บทที่ 213: การรอคอยเรื่องสนุก
ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าใส่ใจ แต่ในเมื่อมีไป๋เฟิ่นโต้วเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระความสนใจไป จวงจื้อซีก็ย่อมต้องยินดีปรีดาอย่างแน่นอน
จวงจื้อซีมั่นใจว่าการวิเคราะห์คนของเขานั้นแม่นยำมาก อาจจะวิเคราะห์คนแปลกหน้าไม่เก่งเท่าไหร่ แต่สำหรับเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมกันมานาน ย่อมสามารถจับจุดนิสัยใจคอของแต่ละคนได้อยู่หมัด เขายกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารในจานต่อคำโต
เอาเถอะ ยังไงซะเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเขาอยู่แล้ว
เขาเป็นเพียงจวงน้อยผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องและไร้เดียงสา
จวงจื้อซีไม่ได้หันกลับไปมองโจวฉวินอีกเลยตั้งแต่ต้นจนจบ ฝ่ายโจวฉวินเมื่อกินข้าวเสร็จก็รีบลุกออกไปทันที แต่ทว่าเขากลับไม่ได้เดินจากไปไกล กลับเดินตรงดิ่งไปยังส่วนของครัวด้านหลัง แล้วเรียกหยางลี่ซินให้ออกมา ทั้งสองคนเดินเคียงคู่กันไปยังลานหลังร้าน
จวงจื้อซีมีเครื่องหมายคำถามขึ้นเต็มหัว "???"
เขากวาดสายตามองแวบหนึ่ง แล้วทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ก้มหน้าก้มตาทำธุระของตัวเองต่อไป สองคนนี้มาจับคู่กันได้ยังไงนะ ต้องรู้ก่อนว่าหยางลี่ซินนั้นเป็นเขยแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง ซึ่งโจวฉวินมักจะดูถูกเหยียดหยามและไม่ค่อยอยากจะเสวนาด้วย
ปกติแล้วแทบจะไม่มีการไปมาหาสู่กันเลย คนในลานบ้านที่พอจะคุยกับหยางลี่ซินได้ถูกคอหน่อยก็เห็นจะมีแต่จวงจื้อซีนี่แหละ
แล้วทำไมจู่ๆ เขาถึงไปเดินกับโจวฉวินได้? โลกใบนี้ช่างซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจได้จริงๆ
จวงจื้อซีลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางจุดเทียนไว้อาลัยเงียบๆ ให้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ด้วยระดับมันสมองของไป๋เฟิ่นโต้วแล้ว ต่อให้พยายามดิ้นรนแค่ไหน สุดท้ายผลลัพธ์ก็คงออกมาขาวสะอาดว่างเปล่าสมกับแซ่ไป๋ของเขานั่นแหละ ไม่ว่าสองพ่อลูกนั่นจะวางแผนทำอะไร แต่สิ่งที่มั่นใจได้เลยก็คือ ช่วงบ่ายวันนี้จะต้องมีเรื่องบันเทิงเริงใจเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
จวงจื้อซีก้มหน้าลง ยัดหมั่นโถวคำสุดท้ายเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ
เอาล่ะ บ่ายนี้เขาก็แค่รอชมเรื่องสนุกก็พอ
ในขณะเดียวกัน ช่วงเวลาเที่ยงวันที่แดดจ้า ไป๋เฟิ่นโต้วก็แอบย่องมาที่ห้องพยาบาลเพื่อหาไป๋เหล่าโถวผู้เป็นพ่อ เขาทำทีเป็นประคองพ่อออกไปเข้าห้องน้ำ แต่ความจริงแล้วการไปห้องน้ำเป็นเพียงข้ออ้าง เนื้อหาหลักคือการนัดแนะแผนการชั่วร้ายต่างหาก
สองพ่อลูกเดินเคียงไหล่กันไปยังห้องน้ำของโรงงาน ไป๋เฟิ่นโต้วกระซิบเสียงเบาอย่างมีเลศนัย
"ทางจวงจื้อซีผมจัดการเรียบร้อยแล้ว บ่ายสองโมงเขาคงจะตรงดิ่งไปที่นั่นแน่นอน พ่อช่วยผมล่อเจียงหลูไปที่นั่นหน่อย บอกเธอไปว่าโจวฉวินได้รับบาดเจ็บ รับรองว่าเธอต้องรีบตามพ่อไปโดยไม่ทันได้ไถ่ถามอะไรแน่"
ไป๋เหล่าโถวพยักหน้า "ตกลง"
ไป๋เฟิ่นโต้วแจกแจงแผนการต่อ "ผมจะไปแอบซุ่มอยู่ที่มุมห้อง พอจวงจื้อซีโผล่มา ผมจะบุกเข้าประชิดตัวแล้วกดเขาล้มลงทันที จากนั้นผมจะไปดักรอที่ประตู พอเจียงหลูเปิดประตูเข้ามา พ่อก็ผลักเธอเข้าไปแรงๆ เลยนะ อาศัยจังหวะที่เธอกำลังตกใจจนเสียหลัก เราสองคนก็รีบวิ่งออกมาแล้วจัดการล็อคประตูขังพวกเขาไว้ข้างใน"
ไป๋เหล่าโถวทักท้วง "ได้สิ แต่แบบนั้นพวกเขาต้องโวยวายบ้านแตกแน่"
ไป๋เฟิ่นโต้วแสยะยิ้ม "ไม่ต้องกลัว พอขังเสร็จผมจะรีบวิ่งไปตามคนของแผนกรักษาความปลอดภัยมาจับพวกเขาแบบคาหนังคาเขา พวกเขาต้องโดนวิจารณ์ยับเยิน ชื่อเสียงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี ถือว่าเป็นการระบายแค้นให้ครอบครัวพี่ซิ่วไปด้วยในตัว"
ไป๋เหล่าโถวคิดตามแล้วพยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็ยังมีความกังวลเล็กน้อย "แล้วถ้าเกิดมีคนอื่นผ่านมาเห็นเข้าล่ะ..."
ไป๋เฟิ่นโต้วตอบอย่างไม่ยี่หระ "มีคนเห็นก็ช่างปะไร ยิ่งมีคนเห็นยิ่งดี พวกเขาจะได้ดิ้นไม่หลุด อธิบายยังไงก็ฟังไม่ขึ้น! ถึงตอนนั้นผมจะโยนเสื้อผ้าของจวงจื้อซีออกมาไว้นอกประตู ปล่อยให้มันโป๊ล่อนจ้อนอยู่ในนั้น ดูซิว่าพวกมันจะแก้ปัญหายังไง"
"ก็เข้าท่าดี แต่ว่าเรื่องนี้มันจะไม่บานปลายจนใหญ่โตเกินไปใช่ไหม?"
ไป๋เหล่าโถวเริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้ชักจะเล่นแรงเกินไปหน่อย
แต่ไป๋เฟิ่นโต้วกลับมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย "พ่อคิดดูสิ ขนาดโจวฉวินไปมั่วสุมกับผู้หญิงอื่นยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย แค่นี้คงไม่ถึงกับคอขาดบาดตายหรอก อย่างมากก็แค่ขายขี้หน้า เราไม่ได้ไปฆ่าแกงใครสักหน่อย"
ไป๋เหล่าโถวตัดสินใจเด็ดขาด "ตกลง เอาตามนี้!"
ชายชรากล่าวเสริม "มา เรามาทบทวนแผนการกันอีกรอบ ดูซิว่ายังมีช่องโหว่ตรงไหนอีกไหม"
"ได้เลย!"
"ลงมือครั้งเดียวต้องสำเร็จ!"
"ต้องสำเร็จแน่นอน!"
ช่วงเที่ยงของเดือนพฤษภาคม อากาศในเมืองเริ่มร้อนอบอ้าวขึ้นมาบ้างแล้ว บนผนังของแผนกประชาสัมพันธ์มีนาฬิกาแขวนเรือนหนึ่ง จวงจื้อซีเงยหน้าขึ้นมองเป็นระยะ เข็มวินาทีเดินติ๊กต็อกไปเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าเวลาที่ทุกคนรอคอยกำลังจะมาถึงในไม่ช้า... บ่ายสองโมงตรง!
เขายังคงรักษาอาการได้อย่างแนบเนียน ประหนึ่งว่าตนเองไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลย แต่ก็นั่นแหละ ในเหตุการณ์นี้เขาถูกวางบทบาทให้เป็นผู้เสียหาย ดังนั้นการที่เขาจะไม่รู้เรื่องรู้ราวจึงเป็นเรื่องปกติ ส่วนจะเกิดอะไรขึ้นจริงๆ นั้น ใครจะไปตรัสรู้ได้
จวงจื้อซีเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ พลางจัดระเบียบเอกสารของปีนี้ ในฐานะพนักงานแผนกประชาสัมพันธ์ การหมั่นศึกษาเอกสารและคำสั่งจากเบื้องบนเพื่อทำความเข้าใจเจตนารมณ์และนโยบายต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพไม่ใช่หรือ?
เขาเป็นคนที่มีสมาธิจดจ่อได้ดี ในขณะที่กำลังอ่านเอกสารอย่างตั้งอกตั้งใจ จู่ๆ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากด้านนอก พี่ชุยรีบพุ่งตัวไปเกาะขอบหน้าต่างทันที ก่อนจะหันมารายงานสถานการณ์
"ที่โกดังเล็กมีคนตีกันแล้ว!"
ตำแหน่งที่ตั้งของแผนกประชาสัมพันธ์ทำให้มองเห็นเหตุการณ์ได้เพียงลางๆ เห็นแค่ว่ามีฝูงชนกำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ แต่ไม่รู้รายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น พี่ชุยไม่รอช้า รีบวิ่งจู๊ดออกจากห้องไปด้วยความเร็วปานกระต่ายตื่นตูม เพื่อนร่วมงานขาเผือกอีกหลายคนก็ไม่ยอมน้อยหน้า รีบวิ่งตามออกไปติดๆ
จวงจื้อซีลุกขึ้นบ้าง "ผมขอไปดูความครึกครื้นด้วยคนนะครับ"
เขาเดินลงบันไดอย่างรวดเร็ว จนตามทันกลุ่มของพี่ชุย พนักงานแผนกประชาสัมพันธ์เจ็ดแปดคนพากันเดินยกขบวนไปที่โกดังเล็กอย่างพร้อมเพรียง เมื่อไปถึงก็พบว่าที่นั่นถูกล้อมกรอบด้วยฝูงชนแน่นขนัดไปหมด ไม่นับคนงานในโรงงานที่ออกมาดูยาก
หน่วยงานอื่นๆ ที่ว่างงานกว่าอย่างแผนกรักษาความปลอดภัย ห้องพยาบาล สำนักงาน หรือแม้แต่โรงอาหาร ต่างก็แห่กันมามุงดูจนแทบจะไม่มีที่ยืน เบียดเสียดเสียจนแทรกตัวเข้าไปไม่ได้
จวงจื้อซีอาศัยความได้เปรียบเรื่องส่วนสูง เขย่งเท้าชะเง้อคมองเข้าไปข้างใน ก็เห็นสภาพความวุ่นวายเละเทะไปหมด สองพ่อลูกตระกูลไป๋ถูกซ้อมจนน่วม ใบหน้าบวมปูดเขียวช้ำ เจ้าหน้าที่แผนกรักษาความปลอดภัยกำลังล็อคตัวทั้งคู่เอาไว้
ส่วนอีกด้านหนึ่ง สองสามีภรรยาโจวฉวินก็มีสภาพสะบักสะบอมไม่แพ้กัน โจวฉวินตาเขียวช้ำไปข้างหนึ่ง เขากำลังจ้องมองสองพ่อลูกตระกูลไป๋ด้วยสายตาเคียดแค้นแทบจะกินเลือดกินเนื้อ
ทั้งสองฝ่ายยืนประจันหน้ากันอย่างดุเดือด บรรดาจีนมุงรอบนอกต่างกลั้นหายใจเงียบกริบ ไม่กล้าส่งเสียงดังแม้แต่น้อย ราวกับกลัวว่าถ้าพูดอะไรผิดไปคำเดียว อาจจะเป็นชนวนให้ระเบิดลูกใหญ่กว่าเดิมทำงาน ไม่มีใครกล้าปริปากวิจารณ์
ในตอนนั้นเอง รองผู้จัดการโรงงานจางก็เดินทางมาถึง เขาตะโกนเสียงดังลั่น
"หลีกทางหน่อย! หลีกทางให้ผมหน่อย! นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?"
ฝูงชนรีบแหวกทางให้เป็นช่อง รองผู้จัดการโรงงานจางแทรกตัวเข้าไปตรงกลางวงล้อม พอเห็นสภาพความเละเทะตรงหน้า เขาก็ยืนเท้าสะเอวชี้หน้าด่ากราดทันที
"พวกคุณเห็นโรงงานเป็นสถานที่อะไรหะ! กล้าดียังไงมาตีกันในนี้ ยังอยากทำงานกันอยู่ไหม? ถ้าไม่อยากทำก็ไสหัวกลับบ้านไปซะ! ที่นี่ไม่ใช่สนามประลองให้พวกคุณมายกพวกตีกันนะ!"
ในขณะที่เขากำลังกระโดดโลดเต้นด่าทออยู่นั้น หัวหน้าแผนกหลิวแห่งฝ่ายรักษาความปลอดภัยก็รีบเข้ามาดึงแขนรองผู้จัดการโรงงานจางไว้ แล้วกระซิบรายงานอะไรบางอย่างที่ข้างหู
รองผู้จัดการโรงงานจางเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมา อุทานเสียงหลง
"บัดซบ!"
เขาหันขวับไปมองสองพ่อลูกตระกูลไป๋ด้วยสายตาเหลือเชื่อ "พวกคุณสองคนนี่มันบ้าไปแล้วหรือไง?"
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา โจวฉวินที่ระงับอารมณ์ไม่ไหวก็พุ่งตัวเข้าใส่สองพ่อลูกตระกูลไป๋อีกครั้ง เขาตบหน้าสองพ่อลูกนั่นด้วยความโกรธแค้นสุดขีด ปากก็ด่าทอไม่หยุด
"พวกแกมันพวกใจทราม! ต่ำช้าสารเลว! หน้าไหว้หลังหลอก เลวระยำยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน!"
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหว จวงจื้อซีที่ยืนอยู่วงนอกยังได้ยินเสียง 'เพียะ เพียะ' ดังชัดเจนเต็มสองหู
จวงจื้อซีสูดปากซี๊ดด้วยความเสียวไส้ พลางสบถในใจว่า... สมน้ำหน้า!
แม้ว่าสองพ่อลูกตระกูลไป๋จะถูกซ้อมจนน่วมไปทั้งตัว แต่ไป๋เฟิ่นโต้วก็ยังคงดื้อด้านไม่ยอมรับความผิดแต่โดยดี เขายังคงตะโกนโต้ตอบกลับไปอย่างไม่ลดละ
"โจวฉวิน! นี่แกจะเอายังไงกันแน่ หะ! เรื่องมันยังไม่จบอีกหรือไง? ฉันก็แค่ล้อเล่นขำๆ เท่านั้นเอง!"
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหว ฟังดูหนักหน่วงและรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
ฝ่ามือพิฆาตของโจวฉวินตบเข้าที่ใบหน้าของไป๋เฟิ่นโต้วเต็มแรง จนเลือดกำเดาของไป๋เฟิ่นโต้วไหลทะลักออกมาเป็นสาย โจวฉวินตะคอกกลับด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปน
"ล้อเล่นงั้นเรอะ? แกเก็บคำแก้ตัวพรรค์นั้นไปหลอกผีเถอะ! ฉันดูออกตั้งนานแล้วว่าแกมันพวกไม่หวังดี จ้องจะงาบเมียชาวบ้านเขา ที่แท้แกก็เล็งเมียฉันไว้นี่เอง มิน่าล่ะ... ฉันก็สงสัยอยู่ว่าทำไมแกถึงไม่ยอมแต่งงานกับหวังเซียงซิ่วเสียที แล้วทำไมถึงได้ชอบมาด้อมๆ มองๆ แถวบ้านฉันนัก เมื่อก่อนฉันก็นึกว่าแกแค่เหม็นขี้หน้าฉัน แต่ที่ไหนได้ แกดันมาหมายตาเมียฉันนี่หว่า!"
โจวฉวินระบายความอัดอั้นตันใจออกมาไม่หยุด พลางชี้หน้าด่ากราด
"นี่ถ้าฉันจับไม่ได้คาหนังคาเขา แกก็คงจะแถไปเรื่อยว่าเป็นแค่เรื่องล้อเล่น ถ้าฉันไม่โผล่มาทันเวลา ป่านนี้เมียฉันจะโดนพวกแกทำระยำตำบอนอะไรไปบ้างก็ไม่รู้! ทุกคนดูสิครับ! ดูไอ้สองพ่อลูกนี่สิ พวกมันเตรียมแม่กุญแจมาพร้อมเสร็จสรรพ! ถ้าไม่ได้คิดชั่ววางแผนร้ายไว้ล่วงหน้า แล้วพวกแกจะหลอกเมียฉันมาที่นี่ทำไม? ถ้าฉันมาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว ใครจะไปรู้ว่าพวกเดรัจฉานอย่างพวกแกจะทำเรื่องบัดสีอะไรลงไปบ้าง? พ่อลูกคู่หูนรกแตก ร่วมมือกันทำเรื่องเลวทรามต่ำช้า คนอย่างพวกแกมันสมควรโดนเป่าสมองให้ตายตกไปตามกัน!"
ดวงตาของโจวฉวินแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง แทบจะกระโจนเข้าไปกัดคอคนตรงหน้าให้ขาดกระจุย
ถึงแม้ว่าตัวเขาเองจะมีบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่ข้างนอก แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยินดีปรีดาที่จะให้ใครมาสวมเขาให้ หรือยอมให้ใครมารังแกภรรยาของตัวเองได้ง่ายๆ
พอได้ยินคำด่าทอที่สาดเสียเทเสียแบบนั้น ไป๋เฟิ่นโต้วเองก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน ไป๋เฟิ่นโต้วตะโกนสวนกลับไปทันควัน
"ใครเขาไปชอบเมียแกกัน! ฉันไม่ได้ตาบอดนะโว้ย! สภาพอย่างเมียแกใครจะไปเอาลง ยัยผู้หญิงโง่เง่าเต่าตุ่นพรรค์นั้น แกอย่ามาหลงตัวเองหน่อยเลย... โอ๊ย!"
ยังไม่ทันที่ไป๋เฟิ่นโต้วจะพูดจบประโยค ก้อนหินขนาดใหญ่ก็ลอยละลิ่วกระแทกเข้าที่ศีรษะของเขาอย่างจัง เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกมาเหมือนดอกไม้ไฟที่แตกกระจายกลางอากาศ
เจียงหลูยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้น เธอกรีดร้องเสียงแหลม
"ฉันจะตีแกให้ตาย! ไอ้สารเลว! ไอ้ชาติชั่ว! ไอ้สัตว์นรก!"
เธอไม่รอช้า รีบก้มลงเก็บก้อนหินก้อนเดิมขึ้นมา เตรียมจะเงื้อทุบซ้ำเป็นครั้งที่สอง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเห็นท่าไม่ดีจึงรีบกรูเข้ามาห้ามปราม แต่ด้วยความที่ชายหญิงไม่ควรแตะเนื้อต้องตัวกันมากเกินไป พวกเขาจึงทำได้เพียงแค่ยึดข้อมือของเธอเอาไว้ ไม่กล้าออกแรงกระชากมากนัก เจียงหลูพยายามดิ้นรนขัดขืน ปากก็พร่ำด่าสาปแช่งไม่หยุด
"ไอ้ระยำ! แกมันไอ้คนเลว! ปล่อยฉันนะ ฉันจะฆ่ามัน! วันนี้ฉันต้องฆ่ามันให้ได้!"
แม้ว่าข้อมือทั้งสองข้างจะถูกล็อคเอาไว้ แต่ท่อนล่างของเธอยังเป็นอิสระ เจียงหลูจึงระดมเท้าเตะเข้าไปที่ร่างของไป๋เฟิ่นโต้วอย่างบ้าคลั่ง โดยเล็งเป้าหมายไปที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญของผู้ชายอย่างแม่นยำ ทุกดอกเน้นๆ หนักๆ กะเอาให้สูญพันธุ์กันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว
บรรดาผู้ชายที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ ต่างพากันซู้ดปาก ทำหน้าเหยเกด้วยความหวาดเสียว แม้จะไม่ใช่คนที่โดนเตะเอง แต่แค่เห็นภาพก็รู้สึกเจ็บร้าวไปถึงทรวงใน
ไป๋เฟิ่นโต้วที่โดนโจมตีจุดตายถึงกับทรุดตัวลงไปนอนกุมเป้า กลิ้งเกลือกไปมาบนพื้นด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส ดูเหมือนว่าแผลแตกที่หัวที่เลือดยังไหลไม่หยุดนั้น จะเจ็บน้อยกว่าความจุกเสียดที่หว่างขาหลายเท่าตัวนัก
แต่ถึงอย่างนั้น เจียงหลูก็ยังไม่ยอมหยุด เธอยังคงพุ่งเข้าไปกระทืบซ้ำ แม้ว่าไป๋เฟิ่นโต้วจะนอนขดตัวเอามือกุมไว้แน่นแค่ไหน เธอก็ยังหาช่องว่างเตะเข้าไปได้อยู่ดี ส่งผลให้ไป๋เฟิ่นโต้วส่งเสียงร้องโหยหวนดั่งหมูถูกเชือด
ไป๋เหล่าโถวเห็นลูกชายโดนยำเละคาเท้าก็ร้องไห้โฮออกมา
"ลูกชายฉันยังไม่มีลูกเลยนะ! เขายังไม่มีทายาทสืบสกุล! นังผู้หญิงใจอำมหิต..."
เสียงร้องโวยวายของไป๋เหล่าโถวกลับกลายเป็นการเรียกแขกโดยไม่รู้ตัว เดิมทีเจียงหลูอาจจะลืมตาแก่คนนี้ไปชั่วขณะแล้ว แต่พอได้ยินเสียง เขาก็ตกเป็นเป้าหมายใหม่ทันที เจียงหลูสะบัดหลุดจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ก่อนจะขว้างก้อนหินในมือใส่ไป๋เหล่าโถวอย่างสุดแรง
ไป๋เหล่าโถวเอี้ยวตัวหลบก้อนหินมรณะได้อย่างเฉียดฉิว ใจเพิ่งจะนึกโล่งอกได้ไม่ถึงวินาที เท้าของเจียงหลูก็ลอยมาประทับร่างเสียแล้ว
ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ!
เสียงเท้ากระทบเป้าดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกันถึงสี่ครั้งซ้อน!
"อ๊ากกกกกกกกก!"
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวของชายชราดังก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน
บรรดาจีนมุงที่เป็นผู้ชายต่างพร้อมใจกันก้าวถอยหลังโดยมิได้นัดหมาย แม้แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเองก็ถึงกับชะงัก ลืมหน้าที่จับกุมไปชั่วขณะ ปล่อยให้เจียงหลูกระทืบซ้ำเข้าไปอีกหลายดอก ซึ่งแน่นอนว่าทุกดอกล้วนเน้นย้ำไปที่จุดอ่อนไหวที่สุดของลูกผู้ชาย
ดูเหมือนว่าเจียงหลูจะได้ค้นพบสัจธรรมใหม่แห่งการต่อสู้ เธอรู้แจ้งเห็นจริงแล้วว่าเวลาตบตีกับผู้ชาย จุดไหนคือจุดตายที่ควรโจมตีที่สุด ไป๋เหล่าโถวกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ประสานเสียงไปกับไป๋เฟิ่นโต้วลูกชายบังเกิดเกล้า ราวกับเป็นการแสดงประสานเสียงแห่งความเจ็บปวดที่ดังสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น
เหล่าชายฉกรรจ์ที่ยืนดูอยู่ต่างรีบถอยหลังเพิ่มอีกก้าว... ไม่สิ สองก้าวเพื่อความปลอดภัย ภาพตรงหน้ามันช่างน่าสยดสยองเกินบรรยาย
ในทางตรงกันข้าม พี่ชุยและบรรดาหญิงแกร่งทั้งหลายกลับถือโอกาสขยับเบียดเสียดแทรกตัวขึ้นมาอยู่แถวหน้า มองดูพวกผู้ชายด้วยสายตาดูแคลนว่า... ช่างใจเสาะเสียจริง
เจียงหลูยังคงอาละวาดไม่หยุด จนกระทั่งรองผู้จัดการโรงงานจางได้สติกลับคืนมา เขาตะโกนสั่งการเสียงดัง
"มัวยืนบื้อดูอะไรกันอยู่! เร็วเข้า! รีบไปลากตัวเจียงหลูออกมาเร็วเข้า!"
พวกผู้ชายที่ยืนอึ้งอยู่เมื่อครู่ถึงได้สติ ไม่สนใจเรื่องมารยาทชายหญิงอีกต่อไป รีบพุ่งเข้าไปช่วยกันลากตัวเจียงหลูออกมาอย่างทุลักทุเล เจียงหลูยังคงดิ้นรนถีบซ้ายป่ายขวา ตะโกนด่าทออย่างเกรี้ยวกราด
"อย่ามาห้ามฉัน! ปล่อยฉันนะ! ฉันจะฆ่าพวกมัน! วันนี้ฉันต้องฆ่าพวกมันให้ตาย!"
รองผู้จัดการโรงงานจางรีบเข้าไปเกลี้ยกล่อม
"สหายเจียงหลู ใจเย็นๆ ก่อนนะ ตั้งสติหน่อย ถ้าเธอฆ่าพวกเขาตายจริงๆ เธอก็จะมีความผิดฐานฆ่าคนตายนะรู้ไหม? พวกเราเข้าใจดีว่าเธอโกรธมาก แล้วพวกเราก็รู้ด้วยว่าครั้งนี้เธอเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นฝ่ายเสียหาย เราจะสั่งสอนคนพรรค์นี้มันก็สมควรอยู่หรอก แต่จะถึงขั้นเอาชีวิตกันไม่ได้นะ เธอจะยอมแลกอนาคตสดใสของตัวเองกับคนเลวๆ แบบนี้เหรอ? มันคุ้มกันหรือไง? ถ้าพวกมันไม่ตาย เธอก็ยังเป็นฝ่ายถูก แต่ถ้าเธอพลั้งมือฆ่าคนตายขึ้นมา เรื่องมันจะกลับตาลปัตรทันทีเลยนะ"
รองผู้จัดการโรงงานจางกับพ่อของเจียงหลูก็ถือว่าพอจะรู้จักมักจี่กันอยู่บ้าง เขาจึงไม่อยากให้เจียงหลูต้องมาหมดอนาคตเพราะเรื่องพรรค์นี้ในโรงงาน จะเตะจะต่อยตรงไหนก็เอาเถอะ แต่การเอาก้อนหินทุบหัวนั่นมันอันตรายเกินไป ถ้าเกิดตายขึ้นมาจริงๆ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เขาพยายามพูดปลอบโยน
"เธอวางใจเถอะ ทางโรงงานจะต้องให้ความเป็นธรรมกับเธออย่างแน่นอน เราจะจัดการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด ไม่ปล่อยให้เธอต้องเจ็บช้ำน้ำใจฟรีๆ หรอก"
เจียงหลูในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาแดงฉานด้วยความโกรธแค้น ตะโกนลั่น
"ฉันต้องการให้พวกมันไปนอนในคุก! ให้พวกมันติดคุกหัวโตไปตลอดชีวิต ไม่ต้องได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกเลย!"
เธอแผดเสียงก้อง
"ขังลืมพวกมันไปเลย!"
รองผู้จัดการโรงงานจางเห็นท่าไม่ดี จึงรีบส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางพี่ชุยที่ยืนอยู่ด้านหน้า เจียงหลูในสภาวะอารมณ์แบบนี้ ผู้ชายเข้าไปปลอบคงไม่เหมาะ ต้องใช้ผู้หญิงด้วยกันถึงจะดีที่สุด แม้พี่ชุยจะยังรู้สึกหวาดๆ อยู่บ้าง แต่ด้วยความที่เป็นคนมีน้ำใจ จึงรีบเดินเข้าไปประคองเจียงหลู
"น้องเจียงหลู มา... มาทางนี้ก่อน เชื่อพี่เถอะนะ พี่รู้ว่าเธอโกรธจนตัวสั่นแล้ว แต่เธอต้องวางใจนะ ท่านผู้นำโรงงานก็อยู่ที่นี่ แผนกรักษาความปลอดภัยก็อยู่ ทุกคนเป็นพยานให้เธอได้ เรื่องนี้ไม่มีทางจบแบบเงียบๆ แน่นอน เธอใจเย็นๆ ลงหน่อยเถอะ ดูสิ มือไม้ถลอกปอกเปิกหมดแล้ว เราโกรธได้ แต่อย่าทำร้ายตัวเองไปด้วยเลยนะ"
ด้วยคำปลอบโยนที่อ่อนโยนของพี่ชุย ในที่สุดเจียงหลูก็ทนไม่ไหว ปล่อยโฮออกมาอย่างหนัก ระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดออกมา
"ตาเฒ่าไป๋... ตาเฒ่าไป๋มาบอกฉันว่าโจวฉวินได้รับบาดเจ็บ ให้ฉันรีบมาดู ฉันไม่ได้เอะใจสงสัยอะไรแกเลยสักนิด ด้วยความเป็นห่วงสามี ฉันก็รีบตามแกมาทันที แต่พอมาถึง ในห้องกลับมีแต่ไป๋เฟิ่นโต้วรออยู่ แล้ว... แล้วพอโจวฉวินมาถึง เขาก็ยังมาเข้าใจผิดคิดว่าฉันมีอะไรกับสองพ่อลูกนรกนี่อีก ชีวิตฉันมันง่ายนักหรือไง? ฉันตาบอดหรือไงถึงจะไปคว้าเอาคนพรรค์นี้มาทำผัว? ขนาดหมามันยังไม่เอาเลย..."
เมื่อทุกคนได้ยินความจริงจากปากของเจียงหลู สีหน้าท่าทางที่มองไปยังสองพ่อลูกตระกูลไป๋ก็เปลี่ยนไปทันที หลายคนที่เพิ่งมาถึงทีหลังและยังงงๆ กับเหตุการณ์ พอได้ฟังคำสารภาพปนเสียงสะอื้นของเจียงหลู ทุกอย่างก็กระจ่างแจ้ง
สายตาของฝูงชนที่จับจ้องไปยังชายโสดสองพ่อลูกคู่นี้ เต็มไปด้วยความรังเกียจขยะแขยงอย่างถึงที่สุด พฤติกรรมต่ำช้าที่คิดจะหลอกลวงผู้หญิงมาข่มเหงรังแกแบบนี้ แม้แต่พวกอันธพาลข้างถนนยังถือว่าเป็นเรื่องที่น่าละอายและดูถูกเหยียดหยามที่สุด!
"ถ้าโจวฉวินไม่ตามมา... ฉันก็ไม่รู้เลยว่าชะตากรรมของฉันจะเป็นยังไง ฉันไม่กล้าคิดเลยจริงๆ ฮือๆๆๆ!"
[จบบท]