บทที่ 195: วาสนากับหมูป่า
จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ก็ดูแปลกประหลาดอยู่เหมือนกัน เพราะในตอนที่จ้าวชุ่ยฮวาขึ้นเขามาด้วยตัวเอง เธอกลับไม่เคยพบเจอสัตว์ดุร้ายพวกนี้เลยสักครั้งเดียว แต่หมิงเหม่ยเพิ่งจะขึ้นเขามาเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น และทั้ง 2 ครั้งเธอก็ได้เจอกับพวกมันเข้าอย่างจัง เธอรูดตัวลงมาจากต้นไม้พลางบ่นพึมพำกับตัวเอง
“ฉันกับพวกมันมีความแค้นฝังใจที่ยังไม่คลี่คลายอะไรกันนักหนานะ”
จวงจื้อซีช่วยพยุงหมิงเหม่ยที่เพิ่งลงมาถึงพื้นแล้วพูดว่า
“เรื่องนั้นใครจะไปรู้ล่ะครับ”
จากนั้นเขาก็รีบเตือนสติเธอต่อทันที
“พวกเราต้องรีบไปจากที่นี่แล้วละ”
แต่หมิงเหม่ยกลับบอกว่า
“ไม่ต้องกังวลจนเกินไปหรอกค่ะ มันยังอยู่ห่างจากตรงนี้พอสมควรเลย”
เพราะแบบนี้หูของทั้งคู่จึงถือว่าค่อนข้างไวมากทีเดียว หากเดินเข้าไปใกล้กว่านี้แล้วถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่ามีสัตว์ร้ายอยู่นั่นแหละถึงจะเป็นเรื่องที่อันตรายถึงชีวิต แต่สถานการณ์ตอนนี้ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่จัดการได้
เพราะในความเป็นจริงแล้วยังมีระยะห่างจากตรงนี้อยู่อีกไกลมาก อีกทั้งระหว่างทางก็ยังมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นขวางกั้นเอาไว้ หมูป่าตัวนั้นไม่น่าจะข้ามฝั่งมาถึงจุดที่พวกเขายืนอยู่ได้ง่ายๆ หมิงเหม่ยรำพึงออกมาด้วยความเสียดาย
“ถ้าหากพวกเรามีปืนล่าสัตว์ก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะคะ เพราะแบบนั้นพวกเราจะสามารถจัดการมันได้ในทันที ลองดูเจ้าตัวนั้นสิ ท่าทางจะอ้วนพีมากทีเดียว นั่นมันเนื้อหมูทั้งนั้นเลยนะน่ะ”
จวงจื้อซีรีบห้ามทัพ
“พวกเราไม่มีของแบบนั้นหรอก อย่าทำอะไรวู่วามเลยนะ ตามผมมาเถอะครับ”
หมิงเหม่ยเดินตามแรงจูงใจของเขาไปด้วยรอยยิ้ม ที่จริงเธอก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปจัดการหมูป่าตัวนั้นจริงๆ หรอก เธอเพียงแค่พูดไปตามความรู้สึกเพื่อให้หายอยากเท่านั้นเอง
แต่เธอก็ไม่นึกเลยว่าจวงจื้อซีจะดูจริงจังและเป็นห่วงเธอมากขนาดนี้ หรือว่าปกติเธอจะแสดงออกด้วยท่าทางที่มั่นใจเกินเหตุไปหน่อย จนทำให้จวงจื้อซีเริ่มเชื่อขึ้นมาจริงๆ แล้วว่าเธออาจจะกล้าบ้าบิ่นถึงขั้นเข้าไปสู้กับหมูป่าได้ เธอคว้ามือของจวงจื้อซีเอาไว้แล้วพูดว่า
“ไปเถอะค่ะ พวกเรากลับไปส่งข่าวบอกคนอื่นก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยนทิศทางไปหาของป่าที่อื่นต่อ”
“ปัง!”
เสียงดังสนั่นขึ้นมาหนึ่งนัด จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงดังระรัวติดต่อกัน
“ปัง ปัง ปัง”
ที่ไกลออกไปนั้นไม่ได้มีเพียงแค่เสียงปืนที่ดังแว่วมาเท่านั้น แต่ยังมีเสียงร้องโหยหวนของหมูป่าดังแทรกขึ้นมาด้วย
จวงจื้อซีและหมิงเหม่ยชะงักฝีเท้าลงทันควันและยืนนิ่งอยู่กับที่ มีคนกำลังล่าหมูป่าอยู่จริงๆ ด้วย ไม่นานนักหมิงเหม่ยก็ตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เธอบอกว่า
“มีคนยิงปืนค่ะ”
เธอไม่รอให้จวงจื้อซีได้ทันพูดอะไรออกมา ก็รีบปีนกลับขึ้นไปบนต้นไม้อีกครั้งด้วยความรวดเร็วราวกกับเป็นศิษย์น้องของพี่วานรเลยทีเดียว
สิ่งแรกที่เธอทำคือการกวาดสายตามองไปยังทิศทางที่หมูป่าอยู่ เพราะคิดว่าต้นตอของเสียงนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการจัดการหมูป่าตัวนั้นอย่างแน่นอน เธอปีนขึ้นไปจนถึงจุดที่สูงพอแล้วมองออกไป ไกลออกไปจากตรงนั้นเธอเห็นเด็กหนุ่มอายุประมาณ 17-18 ปีกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมหมูป่าเอาไว้
ในกลุ่มนั้นมีเด็กหนุ่ม 2 คนถือของที่ส่งเสียงดังปังๆ อยู่ในมือ ส่วนคนอื่นๆ ถึงแม้จะไม่มีปืนแต่ก็พกมีดดาบเล่มยาวมาด้วย ดูจากท่าทางแล้วพวกเขาตั้งใจมาเพื่อล่าหมูป่าตัวนี้โดยเฉพาะเลยทีเดียว
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเตรียมตัวมาพร้อมมาก ตอนนี้หมูป่าตัวนั้นล้มลงไปแน่นิ่งกับพื้นและถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว หมิงเหม่ยเอ่ยขึ้น
“เฮ้อ ให้ตายสิ มีคนพกของพรรค์นี้ขึ้นเขามาจริงๆ ด้วย ไม่รู้ว่าเป็นลูกหลานบ้านไหนที่ซนเป็นลิงเป็นค่างแบบนี้”
จวงจื้อซีเห็นแบบนั้นก็เริ่มปีนต้นไม้ตามเมียขึ้นไปบ้าง ถึงแม้ฝีมือการปีนเขาของเขาจะไม่เก่งกาจเท่าหมิงเหม่ยแต่ก็ไม่ได้แย่ถึงขนาดที่ว่าจะปีนขึ้นไปไม่ได้เลย ในเมื่อเอาแต่ฟังเมียเล่าสถานการณ์อยู่ข้างล่างเขาก็รู้สึกร้อนใจจนทนไม่ไหว
จวงจื้อซีปีนขึ้นไปช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง แต่เขาก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องขึ้นไปดูเหตุการณ์ด้วยตาตัวเองให้เห็นชัดๆ ให้ได้ หมิงเหม่ยยังคงทำหน้าที่รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้จวงจื้อซีฟังต่อจากด้านบน
“พวกเขาท่าทางจะมีความสุขมากเลยนะคะ ถึงขั้นกระโดดโลดเต้นกันใหญ่เลย แต่ดูแล้วไม่เหมือนเด็กที่โตมาในป่าในเขาเลยค่ะ ดูเหมือนพวกลูกหลานในบ้านพักทหารมากกว่า”
ในยุคสมัยนี้ เพียงแค่สังเกตจากเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ก็พอที่จะวิเคราะห์และมองออกได้บ้างแล้ว จวงจื้อซีพูดพลางพยายามปีนขึ้นไปหาเธอ
“มันก็เป็นเรื่องปกติแหละครับ แถบชานเมืองบ้านเราไม่มีนายพรานอาชีพหรอก คุณคิดว่าที่นี่เป็นป่าลึกในชนบทหรือไงกันล่ะ”
หมิงเหม่ยเล่าต่อ
“พวกเขากำลังช่วยกันทำคานหาม ดูเหมือนว่ากำลังเตรียมตัวหามหมูป่าตัวนี้ลงเขาไป หมูป่าตัวนี้ดูท่าทางจะไม่เล็กเลยนะคะ พวกเขามีลาภปากครั้งใหญ่แล้วล่ะ”
หมิงเหม่ยรู้สึกอิจฉาอยู่ในใจแต่ก็เป็นเพียงความรู้สึกชื่นชมเท่านั้นไม่ได้มีความริษยาแต่อย่างใด ครอบครัวของเธอไม่มีอาวุธระดับสูงที่ทันสมัยแบบนั้นนี่นา หากจะให้ใช้เพียงแค่มีดทำครัวทั่วไปเข้าไปสู้ หมิงเหม่ยก็ไม่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถทำได้สำเร็จแน่นอน
เพราะนั่นเป็นเรื่องที่เหนือความจริงและไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ถึงแม้เธอจะพอมีวิชาการต่อสู้อยู่บ้างแต่เธอก็ไม่ใช่ยอดมนุษย์ที่จะเอาชนะสัตว์ป่าด้วยมือเปล่าได้
หมิงเหม่ยอุทานเบาๆ
“ดีจังเลยนะคะ”
จวงจื้อซีจึงพูดปลอบใจเธอว่า
“อิจฉาไปก็ทำอะไรไม่ได้หรอกครับ ในเมื่อในมือของพวกเขามีของดีแบบนั้น การที่จัดการหมูป่าได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ส่วนพวกเราที่มามือเปล่าแบบนี้จะให้เข้าไปต่อยมันหรือไงล่ะครับ พวกเราสู้แรงมันไม่ได้หรอกนะ เมียจ๋า คุณเองก็เก่งมากแล้ว พวกเราอย่าไปอยากได้หมูป่าตัวใหญ่ตัวนั้นเลยครับ เอาเวลาที่เหลือไปตั้งใจหาพวกกระต่ายป่าหรือไก่ป่าดีกว่า เพราะแบบนั้นพวกมันก็น่าจะยังรอคอยการมาเยือนของพวกเราอยู่นะ”
จวงจื้อซีพยายามพูดให้เมียรู้สึกดีขึ้น หมิงเหม่ยพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเขาแต่แล้วเธอก็ต้องร้องอ้าวออกมาด้วยความแปลกใจ
“ทำไมพวกเขาถึงได้ตัดหางหมูกับเท้าหมูทิ้งไปล่ะนั่น เด็กพวกนี้ล้างผลาญจริงๆ เลยน้า นั่นมันเนื้อชั้นดีทั้งนั้นเลยนะน่ะ ทำไมถึงได้ทิ้งขว้างแบบไม่เสียดายเลยล่ะคะ”
เธอรู้สึกเสียดายแทนจนแทบจะทนดูไม่ได้ ราวกับว่าหมูป่าตัวนั้นเป็นของตัวเองก็ไม่ปาน จวงจื้อซีเองก็รู้สึกตกใจกับสิ่งที่ได้ยินจึงถามย้ำไปว่า
“ตัดทิ้งไปเลยเหรอครับ”
หมิงเหม่ยยืนยันคำเดิม
“ใช่ค่ะ ตัดทิ้งไปต่อหน้าต่อตาเลย ฉันเห็นกับตาตัวเองเลยนะ อ๊ะ พวกเขาผูกหมูใหม่เสร็จแล้วและกำลังจะเดินทางต่อแล้วค่ะ แต่เมื่อครู่นี้เหมือนจะมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งพยายามจะตัดหัวหมูทิ้งด้วยนะคะ แต่คนอื่นๆ ในกลุ่มรีบห้ามเอาไว้ก่อนเลยไม่ได้ทำตามที่คิด”
จวงจื้อซีก็รู้สึกสงสัยไม่แพ้กันจึงบ่นงึมงำออกมา
“ทำไมถึงทำแบบนั้นกันล่ะ”
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อและเข้าใจได้ยากจริงๆ สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างรู้คุณค่าของอาหาร ในตอนนี้เองจวงจื้อซีก็ปีนขึ้นมาได้สูงพอสมควรแล้ว จนเขาสามารถมองเห็นภาพเหตุการณ์ในมุมเดียวกับหมิงเหม่ยได้เสียที
พอเขามองไปยังกลุ่มเด็กหนุ่มเหล่านั้นเขาก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะเริ่มจะเข้าใจสาเหตุที่พวกเขาเลือกทำแบบนั้นขึ้นมาได้บ้างแล้ว เขาจึงอธิบายให้หมิงเหม่ยฟังว่า
“ที่พวกเขาตัดสินใจตัดส่วนพวกนั้นทิ้งก็คงเป็นเพราะกลัวว่าจะหามหมูลงเขาไปไม่ไหวน่ะสิครับ เลยต้องพยายามลดน้ำหนักและลดภาระในการแบกหามให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
เขาหยุดเว้นจังหวะไปแวบหนึ่งก่อนจะวิเคราะห์ต่อ
“ผมเดาว่าที่เด็กคนนั้นอยากจะตัดหัวหมูทิ้งก็คงเพราะเหตุผลเดียวกันนั่นแหละ แต่สุดท้ายที่พวกเขายังเก็บมันเอาไว้ก็เพื่อพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองมีความสามารถในการล่าหมูป่าได้จริงๆ เลยต้องเหลือหัวหมูเอาไว้เป็นหลักฐานเพื่อแสดงถึงชัยชนะของพวกเขานั่นแหละครับ”
จวงจื้อซีคิดว่าข้อสันนิษฐานของเขาน่าจะถูกต้องแม่นยำทีเดียว เด็กกลุ่มนี้มองดูแล้วไม่ใช่ชายหนุ่มที่โตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวหรอก พอพิจารณาดูให้ดีแล้วก็น่าจะมีอายุเพียงแค่ 14-15 ปีเท่านั้นเอง การที่เด็กอายุเพียงเท่านี้จะต้องช่วยกันหามหมูป่าตัวใหญ่ที่มีน้ำหนักมากกว่า 200 จินลงจากภูเขา
ต่อให้จะมีจำนวนคนเยอะแค่ไหนก็ต้องประสบกับความลำบากอย่างแสนสาหัสอยู่ดี เพราะฉะนั้นการยอมสละส่วนปลีกย่อยที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญออกไปบ้างก็นับว่าพวกเขาฉลาดเลือกทีเดียว ย่อมดีกว่าการต้องทนแบกหามอย่างทุลักทุเลจนสุดท้ายอาจจะหามหมูลงเขาไม่สำเร็จ
แบบนี้ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบกว่ามาก หากพวกเขาสามารถตัดใจทิ้งหัวหมูที่มีเนื้อไม่เยอะได้ก็น่าจะช่วยให้เดินทางสะดวกขึ้นอีก แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็ยังรู้สึกเสียดายและอยากอวดผลงาน สุดท้ายจึงเลือกทิ้งไปได้แค่ส่วนหางกับเท้าหมูเท่านั้นเอง
แต่น่าสงสารเจ้าหางหมูจริงๆ นั่นแหละ ตัวก็นิดเดียวจะไปหนักหนาอะไรกันเชียว ช่างเป็นการกระทำที่รังแกหางหมูเสียจริง แต่ก็นะ ความคิดของเด็กวัยรุ่นอายุ 14-15 ปี ผู้ใหญ่อายุ 20 กว่าอย่างพวกเขาก็คงจะเข้าไม่ถึงความรู้สึกนั้นเสียเท่าไหร่
จวงจื้อซีรำพึงด้วยความเสียดาย
“เสียของจริงๆ นะครับนั่น เท้าหมูน่ะอร่อยมากเลยนะ ถ้าเอาไปต้มจนเนื้อเปื่อยยุ่ยแล้วนำมาจิ้มกับน้ำจิ้มซีอิ๊วจะรสชาติยอดเยี่ยมที่สุดเลย หรือถ้าจะเอาไปย่างให้หนังข้างนอกเกรียมๆ หน่อยแล้วโรยพริกป่นลงไปก็เด็ดไม่แพ้กันเลยนะ หากหั่นเป็นชิ้นพอดีคำแล้วเอาไปตุ๋นรวมกับหัวไชเท้านี่ถือว่าเป็นที่สุดของเมนูเลยทีเดียว รสชาติแบบนั้นมันสุดยอดเกินบรรยายจริงๆ ผมบอกคุณเลยนะหมิงเหม่ย ถ้าหากว่าที่บ้านของพวกเรามีเท้าหมูพวกนั้นอยู่ละก็ ผมมั่นใจเลยว่าต้องทำเมนูออกมาได้...”
"พอแล้วๆ ไม่พูดแล้ว ยิ่งพูดยิ่งหิว"
จวงจื้อซีบ่นออกมาพลางทำเสียงซดน้ำลายดังฟืดฟาด
"ซีดดด!"
เขารู้สึกว่ายิ่งคิดก็ยิ่งเห็นภาพความอร่อยลอยเด่นอยู่ตรงหน้า จนตอนนี้ต่อมน้ำลายเริ่มทำงานหนักจนแทบจะไหลออกมาคลออยู่ที่มุมปากเสียให้ได้ หมิงเหม่ยเห็นท่าทางของสามีแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยสมทบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ตอนที่พี่สะใภ้ใหญ่ของฉันคลอดลูก เธอก็ต้องกินเท้าหมูเพื่อเรียกน้ำนมเหมือนกันค่ะ ตอนนั้นเอาเท้าหมูไปตุ๋นกับถั่วเหลือง ใช้ไฟแรงเคี่ยวจนเดือดแล้วค่อยหรี่เป็นไฟอ่อนเคี่ยวต่อจนส่งเสียงปุดๆ... อื้อหือ อร่อยสุดๆ ไปเลยค่ะ แม้แต่ถั่วเหลืองที่อยู่ในหม้อก็ยังซึมซับรสชาติของเนื้อเข้าไปจนชุ่ม แถมยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของถั่วเหลืองแทรกอยู่ด้วย รสชาติของมันน่ะไม่ได้ด้อยไปกว่าเนื้อหมูเลยสักนิดเดียว"
สองจอมตะกละหันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ทันใดนั้นหมิงเหม่ยก็โพล่งขึ้นมาว่า
"พวกเราลองไปดูเผื่อจะมีลาภลอยตกค้างอยู่ดีไหมคะ"
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง จวงจื้อซีก็เปิดปากพูดออกมาพร้อมกันพอดี
"พวกเราลองไปเก็บตกของที่พวกเขาเหลือทิ้งไว้ดีไหมครับ"
ทั้งคู่พูดออกมาแทบจะเป็นคำเดียวกันเป๊ะๆ ช่างเป็นสามีภรรยาที่มีใจตรงกันเสียจริงๆจากนั้นทั้งสองคนก็หลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน หมิงเหม่ยทำหน้าเง้างอนใส่เขาเล็กน้อยแล้วพูดว่า
"ไม่นึกเลยนะคะว่าคุณจะใจตรงกับฉันขนาดนี้ งั้นพวกเราไปกันเลยไหมคะ ในเมื่อพวกเขาโยนของพวกนั้นทิ้งไปแล้วก็เท่ากับว่าพวกเขาไม่เอาแล้ว การที่พวกเราไปเก็บมาก็ถือว่าเป็นการช่วยไม่ให้ของกินต้องสูญเปล่าค่ะ"
จวงจื้อซีรีบสนับสนุนทันที
"ใช่ครับ สมัยนี้ข้าวของเครื่องใช้รวมถึงอาหารการกินต่างก็ขาดแคลนและหาซื้อยากมาก ในเมื่อพวกเราเห็นกับตาแล้ว จะปล่อยให้เท้าหมูพวกนั้นต้องเน่าเสียไปเปล่าๆ ไม่ได้เด็ดขาด พวกเราต้องรู้จักเห็นคุณค่าของอาหารทุกเม็ดและเนื้อทุกชิ้นสิครับ"
ทั้งคู่ต่างพากันยกเหตุผลมาอ้างอย่างจริงจังดูดีมีหลักการ แต่ความจริงแล้วก็คือความหิวและอาการอยากกินล้วนๆ ทั้งสองคนต่างลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ หมิงเหม่ยรีบเร่งสามี
"เร็วเข้าค่ะคุณ รีบลงมาเร็วๆ ถ้าช้ากว่านี้เดี๋ยวสัตว์ตัวอื่นจะคาบไปกินเสียก่อน แล้วพวกเราจะเสียเที่ยวเอานะคะ"
"ตกลงครับ"
เชื่อไหมล่ะว่าตอนจวงจื้อซีปีนขึ้นต้นไม้น่ะเขาดูเชื่องช้าอืดอาดแค่ไหน แต่พอได้ยินเรื่องของกินเข้าหน่อย ร่างกายของเขาก็กลับดูคล่องแคล่วว่องไวขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ
เขาไถลตัวลงจากต้นไม้ได้อย่างรวดเร็วและนุ่มนวลจนก้นกระแทกพื้นดังปึก แต่เขาก็ไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด เขารีบลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉงพลางปัดเศษหญ้าที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าออกแล้วถามภรรยาว่า
"ไปกันเถอะครับ คุณจำทางได้ใช่ไหม"
เรื่องการจำทิศจำทางในป่านั้น เขาต้องยอมรับเลยว่าสู้หมิงเหม่ยไม่ได้จริงๆ หมิงเหม่ยพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ ถ้าเธอจำทางไม่ได้ก็เสียชื่อลูกสาวบ้านคนขับรถหมดพอดีสิ
เธอโบกมือไหวๆ ท่าทางดูห้าวหาญเป็นอย่างมาก
"ตามฉันมาเลยค่ะ!"
ในตอนนี้ทั้งคู่ไม่สนใจเรื่องอื่นอีกต่อไปแล้ว พวกเขาต่างพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่มีของดีรออยู่ เพราะของแบบนี้ต่อให้ไปที่ร้านค้าผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่ายๆ หากมองเห็นอยู่ตรงหน้าแล้วยังปล่อยให้หลุดมือไป พวกเขาก็คงจะเป็นคนโง่อันดับ 1 ของโลกแล้วละ
จวงจื้อซีและหมิงเหม่ยจับมือกันแน่นพลางวิ่งตะบึงไปในป่าราวกับเป็นคู่รักจอมยุทธ์ที่กำลังออกท่องโลกกว้าง พวกเขาไม่ห่วงว่าจะเหนื่อยหรือลำบากเลยสักนิดในตอนนี้
เท้าหมูจ๋า พี่มาแล้ว
หางหมูจ๋า ฉันกำลังไปหานะ
ศักยภาพของมนุษย์นั้นเรียกได้ว่าไร้ขีดจำกัดจริงๆ
จวงจื้อซีรู้สึกว่าแม้แต่ตอนเด็กๆ ที่เขาแอบวิ่งตามหลังพวกพี่ชายพี่สาว เขาก็ยังไม่เคยวิ่งได้รวดเร็วขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
แต่พอคิดว่าสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือเท้าหมู เขาก็รู้สึกว่าตัวเองยังพอจะกัดฟันสู้ต่อไปได้อีกสักหน่อย หรืออาจจะสองหน่อยก็ได้ เพราะนั่นคือเท้าหมูที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้ แถมปกติพวกเขาก็ไม่สามารถหาซื้อมาทำกินเองได้ง่ายๆ อีกด้วย
ทั้งคู่ต่างวิ่งจนหอบหายใจดังฮึดฮัก ที่จริงแล้วก็มีแต่จวงจื้อซีนั่นแหละที่หอบจนตัวโยน ส่วนหมิงเหม่ยนั้นจังหวะการหายใจยังคงราบเรียบสม่ำเสมอและดูมีพละกำลังเหลือเฟือ
ถึงแม้ทั้งคู่จะทำงานประจำเหมือนกัน แต่จวงจื้อซีที่เป็นเสมือนปลาเค็มสันหลังยาวขี้เกียจตัวเป็นขนอยู่ในห้องพยาบาล ย่อมไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับหมิงเหม่ยที่ต้องทำงานเป็นพนักงานขายตั๋วบนรถประจำทาง
ซึ่งต้องเดินไปมาและขึ้นลงรถอยู่ตลอดทั้งวันได้เลย แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ความเหนื่อยก็ไม่ได้ทำให้ความกระตือรือร้นของเขาลดน้อยลงไปเลยแม้แต่นิดเดียว เขาวิ่งตามหลังเมียไปอย่างสุดกำลัง จนในที่สุดทั้งสองคนก็มาถึงจุดหมายปลายทางจนได้
ต้องขอบคุณความเร็วของพวกเขาจริงๆ เพราะมันมีประโยชน์มากในสถานการณ์นี้ตอนที่ทั้งสองคนวิ่งมาถึงที่นั่น ยังไม่มีสัตว์ป่าตัวไหนโผล่มาเลยสักตัวเดียว หรืออาจจะเป็นเพราะว่าบนภูเขาลูกนี้ไม่มีพวกเสือหรือหมาป่าที่ดุร้ายอาศัยอยู่ด้วยก็ได้
จวงจื้อซีรีบเข้าไปเก็บเท้าหมูทั้ง 4 ข้างรวมถึงหางหมูขึ้นมาใส่ไว้ในตะกร้าสานอย่างรวดเร็ว เขาดีใจมากจนแทบจะอยากกระโดดโลดเต้นออกมาด้วยความตื่นเต้น
"โอ้โห ดูดวงของพวกเราสิครับ แบบนี้เรียกว่าเก็บส้มหล่นได้สำเร็จใช่ไหมเนี่ย"
หมิงเหม่ยยิ้มจนแก้มปริ
"แน่นอนที่สุดเลยค่ะ"
ครั้งนี้พวกเขาโชคดีจริงๆ เป็นวาสนาที่หาได้ยากและไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ เธอไม่เคยได้ยินว่าใครจะโชคดีเหมือนคู่ของพวกเขามาก่อนเลย ที่สามารถมาเก็บตกของดีแบบนี้ได้ฟรีๆ มันช่างเป็นความสุขที่ล้นปรี่จนบรรยายไม่ถูกเลยละ ความสุขจากการเก็บส้มหล่นได้สำเร็จน่ะ ถ้าไม่เจอด้วยตัวเองก็คงจินตนาการไม่ออกหรอกนะว่ามันฟินแค่ไหน
จวงจื้อซีลองมองสำรวจไปรอบๆ บริเวณนั้นแล้วก็รำพึงออกมาว่า
"ผมว่าพวกเขาน่าจะตั้งใจมาเพื่อล้อมจับหมูป่าตัวนี้โดยเฉพาะเลยนะครับ"
หมิงเหม่ยสงสัย
"คุณรู้ได้ยังไงคะ"
จวงจื้อซีอธิบายต่อ
"ลองดูสภาพแวดล้อมรอบๆ นี้สิครับ มันเหมาะกับการซุ่มโจมตีมากเลยนะ แถมเด็กหนุ่มพวกนั้นยังพกของอันตรายแบบนั้นขึ้นเขามาด้วย แสดงว่าต้องมีการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีแน่นอน"
หมิงเหม่ยลองพิจารณาตามแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของจวงจื้อซี ถ้าพูดแบบนั้นก็น่าจะมีส่วนถูกอยู่เหมือนกัน
เธอแอบคิดในใจว่า
"ฉันรู้สึกว่า..."
จวงจื้อซีเลิกคิ้วขึ้น
"หืม?"
หมิงเหม่ยพูดต่อ
"พวกเขาจะตั้งใจมาล่าหมูป่าหรือเปล่า มันก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราหรอกค่ะ แต่การจัดการหมูป่าได้น่ะเป็นเรื่องดีที่สุดแล้ว ไม่อย่างนั้นสัตว์ที่ดุร้ายขนาดนี้ถ้าคนไปเจอมันเข้าก็อาจจะได้รับบาดเจ็บได้ ยิ่งคุณแม่ชอบขึ้นเขามาบ่อยๆ ถ้าเกิดบังเอิญไปเจอมันเข้าคงไม่ดีแน่ โชคดีจริงๆ ที่ตอนนี้มันถูกจัดการไปเรียบร้อยแล้ว"
จวงจื้อซีตอบรับ
"ก็จริงอย่างที่คุณว่านั่นแหละครับ"
ทั้งคู่ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ในตอนนั้นเองสายตาของจวงจื้อซีก็เริ่มฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมาซะอย่างนั้น เขาพูดว่า
"คุณคิดว่าพวกเขาจะหามมันไหวจริงๆ เหรอกครับ"
หมิงเหม่ยตอบตามตรง
"ฉันว่าไม่แน่หรอกค่ะ"
นี่ไม่ใช่การดูถูกคนอื่นนะ ถึงแม้ว่าวันนี้จะเจอเด็กหนุ่มตั้ง 5 คน แต่ดูจากอายุก็ยังไม่เท่าไหร่กันเลย ต่อให้สลับกันหามหมูป่าตัวนั้นก็เถอะ แต่นั่นมันไม่ใช่หมูตัวเล็กๆ เลยนะ แม้แต่หมิงเหม่ยเองยังมองออกเลยว่าหมูป่าตัวนั้นต้องหนักมากกว่า 200 จินแน่นอน
ถ้าหามเดินไปแค่ครู่เดียวก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก
แต่ถ้าจะหามเข้าเมืองไปจริงๆ ละก็ คงจะเป็นเรื่องที่ลำบากและยากลำบากมากทีเดียว
หมิงเหม่ยเริ่มลังเลใจนิดๆ ก่อนจะถามสามีออกไปว่า
"คุณคิดจะทำอะไรกันแน่คะ"
ช่างเป็นคู่ที่รู้ใจกันดีจริงๆ เธอมองจ้องหน้าจวงจื้อซีเขม็ง
"คุณคงไม่ได้คิดจะไปรอเก็บส้มหล่นจากพวกเขาอีกใช่ไหมคะ"
จวงจื้อซีถามกลับอย่างอารมณ์ดี
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ"
เขาถูมือไปมาอย่างเตรียมพร้อม
"ผมรู้สึกว่าถ้าพวกเขาเริ่มเดินจนเหนื่อยเมื่อไหร่ พวกเขาต้องตัดสินใจตัดหัวหมูทิ้งแน่นอน ถึงตอนนี้จะยังไม่ทำ แต่ผมมั่นใจว่าอีกไม่นานหรอกพวกเขาต้องยอมแพ้และสละหัวหมูทิ้งชัวร์ๆ"
หมิงเหม่ยค้านเบาๆ
"แต่มันจะดูไม่ดีนะคะถ้าเกิดเขามาเห็นพวกเราเดินตามแบบนั้น"
พวกวัยรุ่นสมัยนี้เลือดร้อนจะตายไป ถ้าเกิดมีเรื่องมีราวหรือเกิดการปะทะกันขึ้นมามันจะไม่คุ้มเอา
เธอไม่ได้กลัวเรื่องการชกต่อยหรอกนะ เพราะการจัดการกับคนเลวน่ะเป็นเรื่องปกติสำหรับเธออยู่แล้ว แต่การไปรังแกเด็กเนี่ยมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เธอไม่อยากทำ จวงจื้อซีรีบบอกแผนการทันที
"พวกเราก็แอบตามไปห่างๆ เงียบๆ สิครับ ยังไงซะพอพวกเขาตัดหัวหมูทิ้งแล้วก็คงไม่มีส่วนไหนให้ตัดเพิ่มได้อีกแล้วละ พอพวกเขาไปพ้นแล้วพวกเราก็แค่รีบเข้าไปเก็บหัวหมูแล้วก็เผ่นแน่บออกมาเลย"
[จบบท]