บทที่ 284: วุ่นวายกลางฝน
เจียงหลูเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อเห็นท่าทางของสามี เธออยากจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างออกมาเพื่อขัดจังหวะ แต่ทว่าพอสัมผัสได้ถึงสายตาของโจวฉวินที่มองมา เธอก็จำต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไปอย่างยากลำบาก
ช่างไม่เจียมกะลาหัวจริงๆ โจวฉวินแสดงความจริงใจในการเชิญชวนไป๋เฟิ่นโต้วอย่างออกนอกหน้า นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงและสร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนบ้านทุกคน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจห้ามความคิดของเหล่าจีนมุงที่เริ่มจินตนาการไปไกลกว่าเดิม
บางคนมองโลกในแง่ดีก็คิดว่าโจวฉวินคนนี้ช่างเป็นลูกผู้ชายที่รักพวกพ้องและมีน้ำใจ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีข่าวลือเสียหายออกมาบ้าง แต่เนื้อแท้เขาก็ยังคงเป็นคนดีคนหนึ่ง
ในขณะเดียวกันก็มีคนบางกลุ่มที่มองในแง่ร้ายและคิดลึกไปไกล พวกเขารู้สึกว่าการที่โจวฉวินเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้ ย่อมต้องมีแผนการอะไรบางอย่างซ่อนอยู่อย่างแน่นอน เขาอาจจะกำลังวางแผนร้ายอะไรอยู่ก็เป็นได้
ความจริงจะเป็นอย่างไรนั้นไม่มีใครล่วงรู้ได้ ในค่ำคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำรุนแรงเช่นนี้ เขากลับแสดงด้านที่เป็นมิตรและโอบอ้อมอารีออกมาให้เห็น เขาเลือกที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเพื่อนบ้านอย่างกล้าหาญ ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย
ไป๋เหล่าโถวพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจเมื่อเห็นความมีน้ำใจของโจวฉวิน เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเพื่อนแท้ย่อมปรากฏตัวในยามยากลำบาก ป้าหวังเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นเพื่อตัดบท
“ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันเถอะ เรื่องนี้ก็จัดการตามนี้ไปก่อน”
ลึกๆ แล้วป้าหวังรู้สึกว่าวิธีการแก้ปัญหาของบ้านตระกูลไป๋นั้นไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ทำไมเธอถึงคิดแบบนั้นน่ะหรือ นั่นก็เพราะฝนข้างนอกตกลงมาหนักขนาดนี้ การที่เอาผ้าห่มนวมไปอุดหน้าต่างที่แตกเสียหาย
มันจะเป็นภาระใหญ่หลวงในภายหลัง ป้าหวังมองว่าการกระทำแบบนี้มันสิ้นคิดสิ้นดี ผ้าห่มผืนนั้นคงจะเปียกโชกและเสียหายจนใช้การไม่ได้อีกต่อไป
แต่ในเมื่อเจ้าของบ้านเขาตัดสินใจกันเองแบบนั้น เธอจะไปหาวัสดุอุปกรณ์ที่ไหนมาช่วยอุดหน้าต่างให้ได้ในตอนนี้ พูดไปพวกเขาก็คงไม่ฟังอยู่ดี
ป้าหวังสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์ เธอตัดสินใจที่จะทำเป็นมองไม่เห็นความโง่เขลานี้ ช่างเถอะ อย่างไรเสียสองพ่อลูกตระกูลไป๋ก็ไม่ใช่คนดิบดีอะไรอยู่แล้ว นี่ก็ถือว่าเป็นกรรมตามสนองที่สมควรโดนไม่ใช่หรือ
ตอนที่สองพ่อลูกคู่นี้วางแผนเล่นงานครอบครัวของเธอ พวกมันก็ลงมืออย่างโหดเหี้ยมและไม่เคยปรานีใครมาก่อนเช่นกัน ป้าหวังจึงวางใจและเอ่ยไล่ทุกคนด้วยน้ำเสียงสบายอารมณ์
“เอาล่ะ แยกย้ายกันได้แล้ว ฝนตกหนักขนาดนี้อย่ามัวแต่มายืนออรวมกลุ่มกันอยู่ข้างนอกเลย”
ต้องยอมรับว่าคนในเรือนสี่ประสานแห่งนี้ช่างมีประสบการณ์โชกโชนและหูตากว้างไกล ในขณะที่คนในเรือนอื่นๆ ต่างพากันหลบฝนเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเมื่อพายุเข้า แต่คนในเรือนนี้กลับมีละครฉากใหญ่ให้ดูชมกันถึงที่ แถมยังเป็นการประหยัดเงินค่าถ่านวิทยุไปในตัวอีกด้วย
ทุกคนยังคงยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่สองพ่อลูกตระกูลไป๋เป็นตาเดียว
สองพ่อลูกก้าวเท้าเดินออกจากบ้านเตรียมจะมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลโจว ทว่าทันทีที่เดินมาถึงหน้าประตู ไป๋เหล่าโถวกลับถูกเจ้าของบ้านขวางทางเอาไว้เสียก่อนโจวฉวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเด็ดขาด
“ลุงไป๋ ผมให้ลุงเข้าไปไม่ได้ครับ”
“ห๊ะ”
ไป๋เหล่าโถวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เขาจ้องมองโจวฉวินอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาพลางแผดเสียงถามกลับไปทันที
“ทำไม นายมีสิทธิ์อะไรไม่ให้ฉันเข้าไป”
หากเป็นเมื่อก่อน โจวฉวินคงจะด่ากราดกลับไปแล้วว่านี่มันบ้านของเขา เขาจะให้ใครอยู่หรือไม่ให้อยู่มันก็เรื่องของเขา คนอื่นไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอน แต่ในเวลานี้เขากลับมองไปที่ไป๋เฟิ่นโต้วแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ลุงไป๋ เตียงบ้านผมมันก็มีขนาดแค่นั้น ผู้ชายตัวโตๆ สองคนนอนเบียดกันก็เต็มกลืนแล้ว ขืนเพิ่มคนเข้าไปอีกคงนอนไม่ได้แน่ๆ อีกอย่าง ใครๆ ในละแวกนี้เขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าลุงกับแม่ผมมีข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก การที่ลุงจะเข้ามานอนค้างอ้างแรมในบ้านผม มันจะทำให้ชื่อเสียงแม่ผมเสียหายหนักเข้าไปอีก รอแม่ผมกลับมา มีหวังบ้านแตกแน่นอน”
หมิงเหม่ยที่ยืนพิงไหล่จวงจื้อซีอยู่แอบกระซิบกระซาบกับสามีเสียงเบา
“ข่าวลือที่ว่าไป๋เฟิ่นโต้วพยายามจะลวนลามเจียงหลูมันดังยิ่งกว่าเรื่องนั้นอีกนะ เขาไม่กลัวว่าชื่อเสียงเมียตัวเองจะป่นปี้หรือไงกัน”
เสียงของเธอเบามากจนมีเพียงจวงจื้อซีคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยิน เขาบีบมือภรรยาเบาๆ เป็นเชิงปราม
“ชู่ว เรื่องบางเรื่อง รู้แล้วก็เหยียบไว้ เข้าใจไหม”
หมิงเหม่ยทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอราวกับคนปวดฟัน จวงจื้อซีหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างชอบใจ ถึงแม้ทั้งคู่จะแอบซุบซิบกัน แต่สายตาก็ยังคงจับจ้องไปทางบ้านตระกูลโจวอย่างไม่วางตา
ราวกับกลัวว่าจะพลาดฉากเด็ดไปแม้แต่วินาทีเดียว คำพูดของโจวฉวินทำเอาทุกคนในที่นั้นตกตะลึงไปตามๆ กัน แต่พอลองคิดไตร่ตรองดูดีๆ คำพูดของเขาก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย ป้าโจวผู้แสนจะบริสุทธิ์ผุดผ่องรักนวลสงวนตัวขนาดนั้น
หากต้องมาเสียชื่อเสียงเพราะเรื่องพรรค์นี้ มันคงจะดูไม่งามจริงๆ คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบกริบไปชั่วขณะ แต่ไม่นานนักไป๋เหล่าโถวก็สวนกลับมาทันควัน
“แม่แกไม่อยู่บ้านสักหน่อย ฟ้าดินรู้ เรารู้ แต่แม่แกไม่รู้ มันจะไปมีปัญหาอะไรกัน”
โจวฉวินส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“ไม่ได้ครับ ผมโกหกแม่ไม่ได้ ผมเชื่อใจในตัวตนของไป๋เฟิ่นโต้ว ผมถึงเต็มใจให้เขามานอนด้วย แต่สำหรับลุงไป๋... ผมพูดตรงๆ ว่าผมยังไม่ค่อยรู้จักนิสัยใจคอลุงดีพอ”
“ไอ้เด็กเวร นายพูดบ้าอะไรของนาย อะไรคือไม่รู้จักนิสัยฉัน ฉันเป็นลุงไป๋ของนายนะเว้ย เราอยู่บ้านเดียวกันมาสามสิบกว่าปี ฉันเห็นนายมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย แล้วตอนนี้นายมาบอกว่าไม่รู้จักฉัน นายพูดคำนี้ออกมาได้ยังไง”
ไป๋เหล่าโถวโกรธจนตัวสั่น เขาไม่คิดเลยว่าโจวฉวินจะเลือดเย็นได้ขนาดนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาโมโหมากที่สุดก็คือ การเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน ทำไมไป๋เฟิ่นโต้วลูกชายเขาถึงกลายเป็นคนดีมีศีลธรรมน่าเชื่อถือกว่าเขาไปได้ ไป๋เหล่าโถวรู้สึกไม่ยอมรับและไม่พอใจอย่างรุนแรง
“มันไม่ใช่เรื่องที่นายว่าจะรับหรือไม่รับฉัน แต่มันคือนายมีปัญหาอะไรกับฉัน นายพูดมาให้เคลียร์นะ พูดมาเดี๋ยวนี้”
ไป๋เหล่าโถวโวยวายด้วยความอัดอั้นตันใจ เพื่อนบ้านต่างพากันมองดูความวุ่นวายนี้ด้วยความบันเทิงเริงรมย์
เรื่องราวในวันนี้ช่างเข้มข้นเสียจริง แม้ฝนจะตกหนักเพียงใดก็ไม่อาจขัดขวางความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนได้ จวงจื้อซีผู้ซึ่งชอบดูเรื่องสนุกแต่ไม่ชอบเอาตัวเข้าไปเสี่ยงจึงเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ด้วยน้ำเสียงเสียดาย
“สถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่ขาดไปที่สุดก็คือป้าโจวนี่แหละ”
หากป้าโจวไม่ได้ถูกจับเข้าไปดัดนิสัย แต่ยังยืนจังก้าอยู่ในเหตุการณ์ตอนนี้ ไป๋เหล่าโถวคงโดนตบจนหน้าหันไปนานแล้ว มีหรือจะปล่อยให้มายืนแหกปากโวยวายอยู่แบบนี้ ฝันไปเถอะ
คำพูดของจวงจื้อซีได้รับการพยักหน้าเห็นด้วยจากเพื่อนบ้านทุกคน พวกเขาต่างรู้สึกเสียดายที่ป้าโจวถูกจับเข้าไปผิดจังหวะเวลาจริงๆ ป้าโจวเคยก่อเรื่องในลานบ้านมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งเธอก็เอาตัวรอดมาได้เสมอ ใครจะไปคิดว่าพอออกไปซ่านอกบ้านแค่ครั้งเดียว ก็ดันโดนจับไปเสียได้
พวกเขายังไม่ทันได้เห็นฉากเด็ดตอนที่คุณตำรวจมาหิ้วตัวเธอไปเลยด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ทุกคนต่างมีความคิดเห็นตรงกันว่า หากป้าโจวยังอยู่ ไป๋เหล่าโถวไม่มีทางกำเริบเสิบสานได้ขนาดนี้แน่ เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของป้าโจวเลยแม้แต่น้อย
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว แสงสีขาวสว่างวาบไปทั่วบริเวณ ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้อง เม็ดฝนเริ่มตกลงมาถี่ขึ้นและรุนแรงกว่าเดิม กระแสลมพัดพาเอาสายฝนสาดซัดเข้าใส่ตัวบ้านอย่างบ้าคลั่ง
แม้จะอยู่ในลานบ้านเดียวกันและอยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน แต่ด้วยทิศทางลมที่พัดกระหน่ำ ทำให้ฝั่งบ้านของไป๋เฟิ่นโต้วต้องรับศึกหนักกว่าใครเพื่อน
ละอองฝนสาดซัดผ่านหน้าต่างที่แตกเสียหายเข้าไปภายในห้องอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปเพียงไม่นาน ในขณะที่ทุกคนยังคงยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่ ผ้าห่มนวมของไป๋เฟิ่นโต้วที่อุดหน้าต่างไว้ก็เปียกชุ่มโชกจนดูเหมือนเพิ่งงมขึ้นมาจากน้ำ มันไม่อาจต้านทานแรงพายุฝนได้อีกต่อไป
หากฝนยังคงตกหนักต่อเนื่องแบบนี้ตลอดทั้งคืน ในห้องคงเจิ่งนองกลายเป็นคลองเล็กๆ ได้เลยทีเดียว ไป๋เฟิ่นโต้วมองดูสภาพห้องแล้วก็ได้แต่กลัดกลุ้มใจ
“แล้วจะทำยังไงกันดีล่ะทีนี้”
หยางลี่ซินยังคงรู้สึกโกรธเคืองเรื่องการขายจานไม่หาย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ฝังใจเขาเป็นอย่างมาก และดูเหมือนว่าเขาจะเก็บความแค้นนี้ไว้ไปตลอดชีวิต คนอะไรจะมาหลอกลวงกันได้หน้าด้านๆ แบบนี้
ถึงแม้ว่าสุดท้ายครอบครัวของเขาจะได้ตั๋วจักรยานมาครอบครอง และสามารถซื้อรถจักรยานได้สมใจอยากแล้วก็ตาม แต่อารมณ์ความขุ่นมัวที่เกิดขึ้นในใจกลับไม่ได้จางหายไปเลยแม้แต่น้อย
เขาเกลียดไป๋เฟิ่นโต้วเข้ากระดูกดำ ไอ้หมอนี่มันทำให้เขาทำงานที่ได้รับมอบหมายจากทางบ้านพังไม่เป็นท่า มันช่างน่าขายหน้าเหลือเกิน
ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของไป๋เฟิ่นโต้วแต่เพียงผู้เดียว หยางลี่ซินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นวิเคราะห์ดินฟ้าอากาศ แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“โดยปกติแล้วฝนตกหนักแบบเทกระจาดขนาดนี้ มันไม่มีทางตกติดต่อกันทั้งคืนหรอกครับ ยิ่งตกหนักเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งหยุดเร็วขึ้นเท่านั้น”
เขาพูดส่งเดชไปอย่างนั้นเอง ในใจลึกๆ กลับแช่งชักหักกระดูกให้บ้านของไป๋เหล่าโถวน้ำท่วมมิดหลังคาไปเลยยิ่งดี โทษฐานที่บังอาจมาโกงเงินของครอบครัวเขา เสียงสนับสนุนจากเพื่อนบ้านดังขึ้นทันที
“ใช่ๆ เป็นแบบนั้นจริงๆ”
“นั่นสิ ปกติฝนไล่ช้างแบบนี้ตกแป๊บเดียวก็หยุดแล้ว”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าเพื่อนบ้านทำให้ไป๋เฟิ่นโต้วถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขาหันไปมองไป๋เหล่าโถวผู้เป็นพ่อ แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“พ่อ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะ พ่อก็อยู่เฝ้าบ้านไปแล้วกัน ยังไงบ้านเราก็ต้องมีคนคอยดูอยู่สักคน ถึงฝนจะตกหนัก แต่เราจะปล่อยบ้านทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่ดูแลเลยมันก็ไม่ได้ จริงไหม”
ไป๋เหล่าโถวได้ยินลูกชายพูดแบบนั้นก็แทบจะลมจับ หายใจติดขัดขึ้นมาทันที เขารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่เลี้ยงลูกคนนี้มาจนโต ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะเลี้ยงดูตัวอะไรขึ้นมา
มันช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี คำโบราณที่ว่าเลี้ยงลูกไว้พึ่งพายามแก่เฒ่า ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้กับลูกชายของเขาเลยแม้แต่น้อย ทำไมลูกชายของเขาถึงได้พึ่งพาไม่ได้ถึงขนาดนี้ ไป๋เหล่าโถวตวาดลั่นด้วยความโมโห
“แล้วทำไมแกไม่เป็นคนอยู่เฝ้าบ้านเองล่ะ”
ไป๋เฟิ่นโต้วเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ทำหน้าตาใสซื่อไร้เดียงสาราวกับว่าตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ
“อ้าว ก็พวกเขาไม่เต็มใจต้อนรับพ่อนี่ครับ พ่อจะมาโทษผมได้ยังไง ผมว่าเรื่องนี้ผมเป็นผู้บริสุทธิ์นะครับ ไม่เกี่ยวกับผมเลย”
ถึงปากจะบอกว่าบริสุทธิ์ แต่ท่าทางของเขากลับดูไม่ได้น่าเห็นใจเลยสักนิด ใครดูก็รู้ว่าเขากำลังหาข้ออ้างทิ้งพ่อตัวเองชัดๆ ไป๋เหล่าโถวยืนตัวสั่นเทิ้มอยู่ที่ชายคาหน้าบ้าน ตะโกนด่าทอไล่หลังลูกชายเสียงดังลั่น
“ไอ้ลูกอกตัญญู ไอ้ลูกเนรคุณ สวรรค์ทำไมไม่ส่งสายฟ้าลงมาผ่าไอ้คนเลวคนนี้ให้ตายๆ ไปซะ ลูกชายของฉันคนนี้ มันช่างอกตัญญูเหลือเกิน...”
เปรี้ยง
สิ้นเสียงคำแช่งของชายชรา เสียงฟ้าร้องก็คำรามกึกก้องขึ้นมาทันทีราวกับตอบรับคำขอ เสียงตะโกนด่าทอของไป๋เหล่าโถวหยุดชะงักลงในฉับพลันราวกับถูกปิดสวิตช์
ถึงแม้เขาจะปากเก่งตะโกนด่าลูกชายเสียๆ หายๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาก็แค่ระบายอารมณ์ออกมาเท่านั้น ไม่ได้อยากให้ฟ้าผ่าลูกชายตัวเองจริงๆ หรอก
เมื่อเสียงฟ้าร้องคำรามขึ้นมาอีกครั้ง ความหวาดกลัวก็เริ่มเกาะกุมจิตใจของไป๋เหล่าโถว ป้าซูที่ยืนสังเกตสถานการณ์อยู่เห็นท่าไม่ดี จึงตัดสินใจก้าวเท้าเดินเข้าไปหาชายชราเพื่อพูดจาเกลี้ยกล่อม
“พี่ไป๋ ฉันรู้ว่าพี่รู้สึกแย่ แต่สิ่งที่โจวฉวินพูดมามันก็มีเหตุผลนะจ๊ะ”
ป้าซูไม่ได้มีเจตนาดีที่อยากจะช่วยโจวฉวินหรอก แต่เธอต้องการแสดงความเห็นอกเห็นใจให้ไป๋เหล่าโถวเห็นถึงความดีงามและความอ่อนโยนของเธอต่างหาก
อีกประการหนึ่ง เธอเองก็ไม่ต้องการให้ไป๋เหล่าโถวไปพักที่บ้านของโจวฉวินเช่นกัน หากวันดีคืนดีโจวหลี่ซื่อกลับมา แล้วรู้เรื่องนี้เข้า เธออาจจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างมาเกาะแกะไป๋เหล่าโถวอีกก็เป็นได้ ซึ่งนั่นจะทำให้เธอเสียผลประโยชน์ไปเปล่าๆ
แม้ว่าในช่วงหลายเดือนมานี้ ไป๋เหล่าโถวจะไม่มีรายได้อะไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ป้าซูไม่ใช่คนสายตาสั้นที่มองแค่ผลประโยชน์ระยะสั้น ชายชราคนนี้ยังเป็นบ่อเงินบ่อทองที่เธอสามารถตักตวงผลประโยชน์ได้ในระยะยาว เธอรีบพูดหว่านล้อมต่อทันที
“พี่ลองคิดดูสิจ๊ะ ลองนึกถึงนิสัยใจคอของโจวหลี่ซื่อดู ตอนนี้พี่อาจจะสบายใจที่ได้ที่ซุกหัวนอน แต่ปัญหาที่จะตามมาทีหลังมันเยอะแยะไปหมด พอเธอกลับมา เธอจะต้องตามมารังควานพี่ไม่จบไม่สิ้นแน่ๆ”
โจวฉวินขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินคนพาดพิงถึงแม่ของตน จึงรีบแย้งขึ้นมา
“แม่ผมไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย”
ป้าซูสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“แม่ของเธอตอนสาวๆ ก็เคยตามจีบพี่ไป๋มาก่อน ตอนนี้จะยังตัดใจไม่ได้ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่”
เธอพูดด้วยท่าทางขึงขังและมั่นใจในความคิดของตัวเอง ก่อนจะหันกลับไปพูดกับไป๋เหล่าโถวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“พี่ไป๋ ฉันคิดว่าเพื่อความปลอดภัยของตัวพี่เอง พี่ไม่ควรไปนอนค้างที่บ้านตระกูลโจวหรอกนะจ๊ะ ฉันรู้ว่าการต้องทนนอนในห้องสภาพแบบนี้มันอาจจะลำบากพี่ไปสักหน่อย แต่ก็แค่คืนเดียวเอง ทนๆ เอาหน่อยเถอะนะจ๊ะ เดี๋ยวฉันจะต้มน้ำขิงร้อนๆ มาให้พี่ดื่มแก้หนาวเอง”
ไป๋เหล่าโถวอาจจะไม่ฟังคำพูดของคนอื่น แต่สำหรับคำพูดของป้าซูแล้ว เขามักจะเก็บเอามาคิดเสมอ พอได้ฟังเหตุผลของเธอ เขาก็เริ่มคล้อยตามทันที ลองคิดดูดีๆ แล้ว คำพูดของเธอก็มีน้ำหนักไม่น้อย เขาเป็นชายชราผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง หากต้องมาพัวพันกับโจวหลี่ซื่อ มันคงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
เขาเกลียดขี้หน้าหญิงม่ายคนนั้นจะตายไป ตอนหนุ่มๆ หญิงม่ายคนนั้นก็เคยตามตื๊อเขา อยากจะแต่งงานกับเขาจนตัวสั่น มาถึงตอนนี้... ถ้าจะยังคิดแบบเดิมอยู่ก็คงไม่แปลก เมื่อคิดได้ดังนั้น ไป๋เหล่าโถวก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ที่เธอพูดมาก็ถูก”
ทุกคนต่างส่งเสียงรับรู้ในลำคอ จวงจื้อซีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวขึ้นมา
“สรุปว่าที่พูดมานี่ถูกหมดเลยเหรอครับ”
งานนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความบริสุทธิ์ของลูกชายแกจะยังรักษาเอาไว้ได้หรือเปล่า คนเป็นพ่อนี่ช่างไม่ใส่ใจลูกเต้าเอาเสียเลย มองไม่เห็นเจตนาแอบแฝงของโจวฉวินหรืออย่างไรกันนะ
จวงจื้อซีเม้มปากแน่น จ้องมองครอบครัวนี้ด้วยสายตาพิจารณา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาตัดสินใจกันได้รวดเร็วมาก โจวฉวินเห็นว่าตกลงกันได้แล้วจึงเอ่ยขึ้น
“ในเมื่อลุงไป๋ตัดสินใจแบบนี้แล้ว งั้นพวกเราไปกันเถอะครับ”
ต้องยอมรับเลยว่าไป๋เฟิ่นโต้วคนนี้ช่างเป็นลูกชายที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
ถ้าเป็นบ้านอื่น เรื่องราวคงไม่จบลงแบบนี้แน่นอน แต่เขาทำได้ลงคอ ทิ้งพ่อบังเกิดเกล้าไว้หน้าตาเฉย แล้วเดินตามโจวฉวินเข้าบ้านไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว
ทิ้งให้ไป๋เหล่าโถวยืนเคว้งคว้างอยู่ภายในห้องเพียงลำพัง มองสายฝนที่สาดซัดเข้ามาทางประตูและหน้าต่างอย่างไม่ขาดสายด้วยความกลัดกลุ้ม เขามองดูสภาพห้องที่เปียกโชกแล้วก็บ่นพึมพำกับตัวเอง
“แล้วจะอยู่ยังไงล่ะทีนี้”
เพื่อนบ้านที่มุงดูอยู่ก็ยังไม่ยอมแยกย้ายกันไปไหน ต่างพากันชะโงกหน้าเข้ามาดูความหายนะด้วยความสนใจ ไป๋เหล่าโถวเห็นดังนั้นก็เริ่มหงุดหงิด
“พวกนายจะมองอะไรกันนักกันหนา เข้ามาช่วยกันหน่อยสิเว้ย คนพวกนี้ไม่รู้จักเด็กจักผู้ใหญ่ ไม่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนบ้านเลยหรือไง เห็นไหมว่าฉันกำลังลำบากขนาดนี้ พวกนายยังจะยืนดูเฉยๆ ไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาช่วยกันบ้างเลยเหรอ”
จวงจื้อซีตะโกนตอบกลับไปทันที
“ลุงไป๋ครับ พวกเราก็อยากช่วยนะ แต่ลุงดูสภาพสิครับ จะให้ช่วยยังไง พวกเราจนปัญญาจริงๆ ครับ”
“ใช่ครับลุงไป๋ เรื่องนี้จะมาโทษพวกเราไม่ได้นะครับ ขนาดไป๋เฟิ่นโต้วลูกชายแท้ๆ ของลุงยังหนีเอาตัวรอดไปแล้วเลย”
พอจวงจื้อซีเปิดประเด็น คนอื่นๆ ก็เริ่มผสมโรงด้วยทันที ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่ว่าทุกคนแล้งน้ำใจไม่อยากช่วยเหลือ แต่สภาพมันเกินเยียวยาจริงๆ ใครจะไปช่วยได้
“ถ้าไม่อุดรูรั่วนั่น ก็อยู่ไม่ได้หรอกครับ แต่พวกเราก็ไม่มีปัญญาจะหาอะไรมาอุดให้จริงๆ ใครมันจะไปมีกระจกสำรองเก็บไว้ที่บ้านกันล่ะ”
“พูดอีกก็ถูกอีก พวกเรามีใจแต่ไร้กำลังครับลุง”
ไป๋เหล่าโถวได้ยินคำแก้ตัวเหล่านั้นก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน โบกมือไล่ทุกคนด้วยความโมโห
“ไปๆๆ ไปให้พ้นหน้าฉันให้หมด ไอ้พวกเวร ไม่ช่วยแล้วยังจะมายืนดูหน้าสลอนกันอยู่อีก ทำไมฉันต้องมาเจอเพื่อนบ้านเฮงซวยแบบพวกนายด้วยวะ”
เขาตรงเข้าไปผลักคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ จนกระเด็นออกไปนอกประตู ปากก็ตะโกนไล่
“ไสหัวไปให้หมด”
“โธ่เอ๊ย ลุงนี่มัน... ลูกชายตัวเองไม่ช่วย แล้วมาลงที่พวกเราทำไมเนี่ย”
“นั่นสิ พาลคนอื่นไปทั่ว”
สุดท้ายก็ต้องเป็นคู่รักเก่าอย่างป้าซูที่ยื่นมือเข้ามาจัดการสถานการณ์ เธอแนะนำด้วยความหวังดี
“พี่ไป๋ รีบไปขนเอาที่นอนหมอนมุ้งของไป๋เฟิ่นโต้วมาอุดหน้าต่างไว้เถอะจ้ะ เอามาให้หมดเลยนะ แล้วก็พวกถ้วยโถโอชามกะละมังไหก็เอามาคว่ำรองน้ำไว้ตรงนี้ ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องรักษาบ้านไว้ก่อน ส่วนน้ำบนเตียงก็เช็ดๆ ถูๆ เอาหน่อย เดี๋ยวฉันจะรีบกลับบ้านไปต้มน้ำขิงมาให้พี่นะ”
ไป๋เหล่าโถวพยักหน้าหงึกหงัก ดวงตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
“ได้จ้ะ ได้เลย”
เขามองป้าซูด้วยสายตาเปี่ยมรัก
“ฉันรู้ว่าเธอดีกับฉันที่สุด ไม่เหมือนคนอื่น ใจดำอำมหิตกันทั้งนั้น”
[จบบท]