บทที่ 272: กะสุดท้าย
หมิงเหม่ยเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“จะต้องกลับมาแน่นอนค่ะ”
เธอจำความฝันเกี่ยวกับแม่สามีของเธอได้ การลงชนบทสิ้นสุดลงแล้ว
“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ”
หมิงเหม่ยเดินออกจากประตูไปลงชื่อเข้าทำงานที่กลุ่มรถประจำทางในวันนี้ เช้าตรู่ขนาดนี้ หมิงเหม่ยยังมาไม่ถึงด้วยซ้ำ แต่คนในกลุ่มรถของพวกเขาก็รู้เรื่องที่เธอจะย้ายงานกันหมดแล้ว
พูดตามตรง ถ้าเป็นเวลาปกติที่ไม่มีเรื่องราวอะไรแล้วจู่ๆ จะขอย้ายงาน ทุกคนคงต้องรู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลและไม่เข้าใจแน่ๆ แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะหมิงเหม่ยกำลังตั้งครรภ์
ความจริงแล้ว โดยทั่วไปคงไม่มีใครรีบร้อนขอย้ายตำแหน่งงานเพียงเพราะตั้งครรภ์หรอก แต่พอเป็นเรื่องที่หมิงเหม่ยทำ ทุกคนกลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะแม่ของหมิงเหม่ยก็เป็นพนักงานเก่าแก่ที่ทำงานในสถานีขนส่งผู้โดยสารมานาน
หลายคนเห็นหมิงเหม่ยมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ จึงรู้ดีว่าครอบครัวนี้เลี้ยงลูกสาวมาแบบประคบประหงมและตามใจแค่ไหน คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมต้องเป็นห่วงลูกสาว ดังนั้นการจัดการย้ายงานให้ลูกจึงเป็นเรื่องปกติ
ลุงคนขับรถหัวเราะอย่างนึกปลงสังเวชพลางเอ่ยขึ้น
“เธอดูสิ ลุงทำงานร่วมกับเธอมาตั้งหลายปี จู่ๆ เธอจะย้ายไปแบบปุบปับ ลุงก็รู้สึกใจหายเหมือนกันนะเจ้าหนู”
หมิงเหม่ยยิ้มตาหยีพลางชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ
“จริงๆ แล้วหนูเพิ่งจะไปคุยกับแม่เมื่อวานนี้เองค่ะ หนูนึกว่าคงต้องรออีกสักพัก ไม่คิดเลยว่าแม่หนูจะจัดการรวดเร็วขนาดนี้ วันนี้ก็เลยกลายเป็นวันทำงานวันสุดท้ายแล้ว”
“เจ้าหนูอย่างเธอจะไปรู้อะไร แม่เธอน่ะคนนอกอย่างพวกเรารู้จักนิสัยดีกว่าเธอเสียอีก แม่เธอเป็นคนประเภทคิดปุ๊บทำปั๊บ รวดเร็วฉับไว ไม่ชอบยืดเยื้อ แต่ก็ดีแล้วล่ะ เธอย้ายไปทำงานที่สบายกว่าก็ดี เมื่อวานลุงเห็นสีหน้าเธอไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
“หนูเองก็กังวลเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ คือรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ หนูก็ไม่กล้าประมาท เพราะนี่เป็นท้องแรกของหนูด้วย...”
“พูดถูกแล้ว ระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่าแก้”
หมิงเหม่ยเริ่มบ่นพึมพำด้วยความเป็นห่วง
“ต่อไปเวลาคุณลุงขับรถ ก็ต้องระมัดระวังให้มากนะคะ โดยเฉพาะเวลาฝนตกหรือหิมะตก ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ...”
ในความฝันของเธอ เหตุการณ์อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นในวันที่ฝนตกหนัก ถนนลื่นจนรถเสียหลัก เพื่อที่จะหลบคนที่เดินอยู่บนถนน รถจึงลื่นไถลเกือบจะพุ่งออกไป
โชคดีที่สุดท้ายรถเบรกทัน ตัวรถไม่ได้เสียหายอะไรมาก แต่คนบนรถต่างพากันล้มคะมำไปข้างหน้าตามแรงเหวี่ยง ตัวเธอเองที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งพนักงานขายตั๋ว ด้านหน้าไม่มีใครกั้น ก็เลยกระเด็นจนเกิดเรื่องขึ้น
“ต่อไปคุณลุงต้องทำงานคู่กับเสี่ยวชุ่ย ก็อย่าทะเลาะกันนะคะ”
ลุงคนขับรถหลุดขำออกมาแล้วพูดแซว
“โธ่เอ๊ย ดูท่าทางขี้บ่นของเธอสิ ทำตัวเหมือนยายแก่ไม่มีผิด”
“ถ้าคุณลุงพูดแบบนี้ หนูจะโกรธแล้วนะคะ”
ลุงคนขับหัวเราะชอบใจ
“ลุงล้อเล่นน่า เธอยังเป็นสาวน้อยวัยรุ่นอยู่เลย”
หมิงเหม่ยพยักหน้าอย่างพอใจ เธอเองก็ไม่คิดว่าจะได้ย้ายงานเร็วขนาดนี้ ดังนั้นจึงตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทำหน้าที่ในกะสุดท้ายให้ดีที่สุด
เธอปฏิบัติต่อผู้โดยสารทุกคนด้วยความสุภาพอ่อนน้อมและจริงจัง วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ผู้คนค่อนข้างพลุกพล่าน แต่หมิงเหม่ยก็รับมือได้อย่างสบาย
แต่เพราะความมารยาทดีเกินเหตุของเธอนี่แหละ ที่ทำให้ผู้โดยสารแต่ละคนถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก เพราะทุกคนต่างคุ้นชินกับพนักงานขายตั๋วที่ชอบตะคอกเสียงดังโวยวายด้วยท่าทางไม่รับแขก
ความจริงไม่ใช่ว่าใครตั้งใจจะบริการแย่หรอกนะ แต่เป็นเพราะสภาพแวดล้อมในการทำงานต่างหาก ทุกคนชินกับการใช้เสียงดัง เพราะถ้าพูดเบาๆ คนข้างหลังก็จะไม่ได้ยิน นานวันเข้าพวกเขาก็เลยติดนิสัยพูดจาเสียงดังโฮกฮาก
อาจเป็นเพราะนี่คือวันสุดท้าย หมิงเหม่ยไม่เพียงแค่บริการดี แต่ยังดูร่าเริงกระตือรือร้นเป็นพิเศษอีกด้วย ก่อนหน้านี้ยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอพูดถึงเรื่องที่จะต้องย้ายงาน หมิงเหม่ยกลับรู้สึกใจหายและอาลัยอาวรณ์ตำแหน่งงานนี้อยู่ไม่น้อย เพราะเธอทำงานคู่กับลุงคนขับมาตั้งสามปีแล้ว และคุ้นเคยกับเส้นทางสายนี้เป็นอย่างดี
หมิงเหม่ยคิดในใจว่า ถ้าไม่ใช่เพราะฝันร้ายนั่น เธอคงจะขอย้ายกลับมาทำตำแหน่งเดิมแน่ๆ ต่อให้ท้องอยู่ก็เถอะ แต่ตอนนี้พอได้ย้ายงานจริงๆ แม้จะรู้สึกใจหายนิดหน่อย แต่ก็รู้สึกโล่งใจมากกว่า
สิ่งเดียวที่รู้สึกเสียดายจนปวดใจ ก็คือเงินค่าตั๋วเดือนละสามหยวนนั่นแหละ ฮือๆ เธอลูบท้องของตัวเองเบาๆ แล้วพูดกับลูกในท้อง
“ลูกจ๋า ดูสิ หนูยังไม่ทันเกิดเลยนะ แม่ก็เริ่มหาเงินได้น้อยลงเพื่อหนูแล้ว หนูเกิดมาต้องเป็นเด็กดีเชื่อฟังแม่นะ ไม่อย่างนั้นถ้าแม่นึกถึงเงินสามหยวนที่หายไปทุกเดือนขึ้นมา แม่จะตีก้นหนูให้เข็ดเลย”
เธอพึมพำกับตัวเองเสียงเบา แต่อายุครรภ์ยังน้อยมาก จึงไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆ จากเจ้าตัวเล็ก
หมิงเหม่ย “.....”
เธอใช้นิ้วจิ้มพุงตัวเองอีกที ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเงยหน้าขึ้นทำงานต่อไป
วันสุดท้ายแล้ว ต้องทำหน้าที่ในกะสุดท้ายนี้ให้สมบูรณ์แบบที่สุด
...
ณ บ้านชั้นเดียวแถบชานเมือง
เด็กหนุ่มรูปร่างผอมแห้งคนหนึ่งกำลังวิ่งหน้าตั้งด้วยความเร็วสูง ท่าทางรีบร้อนจนหกล้มลุกคลุกคลานหลายตลบ แต่ก็ยังกัดฟันลุกขึ้นวิ่งต่อจนเข้ามาในประตูบ้าน พร้อมตะโกนลั่น
“ลูกพี่!”
“มีเรื่องอะไร? ทำไมถึงได้ดูแตกตื่นขนาดนี้”
เจ้าเด็กผอมแห้งหอบหายใจตัวโยน ทิ้งตัวลงนั่งกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ
“ฉะ...ฉัน ฉันได้ยินข่าวใหญ่มาจ้ะ”
“ข่าวใหญ่? จะมีข่าวใหญ่สวรรค์วิมานอะไรได้อีก? ไหนลองว่ามาซิ”
“เมื่อเช้า... เมื่อเช้าฉันไปเยี่ยมป้าที่โรงพยาบาล ตอนนั่งรถเมล์ฉันได้ยินคนขับคุยกับนังแม่เสือสาว ว่าแม่เสือสาวกำลังจะย้ายงานแล้ว!”
“อะไรนะ!”
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าลูกพี่ลุกพรวดขึ้นทันที ดวงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น เขาพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อเจ้าเด็กส่งข่าวแล้วถามเสียงสั่น
“แม่เสือสาว... แม่เสือสาวจะย้ายงานแล้วรึ? แกแน่ใจนะว่าฟังไม่ผิด?”
“ไม่ผิดจ้ะ! เรื่องจริงแน่นอน!”
ลูกพี่รีบกระโดดไปที่โต๊ะบูชาในบ้าน จุดธูปไหว้บรรพบุรุษทันทีพร้อมกับร้องไห้โฮ
“ท่านปรมาจารย์คุ้มครอง ดีเหลือเกิน... ดีจริงๆ ดีที่สุด ในที่สุดเธอก็จะย้ายไปแล้ว... พวกเราทนทุกข์เพราะแม่เสือสาวคนนี้มานานเหลือเกิน!”
ถ้าพนักงานขายตั๋วทุกคนในโลกนี้เป็นเหมือนแม่เสือสาวคนนี้ พวกเขาคงต้องอดตายกันพอดี ชีวิตมันช่างยากลำบากเหลือเกิน แต่พวกเขาก็ไม่กล้าไปตอแยกับนังหนูนี่
ลำพังแค่แม่เสือสาวดุร้ายก็พอทน แต่พ่อของหล่อนนี่ยิ่งดุร้ายกว่าหลายเท่า พวกเขาเคยคิดจะสั่งสอนแม่เสือสาวสักหน่อย เอาจริงๆ ก็แค่จะสั่งสอนเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้คิดจะทำเรื่องเลวร้ายอะไร แค่กะจะขู่ให้กลัวเฉยๆ
ผลปรากฏว่า เกือบโดนพ่อของแม่เสือสาวซ้อมจนพิการ ตาลุงนั่นตัวใหญ่ยังกับหมี ตบคนทีเดียวร่วงได้เป็นสิบ แถมแม่มันยังพกมีดติดตัวตลอดเวลา ไม่มีความเป็นนักเลงที่มีคุณธรรมเอาเสียเลย
ได้ยินมาว่าเป็นคนขับรถบรรทุกวิ่งทางไกล คนประเภทนี้ พวกเขาไม่กล้าไปหาเรื่องด้วยหรอก สมัยนี้คนที่กล้าขับรถบรรทุกวิ่งข้ามจังหวัดข้ามมณฑล ดีไม่ดีในรถอาจจะมีปืนผาหน้าไม้ซ่อนอยู่ก็ได้ คนพวกนี้โหดเหี้ยมกันทั้งนั้น ใครจะไปกล้าแหยม
โชคดี... โชคดีเหลือเกินที่แม่เสือสาวจะย้ายไปแล้ว
“รีบไป... พวกแกรีบไปสืบข่าวมาให้ละเอียด ไปถามให้แน่ใจว่าเธอจะย้ายงานจริงๆ ใช่ไหม ถ้าถ้าเธอย้ายไปแล้วจริงๆ ล่ะก็... ฮิฮิ... ฮิฮิฮิ! วันคืนอันแสนสุขของพวกเรากำลังจะมาถึงแล้ว”
เขาตะโกนเสียงดังขึ้นมาทันที
“เที่ยงวันนี้ พวกเรากินเนื้อ กินเนื้อฉลองกันโว้ย”
เรื่องที่หมิงเหม่ยกำลังจะย้ายงานนั้น คนที่รู้สึกดีใจเป็นกลุ่มแรกกลับไม่ใช่คนในครอบครัวของเธอ แต่เป็นพวกหัวขโมยและกุ๊ยข้างถนนในเมืองหลวงแห่งนี้ต่างหาก
ใช่แล้ว ใครบอกว่ายุคสมัยนี้ไม่มีหัวขโมยกันล่ะ ปีนี้อาจจะเป็นปีที่สถานการณ์ค่อนข้างสงบสุขกว่าปีก่อนๆ และหัวขโมยก็ไม่ได้ออกมาเพ่นพ่านเยอะแยะอะไร เพราะทุกคนต่างก็ยากจนข้นแค้นกันทั้งนั้น
จนหนูในท่อเห็นแล้วยังต้องรู้สึกสงสาร เรียกได้ว่าไม่มีอะไรให้ขโมยเลยจริงๆ แถมถ้ามีคนแปลกหน้าโผล่เข้ามาในตรอกซอย ก็จะมีกลุ่มป้าๆ คอยจับตามองทันที เผลอๆ ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็คงโดนรุมซักไซ้ไล่เลียงจนไปไม่เป็นแล้ว
แต่ก็นั่นแหละ ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น อาชีพหัวขโมยก็ยังคงมีอยู่ สำหรับคนที่เคยชินกับการเป็นขโมยที่ได้เงินมาง่ายๆ จะให้พวกเขาไปทำงานทำการอย่างอื่นก็คงจะยาก เรียกว่าเปลี่ยนอาชีพลำบากเลยทีเดียว
คนพวกนี้พอเคยชินกับการได้เงินมาแบบสบายๆ ก็ยากที่จะยอมออกแรงทำงานแลกเงิน ดังนั้นในเมืองนี้จึงยังมีคนประเภทนี้หลงเหลืออยู่ และคนพวกนี้โดยพื้นฐานแล้วจะไม่เข้าไปเดินเตร็ดเตร่ตามตรอกซอกซอยให้เป็นจุดสนใจ
นั่นเป็นเพราะพวกเขาสู้รบปรบมือกับสายตาอันแหลมคมของพวกป้าๆ ไม่ไหว อย่าได้ดูถูกพลังของมนุษย์ป้าเชียวล่ะ ป้าคนหนึ่งนี่มีความสามารถไม่แพ้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนเลยทีเดียว ดังนั้นพวกหัวขโมยจึงเลือกสถานที่ที่เป็นพื้นที่สาธารณะแทน อย่างเช่นหน้าห้างสรรพสินค้า บนรถประจำทาง หรือบนรถไฟ
ส่วนใหญ่ก็จะเลือกสถานที่แบบนี้แหละ อย่าเห็นว่าตัวหมิงเหม่ยเองไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ความจริงแล้วชื่อเสียงเรียงนามของเธอนั้นดังกระฉ่อนไปทั่วเมืองหลวง ในฐานะแม่เสือสาวสายหนึ่งสี่ศูนย์ ผู้ที่ไม่มีใครกล้าแหยมด้วย เส้นทางเดินรถสายนี้เป็นที่รู้กันดีในหมู่โจรว่า ถ้าไปก่อเรื่องคือ รนหาที่ตาย
นี่ถ้าไม่ใช่เพราะยุคนี้เทคโนโลยีการถ่ายภาพยังไม่พัฒนาล่ะก็ พวกหัวขโมยคงจะพกรูปถ่ายของหมิงเหม่ยติดตัวไว้คนละใบ แล้วพยายามหลบหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้แน่นอน
วีรกรรมการจับหัวขโมยบนรถประจำทาง 2 ครั้ง และจับโจรปล้นอีก 1 ครั้งของเธอ เป็นเรื่องที่เล่าลือกันไปทั่วในวงการนักเลง พอได้ยินข่าวว่าหมิงเหม่ยจะย้ายงาน พวกเขาแทบอยากจะออกมาตีฆ้องร้องป่าวด้วยความยินดี ในโลกนี้ไม่มีเรื่องอะไรจะดีงามไปกว่านี้อีกแล้ว
บรรพบุรุษคุ้มครองจริงๆ เพราะข่าวการย้ายงานของหมิงเหม่ย ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยถึงกับฉลองด้วยการกินเนื้อ สถานการณ์ถึงขั้นที่ว่ามีแก๊งหัวขโมยหลายกลุ่มกำลังปรึกษาหารือกันอย่างจริงจัง
“เอาอย่างนี้ไหม พวกเราไปจุดประทัดฉลองที่หน้าสถานีขนส่งกันดีกว่า”
“พวกเราลงขันกันซื้อหมูสักตัวส่งไปให้ทางนั้น เพื่อขอบคุณที่พวกเขาย้ายยัยนั่นออกไปดีไหม”
“ไม่ได้ๆ พวกแกกลัวคนอื่นเขาจะไม่เพ่งเล็งพวกเราหรือไง ทำตัวให้มันเงียบๆ หน่อย ต้องรู้จักถ่อมตัว”
“ช่วงนี้พวกเราอย่าเพิ่งไปป้วนเปี้ยนแถวรถสายหนึ่งสี่ศูนย์จะดีกว่า เดี๋ยวเขาจะย้ายยัยนั่นกลับมาอีก พวกเรารอดูสถานการณ์ไปก่อนสักพัก ให้เรื่องมันผ่านไปแบบเงียบๆ แล้วค่อยกลับมาทำมาหากินกันใหม่ ยัยนั่นย้ายไปเพราะท้องไม่ใช่เหรอ อีกไม่กี่เดือนพอท้องโตขึ้น เรื่องนี้ก็คงจบลงด้วยดี ไม่มีทางกลับมามีปัญหาอีกแน่นอน”
“ใช่ๆ ลูกพี่พูดถูกที่สุด ฉลาดล้ำลึกจริงๆ”
“แม่เอ้ย ฉันไม่อยากจะเห็นหน้ายัยนั่นอีกเลยจริงๆ โหดชิบหาย”
“แต่ฉันกลับรู้สึกเห็นใจผัวของเธอนะ พวกนายว่าเธอจะซ้อมผัวตัวเองไหม”
“ฉันว่าซ้อมชัวร์”
“ฉันก็คิดงั้นเหมือนกัน ถ้ามีอะไรไม่พอใจขึ้นมา เธอก็คงเรียกพ่อมาช่วยผสมโรงอีกแรง กลายเป็นคู่หูพ่อลูกนรกแตกแน่ๆ น่าเห็นใจจริงๆ”
“น่าเห็นใจสุดๆ”
“ช่างเรื่องชาวบ้านเขาเถอะน่า เอาเป็นว่าพวกเราแอบจุดประทัดฉลองกันเองเงียบๆ ก็พอ อือ เอาแค่ที่หน้าประตูบ้านเรานี่แหละ”
“จัดไป”
หมิงเหม่ยไม่รู้เลยว่าการย้ายงานของเธอจะสร้างความฮือฮาได้ขนาดนี้ แต่ตัวเธอเองก็มีความสุขมากเหมือนกัน ใครบ้างจะอยากลำบากจริงไหม ขนาดในฝันเธอยังรู้สึกได้ถึงความทรมานของตัวเองเลย เนื่องจากการเปลี่ยนตำแหน่งงาน วันนี้ตอนเลิกงานกลับบ้าน เธอจึงแวะซื้อขนมมาหนึ่งชั่ง
ใจจริงเธออยากจะซื้อเนื้อสัตว์กลับมา แต่ที่บ้านยังมีเนื้อแพะเหลืออยู่ ถึงแม้จะหมักเกลือเอาไว้แล้ว แต่ด้วยความที่เป็นฤดูร้อน ที่บ้านเลยยังไม่ซื้อเนื้อสัตว์เพิ่มในช่วงนี้
หมิงเหม่ยหิ้วถุงขนมกลับมา พอเดินมาถึงปากซอยก็เห็นจวงจื้อซีกำลังจะปั่นจักรยานออกมารับเธอพอดี เขาเห็นว่าหมิงเหม่ยมาถึงแล้วก็ทำหน้าแปลกใจแล้วทักขึ้น
“คุณเลิกงานเร็วกว่าปกติเหรอครับ”
หมิงเหม่ยส่ายหน้าปฏิเสธ
“เปล่าหรอกค่ะ เลิกงานตามปกติแหละ แต่วันนี้ตอนเลิกงานฉันโชคดี รถที่วิ่งผ่านเส้นทางบ้านเรากำลังจะออกจากสถานีพอดี ฉันก็เลยนั่งติดรถมาลงที่ปากซอยได้เลย”
จวงจื้อซีรีบเดินเข้ามาจูงมือภรรยา หมิงเหม่ยจึงพูดขึ้นยิ้มๆ
“ฉันไม่ใช่หมีแพนด้าสักหน่อย ไม่ต้องประคองขนาดนี้ก็ได้มั้งคะ”
จวงจื้อซีแย้งขึ้นทันที
“ก็ต้องระวังไว้ก่อนสิครับ”
หมิงเหม่ยเล่าต่อ
“เรื่องย้ายงานของฉันจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ วันนี้ฉันทำงานเป็นวันสุดท้ายแล้ว”
จวงจื้อซีมองหน้าหมิงเหม่ยด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมเร็วจังเลยล่ะครับ”
หมิงเหม่ยหัวเราะออกมาเบาๆ
“ก็ใช่น่ะสิคะ แม่ของฉันสนิทกับคนในสถานีขนส่งจะตายไป อีกอย่างพอย้ายงานแล้วรายได้ฉันก็จะลดลง ถึงฉันจะไม่อยากเป็นพนักงานขายตั๋ว แต่ก็มีคนอีกตั้งเยอะแยะที่อยากจะทำตำแหน่งนี้นะคะ”
จวงจื้อซีคิดตามแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย รู้สึกว่าเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น เพราะการออกรถแต่ละครั้งจะได้เบี้ยเลี้ยงเพิ่ม 3 หยวน สำหรับคนทั่วไปแล้ว เงินจำนวนนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะคนที่มีภาระทางบ้านเยอะ ย่อมต้องการรายได้ที่มากขึ้นเป็นธรรมดา
เขาจึงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“งั้นก็ดีเลยครับ ต่อไปเราจะได้หยุดงานพร้อมกันสักที”
เมื่อก่อนถ้าอยากจะหยุดตรงกัน ก็ต้องคอยลางานให้วุ่นวาย แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว พวกเขาจะได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์เหมือนกัน จะทำอะไรก็ทำด้วยกันได้ สะดวกขึ้นเยอะ ยิ่งเป็นคู่ข้าวใหม่ปลามันที่เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน ความหวานย่อมยังอบอวลอยู่เต็มเปี่ยม
ทั้งสองคนเดินเคียงคู่กันไปข้างหน้า พอเดินผ่านห้องส้วมสาธารณะ ก็เห็นว่าคนงานพวกนั้นยังคงตักอุจจาระกันอยู่ ต้องบอกเลยว่าความเร็วในการทำงานของคนพวกนี้ช้ามากจริงๆ
แต่นี่ก็ไม่ใช่เพราะพวกเขาอยากจะอู้งานหรือทำช้าอะไรหรอกนะ แต่เป็นเพราะพวกเขาต้องทำงานอย่างละเอียดละออต่างหาก ช่วยไม่ได้นี่นา ใครใช้ให้พวกเขาสงสัยว่าในส้วมนั่นมีของซ่อนอยู่กันล่ะ
ก็เลยต้องตรวจสอบกันทีละตารางนิ้ว แม้แต่ในบ่อเกรอะก็ไม่เว้น แต่ด้วยอากาศที่เริ่มอุ่นขึ้นแล้ว การทำแบบนี้มันทำให้กลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่วทั้งถนนเลยทีเดียว หมิงเหม่ยรีบยกมือขึ้นปิดจมูก แล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความกลัดกลุ้ม
“งานนี้ไม่รู้จะต้องทำอีกกี่วันถึงจะเสร็จนะคะเนี่ย”
จวงจื้อซีรีบบอกภรรยา
“คุณรีบเดินเถอะครับ คุณกำลังท้องกำลังไส้ อย่าดมกลิ่นพวกนี้เลย เดี๋ยวจะส่งผลไม่ดีต่อร่างกายเปล่าๆ”
หมิงเหม่ยทำหน้างง
“เอ๊ะ ฉันไม่เคยได้ยินเขาพูดกันแบบนี้นะคะ”
เธอไม่เคยได้ยินความเชื่อเรื่องกลิ่นกับคนท้องมาก่อน แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือกลิ่นมันเหม็นมากจริงๆ
สองสามีภรรยารีบเร่งฝีเท้าเดินผ่านไป พวกเขาถือว่ายังเดินกันแบบปกติ แต่ถ้าเป็นพวกเด็กๆ ที่เดินผ่านแถวนี้ ต่างก็เอามือปิดจมูกแล้ววิ่งร้องอี๋อ๋อกันไปให้ไวที่สุด แม้แต่สามพี่น้องตระกูลซูอย่างซูจินไหล ที่ปกติไม่เคยกลัวฟ้ากลัวดิน ยังไม่กล้าเข้าใกล้บริเวณนี้เลย
เรื่องแบบนี้ มันเป็นบททดสอบจิตใจคนจริงๆ ดังนั้นทุกคนจึงพยายามหลบไปให้ไกลที่สุด ถ้าไม่ใช่เพราะเกรงใจและกลัวจะมีปัญหา พวกเด็กๆ คงอยากจะปาหินใส่คนงานพวกนั้นแล้วตะโกนด่าว่า
พวกแกทำงานให้มันเร็วๆ หน่อยไม่ได้หรือไงวะ กลิ่นมันเหม็นจะตายอยู่แล้ว แต่ทว่า พวกเขาแค่เป็นเด็ก ไม่ได้เป็นคนโง่ เพราะฉะนั้น ไม่มีใครกล้าทำหรอก
[จบบท]