บทที่ 317: อย่าสำคัญตัวผิด
เธอเคยคิดว่าตัวเองเจอเบาะแสเข้าให้แล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะคว้าน้ำเหลวอีกจนได้เพราะไม่เจอเบาะแสอะไรเลยสักอย่าง รองหัวหน้าเจิ้งจึงไม่พอใจเอามากๆ ช่วงนี้เขาทำหน้าตาบึ้งตึงใส่เธอแถมยังไม่ยอมหลับนอนกับเธอเลยด้วย
หูฮุ่ยฮุ่ยถอนหายใจออกมาอย่างกลัดกลุ้ม พวกผู้ชายนี่นะ พอได้เชยชมสมใจแล้วก็ไม่คิดจะเห็นคุณค่ากันบ้างเลย
“ฮุ่ยฮุ่ย จู่ๆ ทำไมเธอถึงนึกครึ้มถามเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ”
ป้าซูเอ่ยถามหยั่งเชิงด้วยความสงสัย หูฮุ่ยฮุ่ยตอบกลับไป
“หนูก็แค่ถามไปอย่างนั้นแหละค่ะ”
เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งพูดทีเล่นทีจริงผสมโรงไปว่า
“ไม่ใช่ว่าหนูได้ยินข่าวลือมาหรอกเหรอคะ ที่ว่าส้วมพังถล่มลงมาเพราะมีคนไปขุดสมบัติพวกทองคำและอัญมณีน่ะ หนูก็เลยลองเอาเรื่องราวมาปะติดปะต่อกันดู”
ป้าซูหลุดขำพรืดออกมาแล้วพูดว่า
“ถึงฉันจะไม่ชอบขี้หน้าจ้าวชุ่ยฮวาก็เถอะ แต่เรื่องนี้น่าจะเป็นไปไม่ได้หรอก บ้านนั้นน่ะพอแยกบ้านเมื่อเดือนมกราคมพวกเขาก็เริ่มกินดีอยู่ดีกันแล้ว อย่าไปมองว่าบ้านนั้นปากบอกว่ายังไม่แยกบ้านแล้วต้องจ่ายค่าอาหารส่วนกลางนะ เนื้อแท้แล้วพวกเขาก็เหมือนแยกบ้านกันนั่นแหละ
แต่ฉันรู้จักนิสัยจ้าวชุ่ยฮวาดี บ้านนั้นไม่ค่อยไปเดินตลาดมืดหรอก ส่วนใหญ่ก็แลกเปลี่ยนของกับเพื่อนบ้านแถวนี้ทั้งนั้นแหละ อีกอย่างบ้านเขามีคนทำงานโรงงานตั้งหลายคน กลัวจะมีผลกระทบกับงานจะตาย ไม่กล้าทำเรื่องสุ่มเสี่ยงหรอก แถมเรื่องทองคำและอัญมณีนั่นมันก็เป็นเรื่องหลังวันแรงงานแล้ว เธอเนี่ยช่างจินตนาการจริงๆ”
“โธ่ หนูก็แค่คิดเล่นๆ เองค่ะ หนูแค่อยากรู้ว่าถ้าเรารู้เบาะแสจะได้มีส่วนแบ่งบ้างไหม ใครบ้างจะไม่อยากมีเงิน ถ้ามีเงินหนูก็คงไม่ต้องมาลำบากตรากตรำแบบนี้หรอก”
หูฮุ่ยฮุ่ยเห็นว่าสืบด้วยตัวเองไม่มีความคืบหน้า จึงเตรียมจะเปลี่ยนแผนใหม่ เธอจงใจเปิดเผยข้อมูลออกมานิดหน่อย แล้วแสดงท่าทีให้ชัดเจนขึ้น เพื่อดูปฏิกิริยาของคนอื่น
สู้ดึงป้าซูเข้ามาเอี่ยวด้วยดีกว่า ยัยแก่คนนี้รู้เรื่องชาวบ้านดีกว่าเธอที่สืบเองตั้งเยอะ
ป้าซูแย้งขึ้น
“เธอน่ะฝันหวานเกินไปแล้ว จะไปมีเรื่องดีๆ แบบนั้นที่ไหนกัน พวกเราจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง อีกอย่าง ต่อให้เจอจริงๆ ก็คงต้องส่งเข้าหลวงอยู่ดี จะไปหาเรื่องใส่ตัวทำไม”
เทียบกับการไปไล่ตามของที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ ป้าซูยอมเสียเวลาวางแผนจับไป๋เหล่าโถวให้อยู่หมัดยังจะดีเสียกว่า ของที่คว้ามาอยู่ในมือได้จริงๆ ต่างหากถึงจะเป็นของดี
หูฮุ่ยฮุ่ยถามต่อ
“แล้วป้าไม่เคยได้ยินข่าวว่าบ้านไหนรวยขึ้นมาผิดหูผิดตาบ้างเลยเหรอ”
ป้าซูมองเธอด้วยความงุนงงหนักกว่าเดิม พร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น
“รวยขึ้น? บ้านไหนรวยแล้วจะเที่ยวป่าวประกาศบอกคนอื่นกันล่ะ”
หวังเซียงซิ่วเสริมขึ้นบ้าง
“นั่นสิ ถึงมีเงินก็ต้องซ่อนไว้สิ ใครจะมาทำตัวอวดร่ำอวดรวยให้คนอื่นจับได้กันล่ะ”
เธอพูดต่อ
“ฉันเดาว่านะ เรื่องสมบัตินั่นจะมีจริงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย เธอก็อย่าไปใส่ใจนักเลย ฟังความข้างเดียวเดี๋ยวจะกลายเป็นกระต่ายตื่นตูมเปล่าๆ เรื่องพวกนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้”
หวังเซียงซิ่วเริ่มขี้เกียจจะสนใจลูกพี่ลูกน้องจอมเพ้อเจ้อคนนี้แล้ว
“จริงสิ พรุ่งนี้ฉันจะแนะนำเธอให้รู้จักกับไป๋เฟิ่นโต้วอย่างเป็นทางการ พวกเธอลองคบหาดูใจกันดูสิ”
หูฮุ่ยฮุ่ยอุทานลั่น
“อะไรนะ”
เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ถึงตอนกลางวันเธอจะไม่อยู่ แต่พอกลับมาถึงก็ได้ยินคนในลานบ้านซุบซิบกันให้แซ่ดว่าลูกพี่ลูกน้องของเธอกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับไป๋เฟิ่นโต้วไปแล้ว
หวังเซียงซิ่วรีบอธิบาย
“ฉันไม่ได้ให้เธอไปคบกับเขาจริงๆ สักหน่อย แค่ให้เธอแกล้งทำเป็นคบก็พอ ให้เขารู้ว่าฉันจริงใจอยากจะเป็นแม่สื่อให้พวกเธอจริงๆ ฉันแต่งงานกับเขาไม่ได้ แต่ก็ต้องให้ความหวังเขาบ้าง”
แน่นอนว่าเธอเลือกที่จะไม่ทำแบบนี้ก็ได้ เพราะยังไงเธอก็รวบหัวรวบหางไป๋เฟิ่นโต้วได้แล้ว แต่เธอก็ยังกลัวอยู่ดี กลัวว่าพอไป๋เฟิ่นโต้วได้สติแล้วจะกลับไปเมินเฉยใส่เธอเหมือนเมื่อก่อน
การที่เธอลงไม้ลงมือตบไป๋เฟิ่นโต้วไปครั้งนั้น มันเป็นความผิดพลาดจริงๆ ตอนนี้เธอต้องลงทุนลงแรงให้มากขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอหวังดีกับเขาตลอดเวลา เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับเขา ถึงขั้นยอมแนะนำลูกพี่ลูกน้องสาวให้รู้จัก นี่คือสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อสารให้ไป๋เฟิ่นโต้วรับรู้ในช่วงนี้
ถึงตอนนั้นไป๋เฟิ่นโต้วจะต้องซาบซึ้งและปวดใจแทนเธอแน่ๆ แล้วก็จะยิ่งดีกับเธอมากขึ้นไปอีก ดีไม่ดี...อาจจะยอมควักเงินออกมาให้เธอใช้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตก็ได้
“เธอต้องทำตัวร้ายกาจหน่อยนะ จะได้ช่วยขับเน้นให้ฉันดูดียิ่งขึ้น”
หูฮุ่ยฮุ่ยโวยวาย
“พี่... พี่จะเกินไปหน่อยแล้วมั้ง”
หวังเซียงซิ่วเบะปาก
“แล้วเธอมากินข้าวบ้านฉันฟรีๆ หรือไง”
หูฮุ่ยฮุ่ยโมโหจนหน้าแดง
“หนูจ่ายเงินนะ”
หวังเซียงซิ่วสวนกลับ
“แค่แปดหยวน จะไปพออะไร”
หูฮุ่ยฮุ่ยจ้องมองหวังเซียงซิ่วด้วยสายตาเหลือเชื่อ เธอได้เรียนรู้ความโลภโมโทสันของลูกพี่ลูกน้องคนนี้เพิ่มขึ้นอีกแล้ว เธอหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วพูดว่า
“หนูไม่ทำ”
เธอก็อยากจะลองเข้าหาไป๋เฟิ่นโต้วดูเหมือนกัน เพื่อจะสืบดูความลับเรื่องจักรยานของหมอนั่น แต่คำพูดของหวังเซียงซิ่วทำให้เธอไม่พอใจมาก จึงเลือกที่จะงัดข้อทันที ปกติมีแต่คนอื่นต้องมาเป็นฐานรองเท้าให้เธอเด่นขึ้น จะให้เธอไปทำตัวแย่ๆ เพื่อเชิดชูคนอื่นงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ
หวังเซียงซิ่วพูดอย่างเย็นชา
“ไม่ทำก็ไสหัวไป อย่าคิดว่าจ่ายเงินแล้วจะเป็นคุณนายได้นะ”
“พี่!”
หูฮุ่ยฮุ่ยโกรธจัดจนกระแทกตะเกียบลงบนโต๊ะ แล้วเดินปึงปังออกจากห้องไป ป้าซูเอ่ยขึ้น
“ดูเธอทำเข้าสิ...”
หวังเซียงซิ่วตอบอย่างไม่ยี่หระ
“ถ้าไม่ทำตัวแข็งกร้าวบ้าง หล่อนก็คงหลงคิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหน หล่อนไม่มีที่ไปหรอก ไม่อย่างนั้นคงไม่ซมซานมาหาฉันถึงที่นี่ วางใจเถอะ เดี๋ยวหล่อนก็กลับมาเอง”
ถ้าเธอกุมจุดอ่อนของหูฮุ่ยฮุ่ยไม่ได้ ยัยนั่นไม่มีทางยอมฟังคำสั่งเธอแน่ หูฮุ่ยฮุ่ยเดินออกมาแล้วก็ต้องกลับเข้าไปจริงๆ นั่นแหละ เพราะเธอยังมีผลประโยชน์ที่ต้องการอยู่ เธอนั่งหน้าบึ้งอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ด้วยความโมโห
จวงจื้อซีเดินออกมาจะไปเข้าส้วม พอเห็นคนนั่งเฝ้าอยู่หน้าประตูเหมือนทวารบาล เขาจึงเอ่ยขึ้น
“ช่วยหลบทางหน่อยครับ”
หูฮุ่ยฮุ่ยเงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าเป็นจวงจื้อซี สีหน้าบึ้งตึงก็คลายลงทันที คนเรามักจะรู้สึกดีกับคนหน้าตาดีเป็นพิเศษอยู่แล้ว เธอจึงเอ่ยทักทาย
“พี่จวง จะไปไหนเหรอคะ”
จวงจื้อซีตอบสั้นๆ
“ไปส้วม”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ
“คุณเรียกชื่อเต็มผมเถอะ”
หูฮุ่ยฮุ่ยปรายตามอง ก่อนจะส่งยิ้มยั่วยวนแล้วพูดว่า
“ทำไมล่ะคะ ฉันเรียกพี่จวงไม่ได้เหรอ หืม... พี่จวง ทำไมคะ กลัวเมียพี่ได้ยินเข้าหรือไง”
จวงจื้อซีทำหน้าจริงจัง
“เราสองคนไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นครับ”
สำหรับหูฮุ่ยฮุ่ยคนนี้ อันที่จริงเขารู้สึกระแวดระวังตัวอยู่ตลอด ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ใสซื่อไร้พิษสงเหมือนหน้าตา หูฮุ่ยฮุ่ยคิดไม่ถึงว่าจวงจื้อซีจะเย็นชาขนาดนี้ ก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้ว
“เป็นเพื่อนบ้านกันแท้ๆ ไม่เห็นต้องทำตัวห่างเหินขนาดนี้เลยนี่คะ”
จวงจื้อซีกวาดตามองหูฮุ่ยฮุ่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม
“ผมมีเมียแล้วครับ”
เขาเสริมต่ออีกประโยค
“ถ้าคุณรู้สึกดีกับผม ผมว่าคุณตัดใจเถอะครับ”
หูฮุ่ยฮุ่ยเบิกตากว้างทันที แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าจวงจื้อซีพูดอะไรออกมา ถึงเธอจะยอมรับว่าจวงจื้อซีหน้าตาดีใช้ได้ก็เถอะ แต่เธอไม่เคยเก็บเขามาพิจารณาเลยสักนิด ผู้ชายที่เธอต้องการคือคนที่มีอำนาจและเงินทอง
จวงจื้อซีแบบนี้ในสายตาเธอก็เป็นแค่ปลาซิวปลาสร้อย จะหลอกเอาผลประโยชน์นิดๆ หน่อยๆ น่ะพอได้ แต่ถ้าให้แต่งงานด้วย เธอไม่มีทางชายตาแลแน่นอน อีกอย่าง ผู้ชายคนนี้จะหลงตัวเองเกินไปหน่อยไหม
เธอกลอกตามองบนใส่เขา
“พี่คิดมากไปเองหรือเปล่าคะ”
จวงจื้อซียิ้มมุมปากด้วยความภาคภูมิใจในตัวเองอยู่หลายส่วน แล้วเอ่ยขึ้น
“ผมรู้นะครับว่าพื้นฐานครอบครัวของผมดีมาก หน้าตาของผมก็หล่อเหลาเอาการ หน้าที่การงานก็มีหน้ามีตา คนที่ชอบผมมีเยอะแยะไปหมด คุณเองก็อาจจะมีความรู้สึกดีๆ ให้ผมเหมือนกัน แต่ผมเป็นคนประเภทรักเดียวใจเดียวน่ะครับ ผมรักแต่เมียของผมคนเดียวเท่านั้น คุณจะมาชอบผมมันก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ”
หูฮุ่ยฮุ่ยพูดไม่ออก
“...”
ไอ้ปัญญาอ่อน เธอลุกขึ้นยืนทันที แล้วกลอกตามองบนอีกรอบ
“ผีตัวไหนไปชอบพี่กัน หลงตัวเอง!”
เธอหมุนตัวเดินหนีไปทันทีโดยไม่หันกลับมามอง จวงจื้อซียักไหล่อย่างไม่ยี่หระ เขาแอบหัวเราะคิกคักเบาๆ แล้วเดินไปเข้าห้องส้วม บางครั้งคนเราก็ต้องมีวิธีรับมือกับคนแต่ละประเภทที่แตกต่างกันไป
สำหรับคนอย่างหูฮุ่ยฮุ่ย การแสดงออกของเขาเมื่อครู่นี้ถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว คาดว่าในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นี้ หูฮุ่ยฮุ่ยคงจะไม่กล้าเสนอหน้ามาให้เขาเห็นอีกแน่นอน
เพราะถึงยังไง หูฮุ่ยฮุ่ยก็เป็นคนที่มีความหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเองสูงมากคนหนึ่ง
จวงจื้อซีเองก็ไม่อยากจะไปข้องแวะกับหูฮุ่ยฮุ่ยอยู่แล้ว
แบบนี้แหละดีที่สุด
เขาก้าวเท้าเดินตรงไปทางห้องส้วม พลางนึกถึงเตาหุงต้มที่บ้านของตัวเอง เขาก้มหน้าลงยิ้มบางๆ แม่ของเขามักจะบอกเสมอว่าเขาเป็นคนเจ้าเล่ห์มีความคิดซับซ้อน จวงจื้อซีไม่ปฏิเสธเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
เขาครุ่นคิดในใจ คนในบ้านมีตั้งเยอะตั้งแยะ ไม่มีใครสงสัยเรื่องที่บ้านเลยหรือไง แต่จวงจื้อซีนี่แหละที่สงสัย ตั้งแต่พ่อกับแม่ของเขาต่อเติมเตาหุงต้มอันนั้น จวงจื้อซีก็รู้สึกทะแม่งๆ มาตลอดแล้ว
จริงอยู่ที่ว่าการต่อเติมเตาเพิ่มอีกจุดมันทำให้ใช้งานสะดวกขึ้น แต่ปัญหาคือ งานนี้พ่อของเขาเป็นคนลงมือทำเองทั้งหมด ตั้งแต่พวกเขาสองพี่น้องโตขึ้น ปกติแล้วงานใช้แรงงานในบ้านมักจะเป็นหน้าที่ของพวกเขาสองพี่น้องจัดการ
แต่พ่อกับแม่กลับไม่เอ่ยปากเรียกใช้เลยสักคำ จู่ๆ ก็ลงมือทำเตาหุงต้มกันเอง พ่อของเขาลงแรงทำเองกับมือ แม้ในตอนนั้นจวงจื้อซีจะมีความสงสัยอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้เก็บเอามาคิดเป็นจริงเป็นจัง
แต่ทว่า... จากพฤติกรรมหลายๆ อย่างในภายหลัง มันทำให้เขาเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างได้รางๆ
โบราณว่าไว้ว่าแม่ย่อมเข้าใจลูกดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลูกเองก็เข้าใจแม่ดีที่สุดเช่นกัน
จวงจื้อซีรู้จักนิสัยแม่แท้ๆ ของตัวเองดี และเพราะความรู้จักดีนี่แหละ เขาถึงรู้สึกว่าทุกครั้งที่มีการพูดถึงเรื่องสมบัตินี้ที่บ้าน แม่ของเขามักจะมีท่าทีแปลกไป มันอาจจะไม่ได้ชัดเจนจนสังเกตได้ง่าย แต่เขาก็มองออก
จวงจื้อซีคิดว่า ทองคำและอัญมณีที่ทำให้อวี๋เป่าซานถึงกับเป็นบ้าเป็นหลัง น่าจะถูกแม่ของเขาเอาไปแล้ว ถึงจะไม่รู้แน่ชัดว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง หรือรายละเอียดเป็นแบบไหน แต่จวงจื้อซีลองคำนวณช่วงเวลาดูแล้ว เขารู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก
คนนอกอาจจะไม่รู้ แต่คนในบ้านย่อมรู้ดีที่สุด เขาคิดว่าเป็นแบบนั้น แต่ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูดออกมา
เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว แม้กระทั่งกับหมิงเหม่ยเขาก็ยังไม่เคยปริปากบอก แน่นอนว่าเขายังไม่ได้พิสูจน์ความจริง แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก สิ่งสำคัญคือเขารู้อยู่แก่ใจก็พอแล้ว ส่วนหูฮุ่ยฮุ่ยคนนั้น จวงจื้อซีวิเคราะห์ว่าหล่อนคงพุ่งเป้ามาที่ของสิ่งนี้แน่
เพราะเขาสัมผัสได้ว่าแม่ของเขาก็ระแวดระวังหูฮุ่ยฮุ่ยอยู่เหมือนกัน แต่ด้วยความรอบคอบของแม่ หูฮุ่ยฮุ่ยไม่มีทางเดาอะไรออกหรอก และยิ่งไม่มีทางหาอะไรเจอด้วย ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเขาเป็นลูกชายที่ฉลาดที่สุดของแม่นี่นา
จวงจื้อซีถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขาทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วเดินออกมาจากห้องส้วม สายตาเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆ โดยบังเอิญ เขาเห็นผู้ชายหนวดเครารุงรังคนหนึ่งหลบอยู่ในมุมมืด หัวใจของจวงจื้อซีกระตุกวูบ ถึงจะมองเห็นหน้าไม่ชัด แต่ทำไมลักษณะท่าทางถึงดูคุ้นตานัก เหมือนกับอวี๋เป่าซานเลย
เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นแล้วเดินกลับออกมาอย่างเป็นปกติ แต่ในใจกลับเริ่มครุ่นคิดอย่างหนัก อวี๋เป่าซานกลับมาทำไม ช่วงนี้มีข่าวลือเกี่ยวกับอวี๋เป่าซานหนาหู แต่ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือแบบไหน ก็ไม่มีข่าวไหนบอกว่าเขากลับมาแล้วนี่นา
หรือว่าเขาจะตาฝาดไปเอง
จวงจื้อซีส่ายหัวเร็วๆ ปฏิเสธความคิดนั้น เขามั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด สายตาของเขาดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จวงจื้อซีเดินกลับเข้ามาในลานบ้าน เดินสวนกับไป๋เหล่าโถวที่กำลังจะเดินออกไปพอดี จวงจื้อซีไม่ได้สนใจอะไร เขาเห็นเด็กๆ ในบ้านกำลังวิ่งเล่นกันอยู่ จึงรีบเอ่ยกำชับทันที
“หู่โถว เสี่ยวเยี่ยนจื่อ พวกหนูเล่นกันอยู่แค่ในลานบ้านนะ อย่าวิ่งออกไปข้างนอกเด็ดขาด”
“ครับ/ค่า”
จวงจื้อซีเดินเข้าประตูบ้านไป แล้วกระซิบเสียงเบา
“แม่ทายซิว่าผมเห็นใคร ผมเหมือนจะเห็นอวี๋เป่าซานเลย”
จ้าวชุ่ยฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับ
“เขากลับมาแล้วเหรอ”
“ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ใครจะไปรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา แต่ผมเห็นเขาทำท่าหลบๆ ซ่อนๆ หนวดเครายาวเฟิ้ม ดูสภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าไปเจออะไรมาบ้าง”
จ้าวชุ่ยฮวาตัดสินใจทันที
“พวกเรา...”
“โอ๊ยยย!!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากด้านนอก จ้าวชุ่ยฮวากับจวงจื้อซีสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ พวกเขารีบวิ่งออกไปดูที่หน้าประตู
“เกิดอะไรขึ้น”
“มีเรื่องอะไรกัน”
“ไม่รู้เหมือนกัน ออกไปดูกันเถอะ ไป!”
“ทำไมเสียงเหมือนเสียงของลุงไป๋เลย”
ตอนนั้นเอง เฉียงต้าต่านที่อยู่บ้านข้างๆ ก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาตะโกนบอกทุกคน
“คนในบ้านนี้รีบออกไปดูเร็วเข้า ลุงไป๋แกเพิ่งเดินออกไปเข้าส้วมเมื่อกี้ พอเดินไปถึงหน้าประตูห้องส้วม อวี๋เป่าซานก็กระโจนออกมา เอาอิฐฟาดหัวลุงไป๋เต็มๆ เลย!”
“เชี่ยเอ๊ย!”
“อวี๋เป่าซานทำบ้าอะไรของมัน!”
“มันบ้าไปแล้วเหรอ พอกลับมาถึงก็ไล่ตีคนเลยเนี่ยนะ”
ไป๋เฟิ่นโต้วสบถคำหยาบออกมาเสียงดังลั่น แล้วรีบวิ่งถลันออกไปข้างนอกทันที เพราะคนเจ็บนั่นคือพ่อแท้ๆ ของเขา
เฉียงต้าต่านยังคงมีสีหน้าตื่นตระหนก เล่าต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“อวี๋เป่าซานพุ่งเข้ามาถึงก็ฟาดด้วยอิฐเลย แถมยังด่ากราดว่าพวกแกสองพ่อลูกทำร้ายฉัน คอยดูเถอะฉันจะจัดการพวกแกให้สาสม! แล้วมันก็ทำท่าจะซ้ำอีกที ดีนะที่ฉันตะโกนขึ้นมาซะก่อน มันถึงได้วิ่งหนีไป...”
เฉียงต้าต่านรู้สึกว่าถ้าขืนตรอกนี้ยังเป็นแบบนี้ต่อไป เขาที่มีชื่อว่าผู้กล้าคงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นไอ้ขี้ขลาดเข้าสักวัน คนพวกนี้ช่างขยันก่อเรื่องกันจริงๆ
“ฉันบอกแล้วว่าเรื่องที่ไป๋เฟิ่นโต้วชอบไปไล่เตะผ่าหมากชาวบ้านเขาไปทั่วน่ะมันไม่ดี เห็นไหมล่ะว่าเกิดเรื่องจนได้”
“อวี๋เป่าซานกลายเป็นคนพิการไปแล้วหรือเปล่า ถึงได้กลับมาแก้แค้นแบบนี้”
“น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ”
“เฮ้อ โจวฉวินก็พิการไปคนหนึ่งแล้ว อวี๋เป่าซานก็มาพิการอีก... ไป๋เฟิ่นโต้วนี่มันจะทำลายผู้ชายไปอีกกี่คนกันเนี่ย...”
“อาจจะไม่ใช่เรื่องนั้นก็ได้มั้ง”
“หยุดพูดกันก่อนเถอะ รีบไปช่วยคนเร็ว”
จวงจื้อซีหันมาบอกแม่
“ผมจะออกไปช่วยพวกเขา แม่ไม่ต้องออกไปนะ ยังไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้าง”
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้า
“ได้”
จวงจื้อซีวิ่งออกไปสมทบกับคนอื่นๆ ช่วยกันพยุงคนเจ็บขึ้นรถเข็น ไป๋เฟิ่นโต้วร้องโวยวายเสียงดังลั่น
“อวี๋เป่าซาน ฉันจะฆ่าแก!”
“ไอ้สารเลว แน่จริงแกก็มาลงที่ฉันสิวะ!”
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมา อวี๋เป่าซานตีหัวคนเสร็จก็วิ่งหนีหายไปในความมืดแล้ว
จวงจื้อซีรีบเตือนสติ
“อย่ามัวแต่พูดมากเลย รีบพาคนเจ็บไปโรงพยาบาลก่อนเถอะ”
“ใช่ๆ เสี่ยวจวงพูดถูก”
[จบบท]