บทที่ 300: แผนการร้ายของบ้านซู
เด็กน้อยทั้งสามพยักหน้าพร้อมเพรียงกัน แน่นอนว่าพวกเขากำลังโกรธจัด เจ้าหมอนั่นมันเป็นใครกัน ถึงได้กล้าดีมาลงไม้ลงมือตบตีคนอื่นแบบนี้ ป้าซูยิ้มอย่างมีเลศนัย พลางเอ่ยขึ้นว่า
“เป็นแบบนี้แหละดี”
เธอลดเสียงลงกระซิบกระซาบว่า
“เรื่องของโจวฉวินกับไป๋เฟิ่นโต้ว พวกแกที่เป็นเด็กก็เห็นกันหมดแล้วไม่ใช่เหรอ? ออกไปข้างนอกก็ช่วยกันป่าวประกาศเรื่องของไป๋เฟิ่นโต้วให้ทั่ว บอกไปเลยว่าไป๋เฟิ่นโต้วหลับนอนกับผู้ชาย พอชื่อเสียงของมันเหม็นโฉ่ พวกแกก็ถือว่าได้แก้แค้นแล้วไงล่ะ”
หากชื่อเสียงเน่าเฟะไปแล้ว ก็ยิ่งหาเมียไม่ได้เข้าไปใหญ่ เธอมองดูเด็กทั้งสามด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความ "เมตตาอารี" แล้วสอนสั่งว่า
“ย่ารู้นะว่าพวกแกเสียเปรียบ โดนซ้อมมาจนเจ็บตัวแล้วรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่จะทำยังไงได้ ใครใช้ให้บ้านเราไม่มีผู้ชายที่พึ่งพาได้คอยออกหน้าให้ล่ะ ในเมื่อเราไม่มีผู้ชายคอยออกหน้า ก็ต้องคิดหาวิธีการเล็กๆ น้อยๆ เข้าช่วย พวกแกจำเอาไว้เลยนะ
ต่อไปภายภาคหน้าเวลาจะทำอะไรก็ให้ทำแบบนี้ ถ้าเราเลี่ยงไม่ตีกันได้ก็อย่าไปตี การใช้กำลังตบตีมันเหมาะสำหรับพวกคนเยอะพวกมาก แต่ถ้าเราอ่อนแอและตัวคนเดียว ขืนไปสู้มีแต่จะเสียเปรียบ สู้ใช้ปากดีๆ ไปหลอกล่อคนอื่น แล้วค่อยๆ วางแผนเล่นงานลับหลังไม่ได้หรอก”
เด็กทั้งสามคนทำหน้าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจเสียทีเดียว ป้าซูหัวเราะร่า ยกมือขึ้นลูบหัวหลานๆ แล้วพูดว่า
“พวกแกเป็นลูกหลานตระกูลซูของฉัน ต่อไปในอนาคตจะต้องมีหนทางที่ก้าวหน้าอย่างแน่นอน ย่าเชื่อว่าพวกแกเก่งที่สุด”
“อื้อ!”
ซูจินไหลที่ใบหน้าบวมปูดยิ้มออกมาอย่างลำพองใจ เขาพูดขึ้นว่า
“ผมจะทำให้ชื่อเสียงมันเหม็นเน่าไปเลย!”
ป้าซูพยักหน้าเบาๆ ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ เธอไม่ได้คิดเลยว่าการที่ตัวเองสอนเด็กๆ แบบนี้ เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้นไปในวันหน้าจะกลายเป็นคนแบบไหน แต่ถ้าว่ากันตามความคิดของเธอแล้ว การที่ลูกหลานของเธอหัวไวได้ขนาดนี้ นั่นก็คือสัญลักษณ์ของความเฉลียวฉลาด
ฉลาดเป็นกรดขนาดนี้ โตไปไม่มีทางเสียเปรียบใครแน่นอน เธอยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจ รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างได้ดั่งใจเสียเหลือเกิน
ในขณะที่เป็นเด็กเหมือนกัน แต่ในเวลานี้หู่โถวกับเสี่ยวเยี่ยนจื่อกำลังร้องเพลงสำหรับเด็กที่เพิ่งเรียนมาในวันนี้ให้จ้าวชุ่ยฮวาฟัง จ้าวชุ่ยฮวานั่งตบมือเข้าจังหวะอยู่ข้างๆ พลางฮัมเพลงคลอไปด้วย เธอพยักหน้าแล้วเอ่ยชมว่า
“พวกหลานเรียนรู้ได้เร็วดีจริงๆ”
เด็กน้อยทั้งสองหัวเราะคิกคัก
หู่โถวพูดขึ้นว่า
“ย่าครับ รออีกไม่กี่วันผมก็ได้ขึ้นประถมแล้ว ผมจะเป็นเด็กโตแล้วนะครับ”
เด็กน้อยพูดจบด้วยท่าทางดีอกดีใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมีความกังวลเล็กๆ น้อยๆ
“ต่อไปนี้น้องสาวต้องไปโรงเรียนอนุบาลเอง ไม่รู้ว่าจะโดนใครรังแกหรือเปล่า”
เขาเป็นห่วงน้องสาวมากๆ เลยนะ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่คนละชั้นเรียน แต่ทุกวันนี้ก็ได้ไปโรงเรียนและกลับบ้านพร้อมกันตลอด เสี่ยวเยี่ยนจื่อรีบพูดแทรกขึ้นมาทันทีว่า
“ไม่หรอกค่ะ หนูแข็งแรงจะตาย”
แม้ว่าเธอจะต้องไปโรงเรียนพร้อมพี่ชาย แต่พวกเขาก็ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกัน เสี่ยวเยี่ยนจื่อเองก็มีเพื่อนสนิทของตัวเองเหมือนกัน เธอพูดด้วยเสียงอู้อี้เพราะฟันหลอว่า
“หนูไหวฮ่ะ”
หู่โถวถอนหายใจ
“เฮ้อ”
จ้าวชุ่ยฮวามองดูเด็กน้อยที่อายุนิดเดียวแต่รู้จักเป็นห่วงเป็นใยคนอื่นแล้วก็พูดว่า
“หู่โถวหลานก็ตั้งใจเรียนเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงเสี่ยวเยี่ยนจื่อหรอก เสี่ยวเยี่ยนจื่อเองก็เก่งมากเหมือนกัน”
เสี่ยวเยี่ยนจื่อรีบผงกหัวรับหงึกหงักทันที
จ้าวชุ่ยฮวาพูดต่อว่า
“เดี๋ยวพอถึงปิดเทอมหน้าร้อน ย่าจะพาพวกหลานไปดูเสือตัวใหญ่ที่สวนสัตว์นะ”
“ว้าว”
ดวงตาของเด็กน้อยทั้งสองเป็นประกายวิบวับ รีบพยักหน้าตอบรับด้วยความดีใจ
“อยากไปครับ อยากไป”
เด็กน้อยทั้งสองกระโดดโลดเต้นไปรอบๆ ตัวจ้าวชุ่ยฮวา เหลียงเหม่ยเฟินเห็นแบบนั้นก็รู้สึกอุ่นใจ สิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุดก็คือการที่ลูกทั้งสองของเธอเป็นที่โปรดปรานของแม่สามี ตอนนี้พวกเขาก็เหมือนแยกบ้านกันกลายๆ แล้ว เรื่องลูกเต้ายังไงก็ต้องใช้เงิน ทั้งค่าเล่าเรียน ค่ากินค่าอยู่ ไม่ใช่น้อยๆ เลย
ยังดีที่เด็กๆ น่ารักน่าเอ็นดู แม่สามีเลยตัดชุดใหม่ให้หลานๆ ช่วยประหยัดเงินไปได้โขเหลียงเหม่ยเฟินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ของฟรีแบบนี้มีโอกาสกอบโกยก็ต้องรีบกอบโกย ไม่อย่างนั้นถ้าพลาดโอกาสนี้ไปแล้วจะหาไม่ได้อีก
“ฝนซาแล้ว สงสัยอีกเดี๋ยวคงหยุด ถ้าพรุ่งนี้ฝนไม่ตก พวกเราจะขึ้นเขากัน”
จ้าวชุ่ยฮวานึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ จึงหันไปพูดกับเหลียงเหม่ยเฟินว่า
“พวกป้าหวังก็จะไปด้วย”
เป็นไปตามที่จ้าวชุ่ยฮวาคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด เรื่องตำแหน่งของสระน้ำนั้นสุดท้ายก็ปิดไม่มิดและแพร่กระจายออกไปจนได้
พอพูดถึงเรื่องนี้ เหลียงเหม่ยเฟินก็รู้สึกเสียดายขึ้นมา
“สถานที่ทำเงินดีๆ ขนาดนั้นแท้ๆ เชียว”
จ้าวชุ่ยฮวาไม่ได้พูดอะไร แม้ว่าบ้านของเธอจะผูกขาดที่ตรงนั้นมานานแล้ว แต่พอคิดดูแล้วก็รู้สึกเสียดายจริงๆ นั่นแหละ คนเราก็มักจะทำเพื่อตัวเองกันทั้งนั้น
เหลียงเหม่ยเฟินถามขึ้นว่า
“บ้านเราไม่ทิ้งคนไว้เฝ้าบ้านเหรอคะ?”
จ้าวชุ่ยฮวาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลังเลอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็พูดว่า
“ไม่เฝ้าแล้วล่ะ พรุ่งนี้คงไม่มีอะไรหรอก”
เธอพูดต่อว่า
“รีบไปรีบกลับก็พอ”
อย่างพวกซูจินไหลที่หลงคิดว่าตัวเองได้เปรียบชาวบ้านเขา แต่ความจริงแล้ว เพราะนิสัยชอบลักเล็กขโมยน้อยของพวกนั้น ทำให้ทุกบ้านต่างก็ระแวดระวังตัวกันแจ อย่างจ้าวชุ่ยฮวาเอง คนที่เธอระแวงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือไอ้เด็กแสบสามพี่น้องตระกูลซูนั่นแหละ จ้าวชุ่ยฮวาพูดเสริม
“ช่วงนี้พวกนั้นไปโรงเรียน พวกเราก็กลับมาให้ทันก่อนพวกนั้นเลิกเรียนก็แล้วกัน”
จะว่าไปก็น่ากลุ้มใจจริงๆ ถ้าถึงช่วงปิดเทอมหน้าร้อนเมื่อไหร่ ที่บ้านคงจะขาดคนเฝ้าไม่ได้เลย
เหลียงเหม่ยเฟินรับคำ
“ค่ะ”
หมิงเหม่ยพูดขึ้นว่า
“แม่คะ พรุ่งนี้พวกแม่จะขึ้นเขากันหมดเลยเหรอคะ?”
จ้าวชุ่ยฮวาตอบว่า
“ฉันฟังจากน้ำเสียงของพวกเขา ดูเหมือนใครๆ ก็อยากจะไปกันทั้งนั้น”
โอกาสที่จะได้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตอาหารการกินแบบนี้ ใครๆ ก็อยากจะไปดูลาดเลาด้วยตัวเองกันทั้งนั้น หมิงเหม่ยให้ความเห็นอย่างเป็นกลางว่า
“ถ้าอย่างนั้นหนูว่าที่บ้านน่าจะเหลือคนไว้นะคะ ถ้าคนออกไปกันหมด ในลานบ้านไม่มีคนอยู่เลย เกิดมีขโมยขโจรเข้ามาจะทำยังไง”
จ้าวชุ่ยฮวาแย้งว่า
“คงไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง”
ขโมยแถวบ้านพวกเธอ จะมีใครเสียอีกถ้าไม่ใช่ไอ้ลูกกระต่ายซูจินไหล แต่พอได้ยินลูกสะใภ้พูดแบบนั้น เธอคิดดูแล้วก็เห็นด้วย ช่วงนี้แถวบ้านพวกเธอมีเรื่องวุ่นวายเยอะเหลือเกิน ที่บ้านเหลือคนไว้สักหน่อย... ก็ดีเหมือนกัน
“สะใภ้ใหญ่ งั้นเธอไม่ต้องตามไปแล้วนะ”
เหลียงเหม่ยเฟิน “...”
ในขณะที่แม่ผัวลูกสะใภ้ทั้งสามคนกำลังนั่งคุยสัพเพเหระกันอยู่ในบ้าน จวงจื้อซีก็เดินออกไปเข้าห้องน้ำ เขาเอามือล้วงกระเป๋าเดินออกไป แม้ว่าฝนจะตกปรอยๆ แต่เขาก็ยังสวมเสื้อกันฝน ไม่ประมาทเลยแม้แต่น้อย
จังหวะที่จวงจื้อซีเดินออกมาข้างนอก ก็บังเอิญเจอกับหวังเซียงซิ่วพอดี หวังเซียงซิ่วเพิ่งจะไปขอโทษไป๋เฟิ่นโต้ว แต่กลับโดนตอกกลับจนหน้าหงาย ในใจก่นด่าสาปแช่งยกใหญ่ แต่ภายนอกยังคงต้องปั้นหน้ายิ้มแย้ม เธอเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่า แค่เธอลงไม้ลงมือกับเขานิดหน่อย ไป๋เฟิ่นโต้วจะมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้
ให้ตายเถอะ ยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า ใจแคบชะมัด หวังเซียงซิ่วรู้สึกกลุ้มใจนิดหน่อย แต่พอนึกถึงคำพูดของแม่สามี ก็รู้ดีว่าเรื่องแบบนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป
เธอไม่ได้ดึงดันจะตอแยต่อ แต่เลือกที่จะเดินออกมา ทว่าพอเห็นจวงจื้อซีเดินออกจากบ้านมา เธอก็กลอกตาไปมา แล้วรีบเดินตามไปทันที อันที่จริงเธอไม่เคยล้มเลิกความคิดที่จะยั่วยวนจวงจื้อซีเลย สมัยก่อนเธอถึงขั้นเคยเพ้อฝันว่า รอให้ลูกของเธอโตกว่านี้อีกสักหน่อย เธอจะเป็นฝ่ายรุกเข้าหา แล้วแต่งงานกับจวงจื้อซีให้รู้แล้วรู้รอด
ถึงแม้อายุอานามของเธอจะมากกว่าจวงจื้อซีไปบ้าง แต่หวังเซียงซิ่วก็มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ตัวเธอนั้นเหมาะสมคู่ควรกับจวงจื้อซีแบบเหลือเฟือ ด้วยทรวดทรงองค์เอวที่อวบอัด ทั้งหน้าอกหน้าใจที่ล้นทะลักและสะโพกผายดินระเบิดแบบนี้ เรื่องการมีลูกชายไว้สืบสกุลนั้นเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
เธอการันตีด้วยผลงานที่ผ่านมาที่คลอดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนออกมาได้ติดต่อกันถึงสามคน ทำเอาพวกบรรดาเมียแก่ในละแวกนี้อิจฉาตาร้อนกันจนแทบกระอักเลือด
เธอมีความเชื่อมั่นในเสน่ห์ของตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม มั่นใจว่าไม่มีผู้ชายหน้าไหนที่จะสามารถปฏิเสธรสชาติความหอมหวานของเธอได้ลง
แม้ว่าจวงจื้อซีจะมีอายุน้อยกว่าเธอเป็นสิบปี แต่เธอก็มองว่าตัวเองไม่ได้ดูแก่ชราแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ผู้หญิงที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนและสุกงอมเต็มที่แบบเธอนี่แหละ ถึงจะมีเสน่ห์เย้ายวนใจอย่างแท้จริง
ทว่าเธอกลับคาดการณ์ผิดไป แผนการที่วางไว้ดิบดีกลับต้องพังทลายลง เพราะจวงจื้อซีดันแต่งงานไปเสียก่อน
จวงจื้อซีไปแต่งงานได้ยังไงกัน ช่างเป็นผู้ชายที่ตาถั่วเสียจริง
เขาเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีที่สุดในลานบ้านแห่งนี้ และถ้าพูดกันตามตรงในเรื่องของรูปร่างหน้าตาแล้ว เขาก็เป็นคนที่หวังเซียงซิ่วถูกอกถูกใจมากที่สุด หากจะถามว่ามีความรักความชอบพอให้ไหม ตอบได้เลยว่าไม่มี สิ่งที่เธอต้องการจากเขาคือร่างกายที่หนุ่มแน่น แข็งแรง และพละกำลังของคนหนุ่มต่างหาก
อีกอย่างหนึ่ง ฐานะทางบ้านตระกูลจวงก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมากด้วยซ้ำ ถ้าเธอได้ไปลงเอยกับเขา ก็จะได้ดึงทรัพย์สินเงินทองมาจุนเจือครอบครัวเดิมของเธอ ให้เขาช่วยเลี้ยงดูลูกชายของเธอ มันก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้วไม่ใช่หรือไง
หวังเซียงซิ่วเดินตามจวงจื้อซีออกไปราวกับถูกผีสิง ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องวันหนึ่งกับอีกหนึ่งคืนยังคงไม่หยุด แต่ในตอนนี้ไม่ได้ตกหนักเหมือนเมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นเพียงละอองฝนโปรยปรายลงมาบางๆ เท่านั้น
ตอนที่หวังเซียงซิ่วเดินออกมา เธอจงใจไม่สวมเสื้อกันฝน ปล่อยให้เม็ดฝนตกลงมากระทบเรือนร่าง เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เดิมทีก็บางเบาอยู่แล้ว เมื่อเปียกน้ำก็ยิ่งแนบสนิทไปกับผิวเนื้อ เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอย่างชัดเจน
เธอเดินย่ำเท้าตามจวงจื้อซีไปเงียบๆ ในใจภาวนาขอแค่เขาหันกลับมามองเธอสักครั้ง เธอไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะทนต่อแรงยั่วยวนนี้ไหว
จังหวะที่เธอกำลังจะอ้าปากเรียกจวงจื้อซีให้หยุดรอ จู่ๆ เฉียงต้าต่าน เพื่อนบ้านจอมสอดรู้สอดเห็นจากลานบ้านข้างๆ ก็โผล่ออกมาพอดี เธอจึงจำต้องกลืนคำพูดลงคอไปอย่างเสียไม่ได้ และยืนกัดฟันด้วยความขัดใจ เฉียงต้าต่านตะโกนเรียกเสียงดัง
“เสี่ยวจวง รอพี่เดี๋ยว ไปพร้อมกัน”
จวงจื้อซีหันกลับมามองแล้วถามว่า
“พี่ต้าเฉียง ทำไมพี่ไม่ใส่เสื้อกันฝนล่ะครับ”
เฉียงต้าต่านโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่จำเป็นหรอก ฝนตกแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้ ว่าแต่ไป๋เฟิ่นโต้วที่อยู่ลานบ้านนายเป็นยังไงบ้าง วันนี้เขาไม่ได้ไปทำงาน มีคนถามถึงเขาเยอะแยะเลย”
ในเวลานี้ เรื่องราวของไป๋เฟิ่นโต้วกับโจวฉวินได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในถนนสายนี้ไปแล้ว จวงจื้อซีตอบกลับไปว่า
“เมื่อตอนเย็นเพิ่งจะมีเรื่องชกต่อยกับคนบ้านตระกูลซูไปครับ”
หางตาของเขาเหลือบไปเห็นหวังเซียงซิ่วที่เดินตามมาเงียบๆ อยู่ด้านหลัง แวบหนึ่งเขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาคุยต่อ
“ผมเดาว่าพรุ่งนี้เขาน่าจะกลับไปทำงานตามปกติครับ”
เฉียงต้าต่านส่ายหัวพลางวิจารณ์อย่างออกรส
“โจวฉวินนี่มันเป็นสุดยอดมนุษย์จริงๆ เป็นตัวประหลาดหาที่เปรียบไม่ได้เลย”
ความจริงแล้วเขาอยากจะนินทาเรื่องคนบ้านตระกูลซูด้วย แต่พอมองเห็นว่าหวังเซียงซิ่วเดินตามหลังมาติดๆ เขาก็เลยเลือกที่จะหุบปากเรื่องนั้นไว้ เขากำลังจะชวนคุยเรื่องอื่นต่อ
“เฮ้ย นายว่า... เชี่ยเอ๊ย!”
จู่ๆ เฉียงต้าต่านก็ร้องอุทานเสียงหลงด้วยความตกใจ ทำเอาคนอื่นสะดุ้งโหยงไปด้วย
จวงจื้อซีถามขึ้นด้วยความงุนงง
“เป็นอะไรไปพี่?”
เฉียงต้าต่านชี้นิ้วไปข้างหน้าด้วยมือที่สั่นเทา
“นายดูตรงนั้นสิ”
จวงจื้อซีมองตามนิ้วของเขาไปที่มุมกำแพง แล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นร่างของคนคนหนึ่งนั่งยองๆ ขดตัวกลมดิกรวมเป็นก้อนเดียวอยู่ที่มุมมืดนั้น
จวงจื้อซีถามเสียงเข้ม
“ใครน่ะ? ใครมานั่งทำอะไรตรงนั้น”
ตอนนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว การจู่ๆ หันไปเจอคนนั่งขดตัวอยู่ในมุมมืดแบบนี้ มันชวนให้ขนหัวลุกพิลึก คนคนนั้นได้ยินเสียงเรียกก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาอย่างช้าๆ จวงจื้อซีเพ่งมองฝ่าความมืด
“เอ๊ะ? หน้าตาคุ้นๆ แฮะ”
เฉียงต้าต่านถามย้ำ
“นายรู้จักเหรอ?”
จวงจื้อซีส่ายหน้าเบาๆ
“แค่รู้สึกคุ้นๆ น่ะครับ”
เขาจึงตะโกนถามเสียงดังขึ้นอีกนิดเพื่อความแน่ใจ
“คุณมานั่งทำอะไรมืดๆ ตรงมุมกำแพงเนี่ย?”
หรือจะเป็นพวกคนจรจัด?
ร่างนั้นสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บและหวาดกลัว ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“ฉัน... ฉันมาหาคนค่ะ แต่ฉันหลงทาง”
จวงจื้อซีถามต่อ
“คุณจะมาหาใครครับ?”
หญิงสาวคนนั้นตอบกลับมาสั้นๆ
“หวังเซียงซิ่ว”
“หา!”
เสียงอุทานนี้ไม่ใช่ของจวงจื้อซี แต่เป็นเสียงของหวังเซียงซิ่วที่ดังแทรกขึ้นมา เธอเดินตามหลังพวกผู้ชายมาเงียบๆ เพื่อรอจังหวะหาโอกาสพูดคุยกับจวงจื้อซีสองต่อสอง และกำลังหงุดหงิดที่เฉียงต้าต่านเข้ามาขัดจังหวะเป็นก้างขวางคอ
คนอย่างตานี่แค่มองหน้าก็ชวนให้หงุดหงิดลูกตาแล้ว แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือ คนที่นั่งขดตัวอยู่มุมกำแพงนั่นกลับเป็นคนที่มาตามหาตัวเธอ
หวังเซียงซิ่วรีบเดินแทรกตัวขึ้นไปดูให้ชัดๆ พอเพ่งมองดีๆ เธอก็ต้องตกใจ เพราะคนตรงหน้าคือคนที่เธอรู้จักดี เป็นลูกสาวของน้าคนที่สองของเธอนั่นเอง เธอเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจแล้วถามว่า
“ฮุ่ยฮุ่ย? เธอมาทำอะไรที่นี่?”
เด็กสาวที่ชื่อฮุ่ยฮุ่ยรีบลุกขึ้นยืนทันทีที่เห็นหน้าญาติผู้พี่
“พี่คะ!”
ฮุ่ยฮุ่ยรีบพูรัวเร็วด้วยความร้อนรน
“พ่อกับแม่จะจับฉันแต่งงานกับพ่อม่าย ฉันก็เลยหนีออกมา... พี่คะ ฉันตั้งใจมาขอพึ่งใบบุญพี่”
เธอโผเข้ากอดหวังเซียงซิ่วแล้วร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร
“พี่คะ พี่ต้องช่วยฉันนะ! ฮือๆ”
หวังเซียงซิ่วยืนตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง ถามเสียงเครียดว่า
“ทำไมเธอถึงคิดจะมาพึ่งพาฉันล่ะ? เธอก็รู้นี่ว่าสถานการณ์ที่บ้านฉันมันเป็นยังไง”
ฮุ่ยฮุ่ยร้องไห้สะอึกสะอื้น
“พี่คะ ฉันไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ ถ้าฉันมีหนทางอื่นสักนิด ฉันคงไม่มารบกวนพี่หรอก ฉันรู้ว่าพี่ลำบาก แต่ฉันมันจนตรอกแล้วจริงๆ...”
จวงจื้อซีกับเฉียงต้าต่านยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น หวังเซียงซิ่วดูเหมือนจะไม่อยากให้คนนอกรับรู้เรื่องราวในครอบครัวมากไปกว่านี้ เธอจึงรีบคว้าแขนญาติผู้น้องแล้วพูดตัดบทว่า
“ไป เธอตามฉันกลับบ้านก่อน”
ในเวลานี้หวังเซียงซิ่วไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจเรื่องผู้ชายหรือแผนการยั่วยวนอะไรอีกแล้ว เธอรีบลากตัวญาติผู้น้องเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เฉียงต้าต่านมองตามแผ่นหลังของสองสาวพี่น้องไปแล้วเกาหัวแกรกๆ
“นี่มันเรื่องอะไรกันวะเนี่ย?”
จวงจื้อซีส่ายหน้า
“ผมจะไปรู้ได้ยังไงล่ะพี่”
ทั้งสองคนเดินเลี้ยวไปเข้าห้องน้ำที่หัวมุมถนน พอทำธุระเสร็จเดินกลับออกมา ก็บังเอิญสวนทางกับเจียงหลู เจียงหลูกำลังปั่นจักรยานฝ่าสายฝนปรอยๆ ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะมุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาล เฉียงต้าต่านอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความเห็นใจ
“เจียงหลูนี่น่าสงสารจริงๆ ชีวิตไม่ง่ายเลยนะที่ต้องมาเจอกับสามีเฮงซวยแบบนี้ แถมยังต้องก้มหน้าก้มตารับกรรมทำหน้าที่เมียที่ดีต่อไป เธอนี่เป็นยอดหญิงจริงๆ”
จวงจื้อซีปรายตามองเพื่อนบ้านจอมปากมาก
“พี่นี่อารมณ์ศิลปินเยอะเหลือเกินนะ”
เฉียงต้าต่านหัวเราะแหะๆ
“ก็แหงสิ”
ทั้งสองเดินแยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนทางด้านเจียงหลูนั้น ก็เป็นอย่างที่คาด เธอปั่นจักรยานมาที่โรงพยาบาลจริงๆ ระยะทางจากบ้านพักมาถึงโรงพยาบาลไม่ได้ไกลมากนัก
เจียงหลูมาถึงหน้าตึกโรงพยาบาล เธอสะบัดเสื้อกันฝนไล่น้ำออก แล้วจอดจักรยานไว้ในโรงจอดรถที่มีหลังคาบังฝนอย่างดี จากนั้นเธอก็เดินตึกตักขึ้นบันไดไป
แต่ทว่า เธอกลับไม่ได้เดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยที่โจวฉวินนอนรักษาตัวอยู่ เธอหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องพักห้องหนึ่งตรงบริเวณหัวบันได แล้วส่งเสียงกระแอมไอเบาๆ เป็นสัญญาณ
“อะแฮ่ม”
เพียงครู่เดียว ประตูห้องนั้นก็เปิดออก ชายหนุ่มอายุน้อยคนหนึ่งเดินออกมา ถ้าหากจวงจื้อซีอยู่ที่นี่ เขาจะต้องจำได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้คือใคร นี่คือเสี่ยวสวี่ เพื่อนร่วมงานในแผนกฉายภาพยนตร์ที่ไม่ค่อยจะลงรอยกับเขานั่นเอง
เสี่ยวสวี่มองสบตากับเจียงหลู ทั้งสองคนไม่ได้พูดจาทักทายอะไรกันแม้แต่คำเดียว แต่กลับเดินตามกันลงบันไดไปเงียบๆ คนหนึ่งเดินนำ คนหนึ่งเดินตาม ก่อนจะหายลับไปในม่านฝนด้วยกัน...
แสงแดดในยามเช้าช่างสดใสเจิดจ้า หลังจากที่ฝนตกกระหน่ำติดต่อกันมาหนึ่งวันกับอีกสองคืน อากาศก็ดูเหมือนจะร้อนอบอ้าวขึ้นมาทันตาเห็น สมกับคำโบราณที่ว่า ฝนฤดูใบไม้ผลิมาเยือนหนึ่งครั้ง ความอบอุ่นก็เพิ่มขึ้นหนึ่งระดับ คำพูดนี้ไม่มีผิดเพี้ยนเลยจริงๆ
แค่เช้าตรู่ก็เริ่มรู้สึกร้อนแล้ว บรรยากาศในลานบ้านยามเช้ายังคงคึกคักจอแจเหมือนเช่นทุกวัน แต่ปีนี้มีเรื่องที่แตกต่างออกไปนิดหน่อย จ้าวชุ่ยฮวามองเห็นความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เช้าตรู่ เธอเห็นว่าที่บ้านของหวังเซียงซิ่วมีสมาชิกเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง
เธอยืนนึกอยู่พักใหญ่กว่าจะจำได้ว่า หญิงสาวคนนี้คือฮุ่ยฮุ่ย ญาติผู้น้องของหวังเซียงซิ่ว เพราะเมื่อก่อนแม่หนูคนนี้เคยมาเที่ยวที่นี่ เธอเลยพอจะคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่รู้สาเหตุว่าทำไมจู่ๆ แม่หนูคนนี้ถึงได้โผล่มาอยู่ที่นี่อีกครั้ง
ฮุ่ยฮุ่ยกำลังยืนล้างหน้าแปรงฟันอยู่ที่ก๊อกน้ำรวม พอรู้สึกตัวว่ามีคนมองอยู่ เธอก็หันกลับมา แล้วทักทายด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ว่า
“ป้าคะ อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
[จบบท]