บทที่ 307: เด็กแสบป่วนเขา
บรรยากาศโดยรอบเริ่มมืดสนิทลงทุกที ความเงียบสงัดยามค่ำคืนเริ่มปกคลุมไปทั่วบริเวณภูเขา ซูอวิ๋นไหลแม้จะเป็นเด็กที่ชอบคุยโม้โอ้อวดเป็นกิจวัตร
แต่เมื่อมองซ้ายแลขวาเห็นเพียงความมืดมิดที่รายล้อมเข้ามา จิตใจของเขาก็อดที่จะรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาไม่ได้ เขาหันไปพูดกับพี่ชายด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจนัก
“พี่ครับ ฟ้ามืดตึ๊ดตื๋อขนาดนี้แล้ว พวกเราสมควรต้องกลับกันได้หรือยัง ถ้าขืนยังไม่กลับตอนนี้ เดี๋ยวพวกเราจะไปขึ้นรถประจำทางสายสองไม่ทันเอานะ”
ซูจินไหลพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“นายพูดถูก”
ซูจินไหลกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ แม้ว่าความมืดจะเข้ามาแทนที่แสงสว่างแล้ว แต่ทว่านอกจากพวกเขาสามพี่น้อง ก็ยังมีผู้คนอื่นนั่งตกปลาอยู่อีกประปราย คนพวกนี้น่าจะเป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถวตีนเขา คงอยากจะหาปลาเพิ่มอีกสักหน่อยเพื่อความคุ้มค่า
เมื่อเห็นว่ายังมีคนอื่นอยู่ด้วย ความกังวลในใจของซูจินไหลก็เบาบางลงไปมาก เขายักไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะเอ่ยขึ้น
“จะมีปัญหาอะไรกันเล่า นายดูนั่นสิ ไม่ใช่ว่ายังมีคนอื่นอยู่หรอกหรือ พวกนายไม่ต้องคิดมากไปหรอกน่า ต่อให้ตกรถประจำทางจริงๆ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร เดี๋ยวพวกเราก็ค่อยดูว่าคนพวกนี้เขาจะลงเขากันทางไหน แล้วเราก็แค่เดินตามพวกผู้ใหญ่เขากลับลงไปก็สิ้นเรื่อง”
ซูจินไหลรู้สึกว่าความคิดของตัวเองนั้นช่างเฉลียวฉลาดเสียเหลือเกิน
ซูอวิ๋นไหลพยักหน้าเห็นดีเห็นงาม
“นั่นสินะ”
ถงไหลน้องเล็กสุดส่งเสียงงึมงำในลำคอด้วยความกังวล
“ถ้าพวกเรากลับบ้านดึก แม่ต้องตีพวกเราแน่เลย”
ซูจินไหลรีบแย้งขึ้นทันทีด้วยความมั่นใจ
“ไม่มีทาง! ย่ากับแม่รักพวกเราจะตาย ไม่มีทางตีพวกเราหรอก อีกอย่างการที่เรากลับดึกหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร คนตั้งเยอะแยะมาตกปลาที่ชานเมืองแบบนี้ พวกเขาต้องเดาได้อยู่แล้วว่าพวกเรามาทำภารกิจสำคัญ พวกเราไม่ได้หนีออกมาเที่ยวเล่นไร้สาระเสียหน่อย นี่คือการทำมาหากินนะเว้ย ไม่มีปัญหาหรอก”
“ก็จริงนะ เป็นเด็กเหมือนกัน แต่คนอื่นสู้พวกเราไม่ได้สักนิด พวกเราเก่งกว่าตั้งเยอะ!”
“พี่พูดถูกที่สุดเลย”
ซูจินไหลยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ ใบหน้าฉายแววลำพองใจอย่างปิดไม่มิด
“แล้วพวกนายดูนี่สิ ต่อให้วันนี้พวกเราจะตกปลาไม่ได้เลยสักตัว แต่พวกเราก็ยังมีความสามารถไปยืมเงินมาได้ตั้งห้าเหมาเชียวนะ ตอนนี้เรายังมีเงินเหลืออยู่อีกตั้งสามเหมา นี่มันเงินที่ได้มาจากความสามารถล้วนๆ ไม่จำเป็นต้องคืนด้วยซ้ำ จะเอาไปซื้อลูกอมกินก็ได้ หรือจะเอาไปซื้อประทัดมาเล่นก็ดี ยังไงพวกเราก็กำไรเห็นๆ”
“ใช่เลย!”
เด็กชายทั้งสามคนต่างพากันเข้าข้างตัวเองอย่างสุดกูู่ ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวกับสถานการณ์รอบข้างเลยสักนิด ในขณะเดียวกันนั้นเอง ขบวนทัพของกลุ่มผู้ค้นหาก็กำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้าขึ้นสู่ภูเขา
เดินนำหน้าขบวนอย่างองอาจคือหวังเซียงซิ่ว หญิงแกร่งประจำลานบ้าน ส่วนป้าซูนั้นเดินโซซัดโซเซตามมาข้างหลังด้วยสีหน้าอมทุกข์และเหนื่อยอ่อน โดยมีไป๋เหล่าโถวคอยประคองร่างของเธอเดินขึ้นเขามาตลอดทาง
ไป๋เหล่าโถวมีสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวแทนหญิงในดวงใจ เขาเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
“น้องสาว เธอเดินช้าลงหน่อยเถอะ ร่างกายเธออ่อนแอขนาดนี้ จะไปทนรับไหวได้ยังไง เอาอย่างนี้ไหม ให้ผมแบกเธอเดินดีกว่า?”
ป้าซูส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
“ไม่ต้องหรอก อาการบาดเจ็บของพี่คราวก่อนก็ยังไม่หายดี ฉันจะให้พี่มาแบกฉันได้ยังไงกัน เดี๋ยวร่างกายจะทรุดไปกันใหญ่”
ความจริงแล้วไม่ใช่เพราะความเป็นห่วงอะไรหรอก แต่เป็นเพราะเธอกลัวว่าตาเฒ่าคนนี้จะทำเธอตกกระแทกพื้นต่างหาก ดูสภาพของตาเฒ่าไป๋สิ แค่เดินตัวเปล่ายังขาสั่นพั่บๆ จะไปพึ่งพาอะไรได้
สายตาของป้าซูลอบกวาดมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่เดินอยู่ใกล้ๆ พลางแกล้งกระแอมไอออกมาเบาๆ สองสามที
‘ถ้าพวกแกยังพอจะรู้ความอยู่บ้าง ก็ควรรีบเสนอตัวเหมือนตาเฒ่าไป๋สิ รีบมาอาสาแบกฉันเร็วเข้า!’
ตัวเธอเองก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร แบกขึ้นหลังก็ไม่น่าจะลำบาก หากคนพวกนี้มีจิตสำนึกเคารพผู้สูงอายุ ก็ควรจะรีบเสนอหน้าออกมา
เธอพยายามส่งสายตาบอกใบ้ไปทางกลุ่มชาวบ้าน พร้อมกับกระแอมไอเรียกความสนใจอีกหลายครั้ง หวังว่าจะมีใครสักคนหันมามอง
แต่ทว่าในเวลานี้ ใครจะมีกะจิตกะใจมาสนใจยายแก่เรื่องมากอย่างเธอกันเล่า ทุกคนต่างก็ร้อนใจอยากจะรีบตามหาเด็กๆ ให้เจอไวๆ ยิ่งมีสหายตำรวจมาร่วมขบวนด้วย ทุกคนจึงปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีความวุ่นวายสับสน
ขบวนค้นหาเดินเรียงหน้ากระดานส่องไฟฉายกราดไปทั่วภูเขา ปากก็ตะโกนเรียกขานชื่อเด็กๆ ดังลั่น
“จินไหล... จินไหล อวิ๋นไหล...”
“จินไหล...”
เสียงเรียกขานดังก้องไปทั่วป่า ยิ่งคนเยอะเสียงก็ยิ่งดัง พลังสามัคคีทำให้เสียงตะโกนนั้นทรงพลังอย่างยิ่ง
ทุกคนต่างตะเบ็งเสียงสุดแรงเกิด เสียงนั้นดังแว่วขึ้นไปจนถึงบนเขา ผู้คนที่นั่งตกปลาอยู่ด้านบนต่างก็ได้ยินเสียงเรียกขานกันอย่างถนัดหู
ส่วนทางด้านสามพี่น้องตระกูลซู พวกเขายังคงนั่งตกปลากันอย่างสบายใจเฉิบ ยิ่งดึกคนยิ่งน้อย ดูเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างเด็กแสบพวกนี้ เพราะผลประกอบการในค่ำคืนนี้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ลองนึกถึงตอนกลางวันที่พวกจ้าวชุ่ยฮวายกโขยงกันมาใช้ตาข่ายจับปลา ยังแบ่งกันได้คนละสี่ตัว
แต่ในค่ำคืนนี้ ซูจินไหลและน้องๆ ทั้งสามคน สามารถตกปลาขึ้นมาได้คนละหนึ่งตัวด้วยฝีมือตัวเองล้วนๆ
ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีปลาอีกหนึ่งตัวที่กำลังเสียบไม้ปิ้งส่งกลิ่นหอมฉุยอยู่ข้างกองไฟ รวมแล้วก็เท่ากับสี่ตัวพอดิบพอดี สามพี่น้องหัวเราะร่าด้วยความพึงพอใจ ชีวิตช่างสุขขีสโมสรเสียจริง
“จินไหลเอ๊ย...”
เสียงเรียกจากตีนเขาลอยตามลมมาเข้าหู ผู้ใหญ่หลายคนที่ยังปักหลักตกปลาอยู่แถวนั้นต่างก็ได้ยินกันถ้วนหน้า หลายคนเริ่มลุกขึ้นยืนชะเง้อคอมองหาต้นเสียง แต่ทว่าเจ้าเด็กแสบทั้งสามกลับทำทองไม่รู้ร้อน ทำเป็นหูทวนลม ไม่รู้ว่าได้ยินแต่ไม่สนใจ หรือว่าไม่ได้ยินจริงๆ กันแน่ ชายชราคนหนึ่งที่นั่งตกปลาอยู่ใกล้ๆ ทนไม่ไหวจึงร้องทักขึ้น
“ไอ้หนู ฟ้ามืดมาตั้งนานแล้ว พวกเอ็งยังไม่ลงเขากันอีกรึ?”
ซูจินไหลหันไปตวาดเสียงแข็ง
“ยุ่งอะไรด้วย!”
ชายชราถึงกับสะอึก เขาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ
“ไอ้เด็กพวกนี้พูดจาภาษาอะไรกัน ทำไมถึงไม่มีมารยาทแบบนี้ นั่นเสียงคนมาตามหาพวกเอ็งไม่ใช่รึไง?”
ซูจินไหลยิ่งทำท่าทางดุร้ายกว่าเดิม
“ตาแก่ใกล้ลงโลง ไสหัวไปให้พ้น!”
ชายชราโกรธจนหนวดกระดิก ตาเบิกโพลงด้วยความโมโห
“เด็กบ้าอะไรเนี่ย ทำไมถึงได้หยาบคายต่ำทรามขนาดนี้!”
ซูจินไหลทำหน้าตาเย้ยหยัน พลางเอ่ยท้าทาย
“ทำไม? แกกล้าตีฉันเหรอ? ถ้าแกแตะต้องตัวฉัน แกต้องจ่ายค่าเสียหายมา! คนของฉันมากันแล้วโว้ย!”
ที่แท้เจ้าเด็กนี่ก็ได้ยินเสียงเรียกมาตลอดนี่นา ชายชราโกรธจนควันออกหู เขาสบถด่าออกมาอย่างเหลืออด
“ไอ้ลูกหมาเอ๊ย มิน่าล่ะถึงได้โดนคนเขาซ้อมมาจนหน้าบวมปูด ก็เพราะปากดีเป็นสันดานเสียแบบนี้นี่เอง! สมควรแล้วที่ไม่โดนตีตายคาตีน!”
เขาสะบัดหน้าหนี ไม่อยากจะเสวนากับเด็กเปรตพวกนี้อีกต่อไป
ซูจินไหลและซูอวิ๋นไหลเพิ่งจะโดนไป๋เฟิ่นโต้วสั่งสอนมาเมื่อวาน รอยฟกช้ำดำเขียวยังปรากฏชัดอยู่บนใบหน้า
เมื่อครู่นี้ชายชรายังนึกสงสารว่าเด็กตัวแค่นี้ต้องลำบากมาหาปลาตอนมืดค่ำ หน้าตาก็ปูดบวมน่าเวทนา แต่ตอนนี้เขารู้แจ้งเห็นจริงแล้ว เด็กพวกนี้ถ้าโดนใครกระทืบตายก็ถือว่าเป็นเรื่องสมควรแก่เหตุ!
ไม่เคยพบเคยเห็นเด็กที่ไหนทำตัวน่ารังเกียจได้ขนาดนี้มาก่อน เขาเดินหนีไปไม่สนใจไยดี ชายวัยกลางคนอีกคนที่นั่งตกปลาอยู่ถัดไปหันมาพูดกับชายชราว่า
“คุณลุงอย่าไปถือสาหาความกับเด็กพวกนี้เลยครับ ดูสันดานพวกมันสิ ไม่ใช่ลูกคนดีมีสกุลแน่นอน”
ชายชราพยักหน้าเห็นด้วย
“ไม่รู้ว่าพ่อแม่มันสั่งสอนกันมายังไง”
“เรื่องของพวกแกสิวะ!”
ซูอวิ๋นไหลก้มลงคว้าก้อนหินขึ้นมาเขวี้ยงใส่ทันที ด้วยความที่เป็นเด็ก แรงจึงไม่มากนัก ก้อนหินลอยละลิ่วตกลงไปในน้ำจนน้ำแตกกระจาย
“ไอ้เด็กสารเลว!”
“ทำไมวะ!”
ซูอวิ๋นไหลนึกขึ้นได้ว่าแม่ของตนกำลังพาคนยกโขยงมาช่วยแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนอีก ความกร่างในตัวพุ่งสูงปรี๊ด เขาคว้าก้อนหินขึ้นมาอีกก้อนแล้วขว้างออกไปสุดแรงเกิด
และด้วยความบังเอิญอย่างเหลือเชื่อ ก้อนหินก้อนนั้นพุ่งเข้าใส่คันเบ็ดของชายคนนั้นเข้าอย่างจัง ไม่โดนคน แต่เสียงดัง ‘เปรี้ยง’ คันเบ็ดหักสะบั้นลงต่อหน้าต่อตา...
โอกาสเพียงหนึ่งในล้านที่จะปาโดนเป้าหมายแม่นยำขนาดนี้ แต่พวกเขาก็ทำได้สำเร็จ
คันเบ็ดหักเป็นสองท่อน ซูอวิ๋นไหลเองก็คาดไม่ถึงว่าฝีมือตัวเองจะแม่นยำปานจับวาง แต่เขาก็รีบปรบมือให้ตัวเองด้วยความสะใจ ร้องตะโกนลั่น
“เจ๋งเป้ง! ฉันนี่มันโคตรเทพเลย!”
ซูจินไหลหัวเราะร่า พยักหน้าชื่นชมน้องชาย
“เจ้ารองเก่งที่สุด!”
ซูจินไหลเห็นน้องชายทำสำเร็จก็เกิดความฮึกเหิม เขาไม่รอช้ารีบก้มลงหยิบก้อนหินขึ้นมาบ้าง พลางแสยะยิ้มอย่างมาดมั่นแล้วตะโกนขึ้น
“คอยดูฝีมือฉันบ้าง!”
สิ้นเสียงตะโกน ก้อนหินในมือก็ถูกขว้างออกไปอย่างแรง
‘ปึก!’
เสียงวัตถุกระทบเนื้อดังทึบ ก้อนหินก้อนนั้นไม่ได้พุ่งลงน้ำ แต่มันพุ่งเข้าใส่หลังเท้าของชายชราเข้าอย่างจัง
ชายชราร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย! ไอ้เด็กเวร!”
ทั้งชายชราและชายวัยกลางคนเจ้าของเบ็ดต่างก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้า เด็กเปรตพวกนี้มันเกินเยียวยาแล้วจริงๆ ถ้าวันนี้ไม่ได้สั่งสอนให้หลาบจำ พวกเขาคงนอนตายตาไม่หลับ
ในขณะที่ผู้ใหญ่กำลังโกรธจัด สามพี่น้องตระกูลซูกลับพากันหัวเราะชอบใจ ปรบมือให้กันอย่างสนุกสนานราวกับเห็นเป็นเรื่องตลกขบขัน
ทันใดนั้น ซูจินไหลและซูอวิ๋นไหลก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน โดยเฉพาะซูอวิ๋นไหลที่เริ่มแผลงฤทธิ์ เขาแหกปากร้องตะโกนเสียงดังลั่นป่า
“ฆ่าคนแล้วจ้า! ช่วยด้วย! ผู้ใหญ่รังแกเด็ก! ช่วยด้วยครับ!”
ปากก็ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความยียวนกวนประสาท สายตาที่มองมายังผู้ใหญ่ทั้งสองคนนั้นเต็มไปด้วยคำท้าทายว่า ‘พวกแกจะทำอะไรฉันได้’ ชายวัยกลางคนเจ้าของเบ็ดถึงกับสบถออกมาอย่างเหลืออด
“แม่งเอ๊ย!”
“ไอ้เด็กสารเลว!”
ชายคนนี้ไม่ใช่คนเชื่องช้าอืดอาดแบบชายชรา เขาเป็นคนจริงทำจริง ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้มากความ ขายาวๆ ก้าวพรวดเดียวก็เข้าถึงตัวเด็กแสบ มือหนาคว้าคอเสื้อของซูอวิ๋นไหลเอาไว้แน่น ก่อนจะง้างมือขึ้นตบฉาดใหญ่
‘เพียะ! เพียะ!’
ฝ่ามือหนักๆ ฟาดลงบนใบหน้าของซูอวิ๋นไหลติดต่อกันสองทีซ้อน
ซูอวิ๋นไหลร้องจ๊าก
“โอ๊ย!”
ซูจินไหลเห็นน้องชายถูกทำร้ายก็เลือดขึ้นหน้า เขาโยนคันเบ็ดในมือทิ้งแล้วพุ่งตัวเข้าใส่ชายคนนั้นทันที
“แกกล้าตีน้องฉันเหรอ!”
แต่แรงเด็กหรือจะสู้แรงผู้ใหญ่ ชายวัยกลางคนผลักซูจินไหลกระเด็นล้มกลิ้งไปกับพื้น ก่อนจะตามไปเตะซ้ำเข้าที่ลำตัวอีกหนึ่งที
“ไอ้เด็กนรก! ฉันจะสั่งสอนให้พวกแกเลิกปากดีมือบอนเสียที ตัวแค่นี้ริอาจทำตัวกร่าง สันดานเสียแบบนี้โตไปไม่แคล้วต้องไปนอนกินข้าวแดงในคุกแน่!”
ทั้งซูจินไหลและซูอวิ๋นไหลต่างก็โดนจัดหนักกันไปคนละดอกสองดอก
ชายชราและชายวัยกลางคนในเวลานี้ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือใครหน้าไหน ถ้าไม่ใช่ลูกหลานตัวเองแล้วทำตัวระยำตำบอนแบบนี้ ก็อย่าหวังว่าจะได้รับการปรานี ฝ่ามือสั่งสอนจึงประเคนใส่ไม่ยั้ง
ทางด้านซูถงไหล น้องเล็กสุดท้อง พอเห็นท่าไม่ดีก็รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งหนีเอาตัวรอดทันที
เขาไม่อยากโดนตีน...
ต้องบอกว่าซูถงไหลคนนี้มีแววฉลาดแกมโกงแต่เด็ก ในอนาคตเขาจะเติบโตขึ้นไปเป็นขวัญใจแม่ยก คอยเอาอกเอาใจบรรดาป้าๆ น้าๆ ให้มีความสุขจนเปรมปรีดิ์ นับว่าเป็นคนที่รู้จักดูทิศทางลมเป็นอย่างดี คำโบราณที่ว่าดูนางให้ดูแม่ ดูแน่ให้ดูถึงยาย หรือสันดานส่อแต่เด็กนั้นช่างแม่นยำนัก เด็กบ้านนี้มีนิสัยเฉพาะตัวที่ชัดเจนจริงๆ
ดูอย่างตอนนี้สิ ปกติซูถงไหลจะคอยทำตัวกร่างตามพี่ชาย แต่พอเห็นพี่ๆ โดนสหบาทา เขาก็รีบชิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งโซซัดโซเซหนีตายออกมา ไม่สนใจเลยว่าพี่ชายทั้งสองคนจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
วิ่งมาได้ไม่ไกลนัก ซูถงไหลก็มองเห็นกลุ่มคนที่กำลังเดินขึ้นเขามา เขาจึงตะโกนเรียกสุดเสียง
“แม่จ๋า!”
หวังเซียงซิ่วที่เดินนำขบวนอยู่ ได้ยินเสียงลูกชายก็จำได้ทันที นางตะโกนตอบ
“ถงไหล!!!”
เธอรีบซอยเท้าวิ่งขึ้นไปหาลูกชาย คนอื่นๆ ในขบวนก็เร่งฝีเท้าตามไปติดๆ
ซูถงไหลรีบฟ้องทันที
“แม่จ๋า รีบไปช่วยพี่ๆ เร็วเข้า มีคนกำลังตีพวกเรา!”
พอได้ยินว่าลูกถูกตี หวังเซียงซิ่วก็โกรธจนแทบคลั่ง เธอรักลูกชายของเธอยิ่งกว่าสิ่งใด ลูกๆ คือแก้วตาดวงใจ ใครบังอาจมาแตะต้อง เธอพร้อมจะแลกด้วยชีวิต
เธอกัดฟันวิ่งตะบึงไปข้างหน้า แม้จะสะดุดรากไม้ล้มลง เธอก็รีบตะกายลุกขึ้นวิ่งต่อโดยไม่สนใจความเจ็บปวด หวังเซียงซิ่ววิ่งเข้าไปคว้าตัวซูถงไหลเข้ามากอดแน่น พลางละล่ำละลักถาม
“ลูกไม่เป็นไรใช่ไหม? ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนนะ? แล้วพี่ๆ ของลูกล่ะ?”
ซูถงไหลชี้นิ้วไปทางบ่อน้ำ
“พี่อยู่ทางนั้น!”
หวังเซียงซิ่วรีบพุ่งตัวไปตามทิศทางที่ลูกบอก ภาพที่เห็นคือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนทั้งสองคนกำลังถูกผู้ใหญ่ทุบตี สัญชาตญาณความเป็นแม่ระเบิดออกมาดั่งแม่สิงโตที่ถูกกระตุกหนวด
“ฉันจะฆ่าพวกแก!”
เธอกระโจนเข้าใส่ชายวัยกลางคนอย่างบ้าคลั่ง กางกรงเล็บหมายจะข่วนหน้าอีกฝ่ายให้เสียโฉม
แต่ทว่าชายคนนี้ไม่ใช่ไป๋เฟิ่นโต้วผู้อ่อนแอ เขาเป็นชายฉกรรจ์แรงเยอะ เพียงแค่ตวัดฝ่ามือทีเดียวก็ตบหวังเซียงซิ่วจนหน้าหันกระเด็นไปกองด้านข้าง เขาด่าสวนกลับทันที
“ไอ้บ้าเอ้ย! ฉันรู้แล้วว่าทำไมเด็กพวกนี้ถึงได้สันดานเสีย ก็เพราะมีพ่อแม่รังแกฉันแบบนี้นี่เอง ยังจะมีหน้ามาหาเรื่องอีกเหรอ! ทำไมหล่อนไม่แหกตาดูว่าลูกเวรลูกกรรมของหล่อนทำอะไรลงไปบ้าง!”
“ใช่! พูดถูก!”
ในตอนนั้นเอง สหายตำรวจและกลุ่มชาวบ้านก็วิ่งตามมาถึงพอดี จำนวนคนเริ่มหนาตาขึ้น ชายวัยกลางคนพอเห็นคนเยอะก็เริ่มใจฝ่อเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นเครื่องแบบตำรวจ เขาก็ใจชื้นขึ้นมา รีบตะโกนฟ้องเสียงดัง
“สหายตำรวจ! คุณอย่าหาว่าผมรังแกเด็กไม่มีทางสู้นะ คุณลองถามทุกคนดูสิว่าไอ้เด็กเปรตสามตัวนี้มันทำระยำอะไรไว้บ้าง!”
“ทำอะไรก็ช่าง แต่จะตีเด็กไม่ได้ พวกเขายังเป็นแค่เด็กนะ!”
ตำรวจยังไม่ทันได้อ้าปาก ป้าซูก็พุ่งตัวเข้ามาแทรกกลางวง เธอโผเข้ากอดซูจินไหลแล้วร้องไห้โฮเสียงดังลั่นป่า
“จินไหลหลานย่า! ไอ้คนใจยักษ์ใจมาร พวกแกมันหน้าตัวเมีย รังแกได้กระทั่งเด็กตาดำๆ พวกเราเป็นแค่หญิงม่ายกับลูกกำพร้า ชีวิตก็ลำบากพออยู่แล้ว ทำไมต้องมาเจอคนเลวๆ แบบพวกแกด้วย...”
ชายวัยกลางคนโกรธจนตัวสั่น ชี้หน้าด่ากราด
“ยายแก่! หุบปากเน่าๆ ของแกเดี๋ยวนี้เลยนะ! ทำไมแกไม่ถามดูล่ะว่าหลานชายตัวดีของแกทำอะไรไว้! แกแหกตาดูนี่ ดูคันเบ็ดของฉัน แล้วดูนั่น ดูเท้าของคุณลุงท่านนี้! ฉันอุตส่าห์ไม่ถือสาหาความกับพวกมัน แต่พวกมันกลับมาหาเรื่องด่ากราด ใส่ร้ายว่าพวกเราเป็นตาแก่ใกล้ตาย เท่านั้นยังไม่พอ!”
ชายเจ้าของเบ็ดหายใจหอบด้วยความโมโห ก่อนจะพูดต่อ
“ไอ้เด็กนรกสองตัวนี้มันยังขว้างก้อนหินใส่พวกเราอีก ไม่เชื่อพวกคุณลองถามคนอื่นดูสิ! ถามพยานแถวนี้ดูเลย!”
“ใช่ พี่ชายคนนี้พูดถูกทุกอย่าง”
“จริงครับ หินก้อนนั้นกระแทกใส่เท้าผมเต็มๆ พวกคุณดูสิ!”
“คนอะไรก็ไม่รู้ สั่งสอนลูกหลานได้เลวร้ายมาก”
“สหายตำรวจครับ พวกผมเป็นพยานให้ได้ เด็กสองคนนี้ปากดีมือบอนจริงๆ ทำตัวไม่เหมือนคน...”
ต้องยอมรับว่าผู้คนในยุคสมัยนี้ยังมีความซื่อตรงและรักความยุติธรรม ถ้าเป็นอีกหลายสิบปีข้างหน้า ผู้คนคงเลือกที่จะยืนดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ไม่กล้าเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่สำหรับยุคนี้ เมื่อเห็นความไม่ถูกต้อง ทุกคนต่างก็กรูเข้ามาช่วยกันพูด ช่วยกันเป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ให้ฝั่งผู้เสียหาย
“เด็กสองคนนี้ร้ายกาจมาก มีแต่เจ้าตัวเล็กนั่นแหละที่ไม่ได้พูดอะไร...”
“โดนตีก็สมควรแล้ว!”
“เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นเด็กที่ไหนนิสัยแย่ขนาดนี้มาก่อน...”
“พวกมันจงใจทำชัดๆ พอได้ยินเสียงคนเรียก ก็กลัวจะเสียเปรียบ เลยเริ่มก่อกวนชาวบ้าน...”
“ใช่ๆ เด็กพวกนี้จงใจปาหินใส่คนอื่นจริงๆ”
สหายตำรวจได้ยินดังนั้นก็นวดขมับด้วยความปวดหัว เด็กสามคนนี้ช่างสรรหาเรื่องมาให้ปวดหัวได้ไม่เว้นแต่ละวันจริงๆ
“เอาล่ะๆ พวกคุณหยุดร้องไห้โวยวายกันได้แล้ว การที่ตามหาเด็กจนเจอก็นับว่าเป็นเรื่องดีแล้วไม่ใช่หรือ”
หวังเซียงซิ่วตวาดแว้ดขึ้นมาทั้งน้ำตา
“ดีกับผีน่ะสิ! ไม่ได้! พวกมันรังแกตีลูกชายฉันขนาดนี้ ฉันจะแจ้งความจับพวกมัน! ต้องจับพวกมันไปติดคุกให้หมด พวกมันอย่าหวังว่าจะรอดตัวไปได้ง่ายๆ!”
“เอาอะไรมาพูด!”
“พวกคุณนี่มันหน้าด้านจริงๆ!”
สถานการณ์เริ่มบานปลาย ต่างฝ่ายต่างด่าทอกันไปมาอย่างดุเดือด ฝั่งแม่ผัวลูกสะใภ้ตระกูลซูก็เจ็บปวดหัวใจที่เห็นหลานรักลูกรักถูกทำร้าย ส่วนฝั่งชาวบ้านและผู้เสียหายก็รังเกียจพฤติกรรมของครอบครัวนี้จนทนไม่ไหว
หวังเซียงซิ่วยื่นคำขาดเสียงแข็ง
“ฉันไม่สน! พวกแกต้องจ่ายค่าเสียหายมา! แล้วก็ต้องพาฉลูกชายฉันไปหาหมอที่โรงพยาบาลด้วย ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่”
เธอยังคงโวยวายไม่ยอมเลิกรา สหายตำรวจเองก็จนปัญญา แม้จะเห็นใจที่เด็กถูกซ้อมจนหน้าตาปูดบวม แต่พอนึกถึงวีรกรรมที่เด็กพวกนี้ก่อไว้ ก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเป็นลูกหลานใครไปทำตัวแบบนี้ ก็คงหนีไม่พ้นโดนบาทาจนน่วมกันทั้งนั้น โดนแค่นี้ถือว่ายังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ
[จบบท]