บทที่ 179 : เคมีที่เข้ากัน
หลัวเสี่ยวเหอเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก ท่าทางของเธอไม่ได้ดูขัดเขินแม้แต่น้อย
“บังเอิญจังเลยค่ะ ฉันเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน พวกเรานี่เรียกว่าขิงก็ราข่าก็แรงพอกันเลย ใครก็อย่าไปว่าใครเลยนะคะ แบบนี้สิดี”
สายตาของทั้งสองฝ่ายสบประสานกัน เพียงแค่กวาดตามองปราดเดียวก็ยืนยันได้ทันทีว่า อีกฝ่ายไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ เรียกว่าศีลเสมอกันก็คงไม่ผิดนัก
หลานซื่อไห่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“ฉันได้ยินมาว่า ที่เธอริ่มสนใจฉันขึ้นมาหน่อยๆ ก็เพราะไปได้ยินคนอื่นนินทาว่าร้ายฉันที่โรงพยาบาลใช่ไหม ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ ปกติแล้วคนทั่วไปถ้าเจอคนที่ถูกพูดถึงในแง่ลบแบบนั้น ส่วนใหญ่ก็คงเลือกที่จะหนีไปให้ไกลๆ ไม่ใช่เหรอ”
หลัวเสี่ยวเหอแค่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
“พวกปากหอยปากปูสองคนนั้น มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนดีเด่อะไรหรอกค่ะ คนประเภทนั้นถ้าพูดว่าใครไม่ดี ก็แปลว่าคนคนนั้นต้องเป็นคนดีใช้ได้แน่นอน อีกอย่างนะคะ ตัวฉันเองก็ไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงดีงามอะไรนักหนาหรอกค่ะ ชื่อเสียพอตัวเหมือนกัน”
หลานซื่อไห่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะชอบใจ พลางพยักหน้าแสดงความชื่นชมอย่างเปิดเผย
“เธอนี่เป็นคนตรงไปตรงมาดีจริงๆ ฉันชอบคนแบบนี้”
หลัวเสี่ยวเหอยักไหล่เล็กน้อย “แต่ฉันพูดจาไม่ค่อยเข้าหูใครหรอกนะคะ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบ”
ชายชราผู้ห้าวหาญโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“จะไปสนใจทำไมว่าคนอื่นจะชอบหรือไม่ชอบ คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้ชีวิตให้ถูกใจคนอื่นสักหน่อย ชีวิตคนเรามันสั้นนะ แค่ไม่กี่สิบปีเท่านั้นแหละ เราต้องใช้ชีวิตเพื่อตัวเองสิ ถึงจะเรียกว่าไม่เสียชาติเกิดที่ได้มาเดินบนโลกมนุษย์ ไม่อย่างนั้นนะ จะกินก็กินไม่อร่อย จะดื่มก็ดื่มไม่คล่องคอ วันๆ มีแต่ความทุกข์ระทม ถ้าต้องใช้ชีวิตแบบนั้นจะอยู่ไปทำไมกัน เกิดมาเพื่อชดใช้กรรมหรือไง”
คำพูดของหลานซื่อไห่นั้นแฝงไปด้วยปรัชญาการใช้ชีวิตของคนที่ผ่านโลกมามาก หลัวเสี่ยวเหอหลุดหัวเราะออกมาอย่างถูกใจ
“ที่คุณพูดมามีเหตุผลมากเลยค่ะ เมื่อก่อนฉันเองก็คิดไม่ได้แบบนี้หรอก ถึงได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างน่าเสียดายตั้งนาน แถมยังเก็บความอัดอั้นตันใจไว้กับตัวตั้งหลายปี ฟังคำพูดของคุณวันนี้ประโยคเดียว มีค่ามากกว่าอ่านหนังสือเป็นสิบปีเลยนะคะเนี่ย”
หลานซื่อไห่ยิ้มรับ ก่อนจะถ่อมตัวตามมารยาท
“จริงๆ แล้วฉันก็ไม่ได้เรียนสูงอะไรหรอกนะ แต่อย่าเห็นว่าฉันอ่านหนังสือน้อยเชียว ฉันผ่านอะไรมาเยอะ เห็นโลกมามาก เพราะงั้นเลยอาจจะเข้าใจอะไรๆ มากกว่าคนทั่วไปหน่อย อย่างที่เขาว่ากันไงล่ะ... อะไรนะ... อ้อ อ่านหนังสือหมื่นเล่มมิสู้เดินทางหมื่นลี้ พอเราเห็นโลกกว้างขึ้น มุมมองความคิดของเราก็จะเปิดกว้างตามไปด้วย”
หลัวเสี่ยวเหอพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “มีเหตุผลจริงๆ ค่ะ”
คำว่า ‘มีเหตุผล’ ที่หลุดออกมาจากปากของเธอหลายครั้งติดต่อกัน เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าเธอกับหลานซื่อไห่นั้นคุยกันถูกคอแค่ไหน
หลานซื่อไห่เห็นบรรยากาศกำลังดีจึงชวนคุยต่อ “จริงสิ แล้วเธอชอบดูหนังไหม”
หลัวเสี่ยวเหอพยักหน้าตอบตามตรง “ชอบค่ะ แต่ฐานะทางบ้านฉันค่อนข้างฝืดเคือง เลยไม่ได้ดูบ่อยนัก จะใช้เงินแต่ละทีก็คิดหนัก เพราะมีเรื่องต้องใช้จ่ายเยอะแยะไปหมด”
หลานซื่อไห่รีบเสนอตัวทันที “งั้นวันหลังฉันพาไปดูเอง ช่วงฤดูใบไม้ร่วงพวกเรายังไปชมใบไม้แดงที่ภูเขาเซียงซานกันได้ด้วยนะ ฉันเพิ่งมาอยู่ที่นี่ปีนี้ เคยแต่ได้ยินเขาเล่าลือกัน ยังไม่เคยไปเห็นกับตาตัวเองเลยสักครั้ง”
หลัวเสี่ยวเหอดวงตาเป็นประกาย “อุ๊ย ที่นั่นฉันเคยไปค่ะ ถึงชีวิตจะยากลำบาก แต่บางทีถ้าเบื่อมากๆ ฉันก็จะหาความสุขใส่ตัวบ้าง เป็นความสุขแบบที่ไม่ต้องใช้เงิน...”
“ถูกต้องที่สุด คนมีเงินเขาก็มีความสุขแบบคนมีเงิน คนไม่มีเงินก็มีความสุขกับทิวทัศน์สวยงามที่ไม่ต้องเสียตังค์ซื้อได้ สวยเหมือนกันนั่นแหละ...”
ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าบรรยากาศดูสนิทสนมและลื่นไหลกว่าตอนที่เพิ่งเจอกันเมื่อครู่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ
ป้าหวังที่นั่งเป็นหัวหลักหัวตออยู่ข้างๆ ได้แต่นั่งนิ่งทำตาปริบๆ เธอเองก็ผ่านการเป็นแม่สื่อแนะนำคู่มานักต่อนักแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มสาวหรือคนเฒ่าคนแก่ ส่วนใหญ่ก็มักจะมีความเขินอายสงวนท่าทีกันอยู่บ้าง
แต่คู่ที่มาเจอกันวันนี้เนี่ย ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนจริงๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ถึงแม้ทั้งคู่จะดูเป็นคนประเภทที่รับมือยาก แต่กลับดูเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด
จะไม่ให้เข้ากันได้ยังไงไหวล่ะ ดูสิ ตอนนี้ถึงขั้นวางแผนจะไปเที่ยวเล่นด้วยกันแล้ว
ป้าหวังนั่งอยู่ตรงนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นส่วนเกินเสียเหลือเกิน เหมือนก้อนหินที่วางเกะกะขวางทางเดิน แต่ครั้นจะลุกเดินหนีไปเลยก็ทำไม่ได้ มันจะดูเสียมารยาทเกินไปหน่อย สุดท้ายเธอจึงได้แต่นั่งนิ่งๆ แข็งทื่อราวกับรูปปั้นแกะสลัก ประดับฉากการสนทนาของทั้งคู่ต่อไป
ทางด้านจวงจื้อซีและหมิงเหม่ยที่แอบฟังอยู่หน้าประตูมาพักใหญ่ ทั้งคู่หันมาสบตากัน ก่อนจะค่อยๆ ถอนตัวออกมาจากกำแพงที่แนบหูฟังอยู่อย่างเงียบเชียบ
สองสามีภรรยาเดินกลับมาที่หน้าบ้านของตนเอง แล้วรีบเข้าไปกระซิบกระซาบกับจ้าวชุ่ยฮวาที่กำลังง่วนอยู่กับงานบ้าน หมิงเหม่ยบุ้ยปากไปทางบ้านหลัก พลางกระซิบเสียงเบา
“แม่คะ หนูว่างานนี้คุณตาของหนูต้องถูกใจน้าคนนี้แน่ๆ เลยค่ะ”
จ้าวชุ่ยฮวาเงยหน้าขึ้นมามองพลางยิ้ม “ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ”
ถึงแม้ในใจลึกๆ เธอจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมคนเราถึงต้องแต่งงานกันหลายรอบนัก แต่ก็นั่นแหละ คนเราแต่ละคนมีวิถีชีวิตไม่เหมือนกัน เรื่องของคนอื่น ถ้าเราไม่เข้าใจก็อย่าไปตัดสินเขาเลย เขาก็มีความสุขในแบบของเขา
เธอพูดต่อว่า “ถ้าคุณตาของเธออยากจะมีใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อนคอยดูแลกันและกัน มันก็เป็นเรื่องดีนะ”
หมิงเหม่ยตอบกลับอย่างเป็นธรรมชาติ “หนูรู้อยู่แล้วค่ะ หนูแค่เปรยขึ้นมาเฉยๆ ไม่ได้จะไม่พอใจอะไรสักหน่อย เรื่องที่คุณตาจะหาคู่ชีวิตใหม่ คนในบ้านเราไม่มีใครคัดค้านหรอกค่ะ ทุกคนเห็นดีเห็นงามด้วยทั้งนั้น”
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้าเห็นด้วย ในเรื่องของหลานซื่อไห่นั้น เธอยอมรับจริงๆ ว่านับถือใจของสองพี่น้องตระกูลหลานมาก ซึ่งก็คือแม่และลุงของหมิงเหม่ย พวกเขาช่างเป็นลูกที่เข้าใจพ่อจริงๆ ปล่อยให้ผู้เฒ่าได้ทำตามใจปรารถนา ยิ่งไปกว่านั้น
หลานซื่อไห่ยังยกบ้านของตัวเองให้กับอดีตภรรยาไปแล้วด้วย แต่ลูกๆ ทั้งสองกลับไม่มีใครเอ่ยปากคัดค้านเลยสักคำ
แถมตอนนี้เขายังประกาศชัดเจนว่า บ้านหลังปัจจุบันนี้ก็จะยกให้กับภรรยาคนใหม่ที่จะแต่งเข้ามา สองพี่น้องตระกูลหลานก็ยังคงเฉยเมย ไม่ได้แสดงท่าทีหวงสมบัติแต่อย่างใด
ต้องเข้าใจก่อนว่านี่คือเรื่องบ้านเชียวนะ ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ผู้คนต่างพากันบ้าคลั่งแย่งชิงบ้านและที่ดินกันแทบเป็นแทบตาย ถึงขนาดพี่น้องต้องแตกหักกัน แต่จริงๆ แล้วในยุคนี้ก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอก เผลอๆจะหนักกว่าด้วยซ้ำ มีตั้งกี่ครอบครัวที่ต้องบ้านแตกสาแหรกขาด พี่น้องมองหน้ากันไม่ติดก็เพราะเรื่องผลประโยชน์จากบ้านแค่หลังเดียว
ยิ่งเป็นบ้านในเมืองหลวงปักกิ่งแบบนี้ด้วยแล้ว มูลค่าทางจิตใจและตัวเงินมหาศาลนัก แต่พี่น้องตระกูลหลานกลับใจกว้างอย่างน่าเหลือเชื่อ
จ้าวชุ่ยฮวาหวนนึกไปถึงชาติที่แล้ว ในชาตินั้นเพราะการเสี้ยมสอนยุแหย่และการใส่ไฟของป้าโจวกับซูต้าเหนียง ทำให้หลานซื่อไห่ดูตัวไม่สำเร็จสักราย แต่ในชาตินี้... สายตาของเธอเหลือบไปเห็นซูต้าเหนียงที่กำลังนั่งล้างมันเทศอยู่ไม่ไกล เธอเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะกระซิบเตือนหมิงเหม่ยเสียงเบา
“บอกให้คุณตาของลูกระวังซูต้าเหนียงกับป้าโจวไว้หน่อยนะ สองคนนี้ไว้ใจไม่ได้”
หมิงเหม่ยปรายตามองไปทางเป้าหมาย แล้วพยักหน้ารับคำทันที
อันที่จริงจ้าวชุ่ยฮวาก็แค่เตือนไปตามหน้าที่ ไม่ได้กังวลอะไรมากมายนัก เพราะชาตินี้กับชาติที่แล้วสถานการณ์มันต่างกันราวฟ้ากับเหว ในเมื่อชาตินี้หลัวเสี่ยวเหอเปิดฉากมาด้วยการได้รับรู้ธาตุแท้ของซูต้าเหนียงกับป้าโจวตั้งแต่ต้นแล้ว ถ้าเธอยังหลงเชื่อคำยุยงของสองป้าจอมแสบอีก ก็คงต้องบอกว่าเธอโง่เต็มทน
จ้าวชุ่ยฮวาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่า เรื่องร้ายๆ จะกลายเป็นดีได้เพราะความบังเอิญแบบนี้ แต่ก็นะ ความบังเอิญที่นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดี มักจะทำให้คนเรารู้สึกเบิกบานใจเสมอ
ในขณะที่จ้าวชุ่ยฮวากำลังครุ่นคิดอะไรเพลินๆ ซูต้าเหนียงก็เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน
“แหม คุณพี่หลานนี่ดูตัวนานเหมือนกันนะเนี่ย ไม่รู้ว่าคุยกันไปถึงไหนแล้ว จะไปกันรอดหรือเปล่าก็ไม่รู้”
ในใจของซูต้าเหนียงนั้นภาวนาขอให้ล่ม ไม่ใช่แค่ไม่รอด แต่ต้องพังไม่เป็นท่า เพราะถ้าการดูตัวครั้งนี้ล้มเหลว เธอจะได้มีโอกาสเข้าไปแทรกซึม ค่อยๆ ตะล่อมหลานซื่อไห่ให้มาอยู่ในกำมือ เผลอๆ อาจจะกลายเป็นสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของเธอได้อีกคน
ไป๋เหล่าโถวนั้นดีก็จริง ซื่อสัตย์ภักดีหาใครเปรียบไม่ได้ แต่เงินเดือนของเขาน่ะเหรอ เทียบกับหลานซื่อไห่ไม่ได้เลยสักนิดเดียว ยิ่งช่วงนี้โจวฉวินเลิกยุ่งเกี่ยวกับหวังเซียงซิ่วไปแล้ว รายได้เข้ากระเป๋าเธอก็ขาดหายไปส่วนหนึ่งด้วย
เธอเฝ้ารอคอยอย่างมีความหวัง... ขอให้พังเถอะ!
ก่อนหน้านี้เธอคิดตื้นเขินเกินไปจริงๆ ทำไมเธอถึงเพิ่งจะมาฉุกคิดได้นะว่าตาเฒ่าหลานคนนี้มีเงินถุงเงินถัง
“สะใภ้เล็กบ้านจวง เมื่อกี้เธอเข้าไปฟังมาไม่ใช่เหรอ เป็นไงบ้างล่ะ” ซูต้าเหนียงถามลองเชิง
หมิงเหม่ยฉีกยิ้มหวานหยดส่งให้ “ป้าซูคะ ป้าอิจฉาเหรอคะ จริงๆ แล้วป้ากับลุงไป๋ก็สนิทสนมกันขนาดนี้ รีบๆ ไปจดทะเบียนกันให้รู้แล้วรู้รอดเถอะค่ะ จะมัวยืดเยื้อดึงเกมอยู่ทำไม”
ไป๋เหล่าโถวที่เพิ่งเดินเข้ามาในลานบ้าน ได้ยินประโยคนี้เข้าพอดี เขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น ยิ้มกว้างจนเห็นฟันแทบครบทุกซี่ รีบยกนิ้วโป้งให้หมิงเหม่ยทันที สะใภ้ตระกูลจวงคนนี้พูดจาเข้าหูคนจริงๆ เป็นคนดีประเสริฐแท้ๆ
หมิงเหม่ยได้รับบัตรคนดีพร้อมนิ้วโป้งการันตีจากไป๋เหล่าโถว รอยยิ้มของเธอก็ยิ่งเจิดจ้าขึ้นไปอีก
“ฉันเห็นพวกคุณป้ามีความรู้สึกดีๆ ให้กันลึกซึ้งขนาดนี้ อายุก็ปูนนี้กันแล้ว ทำไมยังต้องไปแคร์สายตาคนนอกด้วยล่ะคะ ดูอย่างคุณตาของฉันสิคะ อายุตั้งขนาดนั้นแล้วยังกล้าที่จะแสวงหาความสุขให้ชีวิตใหม่เลย คุณป้าเองก็ควรคิดถึงความสุขของตัวเองบ้างนะคะ ไม่อย่างนั้นลุงไป๋น่าสงสารแย่เลย รักมั่นคงเพียงเดียวใจเดียวแท้ๆ แต่ต้องมาอยู่โดดเดี่ยวอ้างว้าง ไม่ได้ครองคู่กับคุณป้าสักที”
จวงจื้อซีรีบพยักหน้าสนับสนุนภรรยาทันควัน “นั่นสิครับป้าซู คนทั้งโรงงานเขาก็รู้กันหมดแล้วว่าคุณป้ากับลุงไป๋น่ะความสัมพันธ์แน่นแฟ้นแค่ไหน ทุกคนเขาก็ยินดีด้วยทั้งนั้นแหละครับ ยุคนี้ไม่ใช่ยุคเก่าคร่ำครึแล้วนะครับ การแสวงหาชีวิตใหม่เป็นเรื่องที่รัฐเขาส่งเสริมจะตายไป”
ซูต้าเหนียง “...”
พวกแกนี่มันแส่ไม่เข้าเรื่องจริงๆ ฉันจะเป็นยังไงมันหนักส่วนไหนของพวกแกมิทราบ?
ถึงจะต้องมาให้พวกปากสว่างอย่างพวกแกมาสั่งสอน?
ในใจเธอกดด่าสารพัดสัตว์เลื้อยคลาน แต่ภายนอกยังคงปั้นหน้าเศร้าเล่าความเท็จต่อไป
“หลานฉันยังเล็กนัก ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูเด็กๆ พวกเขาต้องไม่พอใจแน่ๆ ฉันเป็นย่าจะให้ไม่แคร์ความรู้สึกหลานได้ยังไง อีกอย่างฉันกับพี่ไป๋ เราบริสุทธิ์ใจต่อกัน ไม่ใช่แบบที่พวกเธอ...” ไม่ใช่ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวแบบที่พวกเธอคิดสักหน่อย
แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยค จวงจื้อซีก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังขึงขัง
“ป้าซูครับ ถ้าคุณป้าพูดแบบนี้ ผมคงต้องขอวิจารณ์หน่อยนะครับ คุณป้าจะตามใจหลานทุกเรื่องไม่ได้หรอก เด็กยังเล็กยังไม่ประสีประสา ถ้าผู้ใหญ่ตามใจจนเสียคนมันจะใช้ได้ที่ไหน เป็นผู้ใหญ่กลับยอมให้เด็กจูงจมูกซะงั้น เด็กมันไม่รู้อะไรหรอก แต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ต้องรู้สิครับ
อีกอย่างถ้าคุณป้าแต่งงานไป เด็กๆ ก็จะมีปู่เพิ่มขึ้นมาอีกคนช่วยอบรมสั่งสอน เผลอๆ จะเป็นผลดีกับเด็กมันด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นปล่อยให้วิ่งเพ่นพ่านลักเล็กขโมยน้อยแบบนี้ โตไปจะเสียผู้เสียคนเอานะครับ ที่ผมพูดอาจจะดูแรงไปหน่อย แต่คุณป้าก็รู้นี่ครับว่าผมหวังดี ผมเป็นห่วงเด็กจริงๆ”
ซูต้าเหนียง “...” ฉันไปขอให้แกมาห่วงตอนไหนมิทราบ?
ใบหน้าของซูต้าเหนียงบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ แต่จวงจื้อซียังคงรักษารอยยิ้มการค้าเอาไว้ แล้วร่ายยาวต่อไปโดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าตัวเองกำลังเป็นที่รังเกียจแค่ไหน
“เด็กดีกับเด็กเลวมันต่างกันแค่เส้นยาแดงผ่าแปดนะครับ คุณป้าอย่าปล่อยให้หลานจูงจมูกอีกเลย ถ้ามัวแต่ทำแบบนั้น คุณป้าจะเอาหัวใจที่ภักดีของลุงไป๋ไปวางไว้ที่ไหน ลุงไป๋อุตส่าห์เฝ้ารอคุณป้ามาตั้งยี่สิบกว่าปี คุณป้าทำร้ายจิตใจเขาลงคอเหรอครับ ทำแบบนี้มันเหยียบย่ำหัวใจคนที่เขารักคุณป้าชัดๆ”
“ใช่ค่ะ ใช่เลย!” หมิงเหม่ยรีบส่งลูกคู่สนับสนุนสามีทันที
จ้าวชุ่ยฮวาที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ เห็นสองผัวเมียรับส่งมุกกันโบ๊ะบ๊ะ แถมพอหันไปมองซูต้าเหนียงที่โกรธจนหน้าเขียวหน้าเหลือง กับไป๋เหล่าโถวที่ซาบซึ้งจนขอบตาแดงก่ำ เธอก็ต้องก้มหน้าลงซ่อนใบหน้า พยายามกลั้นขำจนไหล่สั่น
ต้องยอมรับเลยว่า การเล่นงานซูต้าเหนียงด้วยวิธีนี้มันได้ผลชะงัดนัก จ้าวชุ่ยฮวากลั้นหัวเราะแทบตาย แต่ไป๋เหล่าโถวนั้นซาบซึ้งใจจริงๆ เขาเอ่ยเสียงสั่นเครือ
“แม่น้องสาวซู พี่น่ะ... พี่จริงใจกับเธอ...”
ซูต้าเหนียง “...”
แกแค่เอาเงินมาให้ฉันก็พอแล้ว ยังจะหวังสถานะบ้าบออะไรอีก? น้ำหน้าอย่างแกคู่ควรเหรอ?
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มอารมณ์แล้วพูดว่า
“พี่ไป๋ ฉันทำไม่ได้หรอก ภาระทางบ้านฉันมันหนักหนาเกินไป ฉันไม่อยากไปเป็นตัวถ่วงพี่ ยิ่งไม่อยากไปเป็นภาระให้เจ้าเฟิ่นโต้วมันด้วย ถ้าเราตกร่องปล่องชิ้นกัน ความกดดันทั้งหมดก็จะไปตกที่บ้านพี่ แล้วเฟิ่นโต้วลูกชายพี่จะไปหาคู่ครองดีๆ ได้ยังไง”
ซูต้าเหนียงผู้มากเล่ห์เหลี่ยมและเชี่ยวชาญการชักจูงกลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้ง แต่ทว่า... เธอคงลืมไปว่ารอบตัวเธอยังมีพวกปากตะไกรคอยขัดคออยู่
หมิงเหม่ยเบิกตากว้างทำตาใสซื่อ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจสุดขีด “อ้าว จะมีปัญหาอะไรล่ะคะ ถึงฉันจะเพิ่งแต่งเข้ามาได้ไม่นาน แต่ก็พอรู้มาบ้างว่าพี่เฟิ่นโต้วกับพี่สะใภ้หวังมีความรู้สึกดีๆ ให้กันลึกซึ้งดั่งทะเลลึก ก็ประจวบเหมาะพอดีเลยสิคะ ผู้ใหญ่แต่งกับผู้ใหญ่ เด็กแต่งกับเด็ก สองครอบครัวรวมเป็นทองแผ่นเดียวกัน... แหม มันช่างสมบูรณ์แบบอะไรอย่างนี้”
จวงจื้อซีพยักหน้าเห็นดีเห็นงาม “ใช่เลย ภรรยาผมนี่ฉลาดจริงๆ คิดแค่นี้ก็ช่วยให้คู่รักสองคู่สมหวังได้พร้อมกันเลย”
หมิงเหม่ยยิ้มตาหยี “ฉันดูออกตั้งนานแล้วค่ะว่าพวกเขาเป็นรักแท้”
จวงจื้อซี “แน่นอนอยู่แล้ว คุณจำเหตุการณ์ตกบ่อเกรอะคราวนั้นได้ไหม สองพ่อลูกตระกูลไป๋ยอมทุ่มเทกายใจเพื่อแม่ผัวลูกสะใภ้ตระกูลซู ยอมลุยบ่ออุจจาระโดยไม่กลัวความสกปรกหรือความยากลำบาก ใจจดจ่ออยู่แต่กับคนบ้านซู ช่างน่าประทับใจจริงๆ ถ้าแบบนี้ไม่เรียกว่ารักแท้ ฟ้าดินคงลงโทษแล้วล่ะ”
หมิงเหม่ย “จริงด้วยค่ะ ไหนจะตอนที่จินไหลขโมยของ พี่เฟิ่นโต้วก็ยอมออกหน้าปกป้องเด็ก ถึงขั้นกระโดดถีบพี่โจวฉวินจนต้องเข้าโรงพยาบาลเลยนะคะ”
“ความรัก... นี่แหละคือความรักชัดๆ”
สองสามีภรรยารับส่งกันอย่างลื่นไหลราวกับแสดงตลกคาเฟ่ ซูต้าเหนียงรู้สึกว่า ใบหน้าของคนทั้งคู่ช่างน่าเกลียดน่าชังเหลือทน ในจังหวะนั้นเอง หวังเซียงซิ่วก็ปั่นจักรยานเข้ามาในลานบ้าน พอได้ยินคำว่า 'ความรัก' แว่วๆ เธอก็ทำหน้างง
“พวกเธอคุยอะไรกันอยู่เหรอ?”
สายตาของจวงจื้อซีเลื่อนไปหยุดที่รถจักรยานของหวังเซียงซิ่ว ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะ 'ก๊าก' ออกมาอย่างมีเลศนัย “รถคันนี้ไม่ใช่ของพี่เฟิ่นโต้วเหรอครับ? ผมว่าแล้วเชียว”
หวังเซียงซิ่วตอบกลับด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ “วันนี้ฉันต้องไปซื้อของน่ะ กลัวว่าจะกลับดึก ก็เลยยืมรถของเฟิ่นโต้วมา เขาเป็นคนดีมากเลยนะ ไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยกับฉันเลย”
“แหม ก็แน่อยู่แล้วล่ะครับ”
จวงจื้อซียิ้มมุมปาก น้ำเสียงยิ่งฟังดูมีนัยยะแอบแฝงมากขึ้นไปอีก หวังเซียงซิ่วมองทุกคนด้วยความลังเล เธอรู้สึกว่าทำไมวันนี้คนในลานบ้านถึงดูเยอะผิดปกติ แถมสายตาที่มองมาทางเธอก็ดูแปลกพิกล
เธอถามขึ้น “นี่... มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่าคะ?”
เจียงหลูที่ยืนดูเรื่องสนุกอยู่เงียบๆ มาตลอด ก็ถือโอกาสเปิดปากพูดขึ้นบ้าง “หวังเซียงซิ่ว เมื่อไหร่เธอจะไปจดทะเบียนกับไป๋เฟิ่นโต้วล่ะ?”
หวังเซียงซิ่วชะงักกึก รีบปฏิเสธทันควัน “พวกเธอพูดจาเหลวไหลอะไรกัน อะไรจดทะเบียน? ฉันกับเฟิ่นโต้วเรานับถือกันเหมือนพี่เหมือนน้องแท้ๆ ทำไมถึงโยงไปเรื่องแต่งงานได้ล่ะ ห้ามพูดมั่วซั่วนะ”
เจียงหลูเบ้ปาก “พี่น้องแท้ๆ งั้นเหรอ? น่าขำสิ้นดี ใครเขาจะไปเชื่อ”
โดยปกติแล้ว เจียงหลูมักจะวางมาดผู้ดี ไม่ลดตัวลงมาร่วมวงสนทนาไร้สาระแบบนี้ ในสายตาของเธอ เรื่องพวกนี้มันต่ำต้อย มีแต่พวกป้าๆ ขี้นินทาที่ว่างงานเท่านั้นแหละที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน เธอมาจากครอบครัวข้าราชการ การมาคลุกคลีกับคนพวกนี้มันทำให้เธอเสียราคา
แต่ทว่าในช่วงครึ่งปีมานี้ ชีวิตเธอเจอมรสุมสารพัด เรื่องน่าอับอายขายขี้หน้าเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้ยางอายของเธอหนาขึ้นมาอีกหลายส่วน ประกอบกับเธอเกลียดขี้หน้าหวังเซียงซิ่วเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เห็นท่าทางบิดไปบิดมาดัดจริตของอีกฝ่ายแล้วขัดลูกตา พอมีโอกาส เธอก็อดไม่ได้ที่จะขอเหน็บแนมสักหน่อย
แต่หวังเซียงซิ่วเองก็ไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน เธอสวนกลับทันที “ไม่ว่าเธอจะเชื่อหรือไม่เชื่อ พวกเราก็บริสุทธิ์ใจต่อกันแบบนี้แหละ เธอพูดจาใส่ร้ายกันแบบนี้ มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ?”
เจียงหลูทำท่าทางเกียจคร้าน “ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวที่พูดแบบนี้ ใครๆ เขาก็พูดกันทั้งนั้น อีกอย่างนะ ถ้าไม่มีอะไรในกอไผ่จริงๆ ทำไมเธอถึงขี่รถจักรยานของเขาไปทั่วได้ทุกวี่ทุกวันล่ะ รถคันนี้เป็นของไป๋เฟิ่นโต้วนะ เธอก็ใช้รถเขาไม่ใช่น้อยๆ แถมฉันยังเห็นบ่อยๆ ว่าตอนเช้าเขาก็เป็นคนปั่นจักรยานพาเธอไปส่งทำงานด้วยนี่”
[จบบท]