บทที่ 29: ความซนของเด็กและสุนัขจรจัด
บรรยากาศภายในห้องเริ่มเงียบลงหลังจากมื้ออาหาร เหลียงเหม่ยเฟินมองดูหลานชายตัวน้อยที่ดูเหมือนจะมีพลังงานเหลือล้นพลางคิดในใจว่าเขายังเด็กขนาดนี้ แม่สามีก็ช่างกระไรเลย ปล่อยหลานออกไปเล่นข้างนอกได้ยังไงกัน
แต่อย่างว่าแหละ ถึงในหัวของเธอจะมีความคิดหมุนวนเป็นหมื่นล้านคำ หรืออยากจะบ่นกระปอดกระแปดมากแค่ไหน สุดท้ายแล้วเหลียงเหม่ยเฟินก็นั่งเงียบกริบ ไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่มุมห้องเหมือนดั่งเช่นทุกวัน
ผิดกับเจ้าตัวเล็กอย่างหู่โถวที่เริ่มนั่งไม่ติดที่ เขาขยับก้นยุกยิกไปมาบนเก้าอี้เหมือนมีหนามทิ่มแทง ด้วยวัยกำลังซนจะให้นั่งเฉยๆ นานๆ ก็คงจะทรมานเกินไป เด็กชายจึงหันไปทำตาแป๋วอ้อนวอนผู้เป็นย่า
"ย่าครับ ผมอยากออกไปเล่นข้างนอกแล้วครับ"
จ้าวชุ่ยฮวามองดูหลานชายด้วยสายตาเข้าใจ ก่อนจะพยักหน้าอนุญาต
"ไปสิ"
ธรรมชาติของเด็กวัยนี้จะให้นั่งจับเจ่าอยู่แต่ในบ้านก็คงเป็นไปไม่ได้ พอได้รับอนุญาตปุ๊บ เจ้าตัวแสบก็กระดี๊กระด๊ารีบคว้ามือของน้องสาวตัวน้อยทันที หู่โถวแม้จะเป็นเด็กผู้ชายที่ซุกซนและชอบเล่นพิเรนทร์ตามประสาเด็กผู้ชายทั่วไป
แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยลืมเลยคือการดูแลน้องสาว ไม่ว่าจะไปไหนหรือทำอะไร เขาจะต้องจูงมือเสี่ยวเยี่ยนจื่อไปด้วยเสมอ ไม่เคยปล่อยให้น้องต้องคลาดสายตา
ฝ่ายเสี่ยวเยี่ยนจื่อเองก็เชื่อฟังพี่ชายเป็นอย่างดี เธอรีบก้าวเท้าสั้นๆ วิ่งดุ๊กดิ๊กตามแรงดึงของพี่ชายไปโดยไม่บ่นสักคำ ไม่ว่าพี่ชายจะพาไปไหน เธอก็พร้อมจะไปทุกที่โดยไม่แตกแถว
เด็กน้อยสองคนวิ่งตึ้งตั่งออกจากประตูบ้านด้วยความร่าเริง แม้ว่าบ้านตระกูลจวงจะทานข้าวเย็นกันไม่ถือว่าเร็วมากนัก แต่เมื่ออกมาถึงลานกว้างหน้าบ้าน ก็พบว่ามีเด็กๆ จากบ้านอื่นทานข้าวเสร็จและออกมาวิ่งเล่นกันเต็มไปหมดแล้ว
เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆ สร้างความครึกครื้นให้กับบรรยากาศยามเย็น หู่โถวไม่รอช้า รีบจูงมือน้องสาววิ่งเข้าไปผสมโรงกับกลุ่มเพื่อนๆทันที กลุ่มเด็กๆ กำลังกระโดดโลดเต้นเล่นตั้งเตกันอย่างสนุกสนาน
"ฉันกระโดดเก่งที่สุดแล้ว ไม่มีใครเก่งกว่าฉันหรอก!"
หู่โถวประกาศก้องด้วยความมั่นใจในฝีมือการทรงตัวของตัวเอง
"หนูก็เก่งเหมือนกัน หนูก็ทำได้!"
เสี่ยวเยี่ยนจื่อรีบส่งเสียงสนับสนุนพี่ชาย พลางพยายามกระโดดตามอย่างตั้งใจ
ในยุคสมัยนี้ แม้แต่ในหมู่เด็กๆ เองก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เด็กบ้านไหนที่พอจะมีฐานะหน่อย หรือพ่อแม่ตามใจ ก็มักจะมีประทัดดอกไม้ไฟเอามาจุดเล่นอวดเพื่อนฝูง ส่วนเด็กที่ตัวเล็กกว่า หรือบ้านไหนที่ต้องประหยัดมัธยัสถ์ ก็จะอาศัยการละเล่นพื้นบ้านที่ไม่ต้องเสียเงินอย่างการกระโดดตั้งเตหรือวิ่งไล่จับแทน
สำหรับสองพี่น้องตระกูลจวง ด้วยความที่ยังเด็กมาก ผู้ใหญ่ที่บ้านจึงไม่อนุญาตให้เล่นประทัดเยอะแยะเพราะความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นทั้งหู่โถวและเสี่ยวเยี่ยนจื่อจึงกลมกลืนไปกับกลุ่มเด็กๆ ที่เล่นกระโดดตั้งเตและตบแปะกันอย่างสนุกสนาน
"คุณตบหนึ่ง ฉันตบหนึ่ง..."
เสียงเจื้อยแจ้วของเสี่ยวเยี่ยนจื่อดังขึ้นขณะที่เธอกำลังเล่นตบแปะเข้าจังหวะกับพี่สาวจากบ้านข้างๆ อย่างเพลิดเพลิน
ในขณะที่เด็กๆ กลุ่มใหญ่กำลังเล่นกันอย่างออกรส จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ฟังดูโอ้อวด สามพี่น้องตระกูลซูอย่างซูจินไหล ซูอวิ๋นไหล และถงไหล เดินอาดๆ เข้ามาในลานกว้าง ปากของพวกเขามันแผล็บจากการเพิ่งกินของดีๆ มาเต็มคราบ ท่าทางของพวกเขาดูวางก้ามใหญ่โตและถือดี
"พวกนายมีประทัด..."
ซูจินไหลพูดขึ้นลอยๆ พร้อมกับโชว์ของในมือ
คำพูดและของในมือของพวกเขาเรียกสายตาอิจฉาจากเด็กคนอื่นๆ ได้ในทันที เด็กหลายคนหยุดเล่นและหันไปมองประทัดเหล่านั้นด้วยความตื่นตาตื่นใจ
พอเห็นว่าตัวเองเป็นจุดสนใจ ซูจินไหลก็ยิ่งได้ใจ เขาเชิดหน้าขึ้นสูง พลางชี้นิ้วสั่งการด้วยน้ำเสียงวางอำนาจ
"นาย นาย แล้วก็นาย ฉันไม่ให้พวกนายเล่นด้วย ส่วนคนอื่นๆถ้าอยากดูพวกฉันจุดประทัดก็ตามมา!"
นี่มันคือการแบ่งพรรคแบ่งพวกชัดๆ
หู่โถวได้ยินดังนั้นก็เบะปากใส่ด้วยความหมั่นไส้ เขาทำเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วตะโกนสวนกลับไปว่า
"ไม่ให้เล่นด้วยก็ไม่เล่นสิ ใครสนกันล่ะ!"
เด็กๆ อีกหลายคนที่ปกติไม่ได้สนิทสนมหรือยอมลงให้กลุ่มของซูจินไหล ก็ถูกกีดกันออกจากการดูโชว์ประทัดนี้เช่นกัน แม้ในใจลึกๆ หู่โถวจะแอบอิจฉาเล็กน้อยที่เห็นเพื่อนคนอื่นได้ไปมุงดูของเล่นน่าตื่นเต้น แต่ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายตัวน้อยมันค้ำคอ เขาจะยอมเสียหน้าไม่ได้เด็ดขาด!
เขาหันไปกระชับมือน้องสาวแน่นขึ้นแล้วพูดปลอบใจทั้งตัวเองและน้องว่า
"พวกเราเล่นกระโดดตั้งเตก็สนุกเหมือนกันแหละน่า เดี๋ยวรอกลับบ้านไปตอนค่ำๆ เราค่อยจุดประทัดของเราก็ได้ เราจะจุดให้เยอะกว่าพวกนั้นอีก"
"อื้อ~"
เสี่ยวเยี่ยนจื่อขานรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่มน่าเอ็นดู เชื่อฟังพี่ชายทุกอย่าง
ซูจินไหลปรายตามองมาทางหู่โถวแวบหนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ย
"พวกเราเด็กโตไม่เล่นกับเด็กตัวกะเปี๊ยกหรอก ไปกันเถอะพวกเรา ไปหาอะไรสนุกๆ ที่มันแตกต่างเล่นกันดีกว่า"
เด็กๆ ที่อยากดูประทัดรีบวิ่งไปล้อมหน้าล้อมหลังสามพี่น้องตระกูลซูทันที พร้อมกับถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"เล่นอะไรเหรอ? จะเล่นอะไรกัน?"
ซูจินไหลกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อหาเป้าหมาย แล้วสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับสุนัขจรจัดตัวหนึ่งที่กำลังเดินด้อมๆ มองๆ หาเศษอาหารอยู่แถวนั้น รอยยิ้มซุกซนผุดขึ้นบนใบหน้า ก่อนจะชี้นิ้วไปที่เป้าหมาย
"ระเบิดมัน!"
"หา? จะดีเหรอ?"
เด็กคนหนึ่งในกลุ่มทักท้วงด้วยความกล้าๆกลัวๆ
ซูจินไหลถลึงตาใส่ทันที "จะเล่นก็เล่น ไม่เล่นก็ไสหัวไป!"
ที่นี่เขาคือหัวโจก ใครจะกล้าหือ
เมื่อไม่มีใครกล้าขัด ซูจินไหลก็จุดชนวนประทัดในมือ แล้วขว้างสุดแรงเกิดใส่สุนัขจรจัดตัวนั้น...
ปัง!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว สุนัขตัวนั้นที่กำลังก้มหน้าก้มตาหาอาหารสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ มันกระโดดโหยงแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ภาพนั้นเรียกเสียงหัวเราะชอบใจจากซูจินไหลดังลั่น เขาไม่รอช้า รีบวิ่งไล่ตามไปพร้อมกับง้างมือเตรียมประทัดลูกต่อไป
"ดูฝีมือฉัน!"
"ฉันเอาด้วย ฉันเอาด้วย!"
ซูอวิ๋นไหลตะโกนแทรกขึ้นมาอย่างนึกสนุก พลางวิ่งตามพี่ชายไปติดๆ
ปัง! ปัง!
เสียงประทัดดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย สุนัขจรจัดผู้น่าสงสารถูกไล่ต้อนและถูกระเบิดใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดความอดทนของสัตว์หน้าขนก็ขาดผึง มันส่งเสียงคำรามในลำคอ
"กรรรร..." ก่อนจะหันขวับกลับมา แยกเขี้ยวขาววับ แววตาเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นความดุร้าย แล้วพุ่งสวนกลับมาหาพวกเด็กๆ ที่กำลังรังแกมัน
หู่โถวที่แม้จะไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ด้วยความที่เป็นเด็กตาไว เขาเห็นเหตุการณ์จากระยะไกล พอเห็นท่าทีของสุนัขเปลี่ยนไป เขาก็รู้ทันทีว่าหายนะกำลังจะมาเยือน
"วิ่งเร็ว!"
สัญชาตญาณพี่ชายทำงานทันที เขากระตุกมือน้องสาวแล้วออกตัววิ่งหนีสุดชีวิตโดยไม่รอรี สามพี่น้องตระกูลซูคือตัวต้นเรื่อง และแน่นอนว่าพวกเขาคือเป้าหมายแรก
พวกนี้หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ เชียว
หลังจากระเบิดใส่สุนัขจนมันโกรธจัด จากที่คิดว่าเป็นผู้ล่า ตอนนี้กลับกลายเป็นผู้ถูกล่าเสียเอง สุนัขจรจัดที่บ้าคลั่งเห่ากรรโชกเสียงดังสนั่นพร้อมกับวิ่งไล่กวดกลุ่มเด็กๆ อย่างไม่ลดละ
"อ๊ากกกก..."
ซูจินไหลกรีดร้องเสียงหลง
เห็นทำเก่งวางท่าเป็นนักเลงโตเมื่อครู่ แต่พอเอาเข้าจริงเขาก็เป็นแค่เด็กเก้าขวบ พอเจอของจริงเข้าหน่อยก็สติแตก ร้องลั่นวิ่งหนีตายชนิดไม่คิดชีวิต ทิ้งน้องชายอีกสองคนไว้ข้างหลังอย่างไม่ไยดี
ซูอวิ๋นไหลเองก็ไม่ได้มีน้ำใจพี่น้องไปมากกว่ากัน ต่างคนต่างวิ่งกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง เด็กคนอื่นๆ ที่มุงดูอยู่เมื่อครู่ต่างก็แตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง วิ่งหน้าตั้งมุ่งหน้ามาทางประตูใหญ่ เสียงร้องไห้จ้าและเสียงตะโกนด้วยความหวาดกลัวดังระงมไปทั่วตรอก
"วิ่งเร็ว! หมาบ้ากินคนแล้ว!"
"หนีเร็วเข้า..."
"ช่วยด้วยยย!"
ความโกลาหลเกิดขึ้นในพริบตา เด็กๆ ร้องโวยวายเสียงดังลั่นพร้อมกับสับตีนแตกวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น หู่โถวหันกลับไปมองเห็นเจ้าสุนัขตัวใหญ่กำลังวิ่งควบตะบึงมาทางพวกเขา หน้าตาของเด็กชายซีดเผือดไร้สีเลือด แต่ถึงจะกลัวจนตัวสั่น เขาก็ยังมีสติพอที่จะไม่ทิ้งน้อง
"วิ่ง! ทุกคนรีบหนีเร็วเข้า!"
หู่โถวตะโกนเตือนเพื่อนคนอื่นๆ ที่ยังยืนงงทำอะไรไม่ถูก เสียงตะโกนของเขาปลุกให้เด็กที่เหลือตื่นจากภวังค์ความตกใจ แล้วรีบโกยอ้าวตามกันมา นาทีนี้ใครวิ่งช้าก็ซวยไป เพราะนั่นมันสุนัขตัวเบ้อเริ่มเทียว แถมเป็นสุนัขที่กำลังโมโหสุดขีดและพร้อมจะขย้ำทุกคนที่ขวางหน้า!
หู่โถวร้องลั่นพลางลากแขนเสี่ยวเยี่ยนจื่อวิ่ง แม้เสี่ยวเยี่ยนจื่อจะตัวเล็กนิดเดียว แต่ด้วยความตกใจและแรงดึงของพี่ชาย ขาสั้นๆ ของเธอก็ซอยยิกวิ่งเร็วไม่แพ้ใคร สองพี่น้องวิ่งนำหน้าขบวนเข้าสู่เขตลานบ้านตระกูลใหญ่ได้เป็นกลุ่มแรก ตามมาติดๆ ด้วยเด็กจากบ้านอื่นที่อาศัยจังหวะชุลมุนมุดรั้วเข้ามาหลบภัย
เสียงกรีดร้องโหยหวนของเด็กๆ ดังเข้าไปถึงในบ้าน ทำให้ผู้ใหญ่แต่ละครอบครัวต่างพากันแตกตื่น รีบวิ่งออกมาดูเหตุการณ์
"เกิดอะไรขึ้น? ร้องอะไรกันเสียงดังลั่นเชียว?"
บ้านของไป๋เฟิ่นโต้วอยู่ใกล้ประตูทางเข้าที่สุด เขาจึงเป็นคนแรกที่วิ่งพรวดพราดออกมา หู่โถวที่ยืนหอบแฮกๆ มือยันกำแพงบ้านไว้เพื่อพยุงตัว รีบรายงานสถานการณ์ด้วยเสียงกระท่อนกระแท่น
"หมาป่า... มีหมาป่าไล่กวดพวกเรามาครับ!"
ไป๋เฟิ่นโต้วขมวดคิ้วด้วยความงุนงง "หมาป่าที่ไหนจะมาไล่กวดพวกแกเฉยๆ ถ้าพวกแกไม่ได้ไปแหย่มันก่อน? เจ้าเด็กพวกนี้จริงๆ เลย วันปีใหม่แท้ๆ ยังหาเรื่องไม่หยุดหย่อน"
ปากก็บ่นพึมพำตำหนิเด็กๆ แต่เท้าก็ก้าวฉับๆ ออกไปที่หน้าประตูด้วยความเป็นห่วง ทันทีที่เขาก้าวพ้นประตูรั้วออกไป ภาพที่เห็นก็ทำเอาเขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ภาพตรงหน้าคือสุนัขจรจัดตัวใหญ่น่ากลัวกำลังกระโจนเข้าใส่ถงไหลที่วิ่งช้าที่สุดจนล้มคว่ำคะมา
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!!"
ไป๋เฟิ่นโต้วตวาดก้อง
ด้วยสัญชาตญาณของผู้ใหญ่ เขาคว้าก้อนหินที่วางอยู่แถวนั้นขึ้นมา แล้วขว้างออกไปสุดแรง ผู้ใหญ่ย่อมมีความแม่นยำกว่าเด็ก ก้อนหินพุ่งแหวกอากาศไปกระแทกเข้าที่ลำตัวของสุนัขอย่างจัง
"เอ๋ง!"
เจ้าสุนัขร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด มันหันขวับมาแยกเขี้ยวขู่คำรามใส่ไป๋เฟิ่นโต้วอย่างอาฆาตมาดร้าย ซูจินไหลที่วิ่งนำหน้าสุด ร้องไห้ขี้มูกโป่ง น้ำหูน้ำตาไหลพราก ตะโกนเรียกให้ช่วยเสียงดังลั่น
"อาเฟิ่นโต้ว! ช่วยด้วย! ช่วยพวกเราด้วย! ช่วยผมด้วยครับ!"
ไป๋เฟิ่นโต้วยืนจังก้าขวางหน้าเด็กๆ ไว้ แม้ในใจจะระทึก แต่เขาก็แสดงความกล้าหาญออกมา
"ไม่ต้องกลัว! อาอยู่นี่แล้ว!"
หากเป็นเด็กบ้านอื่นมาประสบเหตุเคราะห์ร้ายแบบนี้ ไป๋เฟิ่นโต้วก็คงไม่ถึงกับนิ่งดูดาย แต่ก็คงไม่ได้ทุ่มสุดตัวขนาดนี้ แต่นี่เป็นลูกชายของหวังเซียงซิ่วเชียวนะ! หญิงม่ายที่เขาแอบมีใจให้ ดังนั้นเขาจึงต้องงัดเอาพละกำลังทั้งหมดที่มีออกมาใช้อย่างเต็มที่ เรียกได้ว่าใส่เกินร้อยเพื่อให้แม่ของเด็กเห็นความตั้งใจ
ไป๋เฟิ่นโต้วพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนูที่หลุดจากแหล่ง เขาคว้าก้อนหินบนพื้นขึ้นมาได้ก็ขว้างใส่เจ้าสุนัขจรจัดตัวนั้นแบบไม่ยั้งมือ
"ไปซะ! ไปให้พ้น!"
แต่ทว่าเจ้าสุนัขจรจัดตัวนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่สุนัขธรรมดา มันมีทักษะการเอาตัวรอดสูงลิบลิ่วสมกับที่ใช้ชีวิตระหกระเหินข้างถนนมานาน มันโยกตัวหลบซ้ายทีขวาทีอย่างคล่องแคล่ว ทำให้ก้อนหินของไป๋เฟิ่นโต้วพลาดเป้าไปอย่างน่าเจ็บใจ
ในจังหวะนั้นเอง ถงไหลอาศัยช่วงชุลมุนตะเกียกตะกายคลานหนีออกมาจากวงล้อมได้สำเร็จ เด็กน้อยร้องไห้จ้า น้ำมูกน้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ไป๋เฟิ่นโต้วเห็นว่าการโจมตีชุดแรกไม่ได้ผล ก็เริ่มเสียความมั่นใจไปเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่าจะจัดการมันได้ง่ายๆ แต่เจ้าหมาตัวนี้มันรู้หลบรู้หลีกเก่งเหลือเกิน มันไม่ใช่แค่สุนัขจรจัดโง่ๆ ที่จะยอมให้คนมารังแกฝ่ายเดียว
ชีวิตข้างถนนสอนให้มันรู้จักหลบหลีกอันตราย พอมันเห็นว่ามนุษย์ตัวโตเริ่มเอาจริง มันก็ดีดตัวผละออกไปรักษาระยะห่างอย่างรวดเร็ว
ในใจของเจ้าสุนัขคงกำลังคิดว่า 'วันนี้มันวันซวยอะไรของข้ากันนะ แค่อยากจะมาเดินหาของกินดีๆ ฉลองวันปีใหม่เหมือนพวกมนุษย์บ้าง แต่ดันมาเจอไอ้เด็กเวรพวกนี้รังแกเสียได้ เอาประทัดมาปาใส่กันแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน! ถึงข้าจะพูดไม่ได้ แต่ข้าก็โกรธเป็นนะโว้ย!'
เมื่อหลบพ้นรัศมีก้อนหินของไป๋เฟิ่นโต้วได้แล้ว เจ้าสุนัขก็ยืนปักหลักจ้องหน้าเขาเขม็ง พลางส่งเสียงขู่คำรามในลำคอ "กรรรร..." หนึ่งคนหนึ่งสุนัขยืนประจันหน้ากันในสถานการณ์ตึงเครียด
แต่แล้วตัวแปรสำคัญก็ทำงาน ซูจินไหลที่หนีไปตั้งหลักได้แล้ว แทนที่จะสำนึกหรือกลัว เขากลับหัวเราะร่าด้วยความสะใจเมื่อเห็นว่ามีผู้ใหญ่มาช่วย
"ฮ่าๆๆ! ไอ้หมาโง่! แกจะกัดใครฮะ? แน่จริงก็เข้ามาสิ! ฉันจะระเบิดแกให้เละเลย!"
พูดจบ เจ้าเด็กแสบก็จุดประทัดในมือแล้วขว้างใส่คู่กรณีทันที
ปัง!
ด้วยความแม่นยำระดับติดลบ หรืออาจจะเป็นเพราะความรีบร้อน ประทัดลูกนั้นไม่ได้เฉียดเจ้าสุนัขเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับลอยละลิ่วมาตกอยู่ใกล้ๆ เท้าของไป๋เฟิ่นโต้วแทน
"เฮ้ย!"
ไป๋เฟิ่นโต้วกระโดดโหยงตัวลอยด้วยความตกใจ เขาหันไปตวาดใส่ตัวต้นเรื่องทันที
"ไอ้เด็กบ้า! ขว้างมาทางนี้ทำไม! อย่าไปยั่วโมโหมันสิโว้ย!"
ซูจินไหลไม่สำนึกผิด แถมยังตะโกนสวนกลับมาหน้าตาเฉย
"อาเฟิ่นโต้ว เป็นผู้ใหญ่ซะเปล่าทำไมปอดแหกจัง แค่หมาตัวเดียวก็กลัวซะแล้ว? จัดการมันเลยสิอา ตีมันให้ตายเลย คืนนี้เราจะได้กินเนื้อตุ๋นกัน เนื้อหมาอร่อยนะจะบอกให้!"
ไป๋เฟิ่นโต้วได้ยินแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ คิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกโบ คนโบราณว่าไว้เด็กซนมักจะฉลาด แต่ถ้าซนจนหาเรื่องใส่ตัวแบบนี้มันก็น่าปวดหัวเกินไป
และในเสี้ยววินาทีที่ไป๋เฟิ่นโต้วเผลอละสายตาไปสนใจคำพูดของเด็ก เจ้าสุนัขจรจัดที่รอจังหวะอยู่แล้วก็เห็นช่องโหว่ มันไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าใส่เป้าหมายที่แท้จริงของมันทันที ซึ่งไม่ใช่ชายหนุ่มตัวโต แต่เป็นเจ้าเด็กปากดีที่ยืนโวยวายอยู่ตรงนั้น
"เฮ้ย! เดี๋ยว!"
ไป๋เฟิ่นโต้วร้องเสียงหลง ในมือเขาไม่มีก้อนหินเหลือแล้ว เขาทำได้แค่เอียงตัวหลบสุนัขที่พุ่งสวนมาอย่างรวดเร็ว เจ้าสุนัขเมินเฉยต่อเขาโดยสิ้นเชิง มันมุ่งหน้าตรงดิ่งไปหาซูจินไหลด้วยความเร็วสูง
ซูจินไหลเห็นท่าไม่ดี หันหลังเตรียมจะโกยแน่บ แต่ช้าไปเสียแล้ว...
"โฮ่ง!"
เจ้าสุนัขกระโจนเข้างับเข้าที่ก้นของเด็กชายเต็มรัก!
"งับ!"
"โอ๊ยยยยยย! ไอ้เชี่ยเอ๊ย!"
"กรี๊ดดดด!"
"ตายแน่!"
หู่โถวและเสี่ยวเยี่ยนจื่อที่เกาะขอบประตูดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับหน้าซีดเผือด ขาสั่นพั่บๆ ร้องเรียกหาแม่เสียงสั่นเครือ เสียงร้องโหยหวนของซูจินไหลปลุกให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ยังไม่ออกมาต้องรีบวิ่งออกมาดู
แต่ถึงข้างนอกจะวุ่นวายขนาดไหน ประตูห้องหลักของตระกูลซูกลับยังคงปิดสนิท
ภายในห้องนั้น หวังเซียงซิ่วกำลังนั่งเย็บซ่อมเสื้อผ้าให้ลูกชายอยู่ พอได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย เธอก็ทำท่าจะลุกขึ้นไปดู แต่กลับถูกซูต้าเหนียงผู้เป็นแม่สามีกดไหล่ห้ามไว้
หญิงชราทำหน้าตารู้ทันโลก พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
"จะออกไปทำไม เสียงดังขนาดนี้ก็คงพวกเด็กๆ ตีกันตามประลานั่นแหละ ไม่ต้องออกไปหรอก ลูกชายเราสามคนอยู่ด้วยกันไม่มีทางเสียเปรียบใครอยู่แล้ว ขืนออกไปตอนนี้ ถ้าเรื่องมันเกี่ยวกับลูกเรา เราก็ต้องไปตามขอโทษขอโพยชาวบ้านเขาเปล่าๆ เสียหน้าแย่ ช่วงปีใหม่แบบนี้ใครเขาอยากจะมีเรื่องมีราวกัน นั่งเฉยๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปเถอะ เดี๋ยวพวกนั้นก็เลิกรากันไปเอง ใครจะมาถือสาหาความกับเด็กตัวเล็กๆ"
หวังเซียงซิ่วได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มออกมาด้วยความชื่นชม
"แม่คะ แม่นี่ฉลาดจริงๆ"
สองแม่ลูกสะใภ้นั่งยิ้มกริ่มอย่างสบายใจเฉิบอยู่บนเตียงเตา โดยหารู้ไม่ว่าหายนะกำลังมาเยือนลูกหลานตัวเอง
ผิดกับทางฝั่งบ้านตระกูลจวง ที่พอได้ยินเสียงร้อง เหลียงเหม่ยเฟินก็พุ่งตัวออกมาด้วยความตกใจ พอเห็นลูกๆ ยืนตัวสั่นอยู่ครบ ก็รีบเข้าไปกอดปลอบ
"เป็นไงบ้างลูก? เจ็บตรงไหนไหม? ใครทำอะไรหรือเปล่า?"
หู่โถวกับเสี่ยวเยี่ยนจื่อส่ายหน้าดิก ชี้ไม้ชี้มือไปทางลานบ้านด้วยอาการตื่นตระหนกจนพูดไม่เป็นภาษา
จังหวะนั้นเอง จ้าวชุ่ยฮวาและคนอื่นๆ ก็เดินตามออกมา พอเห็นภาพตรงหน้า ทุกคนถึงกับอุทานออกมาพร้อมกัน
"โอ้โห!"
ภาพที่เห็นคือซูจินไหลกำลังกุมก้นร้องลั่น เพราะโดนสุนัขงับเข้าให้แล้ว ไป๋เฟิ่นโต้วเห็นดังนั้นจะยอมอยู่เฉยได้อย่างไร เขาต้องรีบกู้สถานการณ์และโชว์ความเป็นฮีโร่ให้ได้
"ไอ้หมาบ้า! แกกล้ากัดคนเหรอ อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้!"
เขามองซ้ายมองขวา คว้าท่อนไม้ขนาดพอเหมาะขึ้นมาได้ก็วิ่งไล่กวดเจ้าสุนัขไปติดๆ เจ้าสุนัขพอได้แก้แค้นสมใจก็รีบเผ่นหนีเอาตัวรอด มันวิ่งซิกแซกหนีไปทางหลังบ้านด้วยความตกใจ ไป๋เฟิ่นโต้วก็ไม่ลดละ วิ่งไล่ตามไปอย่างกระชั้นชิด
ด้วยความที่สุนัขมันตกใจกลัวไม้ในมือชายหนุ่ม มันจึงวิ่งเตลิดเปิดเปิงพุ่งตรงไปยังห้องส้วมรวมของลานบ้าน
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด โจวหลี่ซื่อที่ตั้งใจจะออกมาเข้าห้องส้วมตั้งแต่แรก พอได้ยินเสียงเอะอะโวยวายเรื่องหมาบ้า เธอก็ไม่กล้าเดินกลับออกไป จึงตัดสินใจหลบภัยอยู่ในห้องส้วมเงียบๆ กะว่ารอให้เรื่องสงบก่อนค่อยออกไป
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า ไป๋เฟิ่นโต้วจะไล่ต้อนเจ้าหมามาทางนี้พอดี!
โจวหลี่ซื่อที่แอบมองลอดช่องประตูออกมาเห็นเหตุการณ์เข้า ก็กรีดร้องเสียงหลง
"ไป๋เฟิ่นโต้ว! นายจะทำอะไร! อย่าไล่มันมาทางนี้สิ! ว้าย! อย่าเข้ามานะ!"
เธอหันหลังกลับเตรียมจะวิ่งหนี แต่สัญชาตญาณของสัตว์นั้นแปลกประหลาด ยิ่งเห็นเหยื่อวิ่งหนี มันก็ยิ่งอยากไล่ตาม เจ้าสุนัขเห็นคนวิ่งหนีอยู่ตรงหน้า มันจึงเปลี่ยนเป้าหมายพุ่งเข้าใส่โจวหลี่ซื่อทันที
"ไอ้เด็กเวรซูจินไหล! แกไปแหย่หมาทำไม! ไอ้เด็กเปรตเอ๊ย... ไป๋เฟิ่นโต้ว! หยุดไล่เดี๋ยวนี้นะ ไล่มันไปทางอื่นสิโว้ย!"
โจวหลี่ซื่อสบถด่ากราดด้วยความกลัวผสมความโกรธ เท้าที่ก้าวถอยหลังด้วยความรีบร้อนเกิดสะดุดเข้ากับขอบพื้นต่างระดับ ร่างท้วมๆ ของเธอเสียหลักถลาไปข้างหน้า
"ว้ายยยยยย!"
พลั่ก! แหมะ!
เสียงวัตถุหนักๆ กระแทกพื้นดังสนั่น ร่างของโจวหลี่ซื่อล้มคว่ำคะมาหน้าทิ่มลงไปในโซนขับถ่าย ช่วงบนของตัวเธอไถลลงไปพาดอยู่บนคอห่านแบบนั่งยอง มือทั้งสองข้างจุ่มลงไปใน... สิ่งปฏิกูลที่หมักหมม
"อ๊ากกกกก... ไอ้พวกเวรตะไล! บรรพบุรุษแกสิ!"
เสียงด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายดังลั่นออกมาจากห้องส้วม ทำเอาคนที่ยืนอยู่ข้างนอกขนลุกซู่
จ้าวชุ่ยฮวาที่ตามมาดูเหตุการณ์เห็นท่าไม่ดี จึงรีบตะโกนเตือนสติไป๋เฟิ่นโต้ว
"อาเฟิ่นโต้ว! เลิกไล่หมาได้แล้ว! มาดูเด็กก่อนเร็วเข้า!"
ทางด้านซูจินไหล หลังจากที่โดนกัดและแหกปากร้องไห้อยู่พักหนึ่ง พอเห็นไป๋เฟิ่นโต้ววิ่งไล่หมาอย่างดุเดือด เจ้าเด็กแสบก็ลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ ยืดคอยาวเป็นเต่าชะเง้อมองด้วยความสะใจ แถมยังตะโกนเชียร์อย่างเมามัน
"จับมันเลย! จับมันให้ได้! เอามาฆ่าแกงกินเลย!"
ช่างเป็นเด็กที่มีอุดมการณ์แน่วแน่จริงๆ เจ็บขนาดนี้ยังห่วงเรื่องกินอีก
จ้าวชุ่ยฮวาได้ยินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนม
"ยังจะกินลงอีกเหรอ หมามันกินขี้เป็นอาหารนะ ถ้าเธอกินมัน ก็เท่ากับเธอกิน..."
ซูจินไหล: "......"
ชาวบ้านที่มุงดู: "......"
คำพูดของจ้าวชุ่ยฮวาเหมือนก้อนหินหนักๆ ที่ทุ่มลงกลางวงสนทนา ทำเอาทุกคนเงียบกริบ เดิมทีหลายคนอาจจะแอบคิดว่าถ้าจับหมาได้คงมีลาภปากได้กินเนื้อตุ๋นหม้อใหญ่ แต่พอโดนเตือนสติด้วยความจริงอันโหดร้ายว่าสุนัขจรจัดพวกนี้ดำรงชีพด้วยอะไร... ภาพอาหารในหัวก็เปลี่ยนเป็นภาพที่ชวนคลื่นเหียนทันที
แหวะ!
น่าสะอิดสะเอียนที่สุด!
ไม่เอาแล้ว!
ทุกคนส่ายหน้าพรืดพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ความคิดที่จะกินเนื้อหมาถูกโยนทิ้งลงถังขยะไปในทันที แม้แต่ซูจินไหลที่ตะกละตะกลามที่สุดก็ยังหุบปากเงียบ หน้าถอดสีเมื่อจินตนาการตาม
ไป๋เฟิ่นโต้วที่เพิ่งได้สติจากเสียงเรียกของจ้าวชุ่ยฮวา ก็รีบวิ่งกลับมาดูอาการของเด็กชาย
"เป็นไงบ้าง? ไหนให้อาดูแผลหน่อย"
ด้วยความเป็นห่วงและรีบร้อน เขาจึงไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง มือหนาคว้าขอบกางเกงของซูจินไหลแล้วดึงพรวดลงมาทันทีเพื่อสำรวจรอยกัด
พรึ่บ!
ในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ วันสุดท้ายของการเป็นเด็กอายุเก้าขวบ กางเกงของซูจินไหลถูกดึงลงไปกองที่ข้อเท้า เผยให้เห็นก้นขาวๆ และ... สิ่งสงวนต่อหน้าธารกำนัลนับสิบชีวิต
เด็กชายผู้เก่งกล้าสามารถเมื่อครู่ ถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย เขาเอามือปิดหน้าแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้น
"ฮืออออ... เจ็บตูดดดด!"
[จบบท]