บทที่ 302: มารยาหญิงม่าย
หวังเซียงซิ่ววางแผนการในใจมาเป็นอย่างดีแล้ว เธอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะใช้ฮุ่ยฮุ่ยเป็นเหยื่อล่อเพื่อดึงความสนใจของไป๋เฟิ่นโต้ว และถ้าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เธอก็จะไม่ต้องกังวลเลยว่าไป๋เฟิ่นโต้วจะไม่ติดกับดักที่เธอขุดล่อเอาไว้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงรีบเดินตรงไปยังบริเวณห้องส้วมทันที เมื่อไปถึงก็ไม่รอช้า เธอพุ่งเข้าไปคว้าตัวไป๋เฟิ่นโต้วเอาไว้แน่น ไป๋เฟิ่นโต้วที่กำลังกวาดพื้นอยู่ถึงกับชะงัก เขาหันมามองหน้าเธอด้วยแววตาเย็นชาและสะบัดเสียงถามอย่างไม่พอใจทันที
“พี่จะทำอะไร? ชายหญิงอยู่กันสองต่อสองในที่ลับตาคนแบบนี้ พี่มาดึงตัวผมไว้ทำไม? ถ้าพี่ไม่อาย ผมยังอายนะ ผมยังต้องรักษาหน้าตาของตัวเองอยู่”
เหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่แม่ผู้หญิงคนนี้ลงไม้ลงมือกับเขาอย่างหนักหน่วง ไป๋เฟิ่นโต้วยังคงจดจำได้แม่นยำทุกรายละเอียด ความเจ็บปวดทางกายยังพอทนได้ แต่ความเจ็บใจนี่สิที่มันฝังลึก
ลูกผู้ชายชาวเมืองปักกิ่งอย่างเขา เรื่องหน้าตาศักดิ์ศรีถือเป็นเรื่องใหญ่เท่าชีวิต การที่ต้องมาเสียหน้าเพราะถูกผู้หญิงทำร้ายจนสะบักสะบอมขนาดนี้ เขาไม่มีทางที่จะปั้นหน้ายิ้มแย้มหรือพูดจาดีๆ กับเธอได้อีกต่อไป
ในเมื่อเขาเคยลั่นวาจาออกไปแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับหวังเซียงซิ่วอีก เขาก็จะต้องทำให้ได้ตามที่พูด ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น พูดแล้วไม่คืนคำ ไม่เช่นนั้นคนอื่นคงจะนินทาเอาได้ว่าคำพูดของเขาเชื่อถือไม่ได้เหมือนผายลม
ไป๋เฟิ่นโต้วจ้องหน้าเธอเขม็งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“มีธุระอะไรก็พูดมา แต่อย่ามาแตะเนื้อต้องตัวผม ปล่อยมือเดี๋ยวนี้”
หวังเซียงซิ่วมองเขาด้วยสายตาตัดพ้อแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจ เธอแอบเอามือข้างหนึ่งสอดเข้าไปในแขนเสื้อแล้วหยิกเนื้อตัวเองอย่างแรงเพื่อให้รู้สึกเจ็บ น้ำตาจะได้ไหลออกมาสมจริง
เพียงครู่เดียวนัยน์ตาของเธอก็แดงระเรื่อ มีหยาดน้ำตาคลอเบ้าดูน่าสงสารจับใจ เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“นายจะใจร้ายใจดำกับพี่แบบนี้จริงๆ หรือ?”
ไป๋เฟิ่นโต้วเห็นท่าทางแบบนั้นแทนที่จะสงสารกลับหัวเราะเยาะออกมา เขาชี้ที่ใบหน้าฟกช้ำของตัวเองเพื่อให้เธอดูผลงานที่ทำไว้
“พี่ดูสิ แหกตาดูให้ชัดๆ ว่านี่มันคืออะไร ทั้งหมดนี่มันฝีมือพี่ทั้งนั้น แล้วพี่ยังจะมีความกล้ามาพูดจาออดอ้อนหาเรื่องอะไรกับผมอีก? พี่เห็นผมเป็นตัวตลกหรือไง! หวังเซียงซิ่ว พี่นี่มันเก่งจริงๆ นะ ไปให้พ้นหน้าผมเดี๋ยวนี้เลย”
หวังเซียงซิ่วรีบแก้ตัวเสียงสั่น
“นั่นมันเป็นเพราะพี่โมโหจนหน้ามืดนี่นา ก็นายเล่นตีลูกพี่แรงขนาดนั้น หัวอกคนเป็นแม่จะทนดูได้ยังไง? นายก็รู้นี่ว่าลูกชายสำคัญกับพี่มากแค่ไหน พวกแกอุตส่าห์เรียกนายว่าอาเฟิ่นโต้ว แล้วนายมาลงมือหนักขนาดนั้น จะให้พี่ไม่โกรธได้ยังไงกัน?”
ไป๋เฟิ่นโต้วพูดประชดประชันกลับไปด้วยน้ำเสียงยียวน
“หยุดเลย ไม่ต้องมาพูดดี อย่ามาเรียกผมว่าอาเฟิ่นโต้ว ผมรับไม่ไหวหรอก ในเมื่อพี่คิดว่าตัวเองทำถูกแล้ว ไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ไม่ต้องมาหาผม พี่คิดว่าผมอยากเห็นหน้าพี่นักหรือไง!”
พูดจบเขาก็ยกไม้กวาดสำหรับกวาดส้วมขึ้นมาโบกไล่เธอเหมือนไล่แมลงวัน
“ไปๆๆ รีบไสหัวไปให้พ้น!”
หวังเซียงซิ่วโกรธจนตัวสั่น
“นายทำไมทำตัวแบบนี้!”
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเป็นฝ่ายควบคุมผู้ชายคนนี้มาได้ตลอด เขาเชื่อฟังเธอทุกอย่างเหมือนลูกไก่ในกำมือ ไม่คิดเลยว่าวันนี้เขาจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ เธอกัดริมฝีปากแน่น กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ
“ดีล่ะ นายทำกับพี่แบบนี้ ต่อไปพี่จะไม่สนใจนายอีกแล้ว คอยดูเถอะ”
ไป๋เฟิ่นโต้วไม่สะทกสะท้าน ยืนกรานคำเดิม
“ไปให้พ้น!”
หวังเซียงซิ่วรับไม่ได้กับความเย็นชาที่เขาแสดงออกมา ยิ่งคิดว่าถ้าต้องเสียบ่อเงินบ่อทองอย่างเขาไปจริงๆ ชีวิตความเป็นอยู่ของเธอคงลำบากแน่ เงินทองคงจะขาดมือ
เมื่อคิดได้ถึงผลประโยชน์ที่จะเสียไป เธอจึงรีบปรับเปลี่ยนท่าทีและอารมณ์ของตัวเองทันที พยายามทำเสียงให้อ่อนหวานที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ เฟิ่นโต้ว พี่รู้ว่านายโกรธพี่... แต่พี่เองก็ลำบากใจจริงๆ มันไม่มีทางเลือกอื่น แต่ว่า... แต่ว่าพี่ชดเชยให้นายได้นะ!”
เธอจ้องมองไป๋เฟิ่นโต้วด้วยสายตาที่มีความหวัง ก่อนจะรีบเสนอข้อแลกเปลี่ยน
“นายเห็นลูกพี่ลูกน้องของพี่แล้วใช่ไหม? หน้าตาสะสวยใช้ได้เลยใช่ไหมล่ะ? น้องสาวคนนี้ทางบ้านฐานะดีกว่าพี่อีกนะ หน้าตาก็ดี แถมยังเด็กอยู่เลย ปีนี้เพิ่งจะอายุยี่สิบสามเอง ถ้านายสนใจ พี่จะเป็นแม่สื่อแนะนำให้นายรู้จักเอง”
เธอยังคงพูดยุยงต่อไป
“ความจริงแล้วที่น้องเขามาที่นี่ ก็เพราะพี่เป็นคนเรียกให้มาเองแหละ พี่รู้ดีว่าระหว่างเราสองคนมันคงเป็นไปไม่ได้ พี่เองก็เป็นแม่ม่ายลูกติด ไม่คู่ควรกับนายเลยสักนิด พี่ถึงได้ไปตามหาน้องสาวคนนี้มาให้ นายคิดว่ายังไง? น้องเขาเข้าท่าไหม?”
ไป๋เฟิ่นโต้วได้ฟังข้อเสนอก็เริ่มมีอาการหวั่นไหวขึ้นมาทันที เมื่อเช้านี้เขาเองก็ได้เห็นหน้าแม่สาวน้อยคนนั้นแล้ว ยอมรับเลยว่ารูปร่างหน้าตาไม่ได้ด้อยไปกว่าหวังเซียงซิ่วเลยแม้แต่น้อย
เธอดูสดใสสมวัยสาวรุ่น ดูมีชีวิตชีวามาก ผิวพรรณขาวผ่องดูมีน้ำมีนวล และดูไม่เหมือนผู้หญิงในลานบ้านพักคนอื่นๆ ที่มักจะดูห้าวหาญโผงผาง แต่เด็กสาวคนนี้กลับมีท่าทีเอียงอายดูน่าทะนุถนอม ผู้หญิงแบบนี้แหละที่มักจะกระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นชายให้รู้สึกอยากปกป้องดูแล
ไป๋เฟิ่นโต้วเริ่มลังเล
“เธอก็...”
แต่ทันใดนั้นเอง คำพูดเตือนสติของเจียงหลูก็แวบเข้ามาในหัวของเขา สติของไป๋เฟิ่นโต้วกลับคืนมาแจ่มชัดทันที เขาแค่นหัวเราะออกมาอย่างเย็นชาแล้วพูดดักคอ
“ชื่อเสียงของผมตอนนี้มันเน่าเฟะไปหมดแล้ว พี่มาแนะนำผู้หญิงให้ผม มันก็แค่เรื่องหลอกเด็กชัดๆ คงไม่มีทางสำเร็จหรอกมั้ง? แล้วถ้าผมหลงเชื่อ ผมก็ต้องติดหนี้บุญคุณพี่อีกงั้นสิ หวังเซียงซิ่ว พี่นี่มันวางแผนเก่งจริงๆ คิดจะหลอกใช้ผมอีกแล้วใช่ไหม?”
หวังเซียงซิ่วถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าไป๋เฟิ่นโต้วจะรู้ทันและพูดตอกกลับมาแบบนี้เธอกัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจ
“นายมองพี่เป็นคนแบบนั้นเหรอ?”
ไป๋เฟิ่นโต้วไม่ตอบ แต่ยืนนิ่งเงียบ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็ส่งเสียงหึในลำคอแล้วตอบกลับ
“ใช่ ผมมองพี่เป็นคนแบบนั้นแหละ”
หวังเซียงซิ่วถึงแม้จะมีเล่ห์เหลี่ยม แต่ก็ยังเทียบชั้นไม่ได้กับป้าซูผู้เจนจัด ถ้าหากป้าซูมาอยู่ในร่างของหวังเซียงซิ่ว ป่านนี้คงจัดการรวบหัวรวบหางไป๋เฟิ่นโต้วจนอยู่หมัดไปแล้ว ป้าซูนั้นมีแผนการร้อยแปดพันเก้าและจิตใจที่ซับซ้อนกว่ามาก
แต่หวังเซียงซิ่วยังอ่อนหัดกว่าหลายขุม เมื่อโดนไป๋เฟิ่นโต้วตอกหน้าหงายกลับมาแบบนี้ ประกอบกับเห็นใบหน้าบึ้งตึงเย็นชาของเขา แล้วหวนนึกไปถึงภาพในอดีตที่เขาเคยคอยตามตื๊อเอาอกเอาใจเธอเหมือนสุนัขผู้ซื่อสัตย์ เธอก็รับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงนี้จนอารมณ์เดือดพล่านขึ้นมา เธอแหวใส่เขาด้วยความโมโห
“ไอ้คนไม่มีหัวใจ! สมน้ำหน้าแล้ว ชาตินี้นายก็เป็นโสดไปจนตายเถอะ!”
พูดจบเธอก็สะบัดหน้าหมุนตัวเดินหนีออกมาด้วยความโกรธจัด ในใจยังแอบหวังลึกๆ ว่าไป๋เฟิ่นโต้วจะรีบตะโกนเรียกเธอไว้ แล้ววิ่งมาขอโทษขอโพยเหมือนทุกครั้ง
ถ้าเป็นอย่างนั้น เธอจะต้องเรียกเงินสักสิบหยวนเป็นค่าทำขวัญ ถ้าไม่ได้เงินสิบหยวน อย่าหวังเลยว่าเธอจะให้อภัย หวังเซียงซิ่วเดินตัวเกร็ง หูคอยฟังเสียงเรียก แต่ทว่า...
เธอเดินออกมาได้หลายก้าวแล้ว ก็ยังไม่มีเสียงเรียกจากไป๋เฟิ่นโต้วแม้แต่แอะเดียว เธอโกรธจนต้องกระทืบเท้าเร่าๆ แล้วหันขวับกลับไปมอง
ภาพที่เห็นคือไป๋เฟิ่นโต้วหันหลังกลับไปตั้งหน้าตั้งตากวาดห้องส้วมต่อแล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจไยดีเธอเลยแม้แต่นิดเดียว ภาพนั้นทำให้เส้นความอดทนของเธอขาดผึงทันที
“ไป๋เฟิ่นโต้ว! เก่งนักนะ ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
เธอตะโกนใส่แผ่นหลังของเขาเสียงดังลั่น ก่อนจะเดินกระแทกเท้าปึงปังจากไปอย่างหัวเสีย หารู้ไม่ว่า การกระทำของหวังเซียงซิ่วอยู่ในสายตาของเพื่อนบ้านหลายคนที่แอบมองออกมาจากหน้าต่างห้องพัก
“โอ้โฮ พระอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตกแน่ๆ วันนี้ไป๋เฟิ่นโต้วไม่สนใจหวังเซียงซิ่วเลยแฮะ”
จวงจื้อซีเอ่ยขึ้นพลางชี้ชวนให้ดู
“พวกนายเห็นหน้าไป๋เฟิ่นโต้วไหม? นั่นน่ะฝีมือหวังเซียงซิ่วล้วนๆ เลยนะ”
ทุกคนที่ได้ยินต่างพากันตกตะลึง
“เฮ้ยจริงดิ? หวังเซียงซิ่วเป็นคนตีเหรอ? ฉันนึกว่าเขาไปมีเรื่องชกต่อยกับโจวฉวินมาเสียอีก”
“ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”
“ผู้หญิงคนนี้โหดชะมัด หลอกใช้เงินเขาแล้วยังซ้อมเขาอีก จิตใจทำด้วยอะไรเนี่ย โหดเหี้ยมอำมหิตจริงๆ”
“นั่นสิ น่ากลัวมาก”
“ไม่รู้ว่าคราวนี้ไป๋เฟิ่นโต้วจะตาสว่างจริงๆ หรือเปล่า ถ้าคิดได้ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้ายังไม่เข็ด... โดนแม่ม่ายสูบเลือดสูบเนื้อแบบนี้ต่อไป ชีวิตคงหาความเจริญยาก”
ถ้าเป็นคนปกติทั่วไป โดนขนาดนี้ก็คงจะตาสว่างเลิกยุ่งไปนานแล้ว แต่สำหรับไป๋เฟิ่นโต้วนั้น เอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ ชาวบ้านต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก โดยที่หวังเซียงซิ่วไม่ได้รับรู้เลย
เธอเดินกระฟัดกระเฟียดกลับมาที่โรงงานด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวสุดขีด ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด โดยเฉพาะเรื่องลูกพี่ลูกน้องที่ปกติไม่ค่อยจะไปมาหาสู่กัน แถมยังชอบดูถูกเธอ แต่จู่ๆ ก็เปลี่ยนนิสัยวิ่งแจ้นมาขอพึ่งใบบุญ
คิดจะมาอยู่ฟรีๆ โดยไม่จ่ายค่าอาหารสักแดงเดียวอย่างนั้นหรือ? ฝันไปเถอะ เธอไม่มีทางเลี้ยงดูญาติจนๆ คนนี้หรอก
เดิมทีเธอตั้งใจว่าจะใช้ลูกพี่ลูกน้องคนนี้เป็นเครื่องมือดึงรั้งไป๋เฟิ่นโต้วไว้ก่อน แต่ดูจากสถานการณ์เมื่อครู่ เห็นได้ชัดว่าไป๋เฟิ่นโต้วคงยังรักปักใจแต่เธอเพียงคนเดียว เขาคงแค่กำลังงอนตุ๊บป่องที่โดนเธอทำร้ายจิตใจ เลยพาลไม่ยอมรับข้อเสนอเรื่องญาติผู้น้องคนนี้ไปด้วย
เธอเชื่อมั่นในเสน่ห์ของตัวเองว่า เดี๋ยวค่อยๆ ง้อ ค่อยๆ ตะล่อม อีกไม่นานไป๋เฟิ่นโต้วก็ต้องใจอ่อนกลับมาหาเธอเหมือนเดิม ถ้าเป็นอย่างนั้น... ยัยลูกพี่ลูกน้องคนนี้ก็หมดประโยชน์แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องให้อยู่ที่นี่อีกต่อไป...
‘กลับไปถึงบ้านเมื่อไหร่ แม่จะไล่ตะเพิดเสียให้เข็ด!’
หวังเซียงซิ่วคิดในใจอย่างหมายมั่นปั้นมือ นังเด็กบ้าคนนี้ คิดว่าจะมาเกาะกินกันฟรีๆ ได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!
ในขณะที่หวังเซียงซิ่วกำลังวางแผนไล่ญาติผู้น้องอย่างดุเดือดอยู่ในใจ ทว่าทางด้านฮุ่ยฮุ่ยกลับเดินออกจากบ้านไปอย่างเงียบเชียบ พอสบโอกาสเห็นว่าไม่มีคนสังเกต เธอก็เดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่ง แล้วผลักประตูบ้านหลังหนึ่งเข้าไปทันทีราวกับคุ้นเคย
“พี่ฮุ่ยฮุ่ย มาแล้วเหรอครับ?”
ฮุ่ยฮุ่ยสลัดคราบสาวน้อยขี้อายทิ้งไปจนหมดสิ้น เธอพยักหน้าอย่างถือดีแล้วเดินเข้าไปในบ้าน
“ทำไมถึงมาที่นี่? ไม่กลัวใครมาเห็นเข้าหรือไง?”
ชายเจ้าของเสียงนี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือหัวหน้าเจิ้ง รองหัวหน้าคณะกรรมการปฏิวัติที่เคยนำทีมปลอกแขนสีแดงมาตักส้วมค้นหาของกลางเมื่อวันก่อน เขาเพียงแค่กระดิกนิ้วเรียก ฮุ่ยฮุ่ยก็เดินเข้าไปซบอิงแอบแนบชิดกับเขาทันที ฮุ่ยฮุ่ยเบ้ปากพลางตอบว่า
“คนในลานบ้านส่วนใหญ่ออกไปข้างนอกกันหมดแล้วค่ะ ฉันออกมาตอนนี้ไม่มีใครรู้หรอก”
“ออกไปข้างนอก?”
ฮุ่ยฮุ่ยอธิบายต่อ
“ได้ยินว่าพากันไปตกปลาที่ชานเมืองน่ะค่ะ เห็นว่าไปเจอเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่โรงพยาบาล คุยโวว่าจับปลาได้เยอะแยะ พวกยาจกพวกนั้นพอได้ยินว่ามีปลาฟรีให้จับ ก็ตาลุกวาวรีบแห่กันออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ตอนนี้ในลานบ้านเหลือคนอยู่ไม่กี่คนหรอกค่ะ”
เด็กหนุ่มลูกน้องที่เอ่ยทักทายฮุ่ยฮุ่ยเมื่อครู่ ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
“อ๊ะ หรือจะเป็นไอ้หนุ่มที่โรงพยาบาลคนนั้น? นี่มันเข้าข่ายเบียดเบียนทรัพย์สินของรัฐมาชุบมือเปิบชัดๆ พวกเราน่าจะไปจัดการสั่งสอนมันสักหน่อย!”
ฮุ่ยฮุ่ยส่ายหน้า
“ไม่ได้หรอก ได้ยินมาว่าคนนั้นเป็นลูกหลานจากบ้านพักข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แค่ปลาไม่กี่ตัว ขืนนายไปหาเรื่องเขา ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรือไง? คนบางกลุ่มเราก็แตะต้องไม่ได้หรอกนะ”
หัวหน้าเจิ้งพยักหน้าเห็นด้วย เขาถลึงตาใส่ลูกน้องแล้วดุว่า
“หุบปากไปเลย อย่าเที่ยวเสนอความคิดโง่ๆ วันๆ คิดแต่จะใช้กำลัง หาเงินเข้ากระเป๋าต่างหากคือเรื่องสำคัญ... ว่าแต่ฮุ่ยฮุ่ย เธอเข้าไปอยู่แล้วได้เรื่องอะไรบ้างไหม?”
ฮุ่ยฮุ่ยส่ายหน้า
“ยังเลยค่ะ ฉันคงต้องอยู่ดูลาดเลาอีกสักพัก ถ้ามีคนเก็บทองหยองพวกนั้นไปได้จริงๆ คงไม่รีบร้อนเอาออกมาอวดตอนนี้หรอก”
หัวหน้าเจิ้งพยักหน้า
“ก็จริงของเธอ”
เรื่องราวทั้งหมดนี้สืบเนื่องมาจากอวี๋เป่าซาน ทรัพย์สมบัติพวกทองคำและเครื่องเพชรที่หมอนั่นแอบซ่อนไว้ได้หายสาบสูญไป พวกเขาไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจที่จะตามหามัน
เมื่อก่อนพวกเขาไม่รู้ว่ามีของมีค่ามากมายขนาดนี้ แต่ตอนนี้ความจริงเปิดเผยแล้ว จากคำรับสารภาพของอวี๋เป่าซาน ของที่ซ่อนไว้นั้นมีมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว
เจอแบบนี้เข้าไป ใครบ้างจะไม่ตาโต?
ในเมื่อของหายไปแล้ว ถ้าพวกเขาหาเจอแล้วแอบเก็บเงียบไว้ไม่ออกนาม ก็เท่ากับว่าสมบัตินั้นตกเป็นของพวกเขา ต้องรู้ไว้ว่าของพวกนี้มีค่ามาก มนุษย์ยอมตายเพื่อเงินทอง นกยอมตายเพื่ออาหาร อวี๋เป่าซานยังถึงขั้นฆ่าปิดปากคนเพื่อสมบัติชิ้นนี้ พวกเขาก็มีความโลภไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
หัวหน้าเจิ้งวิเคราะห์ดูแล้ว ในเมื่อของหายไปแถวส้วมสาธารณะระแวกนั้น คนที่น่าสงสัยที่สุดก็คือชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถวนั้นนั่นแหละ
เขาเคยคิดจะนำคนบุกค้นทุกบ้าน แต่ก็ต้องล้มเลิกความคิด เพราะใครที่ได้ของมีค่าขนาดนั้นไปคงซ่อนไว้อย่างมิดชิด การจะค้นให้เจอเป็นเรื่องยากมาก หรือดีไม่ดีคนร้ายอาจจะซ่อนไว้นอกบ้านเหมือนที่อวี๋เป่าซานทำ
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าแหวกหญ้าให้งูตื่น
แต่โชคยังเข้าข้าง ที่อวี๋เป่าซานจำหน้าหวังเซียงซิ่วได้ บังเอิญว่าหวังเซียงซิ่วเป็นญาติผู้พี่ของฮุ่ยฮุ่ยคู่ขาของเขาพอดี ถึงแม้สองบ้านนี้จะไม่ค่อยถูกกัน และฮุ่ยฮุ่ยก็ดูถูกญาติคนนี้อยู่ลึกๆ จึงไม่ค่อยไปมาหาสู่ แต่จุดนี้กลับทำให้หัวหน้าเจิ้งคิดแผนการบางอย่างออก
เขาให้ฮุ่ยฮุ่ยหาข้ออ้างเข้าไปพักอาศัยในระแวกนั้น เพื่อแฝงตัวเข้าไปสืบข่าวจากวงใน พวกผู้หญิงในบ้านพักมักจะรู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางของแต่ละบ้านเป็นอย่างดี ใครรวยขึ้นผิดหูผิดตา ย่อมสังเกตเห็นได้ง่าย เขาเตรียมใจที่จะสืบสวนเรื่องนี้ในระยะยาวแล้ว
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องซูจินไหลลูกชายของหวังเซียงซิ่วที่เป็นหัวขโมย พวกเขาสงสัยอยู่ลึกๆ ว่าเด็กนั่นอาจจะเป็นคนขโมยสมบัติไป เพราะดูจากรายได้และระดับความเป็นอยู่ของบ้านตระกูลซูแล้ว มันดูอู้ฟู่ขัดแย้งกับความเป็นจริง
นี่คือจุดที่น่าสงสัย
แต่เมื่อคิดอีกที หวังเซียงซิ่วเป็นคนชอบปอกลอกผู้ชาย อาจจะเป็นเงินที่ได้จากผู้ชายก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใด การส่งคนของตัวเองหาข้ออ้างเข้าไปอยู่เพื่อสืบจากวงใน ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าพวกเขาปักใจเชื่อว่าคนในลานบ้านนั้นเอาไป 100% แต่ทุกคนในระแวกนั้นล้วนมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น
ฮุ่ยฮุ่ยมีญาติอยู่ที่นั่น การย้ายเข้าไปอยู่จึงแนบเนียนที่สุด เธอสามารถค่อยๆ สอดส่องไปทีละบ้าน ขอแค่มีเบาะแส พวกเขาก็กล้าที่จะบุกเข้าไปค้นทันที
หัวหน้าเจิ้งพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อวี๋เป่าซานสารภาพว่าในนั้นมีทองคำแท่งอยู่หลายแท่ง ถ้าเราหาของดีพวกนี้เจอ รับรองว่าพวกเราได้เสวยสุขกันไปทั้งชาติ ไม่ต้องมาลำบากแบบนี้อีก”
ทุกวันนี้ชีวิตพวกเขาก็สุขสบายดีอยู่แล้ว แต่ใครบ้างล่ะจะไม่อยากสุขสบายยิ่งขึ้นไปอีก
ฮุ่ยฮุ่ยตอบรับ
“ฉันรู้น่า แต่พี่สาวฉันคนนี้เป็นคนเห็นแก่ตัวจะตาย แถมยังเป็นคนน่ารังเกียจสุดๆ ฉันว่าหล่อนคงไม่ยอมให้ฉันอยู่ฟรีๆ นานนักหรอก”
หัวหน้าเจิ้งเสนอทางออก
“เธอก็เอาเงินให้หล่อนสักห้าหยวน บอกว่าเป็นเงินเก็บส่วนตัวของเธอ ขออยู่สักเดือนก็น่าจะพอถูไถไปได้”
ฮุ่ยฮุ่ยรับคำ
“ก็ได้ค่ะ หวังว่าหล่อนจะไม่โลภมากไปกว่านี้นะ ไม่งั้นแม่จะอาละวาดให้ดู”
“แกล้งทำตัวน่าสงสารเข้าไว้ คนอ่อนแอมักจะได้รับความไว้วางใจง่ายกว่า”
ฮุ่ยฮุ่ยเบ้ปาก ก่อนจะตอบรับ
“รู้แล้วน่า”
หัวหน้าเจิ้งเตือนสติอีกครั้ง
“เธออย่าเห็นว่าลานบ้านนั้นเล็กเชียวนะ เรื่องวุ่นวายเยอะจะตาย เธอระวังตัวด้วย อย่าเอาตัวเข้าไปพัวพันกับปัญหา ถ้าโดนรุมตบขึ้นมา ผมไม่ออกหน้าช่วยนะบอกก่อน”
ฮุ่ยฮุ่ยแค่นเสียง
“เชอะ คุณนี่มันใจดำจริงๆ”
หัวหน้าเจิ้งย้ำ
“เรื่องงานสำคัญกว่า ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการหาทองคำแท่งพวกนั้นให้เจอ”
ฮุ่ยฮุ่ยถอนหายใจด้วยความกังวล
“ฉันรู้น่า... แต่คุณลองคิดดูสิ ถ้าเกิดไม่ใช่คนในบ้านพักพวกนั้นเอาไปล่ะ ของพวกนั้นจะไปอยู่ที่ไหนได้อีก?”
หัวหน้าเจิ้งตอบเสียงขรึม
“ก็สืบกันไปก่อน อวี๋เป่าซานถึงขนาดฆ่าคนปิดปากเพื่อทองคำพวกนั้น ก็เพราะกลัวคนรู้ว่าตัวเองซ่อนของดีไว้ ตอนนั้นพวกเราไม่ได้เอะใจ แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีใครบางคนสังเกตเห็น และสะกดรอยตามอวี๋เป่าซานไปขโมยของตัดหน้า... อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น”
ฮุ่ยฮุ่ยบ่นอุบ
“งั้นฉันก็เหนื่อยฟรีน่ะสิ?”
“ความเป็นไปได้มีร้อยแปด แต่เราต้องเริ่มสืบจากจุดที่ใกล้ที่สุดก่อน”
“อืม”
“อีกอย่าง คนที่ได้ของดีไป ต่อให้ตอนนี้ยังไม่กล้าขยับตัว แต่ผมไม่เชื่อหรอกว่าจะเก็บเงียบไปตลอด อย่างน้อยสักปีครึ่งปีก็ต้องเอาออกมาปล่อยที่ตลาดมืด เราแค่ต้องจับตาดูต่อไปเรื่อยๆ ยังไงก็ต้องเจอ... ของพวกนั้น มันต้องตกเป็นของเรา”
[จบบท]