บทที่ 246: ดอกไม้งามกลางดงหนาม
จ้าวชุ่ยฮวายืนอยู่หน้าเชือกตากผ้า แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าที่เรียบเฉยของเธอ ขณะที่มือก็สะบัดผ้าเสียงดัง พรึ่บ ก่อนจะตากลงบนเชือกด้วยท่วงท่าที่ดูสบายๆ ไร้ความกังวล เธอกล่าวตอบข้อข้องใจของเพื่อนบ้านด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจ
“ไม่เสียเงิน”
เธอยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกหมั่นไส้อย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะเอ่ยต่อ
“เมื่อกี้เธอไม่ได้สังเกตเหรอว่าฉันไม่ได้หยิบเงินออกมาสักแดงเดียว ฉันใช้วิธีแลกเปลี่ยนเอาน่ะ”
พูดจบเธอก็หันกลับไปสนใจเสื้อผ้าในตะกร้า หยิบขึ้นมาสะบัดและตากทีละชิ้นอย่างใจเย็น ราวกับว่าโลกนี้มีเพียงเธอกับกองผ้าเท่านั้น
ป้าซูที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้แต่มองด้วยความขัดใจ เธอกัดริมฝีปากล่างแน่นจนเกือบห้อเลือด ในใจเต็มไปด้วยความริษยาและขุ่นเคือง
คนกันเองแท้ๆ อยู่ลานบ้านเดียวกันมาตั้งนาน ทำไมมีช่องทางดีๆ แล้วต้องปิดบังกันด้วย? ยัยจ้าวชุ่ยฮวาคนนี้ช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ น้ำใจไมตรีไม่เคยมีให้เพื่อนบ้านเลยสักนิด ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดด้วยความเงียบงัน เสียงใสกระจ่างดุจนกขมิ้นก็ดังแทรกขึ้นมา
“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าสหายไป๋เฟิ่นโต้วอยู่ไหมคะ”
เสียงนั้นดึงความสนใจของจ้าวชุ่ยฮวาและป้าซูให้หันไปมองพร้อมกันที่หน้าประตูใหญ่ ปรากฏร่างของหญิงสาววัยแรกแย้ม หน้าตาสะสวยผิวพรรณผ่องใส อายุอานามน่าจะราวๆ ยี่สิบปี หรืออาจจะอ่อนกว่านั้นเล็กน้อย
เธอสวมเสื้อเชิ้ตลายดอกไม้เล็กๆ ที่กำลังเป็นที่นิยม ตัดกับกระเป๋าสะพายข้างสีเขียวทหารใบใหญ่ที่ปักอักษร ‘เพื่อรับใช้ประชาชน’ ผมยาวดำขลับถูกถักเป็นเปียสองข้างพาดลงมาที่หน้าอก ดูเรียบร้อยและทันสมัยในเวลาเดียวกัน
รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสะอาดสะอ้านและจักรยานคันงามที่เธอเข็นมา บ่งบอกได้ทันทีว่าเป็นลูกผู้ดีมีสกุล เสียงความเคลื่อนไหวหน้าประตูทำให้โจวหลี่ซื่อ หรือป้าโจว ที่หูไวยิ่งกว่าเรดาร์รีบพุ่งตัวออกมาจากห้องพักทันที
จะไม่ให้รีบได้อย่างไร ในเมื่อร้อยวันพันปีไม่เคยมีสาวงามย่างกรายมาถามหาเจ้าหนุ่มบ้านตระกูลไป๋เลยสักคน อย่าว่าแต่สาวงามระดับนี้เลย แม้แต่แม่ม่ายลูกติดหรือยายแก่หนังเหี่ยวก็ยังไม่อยากจะเฉียดใกล้ห้องของสองพ่อลูกนั่น
หน้าร้อนแบบนี้แม้แต่ยุงตัวเมียยังรังเกียจที่จะบินเข้าไปดูดเลือดพวกเขาด้วยซ้ำ แต่แม่หนูคนนี้ช่างดูสดใสราวกับดอกไม้แรกแย้ม มองปราดเดียวก็รู้ว่าพื้นฐานครอบครัวต้องดีมากแน่ๆ หญิงสาวถามย้ำอีกครั้งด้วยรอยยิ้มการค้า
“คุณป้าคะ สหายไป๋เฟิ่นโต้วพักอยู่ที่ลานบ้านนี้ใช่ไหมคะ”
แม้ใบหน้าจะยิ้มแย้ม แต่ในใจของเธอกลับกำลังบ่นกระปอดกระแปด
‘ป้าพวกนี้นี่ยังไง จ้องฉันตาไม่กระพริบเลย ไม่เคยเห็นคนสวยหรือไงกัน ช่างบ้านนอกเสียจริงเชียว’
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะชี้มือไปทางห้องปีกด้านหนึ่ง
“ห้องนั้นแหละ”
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วตะโกนเรียกเจ้าของชื่อเสียงดังลั่นลานบ้าน
“ไป๋เฟิ่นโต้ว! มีสาวมาหาแน่ะ!”
โจวหลี่ซื่อไม่รอช้า รีบฉวยโอกาสนี้เข้ามาประชิดตัวสาวน้อยเพื่อซักไซ้ไล่เลียงทันที ดวงตาสามเหลี่ยมของเธอกวาดมองสำรวจหญิงสาวอย่างพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้า
“แม่หนู เธอเป็นใครมาจากไหนกันล่ะเนี่ย”
เธอหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะโพล่งคำถามที่คาใจออกมา
“หรือว่าเธอเป็นคู่ดูตัวของเจ้าไป๋เฟิ่นโต้ว?”
คำถามนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวแข็งค้างไปทันที ใบหน้าสวยหวานเริ่มบึ้งตึง เธอรีบแก้ตัวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“คุณป้าคะ อย่าพูดจาเลอะเทอะสิคะ เรื่องดูตัวอะไรนั่นไม่มีหรอกค่ะ ฉันเป็นเจ้าหน้าที่จากห้องพยาบาลของโรงงาน วันนี้ได้รับมอบหมายให้มาฉีดยาและให้น้ำเกลือสหายไป๋เฟิ่นโต้วกับคุณพ่อของเขาต่างหาก”
เธอขยับสายกระเป๋าสะพายให้เห็นอุปกรณ์การแพทย์ที่ตุงอยู่ด้านในชัดๆ
“ฉันมาทำงานค่ะ”
ความจริงแล้ว ทางโรงพยาบาลไม่อยากรับเคสนี้ไว้รักษาตัวที่โรงพยาบาล และหัวหน้าแผนกหลิวเองก็ไม่อยากให้เรื่องน่าอับอายขายขี้หน้าของพนักงานในสังกัดไปแพร่กระจายที่นั่น จึงตัดสินใจรับภาระนี้มาจัดการเอง โดยให้เจ้าหน้าที่ห้องพยาบาลมาให้บริการถึงบ้านทุกวัน
แน่นอนว่าบริการพิเศษแบบนี้ต้องมีค่าใช้จ่าย แต่มันก็คุ้มค่าและสะดวกสบายกว่ามากสำหรับผู้ป่วย
ถ้าไม่ใช่เพราะคนเจ็บเป็นผู้ชายอกสามศอกเหมือนกัน หัวหน้าแผนกหลิวคงไม่ยื่นมือเข้ามาวุ่นวายขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะสิทธิพิเศษทางเพศ แต่เป็นเพราะตำแหน่งที่บาดเจ็บของสองพ่อลูกตระกูลไป๋นั้นมัน... ค่อนข้างละเอียดอ่อนและสาหัสจนแทบจะใช้งานการไม่ได้อีก หัวหน้าแผนกหลิวจึงอดเวทนาไม่ได้
ลองจินตนาการภาพชายสองคนต้องเดินหนีบขาค่อยๆ กระย่องกระแย่งไปโรงพยาบาลทุกวันสิ มันคงทุลักทุเลพิลึก ดังนั้นการส่งเจ้าหน้าที่มาบริการถึงที่จึงเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด โชคดีที่ช่วงนี้งานที่ห้องพยาบาลไม่ค่อยชุกชุมนัก
และผู้โชคดีที่ได้รับภารกิจนี้ก็คือ เถาอวี้เย่ พนักงานเก็บเงินหน้าใหม่ของห้องพยาบาลนั่นเอง ถ้าเป็นบ้านของระดับหัวหน้าโรงงาน พนักงานคนอื่นคงแย่งกันหัวร้างข้างแตกเพื่อมาให้บริการ
แต่พอเป็นบ้านตระกูลไป๋ ความกระตือรือร้นของทุกคนก็ลดฮวบจนติดลบ แม้จะอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครอยากลดตัวลงมาบริการสองพ่อลูกคู่นี้ เพราะพวกเขามองว่ามันไม่คุ้มค่าเหนื่อย
หวยจึงมาออกที่เถาอวี้เย่ ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเธอเป็นน้องใหม่ล่าสุดของแผนกนี่นา แม้ตำแหน่งของเธอจะเป็นพนักงานเก็บเงินเหมือนกับที่จวงจื้อซีเคยทำ แต่เส้นทางของทั้งสองคนนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว จวงจื้อซีสอบเข้ามาด้วยความสามารถล้วนๆ ในยุคที่ตำแหน่งนี้ต้องการเพียงคนเก่งคณิตศาสตร์และมีความรอบคอบ
แต่เถาอวี้เย่เข้ามาได้เพราะเส้นสายของหมอหวังผู้เป็นน้าชาย หลังจากที่จวงจื้อซีย้ายออกไป หมอหวังก็รีบวิ่งเต้นฝากฝังหลานสาวเข้ามาแทนที่ทันที แต่เนื่องจากกรอบอัตรากำลังคนของโรงงานเต็ม เธอจึงมีสถานะเป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราว
แถมเงื่อนไขการรับคนในตอนนี้ยังเข้มงวดกว่าเมื่อสามปีก่อนมาก ต้องมีวุฒิทางการแพทย์หรือจบโรงเรียนพยาบาลเท่านั้นถึงจะเข้ามาทำได้
ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว โอกาสดีๆ ไม่ได้หาง่ายเหมือนก่อน นโยบายส่งเสริมเยาวชนลงสู่ชนบททำให้การหางานในเมืองยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ถ้าไม่มีเส้นสายที่แข็งแกร่งจริงๆ อย่าหวังเลยว่าจะได้ทำงานสบายๆ ในโรงงานใหญ่โตแบบนี้
การที่เถาอวี้เย่ได้เข้ามาทำงานที่ห้องพยาบาล แม้จะเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว แต่ก็ถือเป็นโอกาสทองที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน ถ้าเธอทำผลงานได้ดี ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการพิจารณาบรรจุเป็นพนักงานประจำในอนาคต แต่ถ้าไม่... เธอก็คงต้องเป็นลูกจ้างชั่วคราวไปตลอด
แต่ถึงจะเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว การได้สวมชุดกาวน์ขาวเดินในโรงงานระดับประเทศก็เป็นหน้าเป็นตามากพอแล้ว
หมอหวังผู้เป็นน้าหวังดี อยากให้หลานสาวแสดงความขยันขันแข็งให้เป็นที่ประจักษ์ จึงอาสาส่งเธอมาทำงานนอกสถานที่ โดยหารู้ไม่ว่าเถาอวี้เย่นั้นไม่ได้เต็มใจเลยสักนิด
เธอจบจากโรงเรียนสาธารณสุขก็จริง แต่ผลการเรียนเรียกได้ว่าถูๆ ไถๆ ทักษะการรักษาก็งูๆ ปลาๆ พอต้องมาทำงานที่ต้องใช้ความรับผิดชอบและทักษะ เธอจึงรู้สึกกดดันและไม่พอใจ
แต่เถาอวี้เย่ก็ไม่ใช่คนโง่ เธอรู้ดีว่าการรักษาภาพพจน์เป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งในหมู่บ้านพักพนักงานที่มีแต่คนปากหอยปากปูแบบนี้ ถ้าเธอทำตัวไม่ดี ชื่อเสียงอาจจะป่นปี้จนหาแฟนดีๆ ไม่ได้ เป้าหมายของเธอคือการจับผู้ชายที่มีหน้าที่การงานมั่นคงและฐานะดีมาเป็นคู่ชีวิต
ดังนั้นเธอจึงต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มและทำตัวเป็นพยาบาลผู้แสนดีต่อไป เถาอวี้เย่กวาดตามองสภาพห้องพักของตระกูลไป๋ด้วยความระอา
“คุณป้าคะ ใช่ห้องนี้แน่เหรอคะ”
สภาพกระจกหน้าต่างที่แตกเป็นรูโบ๋จนต้องเอาลังกระดาษมาปิดไว้นั่นมันอะไรกัน ทำไมถึงไม่รู้จักซ่อมแซมให้มันดูดีกว่านี้หน่อยนะ
เธอแอบเบ้ปากด้วยความรังเกียจ แต่ก็ยังรักษามาดนางพยาบาลผู้อารีไว้ได้
“คุณลุงไป๋ สหายไป๋เฟิ่นโต้วคะ อยู่ไหมคะ”
เสียงตอบรับดังลอดออกมาจากในห้องด้วยความหงุดหงิด
“ใครวะ หนวกหูจริง คนจะหลับจะนอน”
ไป๋เฟิ่นโต้วที่กำลังนอนกลางวันสะดุ้งตื่นด้วยความรำคาญ เขาชะโงกหน้าผ่านรูหน้าต่างที่แตกออกมาดูต้นเสียง วินาทีนั้นเอง โลกของเขาก็หยุดหมุน
ภาพหญิงสาวแสนสวยยืนอยู่กลางแสงแดด ทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า เลือดลมในกายสูบฉีดแรงจนหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู ลิ้นที่เคยปากดีกลับพันกันจนพูดไม่เป็นภาษา
“คะ... คุณ... คุณเป็นใครครับ? มะ... มาหาผมเหรอ? ผะ... ผม... ผมนี่แหละครับไป๋เฟิ่นโต้ว”
ให้ตายเถอะสวรรค์ นางฟ้าชัดๆ เถาอวี้เย่ยิ้มหวานตามมารยาท
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเถาอวี้เย่ มาจากห้องพยาบาลโรงงานค่ะ”
“ห๊ะ... หะ... ห้องพยาบาล?”
ไป๋เฟิ่นโต้วทวนคำเสียงหลง สมองยังคงประมวลผลไม่ทัน ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ห้องพยาบาลโรงงานมีนางฟ้าสวยหยาดเยิ้มขนาดนี้มาทำงาน? ความสงสัยตีกันยุ่งในหัว แต่สัญชาตญาณความเป็นชายสั่งให้เขารีบต้อนรับขับสู้ทันที
“เชิญ... เชิญเข้ามาข้างในก่อนครับคุณพยาบาล!”
ไป๋เฟิ่นโต้วจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าตาค้าง อาการของเขาในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับสุนัขตัวโตที่กระดิกหางระริกด้วยความดีใจเมื่อเห็นเจ้าของถือซาลาเปาเนื้อเดินเข้ามา
“คะ... คุณ... คุณ... คุณเป็นคนมาใหม่เหรอครับ”
เถาอวี้เย่ลอบเบ้ปากในใจขณะประเมินชายหนุ่มตรงหน้า
‘เหอะ ไป๋เฟิ่นโต้วคนนี้ นอกจากชื่อเสียงจะเน่าเฟะนิสัยไม่ดีตามที่เขาเล่าลือกันแล้ว ตัวจริงยังเป็นไอ้หนุ่มติดอ่างอีกด้วยเหรอเนี่ย น่าสมเพชชะมัด’
ในขณะที่เถาอวี้เย่กำลังวิพากษ์วิจารณ์เขาในใจ ไป๋เฟิ่นโต้วกลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกลายเป็นสีชมพู เขาคิดว่าตัวเองกำลังตกหลุมรักเข้าอย่างจัง
วินาทีแรกที่สายตาปะทะเข้ากับพยาบาลสาวแซ่เถา หัวใจที่แห้งเหี่ยวของเขาก็กลับมาชุ่มชื้นราวกับดอกไม้บานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ
แม่เจ้าโว้ย ผู้หญิงคนนี้สเปกเลย เติบโตมาได้ตรงใจพี่ไป๋เหลือเกิน ไป๋เฟิ่นโต้วมองเถาอวี้เย่ด้วยสายตาหยาดเยิ้ม ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู เขาพยายามข่มความตื่นเต้นแล้วเอ่ยเรียกเธอด้วยเสียงที่สั่นเครือ
“นะ... น้อง... น้องพยาบาลเสี่ยวเถา...”
จังหวะที่เขาเรียกนั่นเอง เถาอวี้เย่ที่กำลังเล็งเส้นเลือดอยู่เกิดอาการมือกระตุก ฉึก! ปลายเข็มแทงพลาดเป้าไปปักลงบนเนื้อข้างๆ เส้นเลือดอย่างจัง
ไป๋เฟิ่นโต้วร้องลั่น
“โอ๊ย!”
เถาอวี้เย่สะดุ้งโหยง รีบก้มหัวขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่
“ขอโทษค่ะ! ขอโทษจริงๆ ค่ะสหายไป๋เฟิ่นโต้ว! พอคุณเรียกชื่อฉันกะทันหัน ฉันก็เลยตกใจมือไม้สั่นไปหมด...”
แก้มของเธอแดงระเรื่อ กัดริมฝีปากล่างแน่นด้วยท่าทางสำนึกผิดที่ดูน่าเอ็นดู ไป๋เฟิ่นโต้วเห็นท่าทางนั้นแล้วความเจ็บก็มลายหายไปสิ้น รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
“ไม่เป็นไรครับ! ไม่เจ็บเลย! นิดเดียวเองเหมือนมดกัด คุณลองใหม่ได้เลยครับ!”
เถาอวี้เย่พยักหน้าหงึกหงัก
“อ้อ... ค่ะ”
เธอสูดหายใจลึกแล้วพูดดักคอ
“งั้นคุณอย่าเพิ่งชวนฉันคุยนะคะ ขอฉันใช้สมาธิหน่อย...”
ความจริงแล้วเถาอวี้เย่กำลังตื่นเต้นจนเหงื่อตก เพราะนี่เป็นคนเป็นๆคนแรกที่เธอได้ลงมือแทงเข็มใส่หลังจากจบการศึกษา แม้เธอจะโม้ไว้ทั่วห้องพยาบาลว่าผลการเรียนดีเลิศระดับท็อปของรุ่น แต่ความจริงเป็นเช่นไร ตัวเธอเองรู้ดีที่สุด... ว่ามันห่วยแตกแค่ไหน
เธอรวบรวมความกล้า กลั้นหายใจแล้วแทงเข็มลงไปอีกครั้ง
พรูด!
เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกมาจากรอยเข็ม!
“ว้าย!”
เธอร้องเสียงหลง รีบตะปบมือลงไปกดห้ามเลือดบนแขนของเขาไว้แน่น
สัมผัสจากมือนุ่มนิ่มทำให้ใบหน้าของไป๋เฟิ่นโต้ว... ระเบิดความร้อนแดงเถือกขึ้นมาอีกรอบ เขาถามเสียงสั่นยิ่งกว่าเดิม
“คะ... คุณ... คุณ... คุณจับมือผมทำไมครับ”
เถาอวี้เย่ฝืนยิ้มแห้งๆ พยายามเก็บอาการแตกตื่นแล้วออกคำสั่ง
“คุณหลับตาลงเดี๋ยวนี้ค่ะ”
ไป๋เฟิ่นโต้วรีบหลับตาปี๋อย่างว่าง่าย เถาอวี้เย่สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ตั้งสมาธิอีกครั้ง แล้วแทงเข็มลงไป
จึ๊ก!
ไป๋เฟิ่นโต้วส่งเสียงครางในลำคอ
“อื้อ”
เถาอวี้เย่รีบบอกหน้าตาตื่น
“ไม่เป็นไรค่ะ! ยังไม่โดน!”
หลังจากนั้น มหกรรมการ 'ขุดหาเส้นเลือด' ก็เริ่มขึ้น เธอแทงเข็มเข้าออก ลองผิดลองถูกอยู่ถึงหกเจ็ดครั้ง เล่นเอาไป๋เฟิ่นโต้วต้องกัดฟันแยกเขี้ยวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว แขนพรุนไปหมด
ในที่สุด สวรรค์ก็เมตตา เข็มเจาะเข้าเส้นเลือดจนได้
เถาอวี้เย่ถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอก ปาดเหงื่อที่หน้าผากแล้วพูดเสียงหวาน
“ลืมตาได้แล้วค่ะ สหายไป๋เฟิ่นโต้ว คุณนี่เป็นคนดีพ่อพระมาโปรดจริงๆ เลยนะคะ ขนาดฉันตื่นเต้นจนทำพลาดตั้งหลายครั้ง คุณยังไม่โกรธไม่ว่าฉันสักคำ”
คำชมจากสาวงามทำให้ไป๋เฟิ่นโต้วลืมความเจ็บปวดเป็นปลิดทิ้ง เขายืดอกตบหน้าผากตัวเองดังปึกๆ
“โธ่เอ๊ย ลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างผม เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยครับ ผมจะไปถือสาหาความกับผู้หญิงตัวเล็กๆ น่ารักๆ ได้ยังไง”
เถาอวี้เย่ส่งยิ้มพิมพ์ใจให้เขา ก่อนจะหันไปหาเหยื่อรายต่อไป
“งั้นฉันขอตัวไปเจาะเลือดให้คุณลุงไป๋ต่อนะคะ”
ไป๋เหล่าโถวที่นั่งตัวสั่นงันงกอยู่มุมห้อง หน้าซีดเผือด เขาเดินมาที่ห้องลูกชายเพราะได้ยินว่าพยาบาลจะมาฉีดยาให้ แต่พอนั่งดูโศกนาฏกรรมเมื่อครู่กับตาตัวเอง เห็นลูกชายโดนแทงจนแขนพรุน เขาก็เริ่มใจคอไม่ดี
แม่หนูคนนี้หน้าตาโหงวเฮ้งดีเหมือนนางเอกงิ้วก็จริง แต่ฝีมือการรักษานี่มันเพชฌฆาตชัดๆ ที่สำคัญ สายตาต้องมีปัญหาแน่ๆ มองยังไงถึงเห็นว่าไอ้ลูกชายตัวดีของเขาเป็นคนดีพ่อพระขนาดเขาที่เป็นพ่อบังเกิดเกล้ายังมองไม่เห็นความดีนั้นเลยสักกระผี
ไป๋เหล่าโถวเริ่มลังเล เอ่ยปากตะกุกตะกัก
“เอ่อ... คือว่า... แม่หนู... คือลุง...”
สายตาของเขาจับจ้องไปที่แขนลูกชายที่เต็มไปด้วยรูพรุน แล้วกลืนน้ำลายเอือกใหญ่
“ความจริงลุงก็หายดีเกือบปกติแล้วนะ ไม่ต้องให้น้ำเกลือแล้วก็ได้มั้ง”
คำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แบบนี้มีหรือเถาอวี้เย่จะเชื่อ ไม่ต้องใช้สมองคิด แค่ใช้ตามองก็รู้ว่าไป๋เหล่าโถวยังเดินขากะเผลกอยู่เลย ถ้าสภาพนี้เรียกว่าหายดี โรงพยาบาลคงเจ๊งกันหมดแล้ว เธอปรับสีหน้าเป็นจริงจัง งัดไม้ตายเรื่องเงินออกมาใช้
“คุณลุงไป๋คะ ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ อาการของพวกคุณหมอโรงพยาบาลวินิจฉัยมาแล้วว่าต้องรักษาต่อเนื่อง อีกอย่างทางห้องพยาบาลเราเบิกยาน้ำเกลือมาครบคอร์สหนึ่งสัปดาห์แล้ว และตัดเงินเดือนไปเรียบร้อยแล้วด้วยนะคะ ถ้าคุณลุงไม่ฉีด ทางเราก็คืนเงินให้ไม่ได้นะคะ”
คำว่า 'ตัดเงินไปแล้ว' และ 'ไม่คืนเงิน' กระแทกใจไป๋เหล่าโถวอย่างจัง
“หา... แบบนั้นมัน...”
ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความเสียดายเงิน ความงกเริ่มต่อสู้กับความกลัว ค่าน้ำเกลือเจ็ดวันเป็นเงินไม่ใช่น้อยๆ จะให้ทิ้งไปฟรีๆ เลือดในกายของคนตระกูลไป๋ก็ยอมรับไม่ได้
เถาอวี้เย่รีบฉวยโอกาสรุกฆาต
“ฉีดเถอะค่ะ เสียดายของเปล่าๆ เงินส่วนนี้ฉันก็ไม่ได้ได้ส่วนแบ่งอะไรด้วย ฉันแค่อยากให้พวกคุณหายไวๆ อาการบาดเจ็บของคุณลุงก็ไม่ใช่น้อยๆ ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาให้ต่อเนื่อง เดี๋ยวจะไม่หายขาดเอานะคะ ยิ่งหน้าร้อนแบบนี้แผลอักเสบติดเชื้อง่ายจะตาย ฉันว่าอย่าเสี่ยงดีกว่าค่ะ”
ในใจเธอกลับแสยะยิ้มชั่วร้าย 'ดีล่ะ จะได้มีหนูทดลองยาไว้ฝึกมืออีกคน'
แม้เถาอวี้เย่จะเป็นผู้หญิงทะเยอทะยานที่หวังจะใช้การแต่งงานเป็นบันไดเลื่อนฐานะ แต่เธอก็ไม่ใช่คนโง่ที่ไม่มีแผนสำรอง เธอรู้ดีว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนงานการต้องทำให้ดีไว้ก่อน เผื่อวันหน้าหาสามีรวยไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังมีงานทำ
ห้องพยาบาลโรงงานวันๆ แทบไม่มีคนไข้ ถ้าเธออยากเก่ง อยากโชว์ฝีมือเวลาต้องฉีดยาให้พวกหัวหน้างาน เธอต้องหาเวทีฝึกซ้อมและสองพ่อลูกนี่แหละคือเป้าหมายชั้นดี
ถ้าฝีมือดีโอกาสก้าวหน้าก็มีสูง ดูอย่างจวงจื้อซีสิ ยังใช้โอกาสย้ายไปแผนกรักษาความปลอดภัยได้เลย เธอเองก็อาจจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำบ้าง
เธอจึงปั้นหน้าเศร้าเล่าความเท็จอย่างแนบเนียน
“คุณลุงคะ ถ้าแผลอักเสบขึ้นมามันอันตรายถึงชีวิตเลยนะคะ คุณลุงกลัวเข็มเหรอคะ ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ จริงๆ แล้วฝีมือฉันดีมากเลยนะคะ ตอนเรียนฉันสอบได้ที่หนึ่งตลอด แต่เป็นเพราะฉันเพิ่งเริ่มงาน แล้วนี่ก็... เป็นครั้งแรกที่เข้ามาในห้องผู้ชายโสด ก็เลยตื่นเต้นมือสั่นไปหน่อย...”
เธอกล้าพูดโกหกหน้าตายตาใสปิ๊ง ตอนเรียนน่ะเหรอ? เธอมัวแต่ส่องกระจกแต่งหน้าบริหารเสน่ห์หาแฟน ผลการเรียนเลยอยู่ท้ายตาราง แต่โลกความจริงมันโหดร้าย ผู้ชายสมัยนี้ฉลาดเป็นกรด ดูทั้งหน้าตาและฐานะทางบ้าน คนที่มาจีบเธอก็จนกรอบ ส่วนคนที่เธอชอบเขาก็เมินใส่
เพราะฉะนั้น เธอต้องฝึกฝีมือการฉีดยาให้แม่นยำ ไว้เป็นแต้มต่อในชีวิต ไป๋เหล่าโถวได้ยินคำหวานหว่านล้อมก็เคลิ้มตาม เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอย่างจำยอม
“ก็ได้... ฉีดก็ฉีด”
ถึงจะกลัวจนฉี่แทบราด แต่เขาบาดเจ็บที่กล่องดวงใจแม้อายุขนาดนี้จะไม่ได้ใช้งานมันมานานโขแล้ว แต่ใครจะรู้ อนาคตข้างหน้าป้าซูอาจจะใจอ่อนยอมตกร่องปล่องชิ้นกับเขาก็ได้ ถ้าเกิดมันอักเสบจนเน่าเฟะขึ้นมา ความหวังสุดท้ายในชีวิตลูกผู้ชายคงดับวูบ
เขาจึงกัดฟันตอบตกลง เถาอวี้เย่ถามต่ออย่างกระตือรือร้น
“งั้นจะให้ฉีดที่ห้องนี้หรือว่า...”
“ไปห้องฉันดีกว่า”
เถาอวี้เย่เดินตามไป๋เหล่าโถวต้อยๆ ไปที่ห้องของเขา ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป กลิ่นอับชื้นและสภาพความซกมกก็ลอยมาเตะจมูก เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรังเกียจ แต่ก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ผู้หญิงฉลาดต้องรู้จัก 'ปิดตาข้างหนึ่ง' เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่
เธอรีบจัดเตรียมอุปกรณ์ แขวนขวดน้ำเกลือ แล้วง้างเข็มขึ้นมา...
จึ๊ก!
“อ๊ากกกกก!”
เสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดดังลั่นออกมาจากห้องไป๋เหล่าโถว เสียงนั้นดังก้องไปทั่วเรือนสี่ประสาน บรรดาป้าๆ ขาเผือกต่างหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก แม้แต่ป้าหวังที่กำลังล้างผักอยู่เรือนหลังยังต้องวางมือเดินออกมาดู
เหล่าสี่เสือสาวแห่งโรงงานมารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมายที่หน้าประตูบ้านตระกูลไป๋ ชะโงกหน้าเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น เหตุการณ์ระทึกขวัญแบบนี้ หาดูไม่ได้ง่ายๆ ในวันธรรมดา คนที่รู้เรื่องก็เข้าใจว่ากำลังฉีดยา แต่คนที่ไม่รู้นึกว่ามีการฆาตกรรมโหดเกิดขึ้น
ป้าเหลียนที่วิ่งกระหืดกระหอบตามมาทีหลังถามด้วยความตื่นเต้น
“นั่นทำอะไรกันน่ะ! เสียงดังลั่นทุ่งเชียว กำลังเชือดหมูฉลองปีใหม่รึไง?”
มีเรื่องสนุกให้ดูแต่ไม่ดู ก็คงเสียชาติเกิดเป็นป้าข้างบ้านแย่แล้ว
[จบบท]