บทที่ 268: ของฝากจากอาจารย์
ถึงแม้ว่าหมิงเหม่ยจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าแม่สามีของเธอเป็นคนที่กลับชาติมาเกิดใหม่ แต่ในยุคสมัยนี้มันก็ไม่ได้มีช่องทางอะไรให้แสดงความสามารถพิเศษเหล่านั้นออกมาได้มากนัก
สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมก็เป็นไปในรูปแบบนี้ อีกทั้งแม่สามีของเธอก็ไม่ได้มีทรัพยากรหรือเส้นสายในด้านนี้เลย ดังนั้นคนที่หมิงเหม่ยให้ความไว้วางใจมากที่สุดก็ยังคงเป็นแม่แท้ๆ ของเธอเองอยู่ดี
หลานหลิงเอ่ยปากบอกลูกสาวและลูกเขยด้วยความเอ็นดู
“พวกเธอนั่งรออยู่ที่บ้านนะ เดี๋ยวแม่จะออกไปซื้อเนื้อมาให้ เย็นนี้เรามาผัดเนื้อกินกันเถอะ”
หมิงเหม่ยยิ้มกว้างออกมาทันทีด้วยความดีใจ
“ได้เลยค่ะ”
หญิงสาวทำท่าจะลุกขึ้นไปแกะห่อพัสดุที่เพิ่งได้รับมา แต่หลานหลิงรีบห้ามไว้เสียก่อน
“อย่าเพิ่งแกะเลย เอาไปแกะที่บ้านเถอะ แกะที่นี่แล้วขนกลับไปมันไม่สะดวก อีกอย่างอาจารย์ของลูกส่งไปที่หน่วยงาน ก็ตั้งใจให้เป็นของส่วนตัวของลูกนั่นแหละ”
หมิงเหม่ยเองก็ไม่ได้เป็นคนเรื่องมากหรือเสแสร้งแกล้งทำ จึงตอบรับไปง่ายๆ
“ตกลงค่ะ”
คู่สามีภรรยาหมิงเหม่ยและจวงจื้อซีจึงได้ฝากท้องกินมื้อเย็นสุดหรูที่บ้านตระกูลหมิงจนอิ่มหนำสำราญ จากนั้นจึงได้พากันเดินทางกลับบ้าน
ตอนที่พวกเขาเดินกลับมาถึงบ้าน ท้องฟ้าก็เริ่มมืดสลัวแล้ว แม้แต่ห้องส้วมสาธารณะก็ยังปิดให้บริการ งานรับจ้างพับกล่องไม้ขีดไฟก็เลิกทำกันแล้วเช่นกัน เมื่อความมืดเข้าปกคลุม ถ้าขืนยังดันทุรังทำต่อแล้วงานออกมาเสียหาย สู้ไม่ทำเสียยังจะดีกว่า ทำให้เวลานี้เหล่าเพื่อนบ้านต่างพากันออกมานั่งจับกลุ่มพูดคุยสร้างความครึกครื้นกันอยู่ที่ลานกลางบ้าน
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวว่ามีคนเดินเข้ามา ทุกสายตาก็หันไปมองที่ประตูทางเข้าทันที จ้าวชุ่ยฮวาเองก็ยืนปะปนอยู่ในกลุ่มฝูงชนนั้นด้วย เธอเหลือบตามองลูกสะใภ้กับลูกชายแล้วเอ่ยถามขึ้น
“นี่เธอไปขนอะไรมาจากบ้านแม่ของเธออีกแล้วล่ะ?”
น้ำเสียงของเธอฟังดูเหมือนจะเกรงใจบ้านดองจนทำตัวไม่ถูกแล้ว หมิงเหม่ยรีบแก้ต่างทันที
“ไม่ใช่ค่ะ นี่เป็นของที่ลุงใหญ่ของหนูส่งมาให้น่ะค่ะ”
เวลาอยู่ต่อหน้าคนนอก เธอจะไม่มีทางหลุดปากเรียกว่าอาจารย์เด็ดขาด หมิงเหม่ยไม่ได้หยุดทักทายปราศรัยอะไรให้มากความ เธอก้าวเท้าเดินกลับเข้าห้องของตัวเองอย่างรวดเร็ว เพราะในใจนั้นอยากจะแกะห่อพัสดุดูเต็มแก่แล้วว่าข้างในมีอะไรบ้าง เธอรู้สึกตื่นเต้นและร้อนใจอยากรู้จะแย่อยู่แล้ว
จวงจื้อซีเองก็มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ไม่น้อยเช่นกัน หมิงเหม่ยลงมือแกะห่อผ้าอย่างคล่องแคล่ว ทันทีที่ของข้างในปรากฏแก่สายตา เธอก็หลุดหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ
“คุณดูสิคะ เสื้อผ้าเด็กชุดเล็กๆ นี่น่ารักมากเลย”
ข้าวของในห่อพัสดุมีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ดูเหมือนว่าทางนั้นจะรู้ระแคะระคายเรื่องที่หมิงเหม่ยตั้งครรภ์แล้ว จึงได้ส่งชุดเด็กอ่อนมาให้สองชุด แน่นอนว่าอาจารย์ของหมิงเหม่ยไม่ได้รู้ลึกไปถึงขั้นว่าเธอท้องลูกแฝด เพราะในเวลานี้ยังไม่สามารถตรวจเช็คละเอียดขนาดนั้นได้
นอกจากจ้าวชุ่ยฮวาที่รู้เรื่องนี้มาก่อนล่วงหน้า และหมิงเหม่ยที่เพิ่งจะฝันเห็นเมื่อคืนนี้ คนอื่นๆ ก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย
การที่ส่งชุดเด็กมาให้สองชุด ก็คงตั้งใจเผื่อไว้ให้สำหรับสับเปลี่ยนเวลาซักล้างนั่นเอง นอกจากเสื้อผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้ว ก็ยังมีขวดนมหนึ่งขวดและป๋องแป๋งของเล่นเด็กอีกหนึ่งอัน ของพวกนี้ล้วนเตรียมไว้ให้เจ้าตัวเล็กที่ยังไม่ลืมตาดูโลก
ส่วนของฝากที่ให้หมิงเหม่ยนั้นก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน เป็นไปตามที่หมิงเหม่ยคาดเดาไว้ไม่มีผิด ทั้งหมดล้วนเป็นของกินที่สามารถเก็บไว้ได้นาน
มีทั้งเนื้ออบแห้ง ขนมเกลียวทอด ลูกอมนมตรากระต่ายขาว แล้วก็ยังมีขนมเค้กเกาลัดอีกด้วย หมิงเหม่ยอุทานด้วยความตื่นเต้น
“เยอะแยะไปหมดเลยค่ะ”
ถึงแม้ชนิดของของฝากจะไม่ได้หลากหลายมากนัก แต่ปริมาณที่ให้มานั้นถือว่าเยอะจุใจเลยทีเดียว
จวงจื้อซีมองดูข้าวของเหล่านั้นแล้วถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกทึ่ง
“ภรรยาครับ ถ้าผมยังเป็นเด็กอยู่ล่ะก็ ผมจะต้องอิจฉาคุณมากแน่ๆ เลย”
หมิงเหม่ยทำหน้าสงสัยแล้วถามกลับ
“ทำไมล่ะคะ? แค่เพราะเรื่องของกินพวกนี้เหรอ?”
จวงจื้อซีส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่เพราะเรื่องของกิน แต่เป็นเพราะว่ามีแต่คนรักใคร่เอ็นดูคุณต่างหาก”
นับตั้งแต่ที่หมิงเหม่ยตั้งท้อง ที่บ้านก็มีคนคอยส่งข้าวของมาให้ไม่ขาดสาย ทั้งของกินของใช้ เห็นได้ชัดเลยว่าทุกคนต่างก็รักและเป็นห่วงเธอมาก ความรู้สึกที่ถูกรุมล้อมด้วยความรักความเมตตาจากทุกคนแบบนี้ เป็นเรื่องที่น่าอิจฉาเสมอ
หมิงเหม่ยหัวเราะเสียงใสพลางยกแขนขึ้นโอบรอบคอของจวงจื้อซีเอาไว้
“ช่วยไม่ได้นี่นา ใครใช้ให้บ้านฉันมีญาติเยอะกันล่ะคะ”
ความจริงแล้วญาติพี่น้องทางฝั่งหมิงเหม่ยก็ไม่ได้ถือว่าเยอะแยะอะไรมากมายนัก เพียงแต่เมื่อเทียบกับทางฝั่งของจวงจื้อซีแล้ว ทางนั้นมีญาติน้อยกว่ามาก
พ่อแม่ของจวงจื้อซีแทบจะไม่เหลือญาติพี่น้องทางไหนให้ติดต่อไปมาหาสู่กันแล้ว ในยุคสมัยนั้น ครอบครัวที่เป็นแบบบ้านจวงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร ชีวิตที่ผ่านช่วงสงครามและความยากลำบากมาได้ จะเหลือรอดกันสักกี่คนก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาฟ้าลิขิตทั้งนั้น
หมิงเหม่ยใช้นิ้วจิ้มไปที่แก้มของจวงจื้อซีเบาๆ อย่างหยอกเย้า
“ถึงคุณจะอิจฉาก็ทำอะไรไม่ได้หรอกนะ ฮิฮิ”
จวงจื้อซีหัวเราะรับ
“ตอนเด็กๆ ผมอาจจะอิจฉา แต่ตอนนี้ไม่แล้วครับ! ภรรยาของผมน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ ผมดีใจจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว คุณดูสิครับ ผมเนี่ยเป็นคนตาถึงจริงๆ คนที่ผมชอบถึงได้ดีแสนดีขนาดนี้”
หมิงเหม่ยหลุดขำพรืดออกมากับคำชมซึ่งหน้าของสามี จวงจื้อซียกมือขึ้นขยี้ผมของหมิงเหม่ยเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว
“สายตาผมเนี่ยเฉียบคมจริงๆ เชียว”
เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ทำท่าทางภาคภูมิใจในตัวเองเสียเต็มประการ หมิงเหม่ยเอนตัวพิงไหล่ของเขาแล้วพูดเสียงอ้อน
“ฉันเองก็ตาถึงเหมือนกันนะคะ คุณเองก็ดีมากๆ เหมือนกัน”
จวงจื้อซีหัวเราะชอบใจจนพอใจแล้วจึงเอ่ยถามขึ้น
“คุณจะล้างหน้าแปรงฟันเลยไหม หรือว่าจะออกไปนั่งเล่นข้างนอกสักพัก?”
หมิงเหม่ยตอบทันที
“ไปค่ะ ออกไปข้างนอกกัน จะรีบล้างหน้าเข้านอนเร็วขนาดนั้นทำไม”
ช่วงนี้บรรดาตัวตึงประจำลานบ้านไม่อยู่กัน บรรยากาศในลานบ้านเลยดูเงียบสงบลงไปหลายส่วน
โดยปกติแล้วเพื่อนบ้านมักจะมานั่งจับกลุ่มกันที่ลานหน้าบ้าน ดังนั้นไป๋เฟิ่นโต้วจึงพิงตัวอยู่ที่ขอบหน้าต่าง ยื่นหัวออกมาข้างนอกเพื่อร่วมวงสนทนากับทุกคน ความจริงแล้วอาการของเขาในตอนนี้ก็พอจะเดินเหินได้บ้างแล้ว ถึงแม้จะต้องเดินซอยเท้าถี่ๆ เหมือนก้าวสั้นๆ แต่ก็ไม่ได้กระทบกระเทือนอะไรมากนัก
เพียงแต่เขาขี้เกียจตัวเป็นขน เลยไม่อยากจะลุกขึ้นมา ทำตัวเหมือนกับว่าตัวติดอยู่กับเตียงนอนอย่างไรอย่างนั้น ในขณะนี้ทุกคนกำลังถกเถียงกันเรื่องที่หวังจาวตี้จะขอติดสอยห้อยตามไปเที่ยวที่ทะเลสาบจำลองด้วย
หวังเซียงซิ่วพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างสุดความสามารถเพื่อให้หวังจาวตี้ไปด้วยกันให้ได้ เธอไม่มีทางยอมปล่อยให้เถาอวี้เย่กับไป๋เฟิ่นโต้วไปออกเดทกันสองต่อสองแน่ พอได้ยินข่าวว่าพรุ่งนี้พวกเขานัดเจอกัน เธอก็แทบอยากจะพุ่งเข้าไปขัดขวางเสียเดี๋ยวนี้
แต่เธอยังต้องรักษาภาพลักษณ์ที่ดีต่อหน้าไป๋เฟิ่นโต้วเอาไว้ ดังนั้นจึงต้องพยายามยุยงให้หวังจาวตี้ไปด้วย เพราะยังไงซะ นี่ก็เป็นคำเชิญจากปากของเถาอวี้เย่เอง เธอเป็นห่วงเถาอวี้เย่ แต่ไม่ได้กังวลเรื่องหวังจาวตี้เลยสักนิด
เด็กสาวตัวผอมแห้งแรงน้อย ท่าทางขี้ขลาดตาขาวแบบนี้ ไม่มีทางอยู่ในสายตาของไป๋เฟิ่นโต้วได้หรอก รสนิยมของไป๋เฟิ่นโต้วนั้นสูงส่งจะตายไป ดังนั้นเธอจึงไม่ห่วงเรื่องนี้ แต่ห่วงทางด้านเถาอวี้เย่มากกว่า แน่นอนว่ายังมีอีกคนที่ไม่ต้องการให้หวังจาวตี้ไปด้วย นั่นก็คือตัวไป๋เฟิ่นโต้วเอง นับว่าเป็นเรื่องยากมากที่ไป๋เฟิ่นโต้วกับหวังเซียงซิ่วจะมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน
หมิงเหม่ยและจวงจื้อซีที่เป็นพวกชอบติดตามเรื่องชาวบ้านแต่ตกข่าวไปช่วงหนึ่ง รีบเข้าไปสอบถามความเป็นมาทันที ไม่นานนักพวกเขาก็ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้จนเข้าใจแจ่มแจ้ง
หวังเซียงซิ่วต้องการหาพวก จึงส่งสายตาปริบๆ มาทางหมิงเหม่ย ถึงแม้ปกติเธอจะไม่ค่อยได้สุงสิงกับหมิงเหม่ยเท่าไหร่ แต่เวลานี้ก็หวังอยากจะได้คนมาช่วยพูดสนับสนุน
“สะใภ้บ้านจวง เธอว่าแม่หนูจาวตี้ควรจะไปด้วยไหม?”
หมิงเหม่ยชี้ที่ตัวเอง
“ฉันเหรอคะ? ฉันคิดว่าควรไปนะ”
หวังเซียงซิ่วได้ยินดังนั้นก็ยืดตัวขึ้นมาทันทีด้วยความมั่นใจ
“เห็นไหมล่ะ เห็นไหม หมิงเหม่ยยังพูดแบบนี้เลย”
คราวนี้สายตาที่เธอมองมาทางหมิงเหม่ยดูอ่อนโยนขึ้นเป็นกอง หมิงเหม่ยได้แต่ยิ้มแห้งๆ เธอหันไปพูดกับเด็กสาว
“จาวตี้ เธออุตส่าห์มาถึงที่นี่ทั้งที ก็ควรจะออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง ถ้าป้าโจวกลับมาเมื่อไหร่ เธอจะไม่มีโอกาสได้ออกไปไหนเลยนะ มาถึงปักกิ่งทั้งทีแต่ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย พอกลับบ้านไปเล่าให้ใครฟัง มันจะน่าเสียดายแย่เลยนะ”
“ใช่ครับ พูดมีเหตุผลนะเนี่ย”
“สะใภ้บ้านจวงพูดถูกเผงเลย ถ้าป้าโจวกลับมานะ มีหวังชี้นิ้วสั่งงานเธอทั้งวัน อย่าหวังเลยว่าจะได้ออกไปเดินเล่นร่อนไปร่อนมาข้างนอกอีก”
“เฮ้อ คนนิสัยใจคอคับแคบแบบแกน่ะนะ...”
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
“เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน แล้วแกจะยังกลับมาได้อีกเหรอ? ทางโน้นเขาจัดการเรื่องคดีความไปถึงไหนแล้วล่ะ?”
ชาวบ้านร้านตลาดในลานพักต่างพากันส่ายหน้าดิก ไม่มีใครล่วงรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้เลยสักคน ก็โจวฉวินกับเจียงหลูไม่อยู่บ้าน จะให้พวกเขาไปถามไถ่เอาความจริงจากใครได้เล่า
“ใครจะไปรู้ล่ะ ป่านนี้โจวฉวินยังไม่กลับมาเลย สงสัยคงจะไปขลุกอยู่ที่บ้านแม่ยายแล้วมั้ง”
“วันนี้ยังไงก็ต้องกลับมาแหละ บ้านเดิมของเจียงหลูก็แค่บ้านพักธรรมดาๆ มีทั้งพี่ชายพี่สะใภ้ ไหนจะหลานชายหลานสาวอีก ยัดทะนานกันเข้าไปจะไปมีที่ซุกหัวนอนตรงไหน? ไปอาศัยกินข้าวสักมื้อน่ะพอได้ แต่จะให้ไปอยู่ถาวรเลยเหรอ? ฝันไปเถอะ”
ไป๋เฟิ่นโต้วเปิดปากแสดงความเห็นขึ้นมาทันที เขามั่นอกมั่นใจเหลือเกินว่าตนเองนี่แหละคือผู้ที่รู้ไส้รู้พุงโจวฉวินดีที่สุด ก่อนจะร่ายยาวต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูระคายหูพิลึก
“อีกอย่างนะ การที่ลูกเขยจะหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่บ้านพ่อตาแม่ยาย มันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นหรอกน่า เขาไม่ได้เป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้านแบบหยางลี่ซินสักหน่อย บ้านตระกูลเจียงเขาก็มีลูกชายสืบสกุลอยู่ทนโท่”
พอได้ยินคำพาดพิงแบบนั้น สีหน้าของหยางลี่ซินก็พลันบิดเบี้ยวดูไม่ได้ขึ้นมาทันตา เขาตวัดสายตาเย็นเยียบมองค้อนไป๋เฟิ่นโต้วไปวงใหญ่
ในโลกนี้ไม่มีลูกผู้ชายอกสามศอกคนไหนเต็มใจอยากจะเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้านเมียหรอก ตัวเขาเองก็เช่นกัน หากไม่ใช่เพราะต้องการจะมีชีวิตที่ดีขึ้น มีกินมีใช้ เขาจะยอมทิ้งศักดิ์ศรีลูกผู้ชายได้ยังไง แต่ในยามที่ท้องหิวจนไส้กิ่ว ศักดิ์ศรีมันกินแทนข้าวไม่ได้เสียหน่อย ตอนนี้เขากลายเป็นชนชั้นกรรมาชีพเต็มตัว แถมยังมีบ้านช่องห้องหับดีๆ ให้อยู่
แม้แต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านนอกคอกนาก็ยังพลอยได้รับอานิสงส์จากการเจือจานของเขาไปด้วย ถ้ามองในภาพรวม การตัดสินใจครั้งนี้ถือว่าถูกต้องที่สุดแล้ว ทว่าพอมีคนเอาเรื่องนี้มาพูดปาวๆ ต่อหน้าธารกำนัล มันก็อดรู้สึกไม่สบอารมณ์ไม่ได้
หยางลี่ซินเองก็เถียงไม่ออก เพราะถ้าขืนเถียงออกไป ก็เท่ากับว่าเขาไม่ได้เต็มใจยอมรับสถานะนี้ แล้วก็จะกลายเป็นคนเนรคุณพ่อตาแม่ยายไปอีก ดังนั้นพอหันไปมองหน้าไป๋เฟิ่นโต้วอีกครั้ง เขาจึงรู้สึกว่าไอ้หมอนี่ช่างมีใบหน้าที่น่ารังเกียจชวนให้เอาเท้าลูบหน้าเสียจริงๆ
ไป๋เฟิ่นโต้วยังคงพล่ามต่อไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“บ้านตระกูลเจียงเงื่อนไขดีจะตายไป เป็นถึงระดับผู้นำ ก็ต้องมีนิสัยมองคนด้วยหางตาเป็นธรรมดา โจวฉวินไปอยู่ที่นั่นไม่มีทางทำตัวกร่างเป็นราชาเหมือนตอนอยู่ในลานบ้านเราได้หรอก คอยดูเถอะ ไม่โดนโขกสับจนหน้าเขียวก็แปลกแล้ว หมอนั่นน่ะ...”
ในจังหวะที่เขากำลังพล่ามน้ำลายแตกฟองอยู่นั้น สายตาของทุกคนก็เบนความสนใจไปยังประตูทางเข้า ปรากฏร่างของสองสามีภรรยา โจวฉวินและเจียงหลูเดินเข้ามาพอดีเป๊ะ เจียงหลูที่เดินเข้ามาได้ยินประโยคนั้นพอดี สีหน้าของเธอจึงดูบึ้งตึงไม่น่ามองนัก แต่ทว่าปฏิกิริยาของโจวฉวินกลับดูแปลกประหลาดพิกล
ถ้าเป็นเมื่อก่อน โจวฉวินคงจะด่าเปิงไปแล้วว่าไป๋เฟิ่นโต้วพูดจาภาษาผายลมอะไร เก็บปากไว้แตกตอนหน้าหนาวหรือไง แต่ทว่าตอนนี้ เขากลับรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างประหลาด ใช่จริงๆ ด้วย ไป๋เฟิ่นโต้วคือคนที่เข้าใจหัวอกเขามากที่สุด
หมอนี่ใช้คำพูดที่ดูไม่ยี่หระแบบนั้น แต่กลับถ่ายทอดความคับแค้นใจของเขาออกมาได้ตรงเป๊ะ! ถ้าจะถามว่าใครเข้าใจเขามากที่สุด อันดับหนึ่งต้องยกให้ไป๋เฟิ่นโต้วเลย! โจวฉวินมองไป๋เฟิ่นโต้วด้วยสายตาที่หวานเชื่อมจนแทบจะหยดเป็นน้ำตาล
สายตาหวานเยิ้มของโจวฉวินทำเอาคนที่ถูกมองขนลุกซู่ ส่วนจวงจื้อซีที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ก็ถึงกับขนหัวลุกชันด้วยความสยอง โจวฉวินไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน เขาเอ่ยปากชวนด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“สหาย วันนี้ฉันซื้อหัวหมูพะโล้มาด้วย เรามาดื่มกันสักแก้วไหม?”
ไป๋เฟิ่นโต้วทำหน้าเหวอ “???”
เขามีเหตุผลอันสมควรที่จะสงสัยว่าโจวฉวินวางแผนจะวางยาพิษฆ่าเขาให้ตายคาโต๊ะแน่ๆ ไม่อย่างนั้นร้อยวันพันปีทำไมถึงชวนเขาดื่มเหล้า? คนอย่างพวกเขาจะไปนั่งร่วมโต๊ะร่ำสุรากันได้ยังไง? อีกอย่างโจวฉวินผู้สูงส่งดั่งเชื้อพระวงศ์เคยเห็นหัวคนในลานบ้านเสียที่ไหน
ปกติวงเหล้าของโจวฉวินมีแต่ระดับหัวหน้างานทั้งนั้น เจียงหลูเองก็หันขวับไปมองสามีด้วยสายตาเหลือเชื่อ พอเห็นสายตาอันร้อนแรงที่โจวฉวินมองไป๋เฟิ่นโต้ว เขาก็ย้ำอีกครั้ง
“มาดื่มด้วยกันเถอะน่า ฉันรู้ดีว่านายคือคนที่เข้าใจหัวอกฉันมากที่สุด”
ไป๋เฟิ่นโต้วยังคงงงเป็นไก่ตาแตก “???”
พูดกันตามตรง ไป๋เฟิ่นโต้วตามเกมนี้ไม่ทันจริงๆ ว่าโจวฉวินมาไม้ไหน โจวฉวินหันไปสั่งการด้วยน้ำเสียงวางอำนาจทันที
“จาวตี้ ไปผัดกับข้าวมาสักสองสามอย่าง แล้วก็หุงข้าวสวยร้อนๆ มาด้วย”
หวังจาวตี้รับคำเสียงอ่อย “อ้อ... ได้ค่ะ”
หญิงสาวรีบลุกลี้ลุกลนไปทำงาน แต่พอจะก้าวขา ก็ชะงักกึกเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากเจียงหลู เธอเบรกตัวโก่งจนแทบหัวทิ่ม ก่อนจะหันไปมองหน้าเจียงหลูด้วยความหวาดหวั่นพลางถามเสียงสั่น
“พี่เจียงหลูคะ... จะให้ทำมากน้อยแค่ไหนคะ?”
โจวฉวินตวาดแทรกขึ้นมา “จะถามทำไมว่ามากน้อยแค่ไหน ก็ต้องทำเยอะๆ สิ ไม่งั้นจะไปพอยาไส้อะไร พวกฉันผู้ชายอกสามศอกกินจุกันทั้งนั้น เจียงหลู คุณไปหยิบเหล้าขวดนั้นที่เอามาจากบ้านพ่อคุณออกมาซิ วันนี้ผมจะดวลกับสหายรักให้เมามายกันไปข้าง”
เจียงหลูงุนงงเป็นไก่ตาแตก ยิ่งเห็นแววตาแปลกๆ ของโจวฉวิน เธอก็ยิ่งใจคอไม่ดี จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว เธอรีบเอ่ยปากห้ามปรามเสียงอ่อนเสียงหวาน
“โจวฉวินคะ ฉันรู้นะว่าพี่ไม่ชอบขี้หน้าไป๋เฟิ่นโต้ว ฉันเองก็เกลียดเขาเหมือนกัน คนอะไรปากพล่อยแถมยังน่ารำคาญ แต่เราจะไปทำอะไรบุ่มบ่ามกับเขาไม่ได้นะคะ”
เธอคิดว่าโจวฉวินต้องกำลังหาทางแก้แค้นแทนเธอแน่ๆ เพราะก่อนหน้านี้ไป๋เฟิ่นโต้วเคยคิดมิดีมิร้ายกับเธอ ช่วงนี้สามีของเธอถึงได้ยอมลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับไป๋เฟิ่นโต้ว ทั้งหมดนี้ต้องเป็นแผนการล้างแค้นแน่ๆ ใช่... ต้องใช่แน่ๆ และเธอจะยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
แค่แม่สามีเข้าคุกไปคนหนึ่ง อนาคตจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ยังไม่รู้ ถ้าโจวฉวินมามีเรื่องมีราวไปอีกคน แล้วเธอจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง เธอไม่ได้ห่วงแม่สามีใจยักษ์คนนั้นหรอกนะ แต่เธอห่วงว่าโจวฉวินจะเป็นอะไรไปต่างหาก
เรื่องนี้ยอมไม่ได้เด็ดขาด
เจียงหลูยืนยันเสียงแข็ง “โจวฉวินคะ เรากลับบ้านกันเถอะ”
พอเจียงหลูตะโกนห้ามแบบนั้น ไป๋เฟิ่นโต้วก็ของขึ้นทันทีด้วยความโมโห
“โจวฉวิน! แกยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า มีอะไรก็มาดวลหมัดกันซึ่งๆ หน้าสิวะ ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ แบบนี้คิดจะเล่นสกปรกหรือไง ฉันจะบอกให้นะ คนอย่างไป๋เฟิ่นโต้วไม่เคยกลัวแกอยู่แล้ว แน่จริงก็เข้ามาเลย!”
แค่ต่อยตีกันไม่ใช่เหรอ? ต่อให้แพ้ คนอย่างไป๋เฟิ่นโต้วก็ไม่มีวันร้องขอชีวิตหรอกเว้ย! นี่แหละวิถีลูกผู้ชายชาวสี่กั๊กเมืองหลวง
“พูดบ้าอะไรของแกเนี่ย แล้วคุณด้วยเจียงหลู อย่ามาพูดจาเลอะเทอะ ผมไม่ได้คิดจะทำอะไรทั้งนั้น ผมแค่รู้สึกถูกชะตากับไป๋เฟิ่นโต้วจริงๆ อยากจะชวนเขาดื่มเหล้าปรับทุกข์กันตามประสาผู้ชาย ทำไมคำพูดดีๆ พอออกจากปากคุณแล้วมันถึงกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายไปได้ อย่ามาทำตัววุ่นวายได้ไหม”
เจียงหลูไม่เชื่อน้ำคำสามีแม้แต่ครึ่งคำ เธอกอดแขนโจวฉวินไว้แน่นด้วยความมุ่งมั่น
“โจวฉวินคะ ฉันรู้ว่าคุณรักฉันและดีกับฉันมาก แต่ฉันขอร้องล่ะค่ะ อย่าไปมีเรื่องกับไป๋เฟิ่นโต้วเลย กลับบ้านกับฉันเถอะนะ”
โจวฉวินต้องวางยาพิษแน่ๆ ฟันธงเลย! เธอไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ได้แต่พยายามยื้อยุดฉุดกระชากสามีเอาไว้
“โจวฉวิน กลับบ้านเถอะนะ ถือว่าฉันขอร้อง อย่าไปยุ่งกับเขาเลย”
โจวฉวินสบถออกมาอย่างเหลืออด “นี่ผม...”
ไป๋เฟิ่นโต้วชี้หน้าด่ากราด “นั่นปะไร! ไอ้โจวฉวิน สุดท้ายเมียแกก็แฉธาตุแท้แกออกมาจนได้ ฉันกะแล้วเชียวว่าแกมันไม่ได้หวังดี ไอ้คนสารเลว จิตใจแกมันทำด้วยอะไรฮะ ถึงได้คิดแผนชั่วๆ แบบนี้ออกมาได้...”
สถานการณ์ในลานบ้านชักจะวุ่นวายไปกันใหญ่ ทุกคนต่างมองดูละครฉากนี้ด้วยความมึนงง จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าตกลงแล้วผัวเมียคู่นี้กำลังเล่นปาหี่อะไรกันแน่
โจวฉวินตะโกนลั่นด้วยความอัดอั้น
“ฉันกับไป๋เฟิ่นโต้วเป็นพี่น้องกันจริงๆ นะโว้ย!”
[จบบท]