บทที่ 243: ฉายาใหม่ของไป๋เฟิ่นโต้ว
สภาพของไป๋เฟิ่นโต้วในยามนี้ แม้ใบหน้าจะบวมปูดจนแทบดูเค้าเดิมไม่ออก แต่นั่นยังนับว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสภาพร่างกายส่วนอื่น แขนข้างหนึ่งของเขาถูกพันด้วยผ้าพันแผลหนาเตอะ ท่าทางการเดินดูแปลกพิกลคล้ายคนต้องหนีบขาเดิน สภาพกะเผลกทุลักทุเลดูน่าเวทนาเป็นที่สุด
กล่าวโดยสรุปก็คือ ภาพลักษณ์ของเขาในตอนนี้ช่างดูอนาถจนหาที่เปรียบไม่ได้ ส่วนไป๋เหล่าโถวผู้เป็นพ่อที่เดินตามมาติดๆ ก็มีสภาพย่ำแย่ไม่ต่างกัน บาดแผลบนร่างกายของชายชราไม่ได้น้อยไปกว่าลูกชายอย่างไป๋เฟิ่นโต้วเลย
ซ้ำร้ายดูเหมือนพลังชีวิตจะหดหายไปมากกว่าเสียด้วยซ้ำ จะมีก็แต่เพียงแม่ม่ายสาวพราวเสน่ห์อย่างหวังเซียงซิ่วที่เดินเคียงข้างมาด้วยเท่านั้น ที่ดูแล้วสภาพยังคงปกติดีและดูเจริญตากว่าใครเพื่อน
ในจังหวะที่คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันอย่างจวงจื้อซีและหมิงเหม่ยกำลังยืนอึ้งตะลึงงันกับภาพที่เห็น คนทั้งสามในสภาพสะบักสะบอมก็ได้เดินเข้ามาถึงระยะประชิดแล้ว จวงจื้อซีลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง
พลางเหลือบสายตาไปมองภรรยาสาวข้างกาย ทันใดนั้น หมิงเหม่ยก็ยืดอกเชิดหน้าขึ้นด้วยความมั่นใจ พร้อมส่งสายตามุ่งมั่นที่สื่อความหมายชัดเจนว่า 'ไม่ต้องกลัว ฉันจะคุ้มครองคุณเอง' ไปให้สามี
จวงจื้อซีเห็นท่าทางขึงขังของภรรยาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา โธ่ทูนหัว เขาไม่ได้ส่งสายตาเพื่อขอความช่วยเหลือเสียหน่อย
ดูเหมือนแม่กวางน้อยของเขาจะเข้าใจเจตนาผิดไปไกลโข แต่เอาเถอะ เข้าใจผิดก็ปล่อยให้เข้าใจผิดไป การมีภรรยาที่พร้อมจะปกป้องสามีแบบนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ จวงจื้อซีกระแอมไอเล็กน้อยเพื่อปรับสีหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นสั้นๆ
“พวกเราไปกันเถอะครับ”
ชายหนุ่มไม่มีความคิดที่จะหยุดทักทายสองพ่อลูกตระกูลไป๋เลยแม้แต่น้อย ในเมื่อคนพวกนี้เคยคิดวางแผนร้ายใส่เขา เขาก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องปั้นหน้าแสแสร้งแสดงความสุภาพตอบกลับ ความมีมารยาทนั้นมีไว้ใช้สำหรับวิญญูชนคนปกติ แต่กับคนประเภทนี้ ต่อให้มีมารยาทดุจผู้ดีตีนแดงก็คงไร้ความหมาย
จวงจื้อซีขึ้นคร่อมจักรยานคันเก่งแล้วออกแรงปั่นออกไปทันที จักรยานของเขาแล่นสวนทางผ่านกลุ่มสามคนนั้นไปอย่างรวดเร็ว เดิมทีไป๋เฟิ่นโต้วคาดหวังว่าอย่างน้อยจวงจื้อซีก็น่าจะหยุดรถเพื่อไถ่ถามอาการบาดเจ็บของเขาบ้างตามมารยาทของเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน
แต่กลับกลายเป็นว่าอีกฝ่ายทำเหมือนเขาเป็นธาตุอากาศ ความเย็นชานี้ทำให้ไป๋เฟิ่นโต้วรู้สึกขุ่นเคือง โดยที่เจ้าตัวคงลืมไปแล้วกระมังว่า ตนเองนั่นแหละที่เป็นคนเริ่มคิดแผนชั่วร้ายจะเล่นงานจวงจื้อซีก่อน
หรือต่อให้เขาจำได้ เขาก็คงไม่เก็บมาใส่ใจอยู่ดี เพราะในตรรกะอันบิดเบี้ยวของไป๋เฟิ่นโต้ว การกระทำของเขาเป็นเพียงการ 'ล้อเล่น' เพื่อสั่งสอนอีกฝ่ายเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้จะมีใครเก็บมาผูกใจเจ็บกัน
ในเมื่อบ้านตระกูลจวงกล้าไม่ไว้หน้าพี่สาวหวังเซียงซิ่วก่อน เขาก็ต้องสั่งสอนให้หลาบจำ ไป๋เฟิ่นโต้วยึดมั่นในความคิดนี้อย่างเหนียวแน่น ดังนั้นเขาจึงไม่เคยรู้สึกสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำเขายังปักใจเชื่อว่าผู้นำโรงงานและหัวหน้าแผนกหลิวแห่งแผนกรักษาความปลอดภัยจงใจกลั่นแกล้งเขา ถึงได้ทำให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โตขนาดนี้
ไม่อย่างนั้น ป่านนี้เขาคงได้รับการปล่อยตัวออกมาเดินปร๋อตั้งนานแล้ว ยิ่งตอนนี้มีคำสั่งย้ายให้พวกเขาสองพ่อลูกไปทำงานขัดส้วมและขนถ่ายสิ่งปฏิกูลที่ฝ่ายพลาธิการ มันช่างเป็นการลงโทษที่เกินกว่าเหตุและหยามเกียรติกันชัดๆ
ภายในใจของไป๋เฟิ่นโต้วนั้นอัดแน่นไปด้วยความไม่พอใจนับล้านคำ แต่ถึงเขาจะเป็นคนมุทะลุดุดัน เขาก็ยังพอมีสติรู้ตัวว่า ในสายตาของพวกระดับหัวหน้า เขาเป็นเพียงมดปลวกตัวเล็กๆ ที่ไร้ค่า จึงได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมไปก่อน แล้วค่อยหาลู่ทางขอย้ายงานในภายหลัง
คนมีความสามารถเปี่ยมล้นอย่างเขา ไม่มีทางที่จะต้องจมปลักอยู่กับการขัดส้วมขนขี้ไปตลอดชีวิตหรอก! ความจริงแล้ว ตลอดทางที่เดินกลับมานี้ อารมณ์ของเขาก็ขุ่นมัวอยู่แล้ว พอมาเจอกับท่าทีเมินเฉยของจวงจื้อซี ไฟโทสะในใจก็ยิ่งลุกโชน เขาถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างหยาบคายพร้อมกับสบถด่าไล่หลัง
“อย่าคิดว่าตอนนี้แกกำลังได้ใจ วันพระไม่ได้มีหนเดียวหรอกโว้ย ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
หวังเซียงซิ่วรู้สึกเอือมระอากับความโง่เขลาของผู้ชายคนนี้จริงๆ แต่ก็นั่นแหละ มีแต่ผู้ชายสมองทึบพรรค์นี้เท่านั้นที่เธอจะสามารถจูงจมูกและควบคุมให้อยู่ในกำมือได้ ดังนั้นต่อให้ในใจจะนึกดูแคลนแค่ไหน ภายนอกเธอก็ยังคงแสร้งทำตัวอ่อนหวานนุ่มนวลเอาใจ
“เอาล่ะค่ะ นายจะไปถือสาหาความอะไรกับคนพรรค์นั้น คนเขาฐานะดี เขาก็ย่อมดูถูกพวกเราคนหาเช้ากินค่ำเป็นธรรมดา”
ไป๋เฟิ่นโต้วถลึงตาด้วยความไม่พอใจ
“ทุกคนต่างก็เป็นชนชั้นกรรมาชีพเหมือนกัน เขาจะมาวิเศษวิโสดูถูกใครได้ พวกเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาสักหน่อย”
หวังเซียงซิ่วรู้สึกเหนื่อยหน่ายใจเหลือเกิน ร่างกายของเธอก็อ่อนล้าเต็มที เมื่อวานตอนที่ไปโรงพยาบาล เธอยังได้แอบทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆมาด้วย ซึ่งผลตอบแทนที่ได้นั้นคุ้มค่ากว่าที่ได้จากโจวฉวินเสียอีก
ตอนนี้ร่างกายของเธอยังรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอยู่เลย ผู้ชายแต่ละคนช่างมีลีลาและความทนทานไม่เหมือนกันจริงๆ เธอเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงหวานหยด
“เอาเถอะค่ะ พวกเรารีบกลับกันเถอะ ฉันยังต้องรีบไปทำงานอีก บ้านฉันฐานะแบบนี้ ไม่กล้าขาดงานให้โดนหักเงินหรอกนะคะ”
พอได้ยินหญิงสาวพูดจาน่าสงสารเช่นนี้ ความเป็นลูกผู้ชายของไป๋เฟิ่นโต้วก็พุ่งพล่าน เขาพยักหน้าอย่างเห็นอกเห็นใจ
“งั้นก็ได้ พวกเรารีบไปกันเถอะ”
เวลานี้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วนที่ผู้คนต่างพากันออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน พอเปิดประตูออกมาเห็นสภาพสามคนนี้ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางตรอก ชาวบ้านต่างก็พากันถอยหลังกรูดราวกับเห็นปีศาจร้าย
แม้ว่าเหตุการณ์นองเลือดจะเกิดขึ้นเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา แต่ความเร็วในการแพร่กระจายของข่าวสารในยุคนี้ มักจะรวดเร็วปานสายฟ้าแลบและเหนือความคาดหมายเสมอ
ดูเอาเถิด เช้าตรู่วันนี้ ทั้งตรอกซอย อย่าว่าแต่คนในบ้านพักรวมเลย แม้แต่บ้านพักข้างเคียงเขาก็รู้กิตติศัพท์กันหมดแล้ว สายตาของชายหนุ่มน้อยใหญ่ที่มองมายังไป๋เฟิ่นโต้วนั้น เต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนขาสั่น เพราะนี่คือ 'จอมโจรบีบไข่' ในตำนานเชียวนะ!
การต่อสู้ที่ไม่ได้เน้นเตะต่อย แต่เน้นการบีบขยี้จุดยุทธศาสตร์โดยเฉพาะ เป็นวิทยายุทธ์ที่โหดเหี้ยมอำมหิตอย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนในยุทธภพ
มันไม่ใช่แค่การเตะผ่าหมาก แต่มันคือการ 'บีบ' คุณลองจินตนาการดูสิ คำกริยาคำว่า 'บีบ' เนี่ย คิดดูแล้วมันช่างบ้าคลั่งและสยดสยองเพียงใดสำหรับลูกผู้ชาย เมื่อเห็นทุกคนพากันถอยหนี ไป๋เฟิ่นโต้วก็ยืนงงเป็นไก่ตาแตก
ไป๋เหล่าโถวและหวังเซียงซิ่วเองก็สับสนไม่เข้าใจสถานการณ์ คนหนึ่งไม่รู้เลยว่าวีรกรรมของลูกชายได้ถูกเล่าลือไปทั่วแล้ว ส่วนอีกคนก็เป็นสตรีเพศ ที่บ้านไม่มีสามี จึงไม่อาจเข้าถึงความหวาดกลัวระดับจิตวิญญาณของเหล่าชายฉกรรจ์ได้
ไป๋เฟิ่นโต้วเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“นี่มันเกิดบ้าอะไรกันเนี่ย”
เด็กหนุ่มตระกูลสุยที่อาศัยอยู่ในบ้านพักเดียวกัน ฝืนส่งยิ้มแห้งแล้งที่ดูเจื่อนสนิทออกมา แล้วพูดตะกุกตะกัก
“คะ...คือว่า ผม...ผมต้องรีบไปโรงเรียนก่อนนะครับ”
พูดจบ เขาก็ใส่เกียร์หมาวิ่งหายวับออกไปทันทีราวกับหนีผี
“โอ้ย ตายแล้ว ผมต้องไปทำงานแล้ว ไม่งั้นจะตอกบัตรไม่ทัน”
“ใช่ๆๆ สายแล้วๆ”
“โอ้ย ปวดท้องกะทันหัน ผมต้องรีบไป ต้องรีบไปหาห้องน้ำเข้าสักหน่อย”
“รอฉันด้วยสิเพื่อน ฉันก็เหมือนกัน”
“อ่า บังเอิญจัง ฉันก็ท้องเสียเหมือนกัน รีบไปรีบไป”
เหล่าผู้ชายอกสามศอกพอเห็นหน้าไป๋เฟิ่นโต้ว ก็ทำราวกับเห็นฆาตกรโรคจิต แต่ละคนหน้าซีดเผือด รีบขุดข้ออ้างสารพัดขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง แล้วพากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง รวดเร็วปานวายุพัดผ่าน ทุกคนต่างหายวับไปในพริบตา
ไป๋เฟิ่นโต้วมองโจวฉวินซึ่งเป็นบุคคลเดียวที่ยังคงยืนนิ่งดูสถานการณ์อยู่ตรงหน้า แล้วเลิกคิ้วถามด้วยความข้องใจ
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน พวกเขาเป็นอะไร”
โจวฉวินมองสำรวจไป๋เฟิ่นโต้วตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วหยุดสายตาเพ่งเล็งไปที่เป้ากางเกงของอีกฝ่ายอยู่นานถึง 3 วินาที อืม... ระยะเวลาของเขากับหมอนั่นก็คงพอๆ กันนั่นแหละ
เขาเงยหน้าขึ้นสบตาไป๋เฟิ่นโต้วอีกครั้ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกที่บาดลึกถึงทรวงใน
“พวกเขากลัวโดนนายบีบไข่ไงล่ะ”
ไป๋เฟิ่นโต้วเบิกตากว้าง ร้องเสียงหลงด้วยความตกตะลึง
“อะไรนะ!?”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปากอธิบายความบริสุทธิ์ใจ ก็เห็นโจวฉวินรีบกระโดดขึ้นจักรยานแล้วปั่นหายลับเข้าไปในตรอกอย่างรวดเร็ว ไป๋เฟิ่นโต้วโกรธจนควันแทบออกหู ตะโกนไล่หลังเสียงดังลั่น
“เดี๋ยวสิเฮ้ย! พวกเขาหมายความว่ายังไง ทำไมฉันถึงกลายเป็นคนวิปริตแบบนั้นไปได้ ฉันเป็นบ้าหรือไง ฉันจะไปบีบไอ้นั่นทำซากอะไร พวกแกไม่ขยะแขยง แต่ฉันขยะแขยงนะโว้ย!”
ไป๋เหล่าโถวหันขวับไปมองหน้าลูกชาย แล้วพูดแทงใจดำขึ้นมาดื้อๆ
“ก็เมื่อคืนแกไปบีบไข่อวี๋เป่าซานจนแตกไม่ใช่หรือไง”
ไป๋เฟิ่นโต้วถึงกับพูดไม่ออก จุกจนจ่อหอย จริงๆ เล้ย พ่อบังเกิดเกล้าของเขานี่ ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง แต่เรื่องพังเวทีลูกชายตัวเองนี่ถนัดนัก เป็นที่หนึ่งเลยทีเดียว เขาพยายามแก้ตัวเสียงอ่อย
“โธ่พ่อ... นั่นมันตอนหน้ามืดตามัวสู้กันชุลมุนนี่นา”
เขารู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง การทำร้ายร่างกายคู่ต่อสู้ตรงจุดยุทธศาสตร์แบบนั้นตอนตะลุมบอน มันดูไม่ค่อยสมศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเท่าไหร่ แต่นั่นมันเป็นเพราะมือไม้มันไปโดนเองไม่ใช่หรือไง
อีกอย่าง ของแบบนั้นถึงจะแตก มันก็ยังเย็บซ่อมแซมได้ เรื่องนี้พวกเขาก็ต้องมีความเชื่อมั่นในฝีมือหมอที่เป็นมืออาชีพหน่อยสิ! ไป๋เฟิ่นโต้วพยายามแก้ตัวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกใส่ร้าย
"โธ่... ผมไม่ได้เจตนาทำร้ายใครเสียหน่อย อีกอย่างหมอนั่นมันเป็นคนเริ่มก่อนนะ ถ้าเขาไม่พุ่งเข้ามาทำร้ายผมก่อน ป่านนี้ผมคงโดนตำรวจลากตัวไปเข้าซังเตนานแล้วไม่ใช่หรือไง นี่มันเป็นการป้องกันตัวชัดๆ"
ไป๋เฟิ่นโต้วร่ายยาวอย่างมีหลักการ (ในความคิดของเขาเอง) ไป๋เหล่าโถวผู้เป็นพ่อได้แต่แค่นเสียง "เฮอะ" ในลำคอ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยขัดอะไรลูกชายหัวแก้วหัวแหวน
หวังเซียงซิ่วที่เดินเคียงข้างมารู้สึกเหนื่อยหน่ายใจจนแทบอยากจะกรอกตามองบน เธอรีบเอ่ยตัดบทเพื่อจบการสนทนาที่ไร้สาระนี้
"เอาเถอะค่ะ รีบกลับไปพักผ่อนกันได้แล้ว ฉันเองก็ต้องรีบไปทำงานเหมือนกัน ขืนไปสายจะโดนหักเงินเอา"
ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอรู้ดีว่าคงหวังพึ่งพาสองพ่อลูกตระกูลไป๋ไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นเรื่องงานการเธอจึงขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว โชคดีเหลือเกินที่เมื่อวานตอนชุลมุนวุ่นวายที่โรงพยาบาล
เธอฉวยโอกาสหาเศษหาเลยเข้ากระเป๋ามาได้ก้อนหนึ่ง ไม่อย่างนั้นชีวิตวันข้างหน้าคงมืดมนยิ่งกว่าก้นถ่าน ผู้ชายรอบตัวเธอนี่ช่างพึ่งพาไม่ได้สักคนจริงๆ เฮ้อ... เธอถอนหายใจออกมาแผ่วเบาด้วยความปลงตก
ไป๋เฟิ่นโต้วรีบพยักหน้าสนับสนุนอย่างเอาใจ
"ใช่ๆๆ พี่ซิ่วต้องไปทำงานนี่นา คนขยันแบบพี่ต้องรีบไป"
แต่แล้วคำพูดประจบประแจงของเขาก็ต้องหยุดชะงักลงกะทันหัน ดวงตาที่บวมปูดข้างหนึ่งเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นสภาพความวินาศสันตะโรของห้องส้วมสาธารณะประจำตรอกที่พังครืนลงมาเป็นกองอิฐ
"อะ... นี่มัน... เกิดอะไรขึ้นเนี่ย!"
เขาเกาหัวแกรกๆ ที่มีผ้าพันแผลพันอยู่ ถามด้วยความงุนงงสุดขีด
"ทำไมส้วมถึงมีสภาพเละเทะแบบนี้ล่ะ ใครมันอุตริไปทำอะไรกับห้องส้วมเข้า"
หวังเซียงซิ่วตอบเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศปกติ
"ก็ฝีมืออวี๋เป่าซานนั่นแหละค่ะ"
เธอหมดอารมณ์ที่จะอธิบายเรื่องราวซับซ้อนให้มากความ จึงพูดตัดบทว่า
"พวกคุณยืนดูกันไปก่อนเถอะ ฉันจะรีบกลับบ้านไปกินข้าวรองท้องสักคำ แล้วต้องรีบไปตอกบัตรแล้ว"
พูดจบเธอก็รีบจ้ำอ้าวหนีไปทันที เธอทนไม่ไหวอีกต่อไปและจะไม่ยอมเสียเวลาอันมีค่าอยู่ที่นี่กับคนสติไม่เต็มเต็งพวกนี้อีก ไป๋เฟิ่นโต้วรีบตะโกนไล่หลัง
"พี่ซิ่วรอเดี๋ยวสิครับ! พวกเราเดินกลับไปด้วยกัน อุ่นใจกว่านะ"
คนทั้งสามเดินเรียงเดี่ยวตามกันเข้าไปในลานบ้านเรือนสี่ประสาน ในเวลานั้นเหลียงเหม่ยเฟินกำลังนั่งซักผ้ากองโตอยู่ในลานบ้านพอดี พอเงยหน้าขึ้นมาปะทะเข้ากับใบหน้าอันบวมปูดและท่าเดินกะเผลกของไป๋เฟิ่นโต้ว เธอก็อดไม่ได้ที่จะกรีดร้องออกมาสุดเสียงราวกับเห็นผี
"กรี๊ด!!! ช่วยด้วย ผีหลอก!"
เสียงกรีดร้องแหลมสูงระดับทำลายล้างแก้วหูนี้ เรียกให้ทุกคนในบ้านพักต่างพากันเปิดประตูออกมาดูด้วยความแตกตื่น พอเห็นว่าเป็นสองพ่อลูกตระกูลไป๋ยืนทำหน้าถมึงทึงอยู่ ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่พวกเขาเป็นจุดเดียว ไป๋เฟิ่นโต้วตวาดถามเสียงขุ่นด้วยความรำคาญ
"เธอจะร้องหาพระแสงอะไรไม่ทราบ!"
เขาขมวดคิ้วมุ่นจนหน้าย่น รู้สึกเกลียดขี้หน้าภรรยาของจวงจื้อหย่วนคนนี้เข้าไส้ หล่อนมันก็เป็นแค่ 'ปีศาจบ้าช่วยน้องชาย' ที่วันๆ เอาแต่ขโมยของบ้านสามีไปปรนเปรอให้น้องชายตัวเอง
แถมยังชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ วันๆ เอาแต่โวยวายไร้สาระ ช่างไร้การศึกษาและมารยาทจริงๆ ใครที่โชคร้ายแต่งงานกับผู้หญิงพรรค์นี้ถือว่าทำกรรมมาหนักหนา
เขามองเหลียงเหม่ยเฟินด้วยสายตาดูแคลนเหยียดหยาม แต่เหลียงเหม่ยเฟินในเวลานี้หารู้สึกรู้สาไม่ เธอตะโกนลั่นบ้านเพื่อประกาศข่าวใหญ่
"ทุกคนคะ! ไอ้จอมโหดไป๋เฟิ่นโต้วกลับมาแล้ว!"
สิ้นเสียงประกาศ คราวนี้ผู้คนยิ่งแห่กันออกมามุงดูมากกว่าเดิม แม้แต่คนจากลานบ้านข้างเคียงก็เริ่มชะโงกหน้าหรือเดินลัดเลาะมาดู ต้องยอมรับเลยว่า การปรากฏตัวของไป๋เฟิ่นโต้วในตอนนี้เป็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าเสือโคร่งในสวนสัตว์เสียอีก
เพราะเสือกินคนนั้นเป็นเรื่องของสัญชาตญาณสัตว์ป่า แต่การที่มนุษย์อย่างไป๋เฟิ่นโต้วไล่บีบไข่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันจนแหลกเหลวนั้น เป็นปรากฏการณ์หายากระดับตำนาน
สายตาที่ทุกคนมองมายังไป๋เฟิ่นโต้วนั้นผสมปนเปไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ทั้งความดูถูกเหยียดหยาม ความประหลาดใจ และความระแวดระวังภัยขั้นสูงสุด เพราะกลัวว่าเขาจะเกิดอาการคลุ้มคลั่งเลือดขึ้นหน้า แล้วกระโดดเข้าใส่เป้ากางเกงใครอีก
เรื่องแบบนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ก็ดูประวัติวีรกรรมสิ นี่คือไป๋เฟิ่นโต้วเชียวนะ บุรุษผู้เคยดำดิ่งสู่บ่อขี้และผู้พิฆาตกล่องดวงใจจนแตกละเอียด
ท่ามกลางความหวาดระแวงของฝูงชน คนที่กล้าหาญชาญชัยที่สุดก็ยังคงต้องยกให้จ้าวชุ่ยฮวา หญิงแกร่งแห่งลานบ้าน เธอเดินฝ่าวงล้อมออกมาด้วยท่วงท่าดุจนางพญาแล้วเอ่ยถามเสียงดัง
"อ้าว ไป๋เฟิ่นโต้ว ทำไมนายถึงกลับมาเร็วนักล่ะ นี่รักษา 'ตรงนั้น' หายดีแล้วรึไง"
สายตาอันแหลมคมของเธอจ้องเป็งไปยังเป้ากางเกงของเขาอย่างไม่วางตา แล้วเหน็บแนมต่อ
"ได้ข่าวว่าแตกละเอียดขนาดนั้น รักษาหายเร็วจังนะ สงสัยหมอจะเทวดาจริงๆ"
มิน่าล่ะ โรงพยาบาลนี้ถึงได้ชื่อว่าเป็นโรงพยาบาลชั้นนำ อีกหน่อยคงมีคนแห่กันมารักษาโรคไข่แตกกันทั่วบ้านทั่วเมืองเป็นแน่
เธอรุกไล่ต่อด้วยคำถามแทงใจดำ
"ไม่ใช่ว่านายไปก่อเรื่องชกต่อยจนโดนจับไปอีกรอบหรือไง ทำไมตำรวจถึงปล่อยตัวกลับมาเร็วนักล่ะ หรือหนีมา"
ไป๋เฟิ่นโต้วรู้สึกเหมือนโดนฉีกหน้ากลางธารกำนัล จึงรีบโต้แย้งเสียงแข็ง
"ป้าจ้าว! ป้าพูดจาแบบนี้ระวังปากหน่อย อะไรคือไปมีเรื่องอีก เรื่องนั้นผมเป็นผู้บริสุทธิ์นะ ป้าอวี๋ต่างหากที่เป็นคนเริ่มลงมือบ้าคลั่งก่อน ผมก็แค่ป้องกันตัวตอบโต้กลับไปเท่านั้น อีกอย่าง ผมสาบานเลยว่ายังไม่ได้แตะต้องตัวอวี๋เป่าซานแม้แต่ปลายก้อย
มันต่างหากที่คว้าเก้าอี้มาฟาดกบาลผม ป้าแหกตาดูหัวผมนี่สิ โดนมันฟาดจนหัวแตกเลือดอาบขนาดนี้ การที่ผมตอบโต้กลับไปมันก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ใช่เหรอ ใครโดนตีแล้วยืนบื้อให้เขาตีฝ่ายเดียวก็มีแต่คนปัญญาอ่อนเท่านั้นแหละ"
คำแก้ตัวนี้ฟังดูมีน้ำหนักและสมเหตุสมผลอยู่บ้าง
แต่ทว่า...
จ้าวชุ่ยฮวาหรี่ตามองดูผ้าพันแผลบนศีรษะของเขาด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
"แผลของแกเพิ่งสดๆ ร้อนๆ เมื่อวาน วันนี้ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วรึ"
ต่อให้หมอจะเก่งกาจสามารถแค่ไหน ก็ไม่น่าจะรักษาแผลฉกรรจ์ให้หายได้รวดเร็วปานกามนิตหนุ่มขนาดนี้นะ ไป๋เฟิ่นโต้วเริ่มมีอาการเลิ่่กลั่ก ท่าทีอึกอักไม่เป็นธรรมชาติปรากฏชัด จ้าวชุ่ยฮวาไม่ปล่อยโอกาส ไล่ต้อนทันที
"ทำไมทำหน้าอย่างนั้น หรือว่ามีอะไรปิดบัง มีตื้นลึกหนาบางสินะ"
ไป๋เฟิ่นโต้วตอบเสียงอ้อมแอ้มแก้เกี้ยว
"จะมีตื้นลึกหนาบางอะไรกันเล่า ป้าน่ะคิดมากฟุ้งซ่านไปเอง ถึงผมจะบาดเจ็บ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องนอนติดเตียงออกจากโรงพยาบาลไม่ได้นี่นา อีกอย่างผมเป็นชายหนุ่มฉกรรจ์ เลือดลมกำลังดี ร่างกายแข็งแรงกำยำ จำเป็นต้องนอนซมให้เปลืองเตียงโรงพยาบาลด้วยหรือไง ผมกลับมาทายาแดงพักฟื้นที่บ้านก็ได้ ประหยัดด้วย"
"แกเป็นหนุ่มฉกรรจ์น่ะใช่ แต่พ่อแกไม่ใช่หนุ่มๆ แล้วนะ ตาเฒ่าไป๋ อายุอานามปูนนี้แล้ว ไม่อยู่รักษาตัวที่โรงพยาบาลให้หายขาด จะไหวเรอะ เกิดเป็นอะไรขึ้นมากลางทางจะทำยังไง"
จ้าวชุ่ยฮวาเริ่มสวมวิญญาณนักสืบขาเม้าท์ประจำซอย แม้ว่าคนบ้านตระกูลไป๋จะเป็นที่รังเกียจ แต่เรื่องชาวบ้านคืองานหลักของเธอ ไม่มีอะไรมาขัดขวางความอยากรู้อยากเห็นนี้ได้
คนเรานี่นะ ว่างก็คือว่าง ต้องหาเรื่องคุย
ในขณะที่จ้าวชุ่ยฮวากำลังซักไซ้ไล่เลียงราวกับตำรวจสอบสวนอยู่นั้น สองพ่อลูกตระกูลไป๋ยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ ป้าโจวคู่ปรับตลอดกาลก็โผล่หน้าออกมาจากฝูงชน แล้วพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
"เฮอะ จะมีอะไรซะอีก ก็เงินหมดตูด เลยโดนเขาถีบหัวส่งออกมาละสิท่า"
สองพ่อลูกคู่นี้จนกรอบยิ่งกว่าข้าวเกรียบว่าว เงินทองที่มีก็นำไปประเคนให้แม่ผัวลูกสะใภ้แม่ม่ายนั่นจนหมดตัว ต้องเป็นเพราะไม่มีปัญญาจ่ายค่ารักษาพยาบาลแน่นอน ฟันธง!
ป้าโจวมั่นใจว่าตนเองมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของปัญหา ไป๋เฟิ่นโต้วได้ยินดังนั้นก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง เส้นเลือดปูดโปน
"เฮ้ย! ป้าโจว ป้าหุบปากเน่าๆ เดี๋ยวนี้เลยนะ ป้าพูดจาภาษาอะไร ทำไมถึงได้ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นหน้าด้านๆ แบบนี้ ผมจะโดนไล่ออกมาเพราะไม่มีเงินได้ยังไง ทางโรงงานเขาใจป้ำออกเงินสำรองจ่ายให้ผมหมดแล้วโว้ย ป้าอย่ามาพูดมั่วซั่วถ้าไม่รู้ความจริง ผมว่าปากป้านี่เน่าเหม็นเหมือนบ่อขี้หลังบ้านไม่มีผิด ดีแต่พ่นเรื่องไร้สาระออกมาวันๆ"
ป้าโจวโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ชี้หน้าด่ากลับทันควัน
"ไอ้เด็กเวรตะไล! ไอ้ลูกทรพี! แกด่าใครห๊ะ แกเชื่อไหมว่าฉันจะข่วนหน้าแกให้เละเป็นโจ๊ก คอยดูสิ คนอื่นอาจจะกลัวแกบีบไข่ แต่ฉันไม่กลัวหรอกโว้ย เพราะฉันไม่มีไข่ให้แกบีบ! ถ้าแกกล้ามาทำบ้าๆ กับฉัน ฉันจะสู้ยิบตา เล่นงานแกให้ตายกันไปข้างเลยคอยดู!"
คำประกาศศักดาเรื่องไม่มีไข่ของป้าโจวทำเอาคนทั้งลานบ้านเกือบหลุดขำ เธอไม่ใช่พวกเด็กหนุ่มขวัญอ่อนพวกนั้น ยายแก่อย่างเธอผ่านโลกมาอย่างโชกโชน อะไรที่ยังไม่เคยเห็นบ้าง ไป๋เฟิ่นโต้วถึงกับผงะ ชี้หน้าด่าตะกุกตะกัก
"ป้า... ป้านี่มัน... หยาบคายที่สุด!"
เขารู้สึกว่ายายแก่นี่ปากคอเราะร้ายและหน้าด้านเหนือคำบรรยาย เขาจ้องมองป้าโจวเขม็งด้วยความแค้น พลางนึกย้อนไปถึงคำเตือนอันน่ากลัวของหัวหน้าแผนกหลิว จึงได้แต่สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อระงับเพลิงโทสะที่กำลังลุกโชนในอก ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงลดมือลง ชี้หน้าคาดโทษป้าโจวแล้วพูดเสียงสั่น
"ผมเห็นว่าป้าแก่จนจะลงโลงแล้วหรอกนะ เลยไม่อยากถือสาหาความกับคนแก่เลอะเลือน!"
ป้าโจวยิ้มเยาะอย่างได้ใจที่เห็นอีกฝ่ายยอมถอย
"แกสู้ฝีปากฉันไม่ได้ ก็เลยกลัวหัวหดละสิ ไอ้ขี้แพ้!"
เธอเชิดหน้าขึ้นสูงอย่างผู้ชนะ ทำเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างยโสโอหัง ราวกับไก่ชนตัวเมียที่เพิ่งจิกคู่ต่อสู้จนวิ่งหนีป่าราบ ไป๋เฟิ่นโต้วถ่มน้ำลายลงพื้นระบายอารมณ์
"ถุย!"
เขาไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับยายแก่ปากตลาดนี่อีก จึงหันหลังเตรียมจะเดินหนีเข้าบ้านตัวเอง แต่ทว่าพอเดินไปถึงหน้าประตูบ้าน เขาก็ต้องกรีดร้องเสียงหลงออกมาด้วยความช็อกสุดขีด
"คุณพระช่วยกล้วยทอด! ใครทำเนี่ย! นี่มันฝีมือใคร!"
ภาพที่เห็นคือกระจกหน้าต่างบ้านของเขา ทุกบานถูกทุบจนแตกละเอียดไม่มีเหลือชิ้นดี เศษกระจกกระจายเกลื่อนพื้นราวกับเพิ่งผ่านสงคราม
สองพ่อลูกตระกูลไป๋โกรธจนเต้นเร่าๆ ราวกับเจ้าเข้า
"ไอ้ชาติชั่วคนไหนมันทำเรื่องระยำตำบอนแบบนี้! ช่างเลวทรามต่ำช้าจริงๆ จิตใจทำด้วยอะไร ทำไมฟ้าไม่ผ่าให้มันตายๆ ไปซะ!"
ทั้งสองคนตะโกนด่าทอสาปแช่งด้วยความโกรธแค้นจนเสียงแหบแห้ง แต่ป้าโจวผู้ยืนกอดอกดูผลงานอยู่ข้างหลังก็หาได้สะทกสะท้านไม่ เธอก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างองอาจ แล้วประกาศกร้าวด้วยความภาคภูมิใจ
"ฉันทำเอง! มีปัญหาอะไรไหม! ฉันจะทุบกระจกบ้านแกไม่ได้รึไง! พวกแกไม่ลองใช้สมองส่วนที่เหลืออันน้อยนิดคิดดูบ้างล่ะว่าพวกแกทำเรื่องบัดซบอะไรไว้บ้าง ถ้าฉันไม่สั่งสอนพวกแกบ้าง พวกแกคงคิดว่าคนตระกูลโจวรังแกง่าย คิดว่าลูกสะใภ้ตระกูลโจวเป็นขนมหวานให้พวกแกเคี้ยวเล่นง่ายๆ สินะ วันนี้แหละแม่จะจัดให้สาสม!"
[จบบท]