค่ำ
งานนี้เขาไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน
ไม่ว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวจะเป็นยังไง แต่เวลาออกศึกภายนอก แผนกรักษาความปลอดภัยต้องเป็นหนึ่งเดียวกันเสมอ
ไป๋เฟิ่นโต้วรีบตะโกนฟ้องทันที
"หัวหน้าหลิวครับ! มาก็ดีแล้ว ไอ้หมอนี่... ไอ้สารเลวคนนี้มันแอบเป็นชู้กับเมียอาจารย์ตัวเองครับ!"
เปรี้ยง!
คำพูดนั้นเหมือนโยนระเบิดลงกลางวง หรือเหมือนน้ำหยดลงในกระทะน้ำมันเดือดพล่าน ผู้คนรอบข้างสูดปากด้วยความตกใจ เสียงฮือฮาดังไปทั่ว
ไป๋เฟิ่นโต้วยังไม่หยุดแค่นั้น "มันไม่ได้มีแค่คนเดียวนะครับ มันยังมั่วกับพวกแม่ม่ายแก่ๆ รุ่นราวคราวเดียวกับแม่มันเองด้วย!"
โอ้โห!
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เคยได้ยินข่าวลือแปลกๆ มาบ้าง แต่ก็ยังไม่ปักใจเชื่อ พอมาเจอกับการแฉซึ่งหน้าแบบนี้ ถึงกับยืนตะลึงตาค้าง
หัวหน้าแผนกหลิวที่ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เคยไปประจำการชายแดน เจอเรื่องประหลาดมานับไม่ถ้วน แต่พอมาเจอเรื่องคาวโลกีย์แบบนี้เข้าจังๆ ก็ถึงกับอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปเหมือนกัน
"ไป๋เฟิ่นโต้ว ไอ้ชาติชั่ว! แกใส่ร้ายฉัน!"
โจวฉวินเต้นเร่าๆ ด้วยความโกรธจัด "แกอย่ามาพูดมั่วซั่วใส่ร้ายคนอื่น ตัวแกเองนั่นแหละที่ไปยุ่งกับนังแม่ม่ายหน้าไม่อายจนชาวบ้านเขารู้กันทั่ว!"
หวังเซียงซิ่วที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ พอเห็นว่าไฟแห่งความหายนะกำลังลามมาที่ตัวเอง เธอก็ปลุกวิญญาณนักแสดงเจ้าบทบาทขึ้นมาทันที เธอกัดริมฝีปากแน่น น้ำตาไหลพราก ตะโกนก้องด้วยความคับแค้นใจ
"โจวฉวิน! ไอ้คนเลว! แกใส่ร้ายฉันไม่พอ ตอนนี้ยังจะมาพ่นน้ำลายสกปรกใส่ฉันอีก ฉันเป็นแม่ม่ายตัวคนเดียว ชีวิตก็ลำบากยากเข็ญพออยู่แล้ว ต้องระวังตัวทุกฝีก้าวเพื่อรักษาเกียรติยศ แต่แกกลับมาทำลายชื่อเสียงฉันแบบนี้ ฉันไม่อยู่แล้ว..."
เธอแผดเสียงร้องโหยหวน "ฉันจะตายให้ดู!"
สิ้นเสียง หวังเซียงซิ่วก็พุ่งตัวเข้าใส่กำแพงอย่างรวดเร็วหมายจะปลิดชีพ
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย ไป๋เฟิ่นโต้วร้องเสียงหลง "อ้าาา!" ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปคว้าเอวของหวังเซียงซิ่วไว้ได้ทันท่วงที
"พี่สาวเซียงซิ่ว! ทำไมพี่ถึงคิดสั้นแบบนี้! พี่จะมาตายเพราะคำโกหกมดเท็จของคนพรรค์นี้ไม่ได้นะ! ถ้าพี่ตายไป แล้วจินไหลกับน้องๆ จะอยู่กันยังไง!"
เขากอดรัดร่างของหวังเซียงซิ่วไว้แน่นพลางพร่ำบอก "พี่ตายไม่ได้นะ! ห้ามตายเด็ดขาด!"
[จบบท]