บทที่ 222: ข่าวลือสะท้านโรงงาน
ดูเหมือนว่าความสงบสุขที่เกิดขึ้นจากความหวาดกลัวเรื่องผีสางจะคงอยู่ได้ไม่นานเสียแล้ว ในโรงงานแห่งนี้ ความเงียบสงบมักจะเป็นเพียงช่วงเวลาพักหายใจสั้นๆ ก่อนที่พายุลูกใหม่จะพัดเข้ามา
และใครเล่าจะคาดคิดว่าต้นกำเนิดของพายุลูกใหม่นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคู่กรณีหน้าเดิมอย่าง 'โจวฉวิน' และ 'ไป๋เฟิ่นโต้ว' สองคู่ซี้คู่กัดที่ขยันสร้างวีรกรรมให้ชาวโรงงานได้มีเรื่องไว้สนทนากันไม่เว้นแต่ละวัน ราวกับว่าพวกเขากลัวเพื่อนพนักงานจะเหงาปากอย่างไรอย่างนั้น
บรรดาพนักงานต่างพากันเงี่ยหูฟังข่าวลือด้วยความกระตือรือร้น ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ แม้ลึกๆ ทุกคนจะรู้ดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องมงคลหรือเรื่องที่น่าชื่นชมยินดีแต่อย่างใด
ทว่าในชีวิตประจำวันที่วนเวียนอยู่กับเครื่องจักรและเสียงตอกหมุด ความบันเทิงเริงรมย์นั้นช่างหาได้ยากยิ่งนัก การได้จับกลุ่มซุบซิบนินทาเรื่องชาวบ้านจึงเปรียบเสมือนยาวิเศษที่ช่วยชุบชูจิตใจ ทำให้พวกเขารู้สึกกระชุ่มกระชวยมีแรงทำงานต่อไปจนเลิกงาน
โรงงานแห่งนี้อาจจะไม่มีงบประมาณมาฉายภาพยนตร์ให้พนักงานดูได้ทุกวี่ทุกวัน แต่โชคดีเหลือเกินที่มีคนอาสาแสดงละครสดฉากใหญ่ให้ดูฟรีๆ เป็นประจำ
จวงจื้อซีนั่งเท้าคางอยู่ที่โต๊ะทำงาน พลางทอดถอนใจออกมาด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
"เฮ้อ... คนเราหนอคนเรา ช่างสรรหาเรื่องกันได้ไม่หยุดหย่อนจริงๆ..."
เขายังคงพึมพำกับตัวเองด้วยความปลงตก แต่แล้วเสียงเรียกจากหน้าประตูก็ดังขึ้นขัดภวังค์ความคิด ผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นจางซานเจ้าหน้าที่จากแผนกรักษาความปลอดภัยที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี
"จวงจื้อซี" จางซานเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการกว่าปกติเล็กน้อย จวงจื้อซีเงยหน้าขึ้นมอง เลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ
"มีธุระอะไรหรือครับ"
การที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินดุ่มๆ เข้ามาหาถึงโต๊ะทำงานในเวลางานแบบนี้ ย่อมไม่ใช่การมาแวะทักทายถามสารทุกข์สุกดิบเป็นแน่ จางซานไม่อ้อมค้อม เขาดึงเก้าอี้มานั่งลงตรงข้ามแล้วพูดเข้าประเด็นทันที
"ผมมาขอตรวจสอบข้อมูลกับคุณหน่อยน่ะ"
จวงจื้อซีพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ปรับท่านั่งให้ดูจริงจังขึ้น
"ได้เลยครับ ว่ามาได้เลย"
จางซานหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาเตรียมจด พลางเอ่ยถามด้วยสายตาที่จ้องมองปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
"จากคำให้การของโจวฉวิน เขาอ้างว่าเขาได้ยินข่าวเรื่องที่ไป๋เฟิ่นโต้วจะไปที่โกดังเล็กในช่วงบ่ายมาจากพวกคุณ ผมเลยต้องมาสอบถามเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงเรื่องนี้ครับ ว่าต้นตอข่าวมันมาจากทางนี้จริงหรือเปล่า"
จวงจื้อซีพยักหน้ายอมรับด้วยความจริงใจ ไม่มีท่าทีพิรุธใดๆ เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ซื่อตรงและชัดเจน
"เรื่องนั้นมีมูลความจริงครับ แต่ผมขอยืนยันเลยว่าพวกเราไม่เคยมีใครเดินไปบอกโจวฉวินโดยตรงเลยสักคน อีกอย่างนะ พวกเราเองก็ไม่ได้มั่นใจเรื่องโกดังเล็กอะไรนั่นด้วยซ้ำ เรื่องมันเริ่มจากตอนพักเที่ยง หมอหวังจากห้องพยาบาลแกมาพูดให้ผมฟังว่าได้ยินข่าวลือมา ว่าสองพ่อลูกตระกูลไป๋นัดคนไปเจอกันที่โกดังเล็กช่วงบ่าย รายละเอียดจริงๆ แกก็ฟังมาไม่ชัด พวกผมก็เลยไม่กล้าฟันธง"
จวงจื้อซีโน้มตัวเข้าไปใกล้จางซานเล็กน้อย ลดเสียงลงเหมือนกำลังปรับทุกข์
"พูดกันตามตรงแบบลูกผู้ชายเลยนะ ผมนึกว่าเขานัดกับแม่ม่ายหวังเซียงซิ่วเสียอีก ผมเลยไม่ได้คิดจะไปมุงดูเรื่องชาวบ้าน เพื่อนบ้านกันทั้งนั้น ขืนไปดูเรื่องพรรค์นี้มันจะมองหน้ากันไม่ติดเปล่าๆ มารู้ทีหลังว่าตีกันเละเทะ ผมจะไปรู้ได้ยังไงว่าคนที่เขานัด... เอ้ย คนที่เขาหลอกไปน่ะ จะกลายเป็นเมียของโจวฉวินเสียได้"
จางซานจดบันทึกข้อมูลยิกๆ ลงในสมุด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามต่อ
"แล้ววันนี้คุณได้พูดคุยกับไป๋เฟิ่นโต้วบ้างหรือเปล่า"
จวงจื้อซีส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
"ไม่ได้คุยเลยครับ ตอนเที่ยงผมเจอเขาอยู่เหมือนกัน ตอนเดินไปโรงอาหารเขาเดินอยู่ข้างหลังพวกเรา ผมหยุดเดินกะว่าจะทักทายตามประสาคนรู้จัก แต่เขาไม่สนใจผมเลย หน้าตาดูลุกลี้ลุกลนชอบกล แล้วก็เดินจ้ำอ้าวหนีไปเลย"
พี่ชุย เพื่อนร่วมงานหญิงรุ่นพี่ที่นั่งฟังเหตุการณ์อยู่ไม่ไกล รีบพูดแทรกขึ้นมาเพื่อช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้น้องใหม่
"เรื่องนี้พี่เป็นพยานได้ค่ะสหายจาง พวกเราเดินไปโรงอาหารด้วยกันเป็นขบวน ทำไมล่ะ นี่เรื่องมันจะลามมาถึงเสี่ยวจวงได้ยังไง พวกเราคุยเรื่องนี้กันที่โรงอาหารก็จริง แต่เสี่ยวจวงไม่ได้เป็นคนเปิดประเด็นนะ แล้วอีกอย่างเสี่ยวจวงก็ไม่ได้คุยกับไป๋เฟิ่นโต้ว แถมยังไม่ได้คุยกับโจวฉวินด้วย พวกเราตัวติดกันตลอด ตั้งแต่เดินไปกินข้าว จนเดินกลับมาที่ออฟฟิศ ขนาดห้องน้ำยังไม่ได้แวะเข้าเลยด้วยซ้ำค่ะ"
เพื่อนร่วมงานชายอีกคนรีบสนับสนุน "ใช่ๆ ตอนนั้นผมก็อยู่ด้วย ยืนยันได้เลย"
"ฉันก็อยู่ด้วยเหมือนกันค่ะ" เสียงเพื่อนร่วมงานหญิงอีกคนดังสมทบ
ทุกคนในแผนกประชาสัมพันธ์ต่างช่วยกันยืนยันเป็นเสียงเดียวกันอย่างแข็งขัน เพราะวัฒนธรรมการเกาะกลุ่มกันไปไหนมาไหนของแผนกนี้ ทำให้พวกเขามีพยานที่อยู่ชัดเจนจนจางซานพยักหน้ายอมรับ
"โอเคครับ ผมบันทึกไว้ตามนี้"
จางซานปิดสมุดลง แล้วเงยหน้าขึ้นมองทุกคนด้วยรอยยิ้มบางๆ เพื่อคลายบรรยากาศตึงเครียด
"ไม่ได้จะกล่าวหาหรือพาดพิงอะไรหรอกครับ พี่ชุย ทางโรงงานแค่ต้องการตรวจสอบเส้นทางข่าวสารให้แน่ชัดว่าโจวฉวินรู้เรื่องนี้และไปที่นั่นได้ยังไง พอดีเลย พี่ชุยครับ เดี๋ยวผมต้องขอสอบถามพี่ต่อด้วยเหมือนกัน"
พี่ชุยยิ้มกว้างอย่างเปิดเผย ขยับเก้าอี้ให้
"อ้อ ได้สิพ่อรูปหล่อ มาๆ นั่งก่อนสิ จะไล่ถามทีละคนเลยใช่ไหม ได้เลย พี่พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่"
เรื่องราวดูเหมือนจะไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรมากนัก สรุปใจความได้ว่าโจวฉวินบังเอิญได้ยินกลุ่มของจวงจื้อซีคุยกันเรื่องแผนการของไป๋เฟิ่นโต้ว ด้วยความที่เขาเหม็นขี้หน้าและเป็นไม้เบื่อไม้เมากับไป๋เฟิ่นโต้วเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่จะรีบรวบรวมพรรคพวกบุกไปจับผิด
เพียงแต่สิ่งที่ละครฉากนี้หักมุมอย่างรุนแรงก็คือ คนที่ถูกจับได้ในที่เกิดเหตุกลับกลายเป็นภรรยาของเขาเองเสียอย่างนั้น
ประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือจังหวะที่ไป๋เหล่าโถวผลักภรรยาของโจวฉวินออกมาจากห้อง แล้วในห้องนั้นดันมีแค่ไป๋เฟิ่นโต้วอยู่คนเดียวตามลำพัง สถานการณ์มันเลยดูเลวร้ายและส่อเจตนาไปในทางชู้สาวหรือการล่วงละเมิดอย่างชัดเจน
ส่วนรายละเอียดลึกๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในบ้างนั้น ย่อมอยู่นอกเหนือความรู้เห็นของคนในแผนกประชาสัมพันธ์ แต่ถึงอย่างนั้นจางซานก็ยังกำชับด้วยความหวังดีในฐานะเจ้าหน้าที่
"วันหลังถ้าได้ยินข่าวลือทำนองนี้อีก รบกวนพวกคุณช่วยแจ้งทางแผนกรักษาความปลอดภัยด้วยนะครับ ผมเข้าใจว่าพวกคุณไม่อยากหาเหาใส่หัว แต่บางทีเรื่องเล็กๆ ที่เรามองข้าม มันอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้"
ทุกคนต่างพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
"รับทราบครับ/ค่ะ"
จางซานลุกขึ้นยืน จัดเครื่องแบบให้เข้าที่
"งั้นผมตรวจสอบข้อมูลทางนี้เรียบร้อยแล้ว ขอตัวกลับไปทำงานก่อน ทางฝั่งไป๋เฟิ่นโต้วก็ยังไม่รู้ว่าอาการจะเป็นยังไงบ้าง เห็นว่าเจ็บหนักน่าดู"
เสียงหนึ่งในแผนกโพล่งถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนเก็บอาการไม่อยู่
"อ้าว ไม่ใช่ว่า... ตรงนั้นแตกไปอีกแล้วเหรอ"
จางซานชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาฉายแววขบขันก่อนจะตอบเลี่ยงๆ อย่างมีจริต
"เขาก็ลือกันว่าอย่างนั้นแหละ... แต่ไม่พูดดีกว่า เป็นเพื่อนร่วมงานกัน เอาเรื่องนี้มานินทามันดูไม่ดี"
ทุกคนในห้องต่างพากันยิ้มอย่างมีเลศนัย สายตาของจางซานที่ฉายแวววิบวับขนาดนั้นมันฟ้องชัดเจนว่าเขาก็อยากเม้าท์ใจจะขาด อย่ามาทำเป็นวางมาดเคร่งขรึมเสียให้ยากเลยพ่อคุณ
จางซานพูดคุยหยอกล้ออีกสองสามประโยคเพื่อรักษาน้ำใจ ก่อนจะขอตัวเดินจากไปเพื่อสืบสวนต่อ จวงจื้อซียักไหล่อย่างไม่ยี่หระแล้วกลับไปนั่งประจำที่ของตน
ย้ายมาอยู่แผนกใหม่ยังไม่ทันจะได้เริ่มงานเป็นชิ้นเป็นอัน สภาพแวดล้อมกลับคึกคักวุ่นวายเสียเหลือเกิน หัวหน้าแผนกซ่งเดินเข้ามาเห็นบรรยากาศที่กำลังตื่นตัวจากการมาเยือนของฝ่ายความมั่นคง เขากระแอมไอเล็กน้อยอย่างเข้าใจสถานการณ์ แต่ถึงอย่างนั้นงานการก็ต้องเดินหน้าต่อไป
หัวหน้าแผนกซ่งกวาดสายตาไปรอบห้องก่อนจะสั่งงาน
"เหล่าฮวง คุณพาเจ้าลูกศิษย์ตัวดีไปวาดกระดานข่าวหน่อยสิ ไหนๆ ก็เกิดเรื่องอัปยศของไป๋เฟิ่นโต้วขึ้นมาแล้ว หัวข้อรอบนี้ให้วาดรณรงค์เรื่อง 'การให้เกียรติสตรี' ก็แล้วกัน จะได้เข้ากับสถานการณ์"
เหล่าฮวงรับคำสั่งทันที
"ได้ครับหัวหน้า"
แผนกประชาสัมพันธ์แห่งนี้ช่างเกาะติดสถานการณ์บ้านเมืองได้อย่างรวดเร็วเสียจริง ทันโลก ทันเหตุการณ์ และทันข่าวฉาว เหล่าฮวงหันมาเรียกจวงจื้อซี
"ไปกันเถอะเสี่ยวจวง ได้เวลาทำงานแล้ว"
จวงจื้อซีรีบลุกตามไปอย่างกระตือรือร้น
"อาจารย์ฮวงครับ แล้วเราจะวาดกระดานข่าวแบบไหนดี มีแค่หัวข้อมาให้ แต่ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าจะวาดออกมาในรูปแบบไหน"
เหล่าฮวงเริ่มถ่ายทอดวิชาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เสี่ยวจวง ตรงจุดนี้แหละที่เป็นบทพิสูจน์ฝีมือและกึ๋นของคนทำงานสื่ออย่างเรา ฉันจะบอกให้นะ ขั้นแรกเมื่อเบื้องบนโยนหัวข้อมาให้ เราต้องมานั่งวิเคราะห์ก่อนว่าหัวข้อนี้มีองค์ประกอบอะไรที่พบบ่อยๆ บ้าง..."
เขายกนิ้วขึ้นมานับพลางอธิบายให้จวงจื้อซีฟังอย่างละเอียด ในเวลาปฏิบัติงานเช่นนี้ เขาดูแตกต่างจากชายวัยกลางคนที่พูดน้อยคนเดิมอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นอาจารย์ผู้มีความรู้แน่นปึก จวงจื้อซีตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ พยักหน้าตามเป็นจังหวะ
เขาตระหนักดีว่าหากต้องการยืนหยัดในแผนกประชาสัมพันธ์ได้อย่างมั่นคง จะอาศัยแค่ดวงหรือโชคช่วยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรีบเรียนรู้งานให้เป็นโดยเร็วที่สุดเพื่อสร้างพื้นที่และความน่าเชื่อถือของตัวเอง
"อาจารย์ฮวง ถ้าฟังจากที่คุณพูดมา แสดงว่าประสบการณ์ถือเป็นเรื่องสำคัญมากสินะครับ"
เหล่าฮวงพยักหน้ายืนยัน
"แน่นอน ประสบการณ์สำคัญที่สุด ยิ่งในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ นายห้ามวาดอะไรส่งเดชตามใจชอบเด็ดขาด ต้องรู้ขอบเขตว่าประเด็นไหนสุ่มเสี่ยง หรืออาจจะสื่อไปในทางที่ไม่ดี ต้องระวังให้มาก ทำงานก็ส่วนทำงาน อย่าหาเรื่องใส่ตัวด้วยปลายพู่กันของตัวเอง"
"ผมเข้าใจแล้วครับ ผมจะระวัง"
จวงจื้อซีเข้าสู่โหมดการทำงานอย่างรวดเร็วและตั้งใจ เทียบกับเขาที่เริ่มตั้งใจทำงานตั้งแต่เช้า คนอื่นๆ ในโรงงานกลับดูใจลอยไม่มีสมาธิทำงานกันเสียเท่าไหร่ หัวข้อสนทนาทุกวงล้วนพุ่งเป้าไปที่เรื่องฉาวโฉ่ประจำวัน
และคนที่ดูจะร้อนรนที่สุดในตอนนี้เห็นจะเป็นหวังเซียงซิ่ว เธอมีท่าทางกระวนกระวาย นั่งไม่ติดเก้าอี้ จนต้องอาศัยจังหวะทำทีว่าจะไปเข้าห้องน้ำเพื่อแอบออกมาตามหาโจวฉวิน
วันนี้โจวฉวินกลายเป็นบุคคลแห่งปีที่ทุกคนจับตามอง เป็นศูนย์กลางของพายุลูกใหญ่ หวังเซียงซิ่วรู้ดีว่าการไปหาเขาในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องฉลาด และอาจจะนำภัยมาสู่ตัว แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่น ความลับบางอย่างบีบคั้นหัวใจเธออยู่ เธอจำเป็นต้องเจอโจวฉวินให้ได้ ไม่อย่างนั้นไป๋เฟิ่นโต้ว... คงต้องจบเห่แน่ๆ
วันนี้สองแม่ลูกสะใภ้ตระกูลซูวางแผนแยกย้ายกันปฏิบัติการราวกับทหารวางกลศึก หวังเซียงซิ่วผู้เป็นลูกสะใภ้รับหน้าที่ดักรอโจวฉวิน ส่วนแม่สามีอย่างซูต้าเหนียงรุดหน้าไปยังโรงพยาบาล
เป้าหมายคือการเข้าหาพ่อลูกตระกูลไป๋เพื่อสืบข่าวคราวอาการบาดเจ็บและสถานการณ์ล่าสุด จะได้วางแผนกลบเกลื่อนร่องรอยความผิดได้อย่างแนบเนียน หวังเซียงซิ่วเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เกือบครึ่งวัน เธอเดินวนเวียนไปเข้าห้องน้ำรอบแล้วรอบเล่าจนขาแทบขวิด ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างเมื่อเธอสบโอกาสดักรอโจวฉวินได้ที่หน้าประตูห้องน้ำพอดี
นับตั้งแต่โจวฉวินเจอกับเหตุการณ์สยองขวัญคล้ายผีหลอกวิญญาณหลอนคราวก่อน เขาก็มีอาการปัสสาวะกะปริดกะปรอย เดี๋ยวปวดเดี๋ยวราด ต้องวิ่งเข้าห้องน้ำถี่เสียยิ่งกว่าคนท้องเสีย
พฤติกรรมนี้ยิ่งโหมกระพือข่าวลือในหมู่เพื่อนบ้านว่า ที่เขากับภรรยายังไม่มีทายาทสืบสกุล ก็เพราะพ่อเจ้าประคุณมัวแต่ไปมั่วโลกีย์กับบรรดาป้าแก่แม่ม่ายจนไตพังร่างกายกลวงโบ๋ไปหมดแล้ว
ไม่อย่างนั้นทำไมถึงไม่มีลูก ไม่อย่างนั้นทำไมถึงเดินเข้าส้วมเป็นว่าเล่น ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่โจวฉวินเดินมาปลดทุกข์ ใบหน้าของเขาจะถมึงทึงดำคล้ำราวกับก้นหม้อ แผ่รังสีอำมหิตห้ามใครเข้าใกล้เด็ดขาด
เวลานี้บริเวณนั้นช่างเงียบเชียบไร้ผู้คน หวังเซียงซิ่วรีบถลันตัวเข้าไปขวางหน้าทันที "โจวฉวินคะ"
โจวฉวินผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ สีหน้าแสดงความรังเกียจอย่างปิดไม่มิด "คุณมีธุระอะไร"
หวังเซียงซิ่วรีบงัดมารยาหญิงออกมาใช้ ใบหน้าสวยดูเศร้าสลดระคนตัดพ้อ เธอกระเง้ากระงอดเสียงอ่อนเสียงหวาน "ทำไมคุณถึงเย็นชากับฉันนักล่ะคะ โบราณว่าผัวเมียวันเดียวผูกพันไปร้อยวัน ฉันกับคุณลึกซึ้งกันปานจะกลืนกิน พอเวลาเปลี่ยนไป คุณก็ไม่เห็นค่าฉันแล้วหรือคะ"
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลยั่วยวน หวังเซียงซิ่วรู้จุดอ่อนดีว่าผู้ชายอย่างโจวฉวินแพ้ทางผู้หญิงที่ยอมศิโรราบและเทิดทูนเขาดั่งราชา
เธอกะพริบตาถี่ๆ ส่งสายตาหวานหยาดเยิ้ม "คุณไม่รู้หรอกว่าช่วงที่คุณหายไป ฉันทรมานใจแค่ไหน ฉันน่ะ... คิดถึงลีลาความองอาจของคุณจะแย่"
โจวฉวินมองท่าทางนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า "มีอะไรก็พูดมาตรงๆ ไม่ต้องมาทำตาวิบวับใส่ผม เห็นแล้วจะอ้วก"
เขาขยับถอยหลังหนีอีกก้าว มือล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาสะบัดดังพรึ่บ แล้วบรรจงเช็ดมือทีละนิ้วอย่างขยะแขยง
หวังเซียงซิ่วหน้าชาไปซีกหนึ่ง บ้าจริง! เธอยังไม่ทันรังเกียจความสกปรกโสโครกของเขาเลย เขาบังอาจมารังเกียจเธอก่อนหรือนี่
เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามข่มความอาย "คุณต้องใจร้ายขนาดนี้เลยหรือคะ"
โจวฉวินเหยียดยิ้มมุมปาก "พวกเรามันก็แค่ธุรกิจ ผมจ่ายเงินซื้อ คุณขายตัว จะมาถามหาความผูกพันบ้าบออะไร ผมไม่รังเกียจจนถีบส่งก็บุญหัวแล้ว น่าขำสิ้นดี มีอะไรก็รีบพูดมา จะมาขอร้องแทนชู้รักคนโปรดล่ะสิ บอกไว้เลยว่าไม่มีทาง!"
รอยยิ้มของเขาดูน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ แววตาฉายความอาฆาต "ในเมื่อมันกล้ามายุ่งกับเมียของผม ผมก็จะเอาให้มันจมดิน"
หวังเซียงซิ่วพยายามไกล่เกลี่ยเสียงหวาน "คุณอย่าทำรุนแรงถึงขนาดนั้นเลยค่ะ เชื่อว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ มันต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ๆ ขอแค่คุณ... ขอแค่คุณยอมปล่อยเขาไป จะให้ฉันทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ฉันยอมคุณทุกอย่างเลยค่ะ"
สายตาของเธอสื่อความนัยอย่างโจ่งแจ้ง ทว่าโจวฉวินกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง "ไสหัวไปให้พ้นๆ หน้าผม" เขากระแทกเสียง
"เห็นหน้าคุณแล้วผมขยะแขยง ท่าทางร่านๆ แบบนี้ ผมไม่เอาด้วยหรอก"
พูดจบเขาก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเดิมเช็ดถูใบหน้าอย่างแรง แล้วสะบัดก้นเดินหนีไป หวังเซียงซิ่วยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความคับแค้นใจ เขาด่าเธอว่าอะไรนะ ร่าน... อย่างนั้นหรือ
เมื่อก่อนไอ้ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่หรือที่พร่ำบอกว่าชอบลีลาแบบนี้ที่สุด พอเบื่อแล้วก็ถีบหัวส่ง สันดานผู้ชายมันก็เชื่อไม่ได้เหมือนกันหมด วันนี้บอกว่าเร้าใจ วันหน้ากลับด่าว่าน่ารังเกียจ
เธอจ้องมองแผ่นหลังของโจวฉวินตาเขม็ง นึกอยากจะหาไม้หน้าสามมาฟาดกบาลไอ้คนสารเลวนี่ให้ตายคาที่ เธอรับเงินเขาก็จริง แต่ถ้าดูสารรูปหน้าตาแบบเขา ถ้าไม่เอาเงินฟาดหัว ใครเขาจะยอมนอนด้วย แค่จะทำให้แม่ม่ายอย่างเธอหายเหงายังไม่มีปัญญาเลย ถุย!
ใบหน้าของหวังเซียงซิ่วมืดครึ้มลงทันตา แต่สติก็เตือนให้เธอนึกถึงเป้าหมายสำคัญ เธอไม่ได้มาเพื่อรื้อฟื้นถ่านไฟเก่า แต่เธอมาเพื่อต่อรองชีวิตคน หวังเซียงซิ่วกระทืบเท้าด้วยความเจ็บใจก่อนจะกัดฟันวิ่งตามไป โจวฉวินเดินจ้ำอ้าวไปไกลพอสมควรแล้ว
หวังเซียงซิ่ววิ่งกระหืดกระหอบจนทัน เธอรีบพูดดักคอ "โจวฉวิน คุณบอกมาสิว่าต้องการอะไรถึงจะยอมปล่อยไป๋เฟิ่นโต้ว คุณบอกมาคำเดียว ฉันหาให้ได้ทุกอย่าง ขอแค่คุณไปให้การกับแผนกรักษาความปลอดภัยว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ขอแค่คุณยอมพูดแค่นี้ ฉันยอมทำทุกอย่างจริงๆ นะคะ"
"ทำทุกอย่าง? คุณจะทำอะไรได้อีก ผมจะบอกให้นะหวังเซียงซิ่ว ตอนนี้ผมหมดอารมณ์กับผู้หญิงแล้ว หลีกไป!" โจวฉวินหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาสะบัดไล่ฝุ่นอีกครั้ง ท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์ยิ่งกว่าเดิม
ความอดทนของหวังเซียงซิ่วขาดผึง "คุณจะเลิกหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดนู่นเช็ดนี่สักทีได้ไหม ท่าทางเหมือนตุ๊ดไม่มีผิด!"
โจวฉวินตาเหลือกลาน เขาตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล "นังบ้า! หวังเซียงซิ่ว คุณกล้าดียังไงมาว่าผมแบบนี้ ดูท่าทางคุณคงไม่อยากจะช่วยผัวเก็บของคุณแล้วสินะ ผมจะทำอะไรมันก็เรื่องของผม คุณมายุ่งอะไรด้วย คุณคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่มาจากไหน ไปให้พ้น!"
วันนี้เขาตะคอกไล่เธอไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง หวังเซียงซิ่วไม่อยากเชื่อเลยว่าคนที่เคยพะเน้าพะนอเอาใจเธอเมื่อก่อน จะเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังเท้าได้ขนาดนี้ ขอบตาเธอร้อนผ่าวด้วยความโกรธระคนน้อยใจ
แต่เธอก็รู้ดีว่าตอนนี้ตนเองเป็นลูกไก่ในกำมือ จึงต้องรีบจัดการเจรจากับโจวฉวินให้จบ หากปล่อยยืดเยื้อแล้วสองพ่อลูกตระกูลไป๋โดนจับขังคุกขึ้นมา บ่อเงินบ่อทองของพวกเธอก็จะเหือดแห้งไปทันที
หวังเซียงซิ่วสูดหายใจลึก กัดฟันถามต่อ "งั้นคุณบอกมาสิว่าต้องทำยังไงคุณถึงจะยอมปล่อยไป๋เฟิ่นโต้ว"
เธอตัดสินใจพูดเปิดอก ไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป "ขอแค่คุณเสนอเงื่อนไขมา ฉันจะหาทางจัดการให้"
โจวฉวินแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "คุณรีดไถเงินจากผม แต่กลับเอาไปเปรนเปรอชู้รัก ช่างเป็นความรักที่ซาบซึ้งใจจริงๆ"
หวังเซียงซิ่วทำหูทวนลมไม่สนใจคำค่อนขอด เขาจะพูดยังไงก็เชิญ ขอแค่ดูที่ผลลัพธ์ก็พอ เธอเสนอข้อแลกเปลี่ยนด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ถ้าคุณถูกใจผู้หญิงคนไหน ฉันช่วยคุณหาช่องทางได้นะคะ..."
คิ้วเข้มของโจวฉวินขมวดมุ่น เขาพูดเสียงเย็นเยียบ "หวังเซียงซิ่ว ผมไม่ได้น่าสมเพชเหมือนคุณนะ ผมจะหาผู้หญิงสักคนทำไมต้องยืมมือคนอื่น"
ระดับเขาแล้ว เรื่องผู้หญิงมันง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย อีกอย่างช่วงนี้เขาหมดอารมณ์ทางเพศโดยสิ้นเชิง พอภาพผู้หญิงแวบเข้ามา ภาพผีผู้หญิงก็นลอยซ้อนทับขึ้นมาจนความรู้สึกหดหายไปหมด
"คุณไม่ต้องมาเสียเวลาพล่ามตรงนี้หรอก ยังไงผมก็จะเอาเรื่องไอ้ไป๋เฟิ่นโต้วให้ถึงที่สุด"
หวังเซียงซิ่วพยายามระงับอารมณ์โกรธของเขาแล้วใช้เหตุผลเข้าสู้
"คุณฟังฉันก่อนนะคะ คุณทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ถ้าไป๋เฟิ่นโต้วติดคุก คุณก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยไม่ใช่หรือคะ คุณอาจจะสะใจที่เห็นเขาพังพินาศ แต่ไป๋เฟิ่นโต้วกับคุณก็ไม่ได้มีความแค้นถึงขั้นฆ่าพ่อฆ่าแม่กันเสียหน่อย ถ้าเขาติดคุก คนอาจจะมองว่าคุณเป็นคนตรงไปตรงมาในช่วงแรก
แต่พอนานวันเข้าล่ะ ชื่อเสียงโจวฉวินเดิมทีก็... ไม่ค่อยจะสู้ดีอยู่แล้ว คราวนี้จะยิ่งแย่ลงไปอีก นอกจากเรื่องเจ้าชู้แล้วคนจะตราหน้าว่าคุณเป็นคนใจคอโหดเหี้ยมอำมหิต ดีไม่ดีชาวบ้านร้านตลาดอาจจะลือกันไปไกลว่าเมียคุณกับไป๋เฟิ่นโต้วมีอะไรในกอไผ่กันจริงๆ หรือเปล่า คุณถึงได้จงเกลียดจงชังอยากส่งเขาเข้าคุกขนาดนี้ โจวฉวิน ฉันรู้ว่าคุณเกลียดขี้หน้าไป๋เฟิ่นโต้ว
แต่คุณดูสภาพเขาตอนนี้สิ เขาก็ได้รับกรรมหนักหนาแล้วนะ คุณจำเป็นต้องบีบคั้นกันให้ตายกันไปข้างเลยหรือ ฉันพอจะเดาใจคุณออก คุณคงแค่อยากหาแพะมารับหน้าขายขี้หน้าแทนคุณ ตอนนี้ถ้าไม่เล่นงานไป๋เฟิ่นโต้วมันจะดีกว่าไหม ของลับของเขา... เอ่อ... แหลกเหลวไปแล้ว ชื่อเสียงเขาก็ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี ชาวบ้านคงมัวแต่นินทาเรื่องของเขาจนลืมเรื่องความสัมพันธ์ของคุณกับพวกแม่ม่ายไปหมดแล้ว
ทำไมคุณไม่ฉวยโอกาสนี้เรียกรับผลประโยชน์ล่ะ ถ้าสองพ่อลูกนั่นติดคุก บ้านของพวกเขาก็ต้องถูกยึดแล้วจัดสรรใหม่ คนที่จะย้ายมาอยู่ใหม่เป็นผีสางเทวดาที่ไหนก็ไม่รู้ คุณลองตรองดูให้ดีๆ เถอะ ถ้าทำแบบนั้นคุณจะไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเลยสักนิดเดียวนะ"
[จบบท]